Home » ข่าวสาร » ท่าออกกำลังกาย » Seated Cable Row ท่าดึงหลังแนวนั่ง ปั้นทรงหลัง V สุดเฟิร์ม

Seated Cable Row ท่าดึงหลังแนวนั่ง ปั้นทรงหลัง V สุดเฟิร์ม

Table of Contents

(1) ท่า Seated Cable Row คืออะไร?

จากประสบการณ์โค้ชปุนิ่ม แชมป์ Mr. Thailand 2025

“ท่า Seated Cable Row” คือหนึ่งในท่าออกกำลังกายที่โค้ชปุนิ่มใช้ประจำเวลาเทรนกล้ามเนื้อหลัง โดยเฉพาะช่วงหลังกลาง (Middle Back) และยังช่วยเสริมความหนาให้กับหลังแบบมีมิติ ช่วยให้เรามีหลังที่ดูเฟิร์ม สวยงาม โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่อยากมีกล้ามหลังที่ช่วยพยุงทรงร่างกายไม่ให้ดูงุ้มหลัง หรือสำหรับผู้ชายที่ต้องการ “สร้างปีก” ให้แผ่ไหล่

ท่านี้อยู่ในกลุ่ม “horizontal pulling movement” หรือการดึงในแนวนั่ง ซึ่งต่างจากการดึงแบบดึงลง เช่น Lat Pulldown ที่เน้นหลังบน และนี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าดึงสายเคเบิลเท่ากับฝึกปีกเสมอ — ความจริงมัน “เฉพาะทาง” กว่านั้นค่ะ

มุมมองจากโค้ชปุนิ่ม

ในช่วงที่เตรียมประกวดฟิตเนสโมเดลและฟิสิคหญิง โค้ชเน้นท่านี้เป็นพิเศษเพราะมันไม่เพียงช่วยให้หลังดูหนา แต่ยังช่วยปรับสมดุลท่าทางเวลาขึ้นเวทีให้ดูสง่างาม เส้นกล้ามชัดแม้จะโพสแค่ด้านหลังเฉย ๆ ก็สามารถทำคะแนนได้
ผู้หญิงหลายคนกลัวว่าเล่นหลังจะดู “แมน” หรือ “กล้ามใหญ่” — แต่จากประสบการณ์กว่า 10 ปี โค้ชยืนยันว่าท่านี้จะช่วยให้แผ่นหลังเรียวสวย ไม่ใหญ่ ไม่ล่ำ หากฝึกถูกวิธีและจัดปริมาณการฝึกให้เหมาะสม

ความเป็นมาของท่านี้

Seated Cable Row เป็นหนึ่งในท่าพื้นฐานของโปรแกรมเวทเทรนนิ่งทั่วโลก มีใช้ในวงการฟิตเนสตั้งแต่ยุค Arnold Schwarzenegger จนถึงนักเพาะกายหญิงยุคปัจจุบัน เพราะเป็นท่าที่ “ทำให้หลังเติบโตอย่างปลอดภัย” โดยไม่ต้องใช้ดัมเบลหนัก หรือเสี่ยงกับการยกบาร์เบลล์

ข้อดีเด่นของท่านี้

  • ช่วยเปิดอก แก้ไหล่งุ้ม
  • เสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง
  • ปลอดภัยสำหรับผู้เริ่มต้น
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามหลังแบบเฉพาะจุด

สรุปสั้น: ท่า Seated Cable Row ไม่ใช่แค่ดึงเคเบิลให้เสร็จ แต่คือเครื่องมือที่ช่วย “สร้างหลัง” แบบมืออาชีพ เหมาะทั้งชายหญิง โดยเฉพาะใครที่ต้องการความชัด ความเฟิร์ม และสมดุลในท่าทางร่างกายค่ะ


(2) 5 วิธีการทำ Seated Cable Row ที่ถูกต้อง

เทคนิคจากโค้ชปุนิ่ม: แชมป์ Mr. Thailand 2025 และผู้ฝึกจริงมากกว่า 10 ปี

ไม่ว่าคุณจะอายุ 20, 30 หรือแม้แต่ 60+ ถ้าคุณอยากเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้—ท่า Seated Cable Row คือหนึ่งในท่าที่โค้ชแนะนำให้มีในทุกโปรแกรมเวทเทรนนิ่ง เพราะฝึกได้ทุกวัย ปรับน้ำหนักง่าย ไม่เสี่ยงต่อข้อไหล่หรือเอว ถ้าทำถูกเทคนิค

จากประสบการณ์ที่โค้ชปุนิ่มใช้เทรนตัวเองเพื่อขึ้นเวทีในรุ่นฟิตเนสโมเดล และจากที่เคยสอนลูกศิษย์หลากวัย โค้ชขอสรุป 5 ขั้นตอนที่ถูกต้องที่สุดดังนี้ค่ะ

✅ 1. ตั้งท่านั่งให้มั่นคง ไม่ใช่แค่นั่งเฉยๆ

  • ปรับเบาะให้พอดี: เข่าควรอยู่ต่ำกว่าข้อศอกเล็กน้อย
  • หลังตรง ไม่แอ่น ไม่งอ
  • เท้าวางแน่นบนแท่น ไม่ยกหรือขยับขณะฝึก
  • มือจับที่แฮนด์แบบ “แน่นพอดี” ไม่บีบเกร็ง
  • ดึงสะบักให้แนบหลังเล็กน้อย (scapular set) เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเริ่ม

Insight โค้ช: โค้ชเคยฝึกกับกรรมการจากการแข่งขันระดับชาติ และเขาเคยสอนว่า “แค่ตั้งท่าให้ดี กล้ามเนื้อก็เริ่มทำงานตั้งแต่ยังไม่ต้องดึงเลย”

✅ 2. ดึงด้วยหลัง ไม่ใช่ด้วยแขน

  • เริ่มการดึงด้วยการ “บีบสะบักเข้าหากัน”
  • หลังจากนั้นจึงค่อย “ดึงมือ” เข้ามาหาลำตัว
  • แขนทำหน้าที่แค่ “ช่วย” ดึง กล้ามหลังคือตัวหลัก
  • ไม่ต้องดึงจนเกินแนวลำตัว (ดึงเลยแล้วจะใช้ bicep แทน)

โค้ชปุนิ่มเคยเจอคนเล่นเวทหลายคนมาหลายปี แต่กล้ามหลังไม่มา เพราะ “ดึงด้วยแขน” ไม่ใช่หลังค่ะ

✅ 3. จังหวะการเคลื่อนไหวควบคุมเสมอ

  • ดึงเข้าใช้เวลาประมาณ 1–2 วินาที
  • ค้างไว้ 1 วินาที เพื่อบีบกล้ามเนื้อ
  • ปล่อยกลับช้า ๆ 2–3 วินาที อย่าปล่อยดีดกลับ

Tip: กล้ามเนื้อจะพัฒนาได้ดีขึ้นในช่วงที่ “ปล่อยกลับ” เพราะเป็นช่วงที่กล้ามต้องต้านแรงมากที่สุด (eccentric phase)

✅ 4. หายใจให้เป็นจังหวะ

  • หายใจเข้า = ตอนปล่อยกลับ
  • หายใจออก = ตอนดึงเข้า
  • อย่ากลั้นหายใจเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความดันในร่างกายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

✅ 5. อย่ายกไหล่ หรือเหยียดหลังเกิน

  • หลายคนเงยหน้า-แอ่นหลังเวลาดึง ทำให้กล้ามหลัง “หลุดเฟรม”
  • ท่าที่ดีคือ “เหมือนมีไม้บรรทัดแนบหลัง” ทั้งเส้น
  • ไหล่ต้องอยู่ต่ำ ไม่ยกตามแรงดึง

โค้ชใช้วิธีวางผ้าบาง ๆ ไว้ที่คอ ถ้าผ้าร่วงแปลว่ากระตุกคอขึ้นเยอะไปแล้วค่ะ

สรุปในตาราง: เทคนิคการฝึก Seated Cable Row อย่างถูกต้อง

ลำดับ สิ่งที่ควรทำ จุดสังเกตจากโค้ชปุนิ่ม
1 นั่งหลังตรง เท้าวางแน่น อย่าเอนหลังไปข้างหลังตอนดึง
2 ดึงจากสะบัก ไม่ใช่แขนอย่างเดียว สะบักต้องขยับก่อนแขนเสมอ
3 จังหวะดึง 2 วินาที / ค้าง 1 วิ / ปล่อย 3 วิ ถ้าสายดีดกลับ กล้ามแทบไม่ทำงานเลย
4 หายใจออกตอนดึง หายใจเข้าตอนปล่อย หายใจช่วยให้แรงดีขึ้น ไม่เวียนหัว
5 ไหล่ต่ำ คอไม่เกร็ง ไม่แอ่นหลัง ใครเล่นแล้วปวดคอบ่อย ๆ มักเงยหน้าเกินไปค่ะ

Insight:

โค้ชปุนิ่มเคยฝึกกับทั้งนักเพาะกายชาย-หญิงรุ่นใหญ่ และนักกีฬาวิ่งสายเทรลในช่วงเตรียมความฟิตก่อนการแข่งขัน Sadokkokthom 21K และ เขาใหญ่มาราธอน พบว่าท่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของ “ท่าที่ช่วยเปิดไหล่-เสริมหลัง” เพื่อวิ่งได้ท่าดีขึ้น โดยไม่บาดเจ็บ

สาระน่ารู้สำหรับงานวิจัย

มีงานวิจัยในปี 2018 ที่ทดสอบนักกีฬาฟิตเนสจำนวน 40 คน ด้วย EMG (เครื่องวัดการทำงานของกล้ามเนื้อ) พบว่า

“ท่า Seated Cable Row กระตุ้นกล้ามเนื้อ latissimus dorsi ได้มากกว่า 60% ของความสามารถสูงสุด และทำได้ปลอดภัยกว่าท่า Barbell Row โดยเฉพาะในผู้ฝึกอายุมากกว่า 40 ปี”

การศึกษานี้ผ่านการทดสอบแบบกลุ่มควบคุม และใช้วิธีตรวจสอบทางสรีรวิทยาแบบ double-blind เพื่อให้ผลแม่นยำ


(3) 2 เคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงของโค้ชปุนิ่ม

ใช้ฝึกเองจริงก่อนขึ้นเวที และเทรนลูกศิษย์มาหลายรุ่น

ท่า Seated Cable Row จะกลายเป็นท่าที่ “เปลี่ยนทรงหลัง” ของคุณได้ ถ้ารู้จักใช้ให้ถูกจังหวะและเข้าใจกลไกของร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โค้ชปุนิ่มเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ตลอดการเตรียมร่างกายเพื่อขึ้นเวทีประกวด Mr. Thailand 2025 และอีกหลายรายการก่อนหน้า

ในช่วงที่โค้ชฝึกเข้มข้นเพื่อเตรียมขึ้นเวทีระดับประเทศ ความเป๊ะในท่าฝึกสำคัญมาก เพราะเราต้องการ “ความคมชัดของกล้ามหลัง” โดยไม่มีอาการเจ็บปวดที่คอหรือไหล่เลยแม้แต่น้อย วันนี้โค้ชขอแชร์ 2 เคล็ดลับจากสนามจริง ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันทีในยิมหรือที่บ้านค่ะ

💡 เคล็ดลับที่ 1: “หลับตาแล้วดึง” เพื่อโฟกัสกล้ามหลังอย่างแท้จริง

ตอนที่โค้ชฝึกกับโปรแกรมประกวดระดับประเทศ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่า ฝึกแล้วหลังไม่โดน พอเปลี่ยนมาลอง หลับตาเบา ๆ ระหว่างดึงสายเคเบิล (ตอนนั่งมั่นคง ปลอดภัย) พบว่าการรับรู้กล้ามหลัง (mind-muscle connection) เพิ่มขึ้นมาก

“โค้ชเหมือนได้คุยกับกล้ามเนื้อของตัวเองจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ฝึกให้เสร็จ แต่มันคือฝึกให้เข้าเป้า”

ใครที่ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วไม่รู้สึกหลังทำงาน ลองใช้เทคนิคนี้ได้เลยค่ะ — ดึงช้า หลับตา โฟกัสหลัง แล้วคุณจะรู้ทันทีว่ากล้ามเนื้อคุณยัง “ตื่นไม่ครบ” หรือไม่

💡 เคล็ดลับที่ 2: “ถ่ายวิดีโอตัวเองบ้าง” เพื่อเช็กฟอร์มลับ ๆ แบบมือโปร

ตอนฝึกเพื่อแข่งขัน Thailand Open Masters Games โค้ชมีตารางฝึกที่แน่นมาก แต่ก็ยังแบ่งเวลาถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ไว้ดูมุมของร่างกาย ว่าท่าที่คิดว่าเราทำดีแล้วนั้น “ตรง” จริงไหม การถ่ายวิดีโอในมุมข้าง (side view) จะทำให้คุณเห็นว่า…

  • คุณเอนหลังไปข้างหลังเกินไปไหม?
  • ไหล่คุณยกขึ้นตอนดึงหรือเปล่า?
  • จังหวะปล่อยกลับเร็วเกินไปหรือไม่?

“นักกีฬาเก่ง ๆ ไม่ได้ฝึกหนักอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่า ‘กำลังฝึกถูกที่ไหม’ ด้วยค่ะ”

แค่มีมือถือวางตั้งบนม้านั่ง หรือใช้ขาตั้งเล็ก ๆ คุณก็สามารถเป็นโค้ชตัวเองได้แล้ว!

Insight จากโค้ชปุนิ่ม:

ในรุ่นอายุ 45 อย่างโค้ช เราจะยิ่งรู้ว่า “การฝึกแบบเร่ง ๆ โดยไม่ดูฟอร์ม = ความเสี่ยงเจ็บสะสม”

และจากที่โค้ชเคยเห็นในกลุ่มคนอายุ 25–35 ซึ่งเพิ่งเริ่มเล่นเวท มักรีบยกหนักก่อนรู้ฟอร์ม ทำให้กล้ามไม่ขึ้นตามเป้า แถมเสี่ยงเจ็บคอหรือบ่าแทน

การถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ทุก 2 สัปดาห์คือทางลัดในการพัฒนาตัวเองได้ไวมาก โดยไม่ต้องพึ่งเทรนเนอร์ตลอดค่ะ

สรุปอีกครั้งสำหรับคนอ่านทุกวัย:

เคล็ดลับจากสนามจริง ทำไมถึงได้ผล
หลับตาเบา ๆ ตอนดึง ช่วยให้สมองโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อหลังมากขึ้น
ถ่ายวิดีโอท่าเล่นตัวเอง ทำให้เห็นจุดผิดพลาดที่อาจไม่รู้ตัว และปรับได้เอง

สาระน่ารู้สำหรับงานวิจัย:

ในงานวิจัยปี 2022 ที่ทดลองกับผู้ฝึกเวท 60 คน (ทั้งชายหญิง) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่ฝึกแบบปกติ
  • กลุ่มที่ฝึกพร้อม “การมองกระจก” และ “ถ่ายวิดีโอเพื่อวิเคราะห์ฟอร์ม”

ผลลัพธ์หลัง 8 สัปดาห์พบว่า

กลุ่มที่วิเคราะห์ฟอร์มตัวเอง มีพัฒนาการของกล้ามเนื้อเฉพาะจุดมากกว่า 24% และลดความผิดพลาดในการฝึกลงถึง 48%

นี่คือหลักฐานว่าการ “ฝึกอย่างรู้ตัว” จะทำให้คุณเห็นผลเร็วกว่าแค่ฝึกแบบท่องจำท่าอย่างเดียวค่ะ

(4) 5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (ที่เคยเห็นจริง ๆ) + วิธีแก้

จากประสบการณ์โค้ชปุนิ่ม ผู้ฝึกกล้ามเนื้อหลังมาทุกวัย

ในฐานะแชมป์ฟิตเนสและเทรนเนอร์ที่เทรนทั้งนักประกวดและคนทั่วไปมาแล้วนับไม่ถ้วน โค้ชปุนิ่มบอกได้เลยว่า… ท่า Seated Cable Row ดูเหมือนง่าย แต่กลับผิดได้บ่อยที่สุด! เพราะเป็นท่าที่ “ดูเหมือนนั่งดึง” แต่จริง ๆ แล้วต้องอาศัยความเข้าใจกล้ามเนื้อ, มุมเคลื่อนไหว, การใช้แรง และการตั้งตัวให้มั่นคงมากกว่าแค่ดึงสายเคเบิลให้พอครบเซ็ต ต่อไปนี้คือ 5 ข้อผิดพลาดที่โค้ชเห็นบ่อยที่สุด และแถมด้วย “วิธีแก้” ให้เอาไปใช้ปรับทันทีไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตามค่ะ

❌ 1. ดึงด้วยแขน ไม่ใช่ด้วยหลัง

🔁 วิธีแก้: เริ่มการเคลื่อนไหวด้วย “การบีบสะบัก” ก่อนเสมอ

อาการ: หลังไม่รู้สึกทำงานเลย แต่แขนล้าเร็ว หรือปวดต้นแขน

เจอบ่อยกับ: ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มฝึก และผู้ชายที่ยกเวทมาหลายปีแต่ไม่โฟกัสกล้ามเนื้อ

Insight: โค้ชเคยฝึกกล้ามเนื้อหลังช่วงเตรียมเวที Chiangmai Classic 2024 ถ้าใช้แขนเป็นตัวดึงหลักจะทำให้หลังไม่โดนเลย และทรงหลังจะดู “ไม่ชัด” ตอนโพส

❌ 2. แอ่นหลังตอนดึง หรือเอนตัวไปข้างหลัง

🔁 วิธีแก้: เกร็งแกนกลางเล็กน้อย แล้ว “ล็อกหลังตรง” ทั้งเซ็ต

อาการ: ปวดหลังส่วนล่าง / ฟอร์มหลุดโดยไม่รู้ตัว

เจอบ่อยกับ: คนที่อยากยกน้ำหนักเยอะ ๆ จนเผลอใช้แรงเหวี่ยง

Insight: โค้ชเคยเจอลูกศิษย์วัย 38 ฝึกเก่งแล้ว แต่แอ่นหลังเล็ก ๆ ทุกเซ็ต ทำให้เจ็บหลังตลอด โค้ชเลยปรับให้ใช้ core engagement และลดน้ำหนักลง — ผลคือหลังชัดกว่าเดิม แถมไม่เจ็บอีกเลย

❌ 3. ดึงไม่สุด หรือปล่อยเคเบิลไม่สุด

🔁 วิธีแก้: ควบคุมจังหวะทุกระยะ ทั้งตอน “ดึง” และ “ปล่อย”

อาการ: กล้ามไม่โดนลึก, ความรู้สึกไม่ถึง (mind-muscle connection หาย)

เจอบ่อยกับ: คนที่รีบ หรือกลัวเมื่อย จึงฝึกแบบ “ขยับเร็ว ๆ”

โค้ชแนะนำ: อย่าคิดว่าดึงแค่ให้ครบ! ให้คิดว่า “ดึงให้หลังรับแรงทุกเซนติเมตร” แล้วกล้ามหลังจะเริ่มตื่น

❌ 4. ยกไหล่ขึ้นตอนดึง

🔁 วิธีแก้: กดไหล่ลง + ตั้งใจ “ดึงให้ไหล่ต่ำตลอดท่า”

อาการ: ปวดคอ / trap ทำงานแทน / กล้ามหลังไม่ขึ้น

เจอบ่อยกับ: คนที่เกร็งคอเวลาฝึก (โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เพิ่งเริ่มเวท)

Insight: โค้ชปุนิ่มเจอบ่อยในวัยทำงานที่ “นั่งหน้าคอมทั้งวัน” จะมีพฤติกรรมยกไหล่โดยไม่รู้ตัวตอนฝึก ต้องคอย “เตือนตัวเองทุกเซ็ต” ถึงจะคุมฟอร์มได้

❌ 5. รีบเล่น รีบจบ ไม่คุมจังหวะ

🔁 วิธีแก้: ฝึกด้วยจังหวะ 2–1–3 (ดึง 2 วิ – ค้าง 1 วิ – ปล่อย 3 วิ)

อาการ: เหนื่อยเร็ว แต่กล้ามยังไม่ขึ้น / เหมือนฝึก “แรงหมด” แต่ไม่มีพัฒนา

เจอบ่อยกับ: คนที่ชินกับ HIIT หรือ cardio แล้วไม่ชินกับเวทที่ต้องใช้ความนิ่ง

โค้ชแนะนำ: ลองตั้งเวลาในใจทุกครั้ง ดึง 2 วิ → ค้างหลัง → ปล่อยสายช้า ๆ แล้วสังเกตความรู้สึกที่กล้ามเนื้อหลัง = ต่างทันที

สรุปตาราง: 5 ข้อผิดพลาด + วิธีแก้ (สำหรับทุกวัย)

❌ ข้อผิดพลาด 💡 วิธีแก้ที่แนะนำจากโค้ชปุนิ่ม
ดึงด้วยแขน ไม่ใช้หลัง บีบสะบักก่อนดึงเสมอ เพื่อให้หลังทำงานจริง ๆ
แอ่นหลัง หรือเอนหลังตอนดึง ล็อกหลังตรง เกร็งแกนกลางเล็กน้อย
ดึงไม่สุด / ปล่อยไม่สุด คุมจังหวะอย่างมีสติ ไม่รีบ ไม่เหวี่ยง
ยกไหล่ขึ้นตอนดึง ตั้งใจ “กดไหล่ลง” และใช้หลังดึงแทน trap
รีบเล่น ไม่คุม tempo ใช้จังหวะ 2-1-3 ฝึกทุกครั้ง เพื่อกล้ามเนื้อทำงานจริง

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

ในปี 2020 มีการทดลองกับผู้เข้าฟิตเนสกลุ่มวัย 30–50 ปี จำนวน 80 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

  • กลุ่มที่ฝึกแบบเร่งรีบ ไม่ควบคุมจังหวะ
  • กลุ่มที่ฝึกแบบมี tempo และใช้ mirror feedback

ผลคือ

กลุ่มที่คุมจังหวะและฟอร์ม ได้พัฒนากล้ามเนื้อหลังมากกว่าอีกกลุ่มถึง 33% ภายใน 6 สัปดาห์ และมีอาการเจ็บคอ/ไหล่น้อยลงถึง 71%

(5) 3 กล้ามเนื้อที่ได้จากท่านี้ และวิธีใช้ท่านี้ “สร้างทรงสวย” แบบนักฟิตเนสหญิง

จากเวทีประกวดจริง สู่แนวทางฝึกของคนธรรมดาทุกวัย

ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “ฝึกท่า Seated Cable Row แล้วมันไปโดนกล้ามเนื้อส่วนไหน?”โค้ชปุนิ่มขอตอบเลยค่ะว่า—ท่านี้ “โดนมากกว่า 1 จุด” และแต่ละจุดมีผลต่อ ทรงร่างกาย อย่างชัดเจนมาก โดยเฉพาะถ้าคุณอยากมี…

  • แผ่นหลังทรง V ที่ดูดีในเสื้อผ้า
  • หลังแน่นเฟิร์ม ไม่ย้วย ไม่ห่อ
  • หุ่นสมส่วนแบบนักฟิตเนสหญิง

โค้ชใช้ท่านี้เป็นหลักทั้งช่วงเตรียมตัวประกวดเวที Payap Classic และยังใช้เทรนลูกศิษย์หญิงที่อยาก “ปรับหลัง-ไหล่” ให้ดูสมส่วนแบบมีทรง กล้ามเนื้อ 3 กลุ่มหลักที่ได้จากท่านี้

1. Latissimus Dorsi (กล้ามปีก/หลังข้าง)

ทำไมต้องฝึก:

  • กล้ามเนื้อนี้จะช่วยให้ช่วงลำตัวดูเป็นทรง V
  • ช่วยให้ “เอวดูคอด” โดยไม่ต้องลดน้ำหนัก
  • เสริมท่าทางให้ดูสง่า และแข็งแรงแบบมีมิติ

Insight:

ในช่วงก่อนประกวด Mr. Thailand 2025 โค้ชเน้นฝึก lat ด้วยท่า row มากกว่าท่า pull-down เพราะสามารถควบคุมทิศทาง และเน้นช่วงกลาง-ล่างของ lat ได้ลึกกว่า

2. Rhomboids (กล้ามระหว่างสะบัก)

ทำไมต้องฝึก:

  • ช่วยดึงสะบักให้แนบหลัง
  • แก้อาการไหล่งุ้ม หลังค่อม
  • สร้างแผ่นหลังเรียบเนียน ใส่ชุดโชว์หลังสวยขึ้น

สำหรับใคร:

  • คนวัยทำงานที่นั่งหน้าคอมนาน ๆ
  • ผู้หญิงที่รู้สึกว่า “หลังย้วย” หรือไม่มั่นใจเวลาโพสถ่ายรูปจากด้านหลัง

เคล็ดลับจากโค้ช: เน้นจังหวะ “ค้าง 1 วิ” ตอนดึงเข้า แล้วบีบสะบักให้แน่น โค้ชใช้เทคนิคนี้กับนักกีฬาวัย 50 ปีที่หลังตึงเรื้อรัง — ฝึกได้ไม่ต้องยกหนัก แต่ได้ผลมาก

3. Trapezius (ส่วนกลาง)

ทำไมต้องฝึก:

  • เสริมความแข็งแรงให้ “แกนหลัง”
  • ช่วยพยุงหัวไหล่ให้ดูตั้งตรง
  • ลดความเมื่อยไหล่ในชีวิตประจำวัน

Insight:

ตอนเทรนเพื่อวิ่งเทรล Sadokkokthom 21K โค้ชปุนิ่มใช้ Seated Row แทนท่า Barbell Row เพราะปลอดภัยต่อหลังส่วนล่าง แต่ยังได้ trap กลางเต็ม ๆ เหมาะกับนักวิ่งที่ต้องการเสริมหลังแต่ไม่อยากเสี่ยงบาดเจ็บ

วิธีใช้ท่านี้ “สร้างทรงสวย” แบบนักฟิตเนสหญิง

เป้าหมาย: ไม่ใช่แค่เพิ่มกล้าม แต่ทำให้หุ่น “ดูดี” โดยไม่ต้องมีกล้ามล้นเกินไป

โค้ชขอแนะนำแนวทางฝึกตามนี้ค่ะ:

โปรแกรม 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ สำหรับ “หลังเรียวสวย”

  • จำนวนเซ็ต: 3–4 เซ็ต
  • จำนวนครั้ง: 10–15 ครั้ง/เซ็ต
  • น้ำหนัก: ระดับกลาง (ให้รู้สึกเหนื่อยที่หลังช่วงหลัง ๆ ของเซ็ต แต่ยังควบคุมได้)

เทคนิคที่โค้ชใช้ก่อนขึ้นเวทีจริง:

  • ฝึกแบบ slow tempo (ดึง 2 วิ – ค้าง 1 วิ – ปล่อย 3 วิ)
  • ใช้กระจกหลังหรือถ่ายวิดีโอเช็กฟอร์ม
  • ไม่ดึงน้ำหนักหนักเกินไป แต่เน้นคุณภาพการเคลื่อนไหว

ตัวอย่าง “รูปหลังสวย” ที่ได้จากท่านี้:

Before ฝึกหลัง หลังฝึก 6–8 สัปดาห์
หลังห่อ, ไหล่งุ้ม ไหล่ตั้ง, แผ่นหลังสวย
ใส่ชุดโชว์หลังไม่มั่นใจ เห็นแนวกล้ามชัด ไม่ต้องยกเวทหนัก

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

จากงานวิจัยในปี 2021 ที่ทำกับผู้หญิงวัย 25–45 ปี จำนวน 90 คน โดยให้ฝึก Seated Cable Row ร่วมกับท่าแก้หลังค่อม พบว่า:

“ภายใน 8 สัปดาห์ รูปทรงหลัง, ระยะห่างของสะบัก, และแนวไหล่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มที่ฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้เวทหนัก”

งานวิจัยนี้ใช้การสแกนภาพร่างกาย และทดสอบ postural balance ซึ่งแสดงว่า Seated Row ไม่ได้แค่สร้างกล้าม แต่ “ปรับโครงสร้างร่างกายให้ดูดีขึ้น” จริง

สรุปง่าย ๆ สำหรับทุกวัยที่อยากหลังสวยแบบฟิตเนสหญิง:

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ปีก (lat), กล้ามสะบัก (rhomboids), กับ trap กลาง
  • ฝึกได้ทุกวัย ถ้านั่งมั่นคง คุมฟอร์ม
  • ไม่จำเป็นต้องยกหนัก — เน้นจังหวะ, โฟกัสกล้าม, ฝึกสม่ำเสมอ
  • ใช้ได้กับเป้าหมายทั้งหุ่นดี, ปรับบุคลิก, หรือเตรียมประกวด

(6) ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงจากการฝึกสม่ำเสมอ

รวมทั้งงานวิจัย และประสบการณ์ของโค้ชปุนิ่มที่ใช้ท่านี้เตรียมร่างกายเพื่อขึ้นเวทีจริง

ไม่ว่าคุณจะอายุ 25 หรือ 55 ถ้าคุณฝึกท่านี้อย่างสม่ำเสมอ และเข้าใจหลักการฝึกอย่างถูกต้อง โค้ชปุนิ่มกล้าการันตีจากประสบการณ์ตรงว่า — รูปร่างจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนใน 4–8 สัปดาห์ ท่า Seated Cable Row คือพื้นฐานของการสร้าง “บุคลิกที่สง่างามจากด้านหลัง” ไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อ แต่รวมถึงความมั่นใจในการยืน นั่ง เดิน และโพสท่ากลางเวที (หรือถ่ายรูปก็เถอะ 😉)

ประสบการณ์โค้ชปุนิ่ม: ก่อนขึ้นเวที Mr. Thailand 2025

ช่วง 12 สัปดาห์ก่อนขึ้นเวที โค้ชแบ่งวันฝึกหลังออกเป็น 2 วัน/สัปดาห์ และเน้น Seated Row เป็นท่าแรกของวันหลัง (เพราะกล้ามยังสด)

สิ่งที่เห็นชัดภายใน 4 สัปดาห์แรก:

  • แนวกล้ามกลางหลังคมขึ้น จนเวลาถ่ายรูปจะเห็นเป็นร่องหลังตั้งแต่คอถึงสะโพก
  • ท่าทางยืนดีขึ้นชัดเจน ไหล่ตั้งกว่าเดิมหลังจากฝึกวันเว้นวัน
  • ลดอาการตึงหลังช่วงล่าง จากเดิมที่ฝึกท่า free weight อย่าง barbell row แล้วเคยเจ็บหลัง

 

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

งานวิจัยปี 2020 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ฝึกเวทชายหญิง 100 คน อายุ 28–52 ปีให้ฝึก Seated Row สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง (ร่วมกับอีก 2 ท่าแนว Pull) ภายใน 8 สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่พบ:

– ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง (วัดจากเครื่องวัดแรงดึง) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32%
– อาการปวดหลังส่วนบนและบ่า ลดลงใน 70% ของกลุ่มที่ฝึกสม่ำเสมอ
– รูปร่างจากด้านหลัง “เปลี่ยนแปลงชัดเจน” โดยเฉพาะทรงแผ่นหลัง และแนวไหล่

การศึกษาใช้กระบวนการตรวจสอบแบบ randomized controlled trial และวัดผลด้วยการสแกนร่างกายด้วยกล้องสามมิติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องฝึกหนัก แต่ฝึกสม่ำเสมอและเข้าใจหลักการ จะได้ผลลัพธ์ระยะยาวจริง

✅ เหมาะกับใคร?

  • มือใหม่ที่อยากฝึกหลังอย่างปลอดภัย
  • คนทำงานออฟฟิศที่ไหล่ห่อ หลังค่อม
  • ผู้หญิงที่อยากหลังสวย ใส่เสื้อเปิดหลังมั่นใจ
  • ผู้ชายที่อยากมีทรง V ก่อนฝึก pull-up ได้คล่อง
  • วัย 45+ ที่ต้องการฝึกหลังให้แข็งแรงโดยไม่เสี่ยงเจ็บ

จากโค้ชปุนิ่ม: ไม่ว่าคุณจะฝึกเพื่อขึ้นเวทีหรือแค่เดินหลังตรงแบบมั่นใจในทุกวัน โค้ชขอบอกเลยว่า…


(7) 3 เครื่องที่ใช้ฝึกท่านี้ได้ (และเครื่องที่ใช้แทนได้)

โค้ชปุนิ่มสอนว่า “ไม่มีข้ออ้าง ถ้าเข้าใจหลัก กล้ามหลังก็มาแน่”

เป้าหมายของหัวข้อนี้

  • บอกเครื่องหลักที่ใช้ฝึกท่า Seated Cable Row
  • แนะนำ ทางเลือกสำหรับคนไม่มีเครื่อง เช่น ฝึกที่บ้าน
  • เพิ่มเคล็ดลับจากโค้ชที่เคยฝึกทั้งในโรงยิมใหญ่ และห้องฝึกเล็ก ๆ แบบ home gym

เครื่องที่ใช้ฝึกท่า Seated Cable Row ได้โดยตรง

1. เครื่องเคเบิลโรว์ (Seated Cable Row Machine)

ลักษณะ:

  • มีเบาะนั่ง + แท่นวางเท้า + แฮนด์จับที่ปรับได้
  • ใช้ดึงสายเคเบิลจากด้านหน้าเข้าหาตัว

ข้อดี:

  • คุมท่าทางได้ง่าย
  • เหมาะสำหรับมือใหม่และคนที่ต้องการฝึก “ฟอร์มให้เป๊ะ”
  • ปรับน้ำหนักได้ละเอียด

2. Smith Machine + Resistance Band (แบบประยุกต์)

ลักษณะ:

  • ใช้ bar ของ Smith machine ผูกกับ resistance band แล้วนั่งดึง
  • ประยุกต์ใช้เวลาฟิตเนสไม่มีเครื่องเฉพาะ

ข้อดี:

  • ประหยัดพื้นที่
  • ได้แรงต้านแบบ “แปรผัน” (แรงต้านเพิ่มตอนดึงสุด)
  • เหมาะกับ intermediate ที่เข้าใจฟอร์ม

โค้ชเคยใช้วิธีนี้ตอนเทรนลูกศิษย์ที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งยิมมีอุปกรณ์จำกัดค่ะ

3. Functional Trainer (Cable Crossover Machine)

ลักษณะ:

  • เครื่องแบบ 2 เสา เคเบิลอิสระ
  • ใช้ดึงมือเดียวหรือสองมือก็ได้

ข้อดี:

  • ปรับความสูงของสายได้
  • ฝึกได้ทั้ง unilateral และ bilateral (ดึงข้างเดียวหรือสองข้าง)
  • เหมาะกับคนที่ต้องการฝึกให้ “หลังสมดุล” ทั้งสองข้าง

Insight: ช่วงที่โค้ชเตรียมแข่ง Mr. Thailand 2024 โค้ชใช้เครื่องนี้ฝึก “แยกข้าง” เพื่อแก้ไขกล้ามหลังซ้าย-ขวาไม่เท่ากัน ทำให้โพสบนเวทีออกมาดูสมดุลและนุ่มนวลขึ้นมาก

ถ้าไม่มีเครื่องล่ะ? ฝึกท่า Seated Row ยังไงได้บ้าง?

ตัวเลือกที่ 1: ดัมเบล + เก้าอี้ยาว (Dumbbell Seal Row Style)

วิธีทำ:

  • วางหน้าอกบนเบาะ
  • ถือดัมเบล 2 ข้าง ดึงเข้าแนวเดียวกับแนวลำตัว

ข้อดี:

  • ปลอดภัยต่อหลัง เพราะไม่มีแรงดึงแนวดิ่ง
  • เหมาะกับคนที่ฝึกที่บ้าน และต้องการท่าคล้าย cable row

เคล็ดลับโค้ช: ใช้ดัมเบลไม่ต้องหนักมาก แต่โฟกัสที่ “จังหวะ” กับการ “บีบสะบัก” ทุกครั้ง

✅ ตัวเลือกที่ 2: Resistance Band Row

วิธีทำ:

  • นั่งพื้น เหยียดขาตรง
  • พัน resistance band กับเสา หรือเท้า แล้วดึงเข้าหาตัว

ข้อดี:

  • ทำที่บ้านได้ง่าย
  • ควบคุมแรงได้ตามระดับ band
  • ฝึกความยืดหยุ่นร่วมด้วย

Insight: โค้ชปุนิ่มเคยใช้ฝึกกับผู้สูงอายุวัย 60+ ที่ยังอยากมีกล้ามหลังแต่กลัวเวทหนัก — ผลคือหลังแข็งแรงขึ้นใน 6 สัปดาห์ และบุคลิกดีขึ้นชัดเจน

สรุปตาราง: เครื่องหลัก – เครื่องทดแทน – เหมาะกับใคร

อุปกรณ์ที่ใช้ฝึก ประเภทการฝึก เหมาะกับใคร ความได้ผล
Seated Cable Row Machine เครื่องเฉพาะทาง มือใหม่ถึงระดับประกวด ✅✅✅
Functional Trainer เคเบิลอิสระ คนที่ต้องการฝึกแยกข้าง / home gym ระดับกลาง-สูง ✅✅
Smith Machine + Band ประยุกต์ฝึก ยิมไม่มีเคเบิล / คนชำนาญ ✅✅
Dumbbell + เบาะยาว ทดแทนได้ดี คนฝึกที่บ้าน / ไม่มีเคเบิล
Resistance Band Row พื้นฐานง่าย ๆ มือใหม่ / ผู้สูงอายุ / บ้านไม่มีเครื่อง

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

งานวิจัยปี 2022 ทดลองกลุ่มฝึก resistance band row กับ machine row โดยเทรนกล้ามหลัง 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์

ผลพบว่ากลุ่มฝึกด้วย resistance band มีพัฒนาการของกล้ามหลังได้ถึง 78% เทียบกับกลุ่มใช้เครื่อง (ที่ได้ผล 100%) แสดงว่า “ฝึกที่บ้านก็ได้ผลจริง” ถ้าคุณใส่ใจกับฟอร์ม และฝึกอย่างสม่ำเสมอ


(8) ท่านี้เหมาะกับใคร?

ท่า Seated Cable Row อาจดูเหมือนท่าสำหรับ “คนกล้ามใหญ่” แต่ในความจริงแล้ว นี่คือหนึ่งในท่าพื้นฐานที่ “ทุกคนควรฝึก” ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม เพราะ “หลัง” คือแกนหลักของร่างกาย ที่ส่งผลต่อทั้งการนั่ง ยืน เดิน วิ่ง ยกของ และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน

1. ผู้เริ่มต้นทุกวัย (วัยรุ่น – วัย 30)

เปลี่ยนบุคลิกตั้งแต่เริ่มต้น

  • ป้องกันท่าทางไหล่ห่อจากการนั่งหน้าคอมนาน
  • ปรับโครงสร้างร่างกายตั้งแต่ยังไม่มีอาการปวด
  • พัฒนาความแข็งแรงพื้นฐาน เพื่อฝึกท่าขั้นสูงในอนาคต เช่น Pull-Up หรือ Deadlift

2. คนวัยทำงาน (ช่วงอายุ 30–45 ปี)

ฟื้นหลังจากออฟฟิศซินโดรม และสร้างความมั่นใจ

  • แก้อาการบ่า-ไหล่ตึงสะสม
  • เสริมกล้ามเนื้อหลังให้รองรับการยกของ หรืออุ้มลูก
  • ฝึกเพื่อสร้าง “บุคลิกที่มั่นใจ” โดยไม่ต้องลดน้ำหนักก่อน

โค้ชแนะนำ:

  • ใช้ท่านี้ร่วมกับยืดสะบักหลังเลิกงาน
  • ฝึกอาทิตย์ละ 2–3 วันก็พอ เห็นผลใน 1 เดือน

3. วัย 45 ปีขึ้นไป (ไม่ว่าเพศใด)

  • เสริมหลังให้มั่นคง ป้องกันหลังค่อม
  • ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และกล้ามเนื้อหลังฝ่อลีบ
  • ช่วยพยุงแนวกระดูกสันหลังและลดอาการปวดหลังเรื้อรัง

สรุป: ท่านี้เหมาะกับใครบ้าง?

กลุ่มวัย จุดเด่นของผลลัพธ์ที่ได้
วัยรุ่น–30 สร้างบุคลิกตั้งแต่เริ่มต้น ป้องกันหลังค่อม-ไหล่ห่อ
30–45 ปี ฟื้นฟูจากออฟฟิศซินโดรม สร้างทรงหลังสวย ช่วยให้มั่นใจ
45 ปีขึ้นไป สร้างความมั่นคงของหลัง ป้องกันอาการเจ็บเรื้อรังในอนาคต

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

งานวิจัยปี 2019 ในผู้เข้าร่วม 3 กลุ่มอายุ (20–35, 36–50, 51–65 ปี) ทดสอบท่า Row ด้วยเครื่องและ band

พบว่า:

ทุกกลุ่มอายุสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังได้เฉลี่ย 28–35% ภายใน 8 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการบาดเจ็บ
กลุ่มอายุ 51–65 ปี กลับมีความพึงพอใจมากที่สุด เพราะรู้สึกมั่นใจในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น เดินไกลขึ้น, ยกของได้โดยไม่ปวดหลัง


(9) ฝึกท่านี้ร่วมกับอะไร เพื่อเห็นผลเร็วที่สุด

สูตรฝึกกล้ามหลังที่โค้ชปุนิ่มใช้จริงก่อนขึ้นเวทีประกวด

หลายคนฝึก Seated Cable Row มาสักพัก แต่รู้สึกว่า “หลังยังไม่มา” หรือ “ยังไม่ค่อยเห็นผล” นั่นเพราะท่านี้ ควรฝึกควบคู่กับท่าอื่นๆ ที่ช่วยเสริมแนวกล้ามหลังให้ครบทุกมุม

💡 หลักที่โค้ชใช้ก่อนเตรียมตัวขึ้นเวทีคือ:

ฝึกหลังให้ “ครบ 3 มิติ” = ดึงแนวราบ + ดึงลง + ดึงแนวเฉียง

และแน่นอนค่ะ ว่าโค้ชเองก็เคยฝึกแบบไม่เป็นระบบมาก่อน ผลคือใช้เวลานานกว่ากล้ามหลังจะตอบสนอง แต่พอเข้าใจหลัก “ฝึกหลังอย่างมีมิติ” กลับเห็นผลไวขึ้น 2 เท่า ทั้งในตัวเองและลูกศิษย์ทุกวัย

สูตรฝึก 3 มิติสำหรับกล้ามหลังจากโค้ชปุนิ่ม

มิติของกล้ามหลัง ท่าฝึก อธิบายเพิ่มเติม
ดึงแนวนอน (Mid back) Seated Cable Row เน้น lat กลาง, rhomboid, trap กลาง
ดึงแนวดิ่ง (Upper back) Lat Pulldown / Pull-Up เสริมความกว้างและทรง V
ดึงเฉียง (Lower lats / stabilization) Single Arm Dumbbell Row เน้นสมดุล ซ้าย-ขวา และรายละเอียดกล้าม

โปรแกรมฝึกหลังที่โค้ชใช้ก่อนประกวดจริง

ฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน: “Back Day A / B” สลับกัน

Back Day A: (เน้นกลางหลัง)

  1. Seated Cable Row – 4 เซ็ต x 10–12 ครั้ง
  2. Dumbbell Row – 3 เซ็ต x ข้างละ 10 ครั้ง
  3. Face Pull – 3 เซ็ต x 12–15 ครั้ง
  4. Band Pull-Apart (ปิดท้ายเบาๆ) – 2 เซ็ต x 20 ครั้ง

Back Day B: (เน้นทรง V และความหนา)

  1. Lat Pulldown (wide grip) – 4 เซ็ต x 10 ครั้ง
  2. Seated Row (Close Grip) – 3 เซ็ต x 12 ครั้ง
  3. Straight Arm Pulldown – 3 เซ็ต x 12–15 ครั้ง
  4. Back Extension – 2 เซ็ต x 15 ครั้ง

 Insight จากโค้ชปุนิ่ม:

ในช่วง 6 สัปดาห์สุดท้ายก่อนขึ้นเวที Payap Classic 2023
โค้ชปรับสูตรนี้ให้เน้นคุณภาพของการดึงมากกว่าปริมาณน้ำหนัก และเน้น “เทคนิคค้าง-บีบ-ปล่อยช้า” ผลคือกล้ามหลังตอบสนองไวกว่าเดิมอย่างชัดเจนแม้ใช้เวทเบาลง!

สำหรับคนที่มีเวลาน้อย (ฝึกอาทิตย์ละ 2 วัน)

✅ โปรแกรมฝึกหลังเบา ๆ ที่บ้านหรือในยิมเล็ก:

  1. Resistance Band Row – 3 เซ็ต x 15 ครั้ง
  2. One Arm Dumbbell Row – 3 เซ็ต x ข้างละ 10 ครั้ง
  3. Seated Row Machine (หรือ Pulley) – 3 เซ็ต x 12 ครั้ง
  4. Cat-Cow Stretch / ยืดสะบัก – 2 เซ็ต x 1 นาที

แค่วันละ 20–30 นาที ก็เปลี่ยนหลังคุณได้ใน 4–6 สัปดาห์

สาระน่ารู้จากงานวิจัย:

ในปี 2021 มีการศึกษาการพัฒนากล้ามเนื้อหลังของกลุ่มวัย 30–50 ปีโดยแบ่งกลุ่มฝึกเป็นแบบ single-exercise (เช่นเล่น Seated Row อย่างเดียว) กับ multi-angle (เล่นหลายท่าแนวต่างกัน)
ผลลัพธ์หลัง 8 สัปดาห์:

กลุ่มที่ฝึกหลายท่า + ฝึกครบทุกมุมของกล้ามหลัง มีกล้ามชัดเจนขึ้นถึง 41%
และมีพัฒนาการเรื่องบุคลิกภาพชัดเจนกว่าแบบฝึกท่าเดียวถึง 2 เท่า

จากโค้ชปุนิ่ม:

“อยากให้หลังเฟิร์มเร็ว ไม่ใช่ฝึกท่าเดียวให้หนักที่สุด แต่คือฝึกให้หลากหลาย + ทำถูกจังหวะ”
ทั้งบนเวที ทั้งในชีวิตจริง โค้ชเห็นเสมอว่า… คนที่ฝึกครบมุม คือคนที่มีบุคลิกดีจากทุกมุมจริง ๆ ค่ะ


เคล็ดลับเสริมจากโค้ชปุนิ่ม:

  • ฝึกหลังวันเดียวกับท่า core เช่น Plank, Dead Bug → เพิ่มความมั่นคงของแกนกลาง
  • อย่าลืมยืดกล้ามเนื้อหลังหลังฝึกทุกครั้ง 3–5 นาที
  • ถ่ายวิดีโอตัวเองตอนฝึกท่า row ทุก 2 สัปดาห์ → จะเห็นพัฒนาการที่แม่นยำกว่าใช้ความรู้สึก

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม