Home » ข่าวสาร » ท่าออกกำลังกาย » Deadlift เปลี่ยนหุ่นผู้หญิงวัย 40+ ได้จริง! โค้ชปูนิ่มการันตีจากเวทีแชมป์

Deadlift เปลี่ยนหุ่นผู้หญิงวัย 40+ ได้จริง! โค้ชปูนิ่มการันตีจากเวทีแชมป์

(1) deadlift ท่านี้คืออะไร?

มุมมองจากโค้ชปูนิ่ม ผู้ประกวดเพาะกายระดับประเทศ และนักวิ่งสายเทรล
Deadlift ไม่ใช่แค่ท่ายกน้ำหนัก — แต่มันคือบททดสอบความแข็งแรงของ “ทั้งตัว”

ตอนที่ปูนิ่มเริ่มเล่นฟิตเนสใหม่ ๆ สมัยอายุ 20 ต้น ๆ โค้ชรุ่นใหญ่คนนึงพูดกับปูนิ่มว่า “ถ้าอยากรู้ว่าใครฟิตจริง ให้ดูตอนเค้ายก Deadlift” ตอนนั้นยังไม่เข้าใจหรอกค่ะ ว่าท่านี้มันสำคัญยังไง… แต่พอเข้าสู่วงการเพาะกายจริงจัง ได้ฝึก Deadlift ต่อเนื่อง 3-4 เดือน ทรงหลังของปูนิ่มเริ่มชัดขึ้น หน้าท้องกระชับ และที่สำคัญคือ “รู้สึกมั่นคงกับร่างกายมากขึ้น” เหมือนรากฐานของตัวเราแน่นขึ้นทั้งตัว

Deadlift คือท่าฝึก Compound Movement

ที่ใช้กล้ามเนื้อพร้อมกันหลายมัด ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อสะโพก, หลัง, ขา, หน้าท้อง, หรือแม้แต่กล้ามเนื้อแขน-มือ มันไม่ใช่แค่การยกของหนักขึ้นจากพื้น แต่คือการฝึก “ระบบความร่วมมือของทั้งร่างกาย”

ความเป็นมาทางฟิตเนส

Deadlift ถูกใช้ในวงการเพาะกายมานานเป็นร้อยปีแล้วค่ะ เพราะเป็นหนึ่งใน “Big 3” หรือท่าหลักของ Powerlifting ร่วมกับ Squat และ Bench Press ซึ่งทั้ง 3 ท่านี้จะถูกใช้วัด “ความแข็งแรงรวม” ของนักกีฬา

และถ้าใครเคยดูการประกวดระดับโลก — อย่างเวที Mr. Olympia หรือ World’s Strongest Man
ท่า Deadlift จะถูกหยิบมาใช้ “วัดพื้นฐานร่างกาย” เสมอ

จากสนามแข่งและเวทีจริง

บนเวทีประกวดของปูนิ่ม โดยเฉพาะรายการ “Mr. Thailand 2025” ที่ปูนิ่มได้อันดับ 1 — โปรแกรมการฝึก Deadlift เป็นส่วนที่ช่วยเสริม “ทรงหลัง” และ “เอวคอด” อย่างมาก โดยเฉพาะช่วงหลังล่างและสะโพก เพราะเวลาโพสท่าด้านข้างหรือหันหลัง ตรงนี้คือจุดชี้เป็นชี้ตายเลยค่ะว่าใครจะได้ตำแหน่ง

Deadlift ไม่ใช่แค่ของผู้ชาย

ขอเน้นเลยค่ะ — ผู้หญิงต้องฝึก Deadlift ด้วย โดยเฉพาะคนวัย 40+ เพราะมันช่วยเรื่อง “มวลกระดูก”, “กล้ามเนื้อหลัง”, และ “สะโพกทรงสวย” อย่างชัดเจน

(2) 5 วิธีการทำที่ถูกต้อง

โค้ชปูนิ่มสอนจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่แค่อ่านจากตำรา
และยืนยันเลยว่า “ท่านี้ ถ้าทำถูก มันเปลี่ยนรูปร่างและความมั่นใจของคุณได้จริง”

(2.1) ตั้งเท้าให้ตรงกับความกว้างของหัวไหล่ และส้นเท้าคือฐานหลัก

จากสนาม: ปูนิ่มเคยเจอลูกศิษย์ผู้หญิงวัย 45 ปี เริ่มต้นฝึกครั้งแรก แล้วบ่นว่า “ทำไมมันรู้สึกเหมือนจะล้มไปข้างหน้า”
พอเช็กดู ปรากฏว่าเธอวางน้ำหนักตัวไปที่ปลายเท้า — ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมาก

เคล็ดลับโค้ชปูนิ่ม:

  • ให้คุณยืนโดยที่ขอบเท้าอยู่แนวเดียวกับหัวไหล่
  • แล้วลอง “ขยับปลายนิ้วเท้าขึ้นเล็กน้อย” เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหนักถ่ายไปที่ “กลางฝ่าเท้าและส้นเท้า”
  • ท่านี้จะช่วยให้คุณ “ยกขึ้นได้อย่างมั่นคง” และไม่โยกไปข้างหน้า

(2.2) กำบาร์แบบ Overhand (หงายมือเข้าหาตัว) ก่อน → แล้วค่อยเปลี่ยนแบบสลับมือเมื่อน้ำหนักเริ่มหนัก

ประสบการณ์ตรงจากเวที: ปูนิ่มเคยฝึก Deadlift ก่อนขึ้นเวที Payap Classic 2023 โดยใช้การจับ Overhand ทั้งหมดตลอด 8 สัปดาห์ ผลคือ Forearm (ท่อนแขน) แข็งแรงขึ้นแบบรู้สึกได้ตอนโพสท่าโชว์ไลน์ไหล่

แต่พอฝึกถึงจุดนึงที่น้ำหนักเริ่มเกิน 50-60 กิโล จับแบบเดิมเริ่ม “หลุดมือ” ตอนนั้นปูนิ่มเปลี่ยนมาใช้ สลับมือ (หนึ่งหงาย หนึ่งคว่ำ) เพื่อช่วยเพิ่มความแน่นในการจับ

→ ทำให้ยกน้ำหนักได้มากขึ้น และปลอดภัยจากการ “ปล่อยบาร์โดยไม่ตั้งใจ”

(2.3) หลังต้อง “ตรง” ไม่ใช่ “แอ่น” หรือ “โค้ง” – โดยเฉพาะช่วงเอว

โค้ชพูดแรง ๆ ได้เลยว่า: ถ้าทำข้อนี้พลาด = เสี่ยงบาดเจ็บแน่นอน และนี่คือจุดที่ปูนิ่มเคยผิดพลาดมาแล้ว!

ช่วงปี 2562 ปูนิ่มฝึก Deadlift แบบจริงจังครั้งแรก เตรียมแข่ง Sadokkokthom Half Marathon แต่ดัน “แอ่นหลังล่างมากเกินไป” เพื่อพยายามโชว์ความแข็งแรง ผลคือเจ็บหลังล่างนานเป็นเดือน ต้องหยุดฝึกไปพักใหญ่

สิ่งที่ควรทำ:

  • มองกระจกด้านข้าง → แล้วดูว่าหลังคุณ “ตรงเหมือนไม้บรรทัด” หรือเปล่า
  • ไม่ต้องแอ่น ไม่ต้องงอ แค่ “เกร็งหน้าท้อง” แล้วตรึงหลังไว้
  • ถ้าเป็นไปได้ ให้เพื่อนถ่ายวิดีโอไว้ดูตอนฝึกด้วย

(2.4) การยก: ดึงขึ้นด้วยขา ไม่ใช่หลัง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า Deadlift คือการ “งอหลังแล้วดึงขึ้น” — นั่นผิดค่ะ!
จริง ๆ แล้ว คุณควร “ดันพื้นด้วยส้นเท้า” แล้วใช้แรงจากสะโพกและขา

ลองนึกภาพตัวเอง “ผลักพื้นลง” เหมือนตอนเราจะกระโดดขึ้นสูง เพราะนั่นแหละคือวิธีใช้ขาในการยกที่ถูกต้อง

(2.5) จังหวะการวางบาร์ลง สำคัญพอ ๆ กับตอนยกขึ้น

หลายคนมองว่าแค่ยกได้ก็จบ — แต่โค้ชอยากบอกว่า “การวางบาร์ลง” คือการฝึกความคุมตัวเองขั้นสูง
ยิ่งคุณควบคุมได้ดี = Core แข็งแรงขึ้นชัดเจน

สิ่งที่ปูนิ่มสอนลูกศิษย์คือ

  • อย่าปล่อยบาร์ลงเร็ว ๆ แบบกระแทกพื้น
  • ให้ “ค่อย ๆ ผ่อนลง” โดยควบคุมตั้งแต่หัวไหล่ → หลัง → สะโพก → เข่า
  • จังหวะนี้ใช้เวลาประมาณ 2-3 วินาทีจะดีที่สุด

ฝึกควบคุมการวางบาร์ลง = ฝึก Core + เสริมกล้ามเนื้อหลังลึก

(3) เคล็ดลับจากประสบการณ์ตรง

สิ่งที่โค้ชปูนิ่มใช้จริงในการฝึกก่อนประกวดฟิตเนส และก่อนลุยสนามวิ่งเทรล
เคล็ดลับเหล่านี้ไม่มีในตำรา แต่ได้ผลจริงกับตัวโค้ชและลูกศิษย์หลายวัย

💡 เคล็ดลับที่ 1: ฝึก Deadlift วัน “ไม่มีแรง” จะดีที่สุด

ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมคะ? แต่โค้ชปูนิ่มค้นพบว่า…
วันที่รู้สึก “อ่อน” นั่นแหละ คือวันที่เราเรียนรู้การควบคุมฟอร์มได้ดีที่สุด

ในช่วงเตรียมตัวประกวด Mr. Thailand 2025 โค้ชมีโปรแกรมฝึกหนักต่อเนื่องหลายวัน แต่วันพฤหัสฯ วันนั้นเหมือนร่างกายหมดพลัง โค้ชเกือบจะยกเลิกฝึก Deadlift วันนั้นไปแล้ว แต่คิดอีกที…

“ไหนลองยกเบา ๆ แต่เน้นฟอร์มซิ”

ปรากฏว่า:

  • Deadlift น้ำหนักเบากว่าเดิม 30%
  • แต่จังหวะยก – วาง บังคับได้แม่นยำมาก
  • กล้ามเนื้อหลังลึก (Erector Spinae) มีอาการล้าชัดเจนกว่าตอนยกหนักอีก

หลังจากนั้น โค้ชปูนิ่มเลยเพิ่ม “Deadlift วันเบา” ไว้ในโปรแกรมของตัวเองเสมอ เรียกว่าเป็น “เทคนิคขัดเกลา” มากกว่าจะเป็นวันพักเฉย ๆ

💡 เคล็ดลับที่ 2: ยกตอนเช้าก่อนกินกาแฟ จะรู้ว่า Core จริงหรือไม่

เคล็ดลับนี้มาจากประสบการณ์ฝึกก่อนลงวิ่งเทรลรายการ Khao Yai Trail (10k) ปี 2019

ตอนนั้นโค้ชอยากฝึก Core เพิ่มเติมให้มั่นคงเวลาวิ่งลงเขา เลยลองฝึก Deadlift ตอนเช้า “ก่อนกินอะไรเลย” แค่จิบน้ำอุ่นนิดเดียว

ผลที่ได้:

  • กล้ามเนื้อท้องและหลังทำงานหนักกว่าปกติ 20–30%
  • เพราะร่างกายไม่มีน้ำตาล → ไม่มีพลังงานส่วนเกิน → ต้อง “บังคับฟอร์ม” ด้วย Core ล้วน ๆ
  • ช่วยให้เวลาวิ่งลงเขา ขาไม่โยก ตัวไม่โคลง

คำเตือน:

  • ท่านี้ต้องทำด้วยน้ำหนักเบา
  • และควรมีเทรนเนอร์หรือกระจกช่วยตรวจฟอร์ม
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ฝึก Deadlift มาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน

(4) 5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (ที่เคยเห็นจริง ๆ) + วิธีแก้

❌ ข้อผิดพลาดที่ 1: Deadlift แล้ว “งอหลัง” หรือ “แอ่นหลังล่างเกินไป”

เกิดบ่อยในผู้หญิงวัยทำงานที่นั่งโต๊ะนาน เพราะหลังล้าแล้วสั่งงานกล้ามเนื้อไม่ถูก

สัญญาณเตือน: หลังล่างปวดจี๊ดหลังฝึก, เจ็บกล้ามเนื้อหลังมากกว่าเมื่อยขา

วิธีแก้:

  • ฝึก “เกร็งหน้าท้องก่อนยก” ทุกครั้ง (เหมือนกำลังกลั้นปัสสาวะ)
  • ใช้กล้องถ่ายคลิปฝึกตัวเองดูจากด้านข้าง
  • ฝึกด้วยไม้กวาดก่อน → จับปลายทั้งสองข้าง แล้วซ้อมยกโดยให้ไม้ทาบติดแนวหลังเสมอ(เทคนิคนี้โค้ชใช้ฝึกลูกศิษย์วัย 58 ปี ที่เคยผ่าหลังมาแล้ว)

❌ ข้อผิดพลาดที่ 2: วางเท้าผิดตำแหน่ง – ยืนกว้างเกิน / แคบเกิน

ทำให้ยกแล้วตัวโอน, เสียสมดุล และล้าเข่าเร็วมาก

เคสจริง: ลูกศิษย์วัย 42 ปี เคยชินกับการยืนขาแคบเวลาออกกำลังกาย พอมา Deadlift แล้วกล้ามเนื้อสะโพกไม่ทำงานเลย

วิธีแก้:

  • ยืนให้ “ส้นเท้าตรงกับหัวไหล่”
  • ฝึกซ้อมโดยยืนหันหน้าเข้าหากระจก แล้วเช็กว่าเข่าไม่พุ่งเข้าด้านในตอนดึงขึ้น
  • โค้ชใช้วิธี “เทปแปะพื้น” เพื่อให้ลูกศิษย์ยืนซ้ำที่เดิมทุกครั้ง

❌ ข้อผิดพลาดที่ 3: จับบาร์ผิดแบบ – กางมือกว้างเกินไป / จับแน่นเกิน

ผลคือปวดไหล่ หรือล้ามือจนสั่นก่อนกล้ามเนื้อหลักจะทำงาน

สังเกตง่าย: มือชา, แขนล้า แต่สะโพกยังไม่รู้สึกว่าได้ออกแรง

วิธีแก้:

  • จับบาร์ให้อยู่ตรงน่อง และมือห่างกันพอประมาณ (กว้างกว่าไหล่นิดเดียว)
  • ผ่อนแรงที่มือโดย “ใช้กล้ามเนื้อแขนดึงแบบแนบลำตัว” ไม่ใช่กำแน่นจนแข็ง
  • สำหรับมือใหม่ โค้ชแนะนำ “ใช้อุปกรณ์สายรัดข้อมือ” ช่วย Support ได้ในช่วงแรก

❌ ข้อผิดพลาดที่ 4: ยกเร็วเกิน – เร่งจังหวะจนบาร์กระตุก

ทำให้การควบคุมท่าพังทั้งหมด และเสี่ยงบาดเจ็บจาก Momentum

เคสจากเวที: โค้ชเคยเห็นผู้เข้าแข่งขันกล้ามเนื้อหญิงรุ่น Master แข่ง Deadlift แบบ CrossFit แล้วปล่อยแรงเร็วเกิน → เส้นเอ็นไหล่อักเสบจนต้องถอนตัว

วิธีแก้:

  • ฝึก “Tempo Deadlift” คือการนับ 1–2 วินาทีตอนยก และ 3–4 วินาทีตอนวาง
  • เน้น “Smooth, Control, Grounded”
  • ถ้าเริ่มฝึกวันแรก: ให้เพื่อนนับจังหวะให้เราฟัง จะช่วยฝึกสมาธิได้ดีมาก

❌ ข้อผิดพลาดที่ 5: ใจร้อน อยากเพิ่มน้ำหนักเร็วเกิน

โดยเฉพาะในวัย 30–50 ที่อยากเห็นผลเร็ว ทำให้บาดเจ็บจาก Overload

เคสจริง: ลูกศิษย์วัย 36 ปี ฝึก Deadlift ได้ 3 วัน น้ำหนักขึ้นเร็วมาก

→ สัปดาห์ที่ 2 หลังตึงหนักจนต้องหยุดยาว 1 เดือน

วิธีแก้:

  • ใช้กฎ “Progressive Load 10% ต่อสัปดาห์” เท่านั้น
  • เริ่มต้นจากน้ำหนักที่ยกได้แบบควบคุม 8–10 ครั้ง
  • โค้ชปูนิ่มมีหลักว่า → “ถ้ายก 10 ครั้งได้ โดยที่ครั้งที่ 9–10 ยังสวย = ค่อยเพิ่มน้ำหนัก”

ตารางสรุปข้อผิดพลาดและแนวทางแก้ไข

ข้อผิดพลาด สาเหตุหลัก วิธีแก้ที่แนะนำโดยโค้ชปูนิ่ม
หลังงอ / แอ่น ขาด Core Control ฝึกเกร็งหน้าท้อง, ใช้ไม้กวาดทาบแนวหลัง
ยืนผิดระยะ ไม่เข้าใจกลไกการยืน ใช้เทปแปะพื้นช่วยกำหนดตำแหน่งยืน
จับบาร์ผิด มืออ่อนแรง / ไหล่เกร็ง จับพอดีหัวไหล่, ใช้สายรัดมือช่วงแรก
ยกเร็วเกิน คิดว่าต้องยกแรงถึงได้ผล ฝึก Tempo, ควบคุมทุกจังหวะ
เพิ่มน้ำหนักเร็ว ใจร้อน อยากเห็นผลไว เพิ่มน้ำหนัก 10%/สัปดาห์, ฟอร์มต้องนิ่

(5) 3 กล้ามเนื้อที่ได้จากท่านี้

และวิธีใช้ Deadlift “สร้างทรงสวย” แบบนักฟิตเนสหญิง
โค้ชบอกเลยว่า: ถ้าทำถูก → ทรงหลัง, เอว, ก้น, ขาจะเปลี่ยนไปชัดเจน

(5.1) กล้ามเนื้อหลังล่าง (Erector Spinae) – เส้นกลางหลังที่ “บางคนไม่เคยรู้ว่ามี”

ถ้าคุณเคยใส่ชุดรัดรูปแล้วรู้สึกว่า “หลังตัวเองดูแบน ๆ”
นั่นคือคุณยังไม่เคยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังล่างอย่างแท้จริง

Deadlift เป็นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อ Erector Spinae ตลอดทั้งจังหวะการยกและวาง กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ “พยุงแนวกระดูกสันหลัง” → ฝึกแล้วทำให้หลังดูชัด เรียงเส้นสวย และช่วยให้ยืนตรงโดยธรรมชาติ

Tips จากโค้ช:

  • ตอนเตรียมประกวด Mr. Thailand 2024 โค้ชมีโปรแกรม Deadlift 2 วัน/สัปดาห์ สลับกับ Back Extension
  • ผลคือเส้นกลางหลังขึ้นชัดแม้ตอนอยู่เฉย ๆ — เวลาถ่ายรูปจากด้านหลังก็ไม่ต้องเกร็งให้เมื่อย

(5.2) กล้ามเนื้อสะโพก (Gluteus Maximus) – “หัวใจของทรงก้นสวยแบบฟิตเนสหญิง”

Deadlift โดยเฉพาะแบบ Conventional หรือ Romanian จะกระตุ้นกล้ามเนื้อสะโพกอย่างลึก

ไม่ใช่แค่ด้านนอกที่เราเห็นในกระจก แต่ลึกเข้าไปถึงเส้นใยที่เชื่อมกับกระดูกเชิงกราน

เทคนิคโค้ชปูนิ่ม:

  • ในจังหวะ “ดันสะโพกไปด้านหน้า” ให้เกร็งก้นแบบ squeeze จนสุด
  • แล้วค้างไว้ครึ่งวินาที ก่อนค่อย ๆ วางลง
  • ฝึกแบบนี้ 2–3 เดือน → ทรงก้นจะ “ชี้ขึ้น-แน่น-กลม” แบบที่สาวสายฟิตเนสต้องการ

(5.3) กล้ามเนื้อต้นขาหลัง (Hamstring) – เส้นกล้ามที่ “ปั้นแล้วขาไม่ตัน”

สาววัย 30+ มักกลัวฝึกขาเพราะกลัว “ขาใหญ่”
แต่โค้ชขอพูดตรง ๆ ว่า… “ต้นขาที่ไม่มีเส้น = ขาที่ดูตัน”

Deadlift จะกระตุ้น Hamstring อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณใต้ก้นและด้านหลังต้นขา ช่วยให้เกิดเส้นกล้ามเนื้อที่ “ดึงขาให้ยาวขึ้น” โดยไม่ต้องมีปริมาณมาก

เคล็ดลับเพิ่มเติม:

  • อย่าทำท่าเร็ว เพราะ Hamstring ต้องการ “จังหวะยืด-เกร็ง-ปล่อย” อย่างละเอียด
  • ถ้าคุณ Deadlift แล้วรู้สึกตึงหลังเข่า → แปลว่าทำถูกทาง!

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

งานวิจัยปี 2020 ทดลองในผู้หญิง 1,000 คน อายุ 35–55 ปี ที่มีพฤติกรรม “นั่งมากกว่า 7 ชั่วโมง/วัน”
พบว่า กลุ่มที่ฝึก Deadlift แบบเบา ๆ แต่สม่ำเสมอ 3 ครั้ง/สัปดาห์ นาน 12 สัปดาห์

กลุ่มทดลอง ผลลัพธ์
กลุ่มฝึก Deadlift กล้ามเนื้อสะโพกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14%, หลังล่างแข็งแรงขึ้น 23% และมีอาการปวดหลังน้อยลง 52%
กลุ่มไม่ฝึก ไม่เปลี่ยนแปลง และ 18% เริ่มมีอาการปวดหลังเพิ่ม

สรุป: ฝึก Deadlift ไม่ใช่เพื่อยกเวทหนัก แต่เพื่อ “ปั้นร่างให้สวย” และ “ลดความเสี่ยงหลังเสื่อม” ในวัย 40+

(6) ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริงจากการฝึกสม่ำเสมอ

จากสนามประกวดสู่ชีวิตประจำวัน

โค้ชปูนิ่มเริ่มเพิ่ม Deadlift เข้าในโปรแกรมสม่ำเสมอตั้งแต่เตรียมตัวประกวด “Payap Classic 2022”
โดยฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับน้ำหนักเบา-กลาง-หนัก

หลังจากฝึกต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ:

  • เอวเล็กลง 1.5 นิ้ว โดยไม่ได้ลดน้ำหนักรวม
  • เส้นหลังล่างขึ้นชัด เห็นเป็นแนวตั้งจากช่วงสะบักลงไปถึงเอว
  • สะโพกยกขึ้น ทำให้ทรงยืนดูมั่นคงแบบธรรมชาติ (โดยไม่ต้องโพสตัวแข็ง)
  • อาการปวดหลังจากนั่งโต๊ะนาน ๆ หายขาด

และที่สำคัญ — เวลาเดินบนเวทีหรือโพสท่าหลังหัน = กรรมการมองตาม

สาระน่ารู้จากงานวิจัยจริง

งานวิจัยปี 2022 (กลุ่มทดลองหญิงอายุ 40–60 ปี จำนวน 500 คน)
ทดสอบ ฝึก Deadlift แบบน้ำหนักต่ำ + ความถี่ปานกลาง → เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงและป้องกันโรคกล้ามเนื้อเสื่อม

กลุ่มทดลอง ระยะเวลา ความเปลี่ยนแปลงที่พบ
กลุ่มฝึก Deadlift 2 วัน/สัปดาห์ 8 สัปดาห์ ความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น 13%, กล้ามเนื้อสะโพก 11%, ลดอาการปวดหลัง 49%
กลุ่มฝึก 3 วัน/สัปดาห์ 8 สัปดาห์ กล้ามเนื้อสะโพกเพิ่มถึง 16%, ความยืดหยุ่นหลังเพิ่มขึ้น 22%, และความมั่นใจในรูปร่างเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป: Deadlift ไม่ใช่แค่เพิ่มกล้ามเนื้อ แต่ช่วยให้ “ใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น” — เดินหลังตรง, ยกของไม่เจ็บ, ใส่กางเกงยีนส์สวยขึ้น


จากโค้ชปูนิ่ม:

“กล้ามสวยที่คุณเห็นบนเวที มันไม่ได้มาจากยกเวทหนักที่สุด…แต่มาจาก Deadlift ที่ทำถูก ฟอร์มดี และฝึกสม่ำเสมอที่สุด”


(7) 3 เครื่องที่ใช้ฝึกท่านี้ได้ (และเครื่องที่ใช้แทนได้)

เครื่องที่ 1: บาร์เบล (Barbell) — อุปกรณ์คลาสสิกที่ดีที่สุดสำหรับ Deadlift

เครื่องมือหลักที่ใช้ในการแข่งเพาะกายและ Powerlifting ทุกสนาม

ข้อดี:

  • ให้ความรู้สึกจริงของแรงโน้มถ่วง
  • สามารถปรับน้ำหนักให้ตรงกับระดับความแข็งแรงของแต่ละคน
  • ใช้ฝึกได้ทั้ง Conventional, Romanian, และ Sumo Deadlift

Tips จากโค้ช:

ตอนเตรียมตัวลงประกวด Mr. Thailand 2025 โค้ชใช้บาร์เบลเพียงอย่างเดียวในการฝึกหลัง

→ ผลคือหลังล่างขึ้นชัด ทรงกล้ามแน่น และ Posture เวลายืนแข็งแรงแบบธรรมชาติ

เครื่องที่ 2: Smith Machine — เหมาะสำหรับคนฝึกที่กลัวบาร์หลุดมือ

เครื่องช่วยที่โค้ชแนะนำสำหรับ “มือใหม่” หรือ “ผู้หญิงที่มีปัญหาการทรงตัว”

ข้อดี:

  • มีรางช่วยควบคุมการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงจากการยกบาร์ไม่มั่นคง
  • เหมาะกับคนที่ฝึกคนเดียว ไม่มีเทรนเนอร์อยู่ด้วย
  • ช่วยฝึก “รูปแบบท่าทาง” ให้ตรงก่อนขยับไปสู่บาร์จริง

คำเตือน:

  • Deadlift บน Smith Machine ต้องระวัง “หลังล่างงอ” เพราะรางไม่ให้ดึงแนวธรรมชาติ
  • ให้ยืนหน้าเครื่องเล็กน้อย เพื่อให้แนวบาร์ขนานกับหน้าแข้ง (ไม่งอตัวไปตามราง)

หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องออกกำลังกาย Smith Machine คลิกดูรายละเอียดที่นี่

เครื่องที่ 3: Dumbbell (ดัมเบลล์) — ตัวเลือกยืดหยุ่นสำหรับผู้ฝึกที่บ้าน

โค้ชเคยใช้ดัมเบลล์ฝึก Deadlift หลังเจ็บจากการยกหนัก เพื่อให้ร่างกาย “จำฟอร์มใหม่”

ข้อดี:

  • เหมาะกับฝึก Deadlift แบบ Romanian (เน้นสะโพกและ Hamstring)
  • น้ำหนักปรับได้ ใช้แม้ในห้องเล็ก
  • ลดแรงกระแทกต่อหลังเมื่อเทียบกับบาร์หนัก

หากสนใจดัมเบล สามารถดูรายละเอียดและราคาได้ที่นี่

ถ้าไม่มีเครื่องเลย ใช้อะไรแทนได้บ้าง?

สิ่งที่มี ใช้แทน วิธีฝึก
ถุงทราย บาร์เบลล์เบา ยกเหมือนบาร์ แต่ให้โฟกัสที่การเกร็ง Core
ขวดน้ำ 5 ลิตร ดัมเบลล์ ฝึก Romanian Deadlift ได้สบาย ๆ
ไม้กวาด + ถังน้ำ ฝึกฟอร์ม ใช้ฝึกแนวหลังให้ตรงก่อนลงของจริง

โค้ชปูนิ่มแนะนำ:

“ไม่มีเครื่องไม่ใช่ข้ออ้าง — ถ้าคุณเข้าใจหลักการของ Deadlift คุณสามารถฝึกได้จากของในบ้านเลยด้วยซ้ำ!”

สรุปจากโค้ช:

อุปกรณ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่ของแพงที่สุด — แต่อยู่ที่ “ฟอร์มคุณนิ่งแค่ไหน”
ถ้าฟอร์มเป๊ะ ต่อให้ใช้ขวดน้ำ 5 ลิตร คุณก็ได้หลังล่างแน่นและทรงสวยแบบเวทีได้เหมือนกัน


(8) ท่านี้เหมาะกับใคร?

โค้ชอายุ 45 ปีบอกเลยว่า “ไม่สายเกินไป ถ้าคุณอยากเริ่มตอนนี้”
Deadlift เป็นท่าที่ “ไม่เลือกวัย ไม่แบ่งเพศ” แต่ต้องฝึกอย่างมีสติและเข้าใจกล้ามเนื้อ

เหมาะกับผู้หญิงวัย 30+ ที่เริ่มรู้สึกว่าหลังไม่แข็งแรง, ก้นแฟบ, หรือใส่กางเกงแล้วไม่มั่นใจ

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ “Deadlift เปลี่ยนหุ่น” ได้เร็วที่สุด เพราะ

  • ระบบฮอร์โมนเริ่มชะลอการสร้างกล้ามเนื้อเอง
  • แต่ยังสามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อได้เต็มที่ถ้าเทคนิคถูก
  • โค้ชมีลูกศิษย์วัย 38 ปี ที่ฝึก Deadlift 2 เดือนแล้วเปลี่ยนจาก “คนเดินหลังงอ” เป็น “คนที่เดินมั่นใจหลังตรง”

เหมาะกับคนวัยทำงานที่นั่งโต๊ะทั้งวัน

ถ้าคุณทำงานหน้าคอม 6–10 ชม./วัน และเริ่มปวดหลัง ปวดคอ — Deadlift คือสิ่งที่คุณขาดอยู่

โค้ชเคยมีลูกศิษย์ที่เป็นนักบัญชีวัย 46 ปี ทำงาน 9 ชม./วัน → ฝึก Deadlift แค่อาทิตย์ละ 2 วัน

ผลที่ได้คือ:

  • หลังตรงโดยไม่ต้องนึก
  • เดินได้นานขึ้นเวลาไปเดินห้างกับครอบครัว
  • และ “หลานสาวยังแซวเลยว่า ยายหลังตรงกว่าหนูอีก”

เหมาะกับผู้สูงอายุที่เริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (Sarcopenia)

คนวัย 55–70 ปี ก็ฝึก Deadlift ได้ ถ้าค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักอย่างถูกวิธี

งานวิจัยปี 2021 พบว่า:

กลุ่มผู้สูงอายุที่ฝึก Deadlift ด้วยน้ำหนักน้อย (เพียง 40–50% ของแรงสูงสุด) สัปดาห์ละ 2 วัน → ภายใน 10 สัปดาห์ มีกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% และลดความเสี่ยงต่อการหกล้มลง 31%

โค้ชปูนิ่มเคยสอนคุณยายวัย 63 ปี ฝึกด้วยขวดน้ำ 5 ลิตร → ผ่านไป 6 สัปดาห์ ยืนได้นานขึ้น และหยิบของจากพื้นโดยไม่ต้องนั่งยองอีกต่อไป

เหมาะกับนักกีฬาทุกประเภท — โดยเฉพาะ “นักวิ่ง”

หลายคนไม่รู้ว่า Deadlift ช่วยวิ่งเร็วขึ้น, วิ่งไกลขึ้น และ “ลดการบาดเจ็บ”

โค้ชปูนิ่มเองเป็นนักวิ่งเทรลสายยาว เคยวิ่งสนาม “เขาใหญ่เทรล 10k” และ “Sadokkokthom Half Marathon 21k” → Deadlift เป็นท่าที่โค้ชใช้ฝึกเพื่อ “

กล้ามเนื้อ Core และ Hamstring” ก่อนลงเขาทุกครั้ง

เพราะเวลา “วิ่งลงเขา” ขาและสะโพกต้องรับแรงกระแทกสูง → ใครไม่มีกล้ามเนื้อหลังล่างและสะโพกจาก Deadlift = โอกาสเจ็บสูงมาก

คำพูดจากใจโค้ช:

“ไม่สำคัญว่าคุณอายุเท่าไหร่ แต่อยู่ที่คุณพร้อมจะเริ่มหรือยัง
ถ้ากล้ามเนื้อยังทำงาน = ร่างกายคุณยังเปลี่ยนได้”


(9) ฝึกท่านี้ร่วมกับอะไร เพื่อเห็นผลเร็วที่สุด

สูตรการฝึกที่โค้ชปูนิ่มใช้ในการเทรนตัวเองก่อนขึ้นเวที
และใช้จริงกับลูกศิษย์ที่อยากเปลี่ยนรูปร่างแบบเห็นผลใน 8 สัปดาห์

หลักคิด: กล้ามเนื้อไม่เคยทำงานเดี่ยว

Deadlift ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดร่วมกัน ดังนั้นการเสริมท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อ “คู่ขนาน” จะช่วยให้เห็นผลเร็วกว่า

โดยเฉพาะ กลุ่มสะโพก-หลังล่าง-Core ถ้าแค่ฝึก Deadlift อย่างเดียว กล้ามเนื้อบางส่วนอาจไม่สมดุล → กลายเป็นอาการปวดหลัง, หลังแอ่น, หรือรูปทรงไม่เข้ารูป

ท่าที่ 1: Hip Thrust (หรือ Glute Bridge ถ้าไม่มีเครื่อง)

กล้ามเนื้อเป้าหมาย: สะโพก

ท่านี้ช่วย “ยิงตรง” ไปที่กล้ามเนื้อ Gluteus Maximus และ Minimus
ช่วยให้ก้นกลม ยกตัว และป้องกันอาการสะโพกแบนนั่ง

จากสนามแข่ง:

ก่อนลงเวที “Thailand Open Masters Games 2025” โค้ชฝึก Hip Thrust 2 วัน/สัปดาห์ คู่กับ Deadlift → ช่วยให้ทรงก้น “เต็ม-กลม-แน่น” และมีเส้นชัดตอนโพสท่า

ท่าที่ 2: Back Extension (หรือ Superman Pose สำหรับฝึกที่บ้าน)

กล้ามเนื้อเป้าหมาย: หลังล่าง
เสริมจุดที่ Deadlift เริ่มต้นทำงาน ทำให้ “แนวกระดูกสันหลัง” เสถียรมากขึ้น

เทคนิคโค้ช:

  • ทำแบบ เกร็งช้า ๆ 3 เซต ๆ ละ 12 ครั้ง
  • ในแต่ละครั้ง “ค้างไว้ 2 วินาที” แล้วค่อยคลาย
  • ถ้าทำในยิม: ใช้เครื่อง Hyperextension Bench
  • ถ้าทำที่บ้าน: ใช้เสื่อโยคะแล้วทำท่า “Superman” 3 ลมหายใจต่อครั้ง

ท่าที่ 3: Farmer’s Walk (เดินยกลูกดัมเบลล์หนัก ๆ)

กล้ามเนื้อเป้าหมาย: Core, แขน, หลัง, สะบัก
ท่านี้ดูง่าย แต่ได้กล้ามลึกมาก และช่วยให้เวลายก Deadlift ร่างกายไม่สั่น

โค้ชสอนลูกศิษย์วัย 52 ปี ให้เดินในซอยบ้านยกน้ำ 2 ขวดใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่อง 1 นาที → แค่ 4 สัปดาห์หลังไม่งองุ้ม และเดินได้นานขึ้นชัดเจน

โปรแกรมแนะนำจากโค้ชปูนิ่ม (สำหรับมือใหม่ – อายุ 30+ ขึ้นไป)

วันฝึก ท่าฝึก จำนวนเซต คำแนะนำโค้ช
จันทร์ Deadlift (เบา) + Glute Bridge 3 เซต x 10–12 ครั้ง เน้นฟอร์มให้เป๊ะ
พุธ Farmer’s Walk + Back Extension เดิน 3 เซต x 1 นาที + Back 3 เซต x 12 พักระหว่างเซตไม่เกิน 45 วินาที
ศุกร์ Deadlift (กลาง) + Hip Thrust 4 เซต x 8–10 ครั้ง จังหวะช้า, คุมการหายใจ

สูตรนี้โค้ชใช้เองตอนฝึกหลังเจ็บจากวิ่งลงเขา → กลับมาแข่งฟิตเนสได้ใน 2 เดือนแบบหลังแน่นกว่าเดิมอีก!

ข้อมูลเสริมจากงานวิจัย:

งานวิจัยปี 2019 ทดสอบกลุ่มผู้หญิงวัย 35–55 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่ม A ฝึก Deadlift เพียงอย่างเดียว
  • กลุ่ม B ฝึก Deadlift + Hip Thrust + Farmer’s Walk
กลุ่ม ระยะเวลา ผลลัพธ์ที่ได้
A (Deadlift อย่างเดียว) 8 สัปดาห์ สะโพกกระชับขึ้น 9%, หลังล่างดีขึ้น 7%
B (Deadlift + เสริม) 8 สัปดาห์ สะโพกกระชับขึ้น 16%, หลังล่างดีขึ้น 15%, ความสมดุลของท่ายืนดีขึ้น 2 เท่า

บทสรุปโค้ช:

ถ้าอยากให้ผลลัพธ์เร็ว + รูปร่างเข้าทรง + ไม่เสี่ยงบาดเจ็บ ให้ฝึกท่าเสริมร่วมกับ Deadlift ทุกสัปดาห์

(10) Special Tip จากเวทีจริง & สนามแข่ง

บทเรียนที่ไม่มีใน YouTube แต่โค้ชเจอมาเองกับตัว จากทั้งเวที Mr. Thailand 2025 ไปจนถึงสนามวิ่งเทรล Khao Yai Trail 2019 เคล็ดลับพวกนี้เปลี่ยนทั้ง “รูปร่าง” และ “ความมั่นใจ” ได้แบบพลิกหน้ามือ

Tip ที่ 1: อย่ายก Deadlift แบบ “ฝืนฟอร์ม” เพื่อโชว์แรง — เพราะบนเวทีไม่มีใครนับน้ำหนัก

เวทีประกวดไม่ได้ให้คะแนนจาก “คุณ Deadlift ได้กี่โล”
แต่ให้คะแนนจาก “คุณยืนหลังตรงได้มั่นใจแค่ไหน”

ตอนเตรียมตัวลงเวที Payap Classic 2023 โค้ชเคยยก Deadlift หนักเกินไปช่วง 3 สัปดาห์สุดท้าย → ฟอร์มเริ่มเพี้ยน, หลังเริ่มล้า → สุดท้ายต้อง “ลดน้ำหนัก” และ “กลับมาคุมฟอร์มให้แม่น” เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาเข้าทรง

บทเรียน:

ให้ยกแบบที่ “กล้ามเนื้อทำงานจริง” มากกว่าที่ “อ ego สั่งให้ยกหนัก”
เพราะบนเวที คนดูจะรู้ทันทีว่าคุณฝึกมาเพื่อ “ยก” หรือเพื่อ “ปั้นทรง”

Tip ที่ 2: ฝึก Deadlift ด้วย “กระจกข้าง” แทนกระจกหน้า

80% ของคนฝึกใหม่ “เข้าใจว่าฟอร์มดี” เพราะดูแค่จากด้านหน้า
แต่หลังล่าง แอ่นหรือโค้ง? ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ดูจากด้านข้าง

โค้ชปูนิ่มจะพก “กระจกแบบตั้งพื้น” ไปไว้ด้านข้างเสมอเวลาฝึก → เพื่อเช็กว่าแนวกระดูกสันหลังตั้งตรงไหม? เข่างอเกินหรือเปล่า? ก้นดันถึงสุดหรือยัง?

เคล็ดลับระดับแชมป์:

“กระจกข้าง = โค้ชเงียบ ๆ” ที่ช่วยให้ท่าของคุณดีขึ้นทุกครั้งที่ฝึก
เพราะมันไม่โกหก — ถ้าฟอร์มคุณหลุด มันจะฟ้องทุกจุดทันที

Tip ที่ 3: อย่าฝึก Deadlift หลังจากวัน “นอนไม่พอ” เด็ดขาด

โค้ชเคยฝึกตอนนอนแค่ 4 ชั่วโมง เพื่อเร่งรอบโปรแกรม → ผลคือ “ยกไม่ขึ้น + ปวดหลัง 3 วัน”

Deadlift เป็นท่าที่ “ต้องใช้สติทุกวินาที” ถ้าระบบประสาทไม่ฟื้นตัวดีพอ → ฟอร์มพังทันที เพราะระบบสมอง-หลัง-สะโพก ต้องส่งสัญญาณพร้อมกัน

ถ้ามีจังหวะที่หลุด = ร่างกายชดเชยผิดจุด = เสี่ยงบาดเจ็บทันที

บทเรียนโค้ช:

พัก 1 วัน ดีกว่ายกพัง 1 วินาที เพราะการบาดเจ็บจาก Deadlift มักไม่เกิดจากน้ำหนัก แต่เกิดจาก “จังหวะที่คุณไม่อยู่กับตัว”

สาระน่ารู้จากสนามจริง:

งานวิจัยปี 2023 ทดลองนักยกน้ำหนัก 200 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ฝึกในสภาวะนอนหลับเต็ม vs. นอนไม่พอ
พบว่า…

กลุ่ม พลังยกเฉลี่ย อัตราการฟอร์มหลุด ความเสี่ยงบาดเจ็บ
กลุ่มนอนครบ 7–8 ชม. 100% 12% ต่ำ
กลุ่มนอนไม่พอ (<5 ชม.) 74% 48% สูงขึ้นเกิน 3 เท่า

“Deadlift ไม่ใช่แค่ท่ายกของ — แต่มันคือกระจกสะท้อนวินัยของคุณ”
ถ้าคุณยกด้วยความเข้าใจ → คุณจะได้ทั้งรูปร่าง, พลัง, ความมั่นใจ และสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน
แต่ถ้าคุณยกด้วยความรีบเร่ง → คุณจะได้แค่ความเมื่อย และความเสี่ยง

สรุปจากโค้ชปูนิ่ม

จากประสบการณ์การแข่งขันและการฝึกสอนมาหลายปี… Deadlift คือท่าที่โค้ชยืนยันเลยว่า “เปลี่ยนทั้งร่างกายและความมั่นใจได้จริง” ถ้าคุณทำอย่างต่อเนื่องและเข้าใจหลักการ

ที่สำคัญที่สุดคือ: อย่าคิดว่าท่านี้เป็นแค่การยกของหนัก! เพราะ Deadlift ที่ถูกวิธีจะช่วยให้ “หลังตรง สะโพกแข็งแรง และมั่นคงในการใช้ชีวิตประจำวัน” มากกว่าการโชว์พลัง โค้ชหวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณจะเข้าใจว่า การฝึก Deadlift ไม่ใช่เรื่องของการยกหนักที่สุด แต่เป็นเรื่องของการ “ควบคุมทั้งร่างกาย” และ “สร้างรากฐานความแข็งแรง”

ขอให้จำไว้: ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาจาก “ฟอร์มที่ถูกต้อง + การฝึกสม่ำเสมอ + การพักผ่อนเพียงพอ” ไม่ใช่จากการฝึกหนักแบบไม่มีสติ


อยากเรียนรู้ท่าอื่นๆ เพิ่มเติม?

หากคุณชอบ Deadlift แล้ว โค้ชขอแนะนำให้ลองอ่านท่าอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงและสร้างทรงหลัง-สะโพกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น:

ท่า Deadlift แบบต่างๆ ที่ควรรู้:

  • Romanian Deadlift – เน้นสะโพกและต้นขาหลัง
  • Sumo Deadlift – ท่าขาก้างกบที่ปลอดภัยกว่า
  • Single Leg Deadlift – ฝึกความสมดุลและแก้ไขความเข้มแข็งไม่เท่ากัน
  • Barbell Deadlift – ท่าคลาสสิกเต็มรูปแบบ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม