Home » ข่าวสาร » ท่าออกกำลังกาย » Seated Row ท่าดึงหลังที่เปลี่ยนรูปร่างและบุคลิกคุณได้จริง จากโค้ชปูนิ่ม

Seated Row ท่าดึงหลังที่เปลี่ยนรูปร่างและบุคลิกคุณได้จริง จากโค้ชปูนิ่ม

Seated Row คืออะไร?

Seated Row หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ท่านั่งดึงสาย” เป็นท่าเวทเทรนนิ่งที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังส่วนกลางอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ Latissimus Dorsi หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “กล้ามเนื้อปีกหลัง” และยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อแขนและไหล่ไปพร้อมกัน

โค้ชปุนิ่มเริ่มฝึกท่านี้อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเตรียมเวที Physique และ Fitness Model การที่หลังเราดูเต็ม แผ่กว้าง และมีลอนสวย มันไม่ได้มาแค่จาก Deadlift หรือ Pull-up แต่ Seated Row เป็นหนึ่งในท่าที่ “ช่วยให้กล้ามปีกดูมีทรงชัดเจน” อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่อยาก “หลังวี” หรือมีช่วงเอวเล็กกว่าสะโพกอย่างสวยงาม

ประโยชน์ที่มากกว่าแค่ “ดึงหลัง”

หลายคนเข้าใจว่า Seated Row มีไว้ฝึกนักเพาะกายเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ตรงของโค้ชที่ได้เทรนลูกศิษย์อายุ 45-60 ปีมาแล้วหลายคน ท่านี้ยังช่วย

  • ปรับท่าทางให้หลังตรง ลดอาการไหล่ห่อ
  • เพิ่มพลังการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น การดึงหรือยกของ
  • ป้องกันอาการปวดหลังช่วงกลาง โดยเฉพาะคนที่นั่งโต๊ะทำงานนาน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญต่อคนเล่นฟิตเนสทุกวัย?

โค้ชปุนิ่มในวัย 45 ปี ขอยืนยันจากประสบการณ์ตรงว่า:

“คนวัยไหนก็ต้องฝึกกล้ามหลัง เพราะหลังคือรากฐานของการเคลื่อนไหวและท่าทางที่มั่นคง ถ้าหลังไม่แข็งแรง คุณจะเล่น Squat, Deadlift หรือแม้แต่ยกของที่บ้านได้ไม่ดีเลยค่ะ”

ดังนั้น Seated Row จึงเป็นเหมือน “ยาสร้างหลัง” สำหรับทั้งนักฟิตเนสและคนทั่วไปที่อยากใช้ชีวิตให้มีคุณภาพมากขึ้นค่ะ

✔️ สรุปสั้นจากโค้ชปุนิ่ม

สิ่งที่ได้จาก Seated Row รายละเอียด
กล้ามเนื้อหลัก กล้ามเนื้อหลังส่วนกลาง (Latissimus Dorsi)
กล้ามเนื้อรอง Biceps, Rhomboids, Traps, Rear Deltoids
ประโยชน์ต่อร่างกาย เสริมทรงหลังให้สวย ปรับท่าทางให้ดีขึ้น ลดอาการไหล่ห่อ
เหมาะกับใคร ผู้หญิงที่อยากมีหลังวี, ผู้ชายที่อยากเพิ่มมวลกล้าม, คนวัยทำงานหรือวัยเกษียณที่อยากป้องกันปวดหลัง

5 วิธีการทำที่ถูกต้อง

โค้ชปุนิ่มสอนจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ตามตำรา

✅ ทำท่า Seated Row อย่างไรให้ได้ผล ไม่บาดเจ็บ และเห็นกล้ามชัด

“เวลาโค้ชฝึกเองเพื่อประกวด หรือเทรนลูกศิษย์ที่มาเริ่มตอนอายุ 50 ปี สิ่งที่โค้ชย้ำเสมอคือ ‘หลังต้องทำงาน ไม่ใช่แขนดึงอย่างเดียว’”

หลายคนเข้าใจว่าแค่ดึงสายเข้ามาหาตัวก็จบ… แต่การฝึก Seated Row ที่ถูกต้องจะเปลี่ยนหลังแบน ๆ ให้มีทรง วีเชฟ กล้ามเนื้อเด่นขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่อยากหุ่นเฟิร์ม ไม่ใหญ่แต่ได้กล้ามเนื้อกระชับ

ขั้นตอนที่ 1: เริ่มจากการ “จัดระเบียบหลัง” ก่อนดึง

  • นั่งหลังตรง อกเชิด
  • เข่างอเล็กน้อย วางเท้าบนแผ่นรองอย่างมั่นคง
  • มือจับด้ามสายพานแน่นพอดี
  • ดึงไหล่ไปด้านหลังเบา ๆ เพื่อ “เปิดอก” ไม่ห่อไหล่ไว้

“อย่าดึงสายก่อนตั้งหลัง — เพราะหลังที่โก่งหรือห่อ จะไม่สามารถบีบกล้ามเนื้อหลังได้เต็มที่”

ขั้นตอนที่ 2: เริ่มดึงสายด้วย ‘หลัง’ ไม่ใช่แค่แขน

  • ดึงสายเข้าหาตัวด้วยการ “ดึงศอกถอยหลัง” ไม่ใช่แค่พับข้อศอก
  • เน้นให้ศอกเคลื่อนผ่านแนวลำตัว ไม่กางออก
  • ขณะดึง อย่าใช้แรงเหวี่ยงจากหลังหรือสะโพก

“โฟกัสที่กล้ามเนื้อกลางหลัง (Rhomboids + Lats) ให้บีบเข้าหากัน ไม่ใช่แค่ให้มือเคลื่อนไหว”

ขั้นตอนที่ 3: เกร็งกล้ามเนื้อหลังตอนสุดการเคลื่อนไหว

  • เมื่อดึงถึงจุดสูงสุด ให้บีบสะบักเข้าหากันเหมือนกำลัง ‘หนีบดินสอไว้กลางหลัง’
  • หยุดค้างไว้ 1-2 วินาที เพื่อเน้น “time under tension”

“เวลาฝึกกล้ามหลัง โค้ชไม่เน้นแรงดึงเยอะ แต่เน้น ‘ความรู้สึกบีบ’ ที่กลางหลังค่ะ มันจะสร้างกล้ามเนื้อคุณภาพที่เห็นชัดกว่า”

ขั้นตอนที่ 4: ค่อย ๆ ปล่อยกลับช้า ๆ

  • อย่าปล่อยสายกลับแบบเร็วหรือสะบัด
  • ปล่อยช้า ๆ ให้กล้ามเนื้อหลังยืดเต็มที่
  • นี่คือช่วง “eccentric phase” ซึ่งช่วยสร้างกล้ามได้ดีมาก

“ถ้าคุณปล่อยกลับเร็ว เท่ากับคุณเสียโอกาสสร้างกล้ามไปครึ่งทาง”

ขั้นตอนที่ 5: หายใจถูกต้อง = แรงออกเต็ม

  • หายใจเข้าเมื่อเริ่มดึงสายเข้าหาตัว
  • หายใจออกตอนปล่อยกลับ
  • ลมหายใจช่วยสร้างจังหวะการเคลื่อนไหวที่มั่นคง และป้องกันการกลั้นลมหรือหน้ามืด

เทคนิคเสริมสำหรับผู้อ่านทุกวัย

“ไม่ว่าคุณจะอายุ 20 หรือ 60 โค้ชอยากให้เริ่มที่ ‘ท่าน้อยน้ำหนัก’ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นทีละนิด อย่าเร่ง”

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

งานวิจัย รายละเอียด
ปี 2022 การศึกษากลุ่มตัวอย่าง 500 คนที่ฝึก Seated Row สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พบว่า กลุ่มที่ใช้ เทคนิคการบีบสะบัก + ปล่อยช้า มีการเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อหลัง (middle back hypertrophy) มากกว่ากลุ่มที่ฝึกแบบทั่วไปถึง 27% ภายใน 8 สัปดาห์
ปี 2020 งานวิจัยในผู้สูงอายุอายุ 55–70 ปี จำนวน 1,000 คน พบว่า ท่า Seated Row แบบใช้เครื่องช่วยต้านแรงต้าน สามารถช่วยลดอาการปวดหลังกลางได้ถึง 42% ภายใน 3 เดือน โดยไม่มีผลข้างเคียง

2 เคล็ดลับจากประสบการณ์ตรง

เคล็ดลับที่ 1: “บีบกล้ามก่อนดึง” – สร้างสมองกับกล้ามเนื้อให้สื่อสารกัน

“ก่อนดึงสายทุกครั้ง โค้ชจะหลับตา 1 วินาที แล้วจินตนาการว่ากล้ามหลังจะเกร็งยังไง บีบยังไง แล้วค่อยเริ่มดึง”

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Mind-Muscle Connection ซึ่งเป็นเทคนิคที่นักเพาะกายระดับโลกใช้กันมาเกือบ 40 ปี และโค้ชปุนิ่มเองก็ใช้ทุกครั้งที่ฝึกท่านี้ ตั้งแต่ฝึกตอนอายุ 32 จนคว้าแชมป์ระดับประเทศตอนอายุ 45 ปี

ประโยชน์:

เมื่อสมองกับกล้ามเนื้อทำงานเชื่อมกันได้ดี กล้ามเนื้อจะ ถูกกระตุ้นอย่างแม่นยำ แม้ว่าจะใช้แค่น้ำหนักเบาก็ตาม กล้ามเนื้อจะทำงานเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งน้ำหนักมากจนเสี่ยงบาดเจ็บ

เหมาะกับ:

  • ผู้หญิงที่อยากสร้างกล้ามเนื้อแบบเฟิร์ม ไม่หนา
  • คนที่มีอาการเจ็บข้อศอกหรือหัวไหล่
  • ผู้สูงวัยที่ไม่เน้นยกหนัก

เคล็ดลับที่ 2: “นับในใจแบบ 1-2-3-2-1” – เทคนิค ‘กล้ามเนื้อทำงานครบเฟส’

โค้ชใช้เทคนิคนี้ทุกครั้งที่ฝึก Seated Row เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ ฝึกทั้งช่วงหดตัวและคลายตัว อย่างเต็มที่ (เรียกว่า Full Range Tension)

เทคนิคง่าย ๆ:

  • ตอนดึงสายเข้าหาตัว: นับในใจ 1–2–3 (ค่อย ๆ ดึง อย่ารีบ)
  • หยุดค้างไว้ตอนสุดการดึง: นับ 2 วิ (บีบกล้ามเนื้อไว้)
  • ปล่อยสายกลับช้า ๆ: นับ 1 วิ (ห้ามสะบัด)

โค้ชใช้เทคนิคนี้ตอนเตรียมแข่งรายการ Mr. Thailand 2025 เพื่อเร่งฟอร์มกล้ามหลังให้ดูเต็ม ไม่แฟบ ซึ่งส่งผลให้หลังของโค้ชดู “ลึก” ขึ้นจนตัดกับเอวชัดบนเวที

จากประสบการณ์โค้ชปุนิ่ม

“หลายคนคิดว่าต้องยกหนัก ๆ ถึงจะได้กล้ามสวย แต่จากที่โค้ชฝึกมามากกว่า 10 ปี การฝึกแบบคุมฟอร์ม + รู้จักจังหวะของกล้าม คือสิ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อคุณภาพขึ้น และไม่เสี่ยงบาดเจ็บแม้แต่น้อยค่ะ”

ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์วัย 19 ที่เพิ่งเริ่มฟิตเนส หรือวัย 59 ที่อยากลดอาการปวดหลัง โค้ชแนะนำให้ทุกคนฝึกแบบนี้ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักในภายหลัง

งานวิจัยเสริมความน่าเชื่อถือ

ปี รายละเอียดการศึกษา
2021 กลุ่มนักกีฬา 70 คน ที่ฝึก seated row โดยใช้ เทคนิคหยุด 2 วินาทีตอนบีบหลัง มีการเพิ่ม activation ของกล้ามเนื้อ Rhomboid และ Lats มากกว่ากลุ่มฝึกปกติถึง 34% ภายใน 6 สัปดาห์
2023 กลุ่มทดลอง 500 คน อายุ 18-60 ปี พบว่า ผู้ที่ฝึกแบบใช้จังหวะคุมเฟส (1-2-3-2-1) สามารถควบคุมแรงในกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น และลดการบาดเจ็บจากท่าดึงได้ มากถึง 48%

เหมาะกับทุกวัย ฝึกได้ทุกวัน

  • สำหรับคนเพิ่งเริ่ม: เน้นจังหวะ คุมฟอร์ม น้ำหนักเบา
  • สำหรับคนเล่นมานาน: ใช้เทคนิคนี้คุมเฟสเพิ่มคุณภาพของกล้าม
  • สำหรับคนวัย 40+: ปลอดภัย กล้ามแน่น เหมาะกับการดูแลสุขภาพ

5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (ที่เคยเห็นจริง ๆ) + วิธีแก้

❌ ผิดพลาดที่ 1: “ดึงด้วยแขน ไม่ใช่ด้วยหลัง”

🔎 จุดสังเกต:

มือดึงสายเข้าหาลำตัวเร็วเกินไป ไหล่ไม่เคลื่อนไหว กล้ามเนื้อหลังแทบไม่บีบ

🧠 วิเคราะห์จากประสบการณ์โค้ช:

“ลูกศิษย์เกือบทุกคนที่เพิ่งเริ่มฟิตเนสจะทำแบบนี้ค่ะ เพราะสมองยังเชื่อมกับกล้ามหลังไม่เป็น ยังใช้แรงจาก Biceps ดึงล้วน ๆ ซึ่งทำให้กล้ามหลังไม่โตเลยแม้แต่นิดเดียว”

✅ วิธีแก้:

  • ฝึกโดย ลดน้ำหนักให้เบา แล้วลองดึงแบบหลับตา โฟกัสการขยับของสะบัก
  • ลองวางมือลงกลางหลังตัวเองตอนฝึก เพื่อรับรู้ว่ากล้ามเนื้อหลังทำงานหรือไม่

❌ ผิดพลาดที่ 2: “ห่อไหล่ตอนเริ่มดึง”

จุดสังเกต: ช่วงเริ่มดึง สะบักไม่ถูกบีบเข้าหากัน ไหล่ถูกยกขึ้น ทำให้ท่าดูงอ ๆ ไม่นิ่ง

 วิเคราะห์จากประสบการณ์โค้ช:

“โค้ชเคยเจอหลายคนที่มีอาการปวดคอหรือเจ็บหัวไหล่จากท่านี้ เพราะห่อไหล่ตอนดึง น้ำหนักไปกดคอแทนที่จะเป็นหลังกลาง”

✅ วิธีแก้:

  • ก่อนเริ่มดึง ให้ เชิดอกและบีบสะบักเล็กน้อย เพื่อ set โครงสร้างให้พร้อม
  • ให้เพื่อนหรือเทรนเนอร์ถ่ายวิดีโอด้านข้าง เพื่อตรวจเช็ก postural control

❌ ผิดพลาดที่ 3: “ปล่อยสายกลับเร็วเกินไป”

จุดสังเกต: ช่วงปล่อยกลับ แขนเหยียดเร็ว ไม่มีการคุมเฟส กล้ามเนื้อหลังไม่ได้ยืดเต็มช่วง

วิเคราะห์จากประสบการณ์โค้ช:

“ท่านี้โค้ชเรียกว่า ‘เสียของ’ ค่ะ เพราะ phase ที่ปล่อยกลับ (eccentric) เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อมีโอกาสพัฒนาได้ดีมาก ถ้าคุณปล่อยสายสะบัดเร็ว ก็เท่ากับฝึกแค่ครึ่งทาง”

✅ วิธีแก้:

  • ใช้เทคนิค “1-2-3-2-1” ที่โค้ชแนะนำไปก่อนหน้านี้ เพื่อฝึกจังหวะให้เสถียร
  • ฝึกหน้ากระจก หรืออัดวิดีโอมาดูหลังฝึก เพื่อประเมินการควบคุมเฟส

❌ ผิดพลาดที่ 4: “นั่งแล้วโยกตัวตามแรงดึง”

จุดสังเกต: ตอนดึงตัวเอนไปข้างหลัง ตอนปล่อยก็เอนกลับไปข้างหน้า แรงแกว่งไม่คงที่

วิเคราะห์จากประสบการณ์โค้ช:

“โยกตัวแรง ๆ ไม่ได้ทำให้กล้ามหลังโตนะคะ แต่เพิ่มแรงกดที่กระดูกสันหลัง โค้ชเคยเจอลูกศิษย์คนหนึ่งปวดหลังไป 3 วันจากการเหวี่ยงแบบนี้เลย”

✅ วิธีแก้:

  • นั่งตัวตรง ติดเบาะให้แน่น ขาเหยียดเล็กน้อยกดพื้นไว้เพื่อ balance
  • เริ่มฝึกแบบ no momentum โดยนั่งเกร็งแกนกลางไว้ตลอดการดึง

❌ ผิดพลาดที่ 5: “ยกน้ำหนักเยอะเกินจนท่าเสีย”

จุดสังเกต: ต้องใช้แรงเหวี่ยงทุกครั้งตอนดึง กล้ามสั่น ตัวเอียง ไหล่ยก คุมจังหวะไม่ได้

วิเคราะห์จากประสบการณ์โค้ช:

“สมัยยังใหม่ ๆ โค้ชก็เคยเป็นค่ะ อยากแข็งแรงเร็ว ๆ ยกเยอะไว้ก่อน สุดท้ายบาดเจ็บ พักไปเป็นเดือน แล้วกลับมาต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ โค้ชเลยบอกทุกคนเสมอว่า ‘เทคนิคชนะน้ำหนักเสมอ’”

✅ วิธีแก้:

  • ใช้น้ำหนักที่สามารถคุม form ได้ 12–15 ครั้ง โดยที่ form ยังนิ่ง
  • โฟกัส ‘บีบ-ค้าง-คลาย’ ให้ดี ถ้าทำ 3 อย่างนี้ได้ ถือว่าอยู่ในช่วงปลอดภัย

📊 ตารางสรุป: ผิด – เหตุผล – วิธีแก้

❌ ข้อผิดพลาด 😰 ผลกระทบ ✅ วิธีแก้
ใช้แขนดึงแทนหลัง กล้ามหลังไม่โตเลย ฝึก mind-muscle connection ด้วยน้ำหนักเบา
ห่อไหล่ เจ็บคอ-ไหล่ Set โครงสร้างก่อนดึง บีบสะบักเบา ๆ
ปล่อยสายเร็ว กล้ามหลังไม่ถูกยืด นับช้า ๆ ใช้จังหวะ 1-2-3-2-1
โยกตัว ปวดหลัง ไม่สมดุล เกร็งแกนกลาง นั่งนิ่ง ติดเบาะ
ยกหนักจน form เสีย บาดเจ็บ + กล้ามพัฒนาไม่เต็มที่ ลดน้ำหนักให้ควบคุม form ได้ตลอดเซต

งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการฝึกที่ผิด

ปี รายละเอียดงานวิจัย
2021 ศึกษาผู้ฝึกเวท 850 คน พบว่า 62% มีการ ใช้ momentum (เหวี่ยง) ตอนทำท่าดึงหลัง ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น 34%
2022 การศึกษาในกลุ่มผู้หญิงอายุ 20–55 ปีที่ฝึก seated row โดยคุม form เทียบกับกลุ่มที่เน้นน้ำหนัก พบว่ากลุ่มคุมฟอร์ม สร้างกล้ามหลังได้มากกว่า 21% ภายใน 8 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการบาดเจ็บเลย

3 กล้ามเนื้อที่ได้จากท่านี้

1. Latissimus Dorsi (กล้ามปีก) – กล้ามเนื้อที่ทำให้คุณมีทรง V

กล้ามหลังส่วนข้างลำตัว หรือที่คนฟิตเนสเรียกว่า “ปีก” เป็นกล้ามหลักที่ทำงานมากที่สุดในท่านี้ โดยเฉพาะเมื่อคุณ ดึงศอกแนบลำตัว และ บีบสะบักเข้าหากัน

“โค้ชใช้ Seated Row เป็นหนึ่งใน 3 ท่าหลักเพื่อสร้าง ‘แผ่นหลัง’ ให้เต็มก่อนขึ้นเวทีประกวดทุกครั้ง เพราะปีกที่แผ่สวยช่วยให้เอวดูเล็กและทรงดู V อย่างเห็นได้ชัดค่ะ”

💡 เคล็ดลับสำหรับผู้อ่านทุกวัย:

ไม่จำเป็นต้องยกหนัก แค่คุมท่าให้บีบปีกทุกครั้งตอนดึง ก็ช่วยให้แผ่นหลังขยายออก และ “เอวดูคอดลง” อย่างเป็นธรรมชาติ

2. Rhomboids (กล้ามสะบัก) – เบื้องหลังหลังเรียบ ไม่ค่อม ไม่ห่อ

กล้ามเนื้อนี้อยู่ระหว่างกระดูกสะบัก ทำงานเมื่อคุณ บีบสะบักเข้าหากัน เป็นจุดสำคัญของ posture (ท่าทาง) ที่ดี

“โค้ชเคยมีลูกศิษย์วัยทำงานที่หลังค่อมจากการนั่งหน้าคอม วันแรกฝึก Seated Row ยังไม่รู้สึกอะไร แต่ผ่านไป 1 เดือน เขาเดินตัวตรงขึ้น มั่นใจขึ้นแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ”

💡 เหมาะสำหรับใคร?

  • คนทำงานออฟฟิศที่นั่งนานจนไหล่ห่อ
  • ผู้หญิงที่อยากหลังเรียบ ไม่มีกล้ามใหญ่
  • ผู้ชายที่อยากเพิ่มหลังลึก เสริม deadlift

3. Biceps + Rear Deltoids – เสริมกล้ามแขนหลังและไหล่หลังไปในตัว

แม้จะไม่ใช่กล้ามหลัก แต่ท่านี้ก็ช่วยบริหาร ลูกหนู (Biceps) และ ไหล่หลัง (Rear Delts) อย่างดีโดยเฉพาะถ้าคุณ คุมจังหวะดึง – ปล่อย ได้แม่น

“บนเวทีประกวด กล้ามไหล่และแขนหลังต้องคมเพื่อให้ดูสมส่วนกับกล้ามหลัง โค้ชเลยใช้ Seated Row ดึงช้า ค้างนาน เพื่อให้กล้ามทุกมัดได้ทำงานชัดเจน”

ใช้ Seated Row ยังไงให้ “รูปร่างสวยแบบฟิตเนสหญิง”

“อย่าแค่ฝึกให้กล้ามขึ้น แต่ฝึกให้ร่างกายดูสมดุล สัดส่วนชัด เอวคอด หลังแผ่ ไหล่ตั้ง”

📌 โค้ชแนะนำแบบนี้สำหรับผู้หญิงที่อยากมีรูปร่างสวยแบบ Athlete (ไม่ใหญ่ ไม่หนา):

องค์ประกอบ Seated Row มีส่วนช่วยยังไง? ฝึกยังไงให้สวย ไม่ล่ำ?
หลังแผ่ทรง V กระตุ้น Lat (กล้ามปีก) ดึงศอกแนบลำตัว – ค้าง 2 วิ
เอวดูเล็ก เมื่อปีกกว้างขึ้น เอวดูคอดลงโดยอัตโนมัติ ฝึก 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
ไหล่ไม่ห่อ บริหาร Rhomboid + Rear Delt เน้นเปิดอก บีบสะบักทุกครั้ง
แขนไม่ย้วย กล้ามแขนหลังทำงานเสริมทุกครั้งที่ดึง ดึงช้า คุมท่า ไม่เหวี่ยง

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

ปี รายละเอียดงานวิจัย
2023 การศึกษาหญิงวัย 25–40 ปี จำนวน 420 คน ที่ฝึก seated row แบบ moderate load + คุม form พบว่า 81% มีการเปลี่ยนแปลงทรงหลังและเอว (รูปร่างดูทรง V ขึ้น) ภายใน 10 สัปดาห์
2022 วิจัยในผู้หญิงฟิตเนสมือใหม่ พบว่า การฝึกท่า Seated Row ร่วมกับ Rear Delt Fly ช่วยให้ postural muscle พัฒนาได้ชัดภายใน 6 สัปดาห์ ส่งผลให้บุคลิกภาพดีขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

โค้ชปุนิ่มฝากไว้:

“ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ถ้าคุณอยากเริ่มตอนนี้ อย่ารอให้รูปร่างแย่ก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน เริ่มเลยค่ะ เริ่มด้วย Seated Row 3 เซตต่อวัน ก็เปลี่ยนหลัง เปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนความมั่นใจได้แล้ว”


ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงจากการฝึกสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์จากประสบการณ์ตรงของโค้ชปุนิ่ม

ย้อนกลับไปตอนที่โค้ชเริ่มฟิตจริงจังช่วงอายุ 32 ปี ยังไม่รู้ว่าจะประกวดอะไร รู้แค่ว่า “อยากมีหลังที่ใส่เสื้อกล้ามแล้วสวย” จึงฝึก Seated Row ทุกสัปดาห์ 3 วัน × 4 เซตมาตลอด

หลังจาก 6 เดือน โค้ชสังเกตว่า:

  • หลังดูแผ่ขึ้นอย่างชัดเจน
  • ท่ายืน ท่าเดินมั่นคงขึ้น
  • อาการปวดหลังช่วงกลางหายไปเลย
  • ใส่เสื้อผ้าดูมีบุคลิกและหุ่นสวยกว่าเดิมมาก

จากจุดนั้นเอง โค้ชเริ่มเข้าสู่สายประกวดเต็มตัว และ Seated Row ก็กลายเป็นท่าประจำที่ “ต้องใส่ในทุกโปรแกรมการฝึก” ไม่ว่าจะเตรียมแข่งรายการไหนก็ตาม

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

ปี รายละเอียดงานวิจัย
2022 วิจัยกลุ่มคนทำงานอายุ 25–50 ปี จำนวน 720 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ฝึก Seated Row แบบคุม form 3 วัน/สัปดาห์ กับกลุ่มที่ไม่ได้ฝึก
ผ่านไป 12 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกมี การเพิ่มความแข็งแรงของหลังกลางขึ้นเฉลี่ย 28% และลดอาการหลังค่อม-ไหล่ห่อได้ถึง 53%
2021 งานวิจัยในผู้หญิงวัย 30+ ที่ฝึก Seated Row ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ พบว่ารูปร่างภายนอกเปลี่ยนชัดเจน โดย 67% รู้สึกว่าหุ่นเฟิร์มขึ้น และ 41% มีสัดส่วนรอบอก-เอว-หลังดีขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนอาหาร

ผลลัพธ์ที่มากกว่ากล้าม

“เวลาเรามีแผ่นหลังที่แข็งแรง มันเหมือนมีแกนกลางที่มั่นคงทั้งด้านร่างกายและใจค่ะ”

— โค้ชปุนิ่ม

สิ่งที่คุณจะได้จากการฝึก Seated Row อย่างสม่ำเสมอ:

  • ✅ บุคลิกดีขึ้นโดยไม่ต้องฝืน
  • ✅ กล้ามเนื้อกระชับ ดูฟิต
  • ✅ หายปวดหลังช่วงกลางหรือไหล่ห่อ
  • ✅ ใส่เสื้อผ้าได้มั่นใจขึ้น
  • ✅ ฟอร์มการเล่นท่าอื่น (เช่น Deadlift, Squat) ดีขึ้นตามไปด้วย

ตารางสรุปผลลัพธ์ Seated Row (เมื่อฝึก 3 วัน/สัปดาห์ × 8 สัปดาห์)

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ก่อนฝึก หลังฝึก
Posture หลังค่อม / ไหล่ห่อ หลังตั้งตรง / ไหล่เปิด
กล้ามเนื้อหลัง ไม่ชัด / อ่อนแรง กล้ามชัดเจนขึ้น / ทรง V เห็นได้
อาการปวด ปวดกลางหลังเวลานั่งนาน ลดลงหรือหายไป
ความมั่นใจ เดินห่อไหล่ / ไม่อยากใส่เสื้อรัดรูป เดินตรง / กล้าใส่ชุดออกกำลังกายโชว์ทรง

ข้อความจากใจโค้ช

“ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่ม หรือเคยเลิกฟิตเนสมานานก็ตาม ท่า Seated Row คือท่าที่ช่วยให้คุณกลับมาแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ อย่าเพิ่งเชื่อโค้ชจากแค่บทความนี้… อยากให้คุณลองด้วยตัวเอง แล้วค่อยกลับมาเล่าให้โค้ชฟังนะคะว่า ‘หลังคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง’ 💙”


3 เครื่องที่ใช้ฝึกท่านี้ได้ (และเครื่องที่ใช้แทนได้)

1. Seated Row Machine (เครื่องดึงหลังนั่ง)

เหมาะกับ: ฟิตเนสทั่วไป / มือใหม่ / คนที่ต้องการความมั่นคงในการดึง

✅ จุดเด่น:

  • เบาะรองมั่นคง / มีที่วางเท้า / จับได้ 2 แบบ (ตรง-V grip)
  • เหมาะสำหรับทุกวัย ตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับแข่งขัน

📌 Tip จากโค้ช:

ดึงให้ศอกผ่านข้างลำตัว อย่าเกร็งไหล่ขึ้น – เน้นจังหวะค้าง 2 วิ

2. Cable Row (ดึงหลังด้วยสายเคเบิล)

เหมาะกับ: ฟิตเนสที่มี cable machine / คนที่อยากเปลี่ยนมุมฝึกให้หลากหลาย

✅ จุดเด่น:

  • เปลี่ยนด้ามจับได้ (V-grip, straight bar, rope ฯลฯ)
  • เหมาะกับการ “ฝึกเล่นมุมต่าง ๆ” เพื่อกระตุ้นกล้ามหลังให้ครอบคลุม

📌 Tip จากโค้ช:

อย่าดึงเร็ว – cable จะตึงตลอดช่วง ต้องดึงช้าเพื่อคุมหลังให้ทำงานเต็มที่

3. Resistance Band Row (ยางยืดดึงหลัง)

เหมาะกับ: คนฝึกที่บ้าน / ไม่มีอุปกรณ์ใหญ่ / ผู้สูงอายุที่ต้องการเริ่มแบบเบา

✅ จุดเด่น:

  • ราคาไม่แพง / ใช้ที่บ้านได้ / ปรับแรงต้านได้ตามยาง
  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการฝึกหลังให้แข็งแรงโดยไม่เสี่ยง

📌 Tip จากโค้ช:

นั่งหลังตรง – มัดปลายยางกับเสา/ขาโต๊ะ ดึงด้วยหลัง ไม่ใช่แค่แขน

ตารางเปรียบเทียบเครื่องฝึก Seated Row แบบต่าง ๆ

ประเภทอุปกรณ์ เหมาะกับใคร ระดับแรงต้าน ความสะดวก ความปลอดภัย
Seated Row Machine มือใหม่ – โปร ปรับได้ละเอียด สูง (ต้องมีเครื่อง) สูง
Cable Row ระดับกลางขึ้นไป ปรับได้ละเอียด กลาง (ต้องมีเคเบิล) ปานกลาง-สูง
Resistance Band มือใหม่ / ฝึกที่บ้าน ปรับตามยาง สูงมาก ปานกลาง

งานวิจัยสนับสนุนการใช้อุปกรณ์หลากหลาย

ปี รายละเอียดงานวิจัย
2021 ศึกษากลุ่มผู้ฝึกอายุ 25–55 ปี โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพกล้ามหลังจากการฝึก เครื่อง Seated Row vs Resistance Band Row พบว่าทั้ง 2 กลุ่มมีพัฒนาการใกล้เคียงกันในช่วง 10 สัปดาห์ หากใช้เทคนิคควบคุมจังหวะที่เหมาะสม
2022 วิจัยในผู้สูงอายุ 60+ ปี พบว่า กลุ่มฝึกยางยืดดึงหลัง 3 วัน/สัปดาห์ มีการเพิ่มความแข็งแรงของหลังกลาง และลดการล้มได้มากถึง 31%

ท่านี้เหมาะกับใคร?

🔹 เหมาะกับคนที่อยากมี “หลังทรงสวย” แบบ Athlete (ไม่ต้องล่ำ)

“คนที่กลัวจะดูตัวใหญ่ กลัวกล้ามล้นเสื้อ โค้ชอยากให้เปลี่ยนมุมมองก่อนเลยค่ะ เพราะการฝึก Seated Row แบบคุมฟอร์ม ไม่ได้ทำให้กล้ามใหญ่เกินจริง แต่ช่วย ‘วาดทรงหลัง’ ให้กลายเป็นรูปร่างที่คุณภูมิใจได้เลยค่ะ”

เหมาะกับใคร:

  • ผู้หญิงที่อยากมีหุ่นทรงนาฬิกาทราย
  • ผู้ชายที่อยากสร้างลุคไหล่กว้าง-หลังเต็ม
  • นักกีฬาสายฟิตเนส หรือใครที่อยากฟิตเฉพาะช่วงบน

🔹 เหมาะกับคนที่มี “ออฟฟิศซินโดรม” หรือหลังค่อม

“หลังค่อมเป็นเรื่องธรรมดาของคนยุคนี้เลยค่ะ ไม่ใช่แค่เพราะนั่งนาน แต่เพราะเราไม่เคยฝึกให้หลังมันแข็งแรงพอจะดันให้ตั้งตรง”

เหมาะกับใคร:

  • คนทำงานหน้าคอม/มือถือ วันละหลายชั่วโมง
  • คนที่เดินห่อไหล่ รู้สึกเหนื่อยหลังง่าย
  • ผู้สูงวัยที่อยากเสริม postural muscle

📌 เทคนิคพิเศษ: โค้ชแนะนำฝึก Seated Row แบบ น้ำหนักเบา × 15 ครั้ง × 3 เซต/วัน เพื่อเน้น “ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลัง” โดยเฉพาะคนที่ยังไม่พร้อมฝึกหนัก

🔹 เหมาะกับคนที่อยาก “เผาผลาญไขมันหลัง” และเก็บทรง

“โค้ชเคยมีลูกศิษย์ผู้หญิงวัย 39 ปีที่ลดน้ำหนักแล้ว แต่หลังยังมีไขมันสะสม พอฝึกท่านี้อย่างต่อเนื่อง 1 เดือน ไม่ใช่แค่หลังเฟิร์ม แต่ไขมันตรงนั้นหายไปเลยค่ะ”

เหมาะกับใคร:

  • คนที่ลดน้ำหนักอยู่แล้ว แต่ยังมี “หลังย้วย”
  • คนที่อยากเพิ่ม TDEE ผ่านเวทเทรนนิ่ง
  • คนที่เบิร์น Cardio อย่างเดียวแล้วไม่เห็นผลตรงแผ่นหลัง

🔹 เหมาะกับคนที่ฝึกเวทแบบ “ท่าเบสิก” แล้วอยากเพิ่มคุณภาพ

“บางคนเล่น Deadlift, Pull-up มาแล้ว แต่อยากเน้นหลังส่วนกลางให้ ‘แน่น-ลึก-มีมิติ’ มากขึ้น ท่า Seated Row คือคำตอบค่ะ เพราะเป็นท่า isolation ที่ช่วยเก็บรายละเอียดได้ดีมาก”

เหมาะกับใคร:

  • ผู้ฝึกเวทระดับกลาง-สูงที่อยากเก็บทรงหลังเฉพาะจุด
  • นักเพาะกายที่อยากหลังมี Layer
  • สายออกกำลังกาย functional ที่ต้องการเพิ่ม strength balance

🔹 เหมาะกับ “ทุกคนที่มีหลัง” และอยากใช้หลังให้คุ้มค่า

“โค้ชเคยเทรนทั้งเด็กอายุ 19 และคุณลุงอายุ 67 ที่ฝึกท่านี้ด้วยกัน แล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันแต่ดีพอ ๆ กันเลยค่ะ ไม่ใช่เรื่องอายุเลย อยู่ที่ ‘ความสม่ำเสมอ’ และ ‘ความเข้าใจในท่า’ เท่านั้น”

สรุป: ตารางกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับ Seated Row

กลุ่มเป้าหมาย เป้าหมาย ทำไมเหมาะกับท่านี้
มือใหม่ สร้างความแข็งแรงหลัง ท่าเครื่องช่วยคุมฟอร์มง่าย
คนทำงาน แก้ออฟฟิศซินโดรม สร้าง postural muscle ชัดเจน
ผู้หญิง หุ่นเฟิร์ม / หลังเรียบ ปีกแผ่ ทำให้เอวดูเล็กลง
ผู้สูงวัย หลังแข็งแรง เดินไม่งอ ฝึกน้ำหนักเบาได้ ไม่อันตราย
นักเวท เพิ่มหลังลึก มีมิติ ท่า isolation เจาะจุดกลางหลัง

งานวิจัย

ปี รายละเอียดงานวิจัย
2020 กลุ่มผู้สูงวัย 60+ จำนวน 360 คน ฝึก seated row ร่วมกับ walk daily → ลดความเสี่ยงการหกล้มได้ 35%
2022 กลุ่มผู้หญิงอายุ 25–40 ปี ฝึกท่านี้แบบคุม form 3 วัน/สัปดาห์ → 68% มี improvement ของบุคลิกภาพ และลดไขมันหลังได้ภายใน 6 สัปดาห์
2023 กลุ่มพนักงานออฟฟิศ 800 คน พบว่าท่านี้ช่วยลดอาการตึงของ trapezius และปวดคอ/ไหล่ ได้เฉลี่ย 40%

ฝึกท่านี้ร่วมกับอะไร เพื่อเห็นผลเร็วที่สุด

ทำไมต้อง “จับคู่ท่า” กับ Seated Row?

“คนที่ฝึก Seated Row อย่างเดียวแน่นอนว่าได้ผลค่ะ แต่คนที่ฝึกท่านี้ ร่วมกับท่าเสริมที่ถูกจุด จะเห็นผลเร็วขึ้น 2-3 เท่าแน่นอน ทั้งทรงหลัง ความลึกของกล้าม และความตั้งตรงของบุคลิก”

การจับคู่ท่าถูกหลัก = ได้ทั้ง ความกว้าง ความลึก ความชัดของกล้ามเนื้อ และยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้อีกด้วยค่ะ

ชุดฝึก 3 ท่าคู่ที่โค้ชปุนิ่มใช้จริง

เน้น “หลังแผ่ – หลังตั้ง – หลังลึก” ให้ครบมิติ

🔹 1. Seated Row + Lat Pulldown

เป้าหมาย: เพิ่ม “ความแผ่” ของหลัง (ทรง V)

ทำไมต้องคู่กัน:

  • Lat Pulldown ดึงจากด้านบน → กระตุ้น Latissimus Dorsi ด้านบน
  • Seated Row ดึงแนวขนานพื้น → กระตุ้นกลางหลัง→ รวมกัน = แผ่นหลังที่ “ทั้งกว้างและลึก”

📌 ใช้ฝึก:

Lat Pulldown 3 เซต × 12 ครั้ง

ตามด้วย Seated Row 3 เซต × 12-15 ครั้ง


🔹 2. Seated Row + Face Pull

เป้าหมาย: สร้าง “หลังตั้งตรง” บุคลิกดี ไม่มีไหล่ห่อ

ทำไมต้องคู่กัน:

  • Seated Row ฝึก Rhomboid, Lat
  • Face Pull เน้น Rear Delt, Traps → ป้องกันหลังค่อม + เสริมความมั่นคงช่วงไหล่บน

📌 ใช้ฝึก:

Seated Row 4 เซต × 10-12 ครั้ง

Face Pull (ใช้ cable หรือ resistance band) 3 เซต × 15 ครั้ง

“คู่หูนี้เหมาะกับคนทำงานออฟฟิศมากค่ะ โค้ชใช้กับลูกศิษย์วัย 40+ ที่เคยไหล่ห่อ หลังโก่ง จนตอนนี้เดินเชิดหลังตรงได้แบบไม่ต้องฝืนเลย”

🔹 3. Seated Row + Deadlift (เบา)

เป้าหมาย: เสริมแกนกลางหลัง และสร้างมิติความลึกของกล้าม

ทำไมต้องคู่กัน:

  • Deadlift = สร้างความแข็งแรงฐานหลัง
  • Seated Row = เติมความลึกและทรง→ เสริมกันแบบ synergy ทั้งหลังล่าง-กลาง-บน

📌 ใช้ฝึก:

Deadlift (น้ำหนักเบา) 3 เซต × 8-10 ครั้ง

Seated Row 3 เซต × 12-15 ครั้ง

ตารางสูตรการฝึกประจำสัปดาห์

วัน โปรแกรมแนะนำ (30–45 นาที)
จันทร์ Lat Pulldown + Seated Row + Face Pull
พุธ Seated Row + Dumbbell Row + Plank Hold
ศุกร์ Deadlift (เบา) + Seated Row + Stretching

งานวิจัยสนับสนุนการจับคู่ท่าฝึก

ปี รายละเอียด
2023 กลุ่มนักฝึกเวท 1,000 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม: ฝึก Seated Row เดี่ยว vs. ฝึกแบบจับคู่ท่าตามโปรแกรม 3 ท่า ผลพบว่า กลุ่มที่ฝึกแบบ “จับคู่ท่า” มีการพัฒนามวลกล้ามหลังชัดขึ้นถึง 36% ภายใน 8 สัปดาห์
2022 การศึกษากลุ่มผู้หญิงวัย 25–50 ปี พบว่าการฝึก Seated Row ร่วมกับ Face Pull และ Dumbbell Row ช่วยให้บุคลิกภาพดีขึ้น และลดอาการเจ็บคอ-หลัง ได้มากกว่า 40%

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม