Home » Blog » ความรู้ » วิ่งเทรล คือ อะไร? คู่มือครบจบทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนก้าวแรกสู่ป่า

วิ่งเทรล คือ อะไร? คู่มือครบจบทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนก้าวแรกสู่ป่า

วิ่งเทรล คือ อะไร? คู่มือครบจบทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนก้าวแรกสู่ป่า

วิ่งเทรลไม่ใช่แค่การวิ่งออกกำลังกายค่ะ มันคือการผจญภัย การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ และการค้นพบขีดจำกัดของตัวเองที่ไม่มีกีฬาไหนในโลกให้ได้เหมือนกัน

ปุนิ่มยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางวิ่งเทรลได้ดีมากค่ะ ดินใต้เท้าที่นุ่มกว่าถนน เสียงใบไม้กรอบแกรบ อากาศที่สดชื่นกว่าในเมืองคนละโลก และความรู้สึกที่ว่าร่างกายต้องตื่นตัวและคิดตลอดเวลา ไม่ใช่แค่วิ่งไปข้างหน้าเหมือนบนลู่วิ่ง นั่นคือวันที่ปุนิ่มรู้ว่าจะไม่กลับไปวิ่งถนนเป็นกีฬาหลักอีกต่อไปค่ะ

บทความนี้ปุนิ่มรวบรวมทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับวิ่งเทรลไว้ที่เดียวค่ะ ตั้งแต่คำนิยามพื้นฐาน เทคนิคการวิ่ง อุปกรณ์ โภชนาการ ไปจนถึงโปรแกรมเตรียมตัวสำหรับมือใหม่ที่ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเพิ่งสนใจหรือวิ่งถนนมาสักพักแล้วอยากลองท้าทายตัวเองมากขึ้น บทความนี้ตอบได้ทุกคำถามค่ะ


วิ่งเทรล คืออะไร?

วิ่งเทรล คือ การวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ใช่ถนนลาดยางหรือลู่วิ่งสังเคราะห์ค่ะ แต่ครอบคลุมทุกพื้นผิวตั้งแต่ดิน หิน ทราย หญ้า ลำธาร ไปจนถึงยอดเขา

ตามนิยามอย่างเป็นทางการของ International Trail Running Association หรือ ITRA ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬาวิ่งเทรลระดับโลก วิ่งเทรลคือการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติที่มีพื้นผิวเป็นดิน หิน หรือทางธรรมชาติอื่นๆ อย่างน้อย 80% ของระยะทางทั้งหมดค่ะ นั่นหมายความว่าแม้บางช่วงจะผ่านถนนหรือทางคอนกรีตได้บ้าง แต่หัวใจหลักของเส้นทางต้องเป็นธรรมชาติค่ะ

สิ่งที่ทำให้วิ่งเทรลแตกต่างจากการวิ่งทั่วไปอย่างสิ้นเชิงคือความหลากหลายของเส้นทางและภูมิประเทศค่ะ ไม่มีเทรลไหนในโลกที่เหมือนกันสักเส้น แต่ละก้าวที่วิ่งบนเทรลร่างกายต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งการทรงตัวบนหิน การยกเท้าข้ามรากไม้ การเร่งขึ้นเนินและการเบรกลงทางชัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้วิ่งเทรลกระตุ้นร่างกายได้ครบมิติกว่าการวิ่งถนนมากค่ะ

ประวัติความเป็นมา

วิ่งเทรลไม่ใช่กีฬาใหม่ค่ะ รากฐานของมันมาจากการที่มนุษย์ใช้การวิ่งในภูมิประเทศธรรมชาติเพื่อการล่าสัตว์และเดินทางมาตั้งแต่ยุคโบราณ ในฐานะกีฬาสมัยใหม่เริ่มเป็นที่นิยมในยุโรปและอเมริกาก่อนค่ะ โดยการแข่งขันวิ่งเทรลรายการแรกที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการคือ Dipsea Race ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1905 และยังคงจัดอยู่จนถึงปัจจุบัน ทำให้เป็นหนึ่งในการแข่งขันวิ่งเทรลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค่ะ

สำหรับในประเทศไทย การวิ่งเทรลเพิ่งเข้ามาเป็นที่รู้จักแพร่หลายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นกีฬาที่นิยมมากในฝั่งยุโรปและอเมริกามานานแล้วค่ะ และ ในปี 2023 มีการจัดการแข่งขันวิ่งเทรลมากกว่า 50 รายการทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2022 สาเหตุสำคัญมาจากกระแสการรักสุขภาพและการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เติบโตขึ้นค่ะ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด

ปุนิ่มเจอบ่อยมากที่คนคิดว่าวิ่งเทรลต้องขึ้นเขาชันๆ ตลอดเวลาค่ะ ซึ่งไม่จริงเลย วิ่งเทรลทางจะชันหรือไม่ชันก็ได้ ถ้าชันมากๆ บางครั้งจะเรียกว่า Sky Running แทนค่ะ มีเทรลหลายเส้นทางที่เป็นทางราบเกือบทั้งหมด เหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นค่ะ สิ่งที่นิยามว่าเป็นเทรลคือพื้นผิวธรรมชาติ ไม่ใช่ความชันค่ะ

วิ่งเทรล vs วิ่งถนน ต่างกันยังไง?

วิ่งเทรล vs วิ่งถนน ต่างกันยังไง?

หลายคนคิดว่าวิ่งเทรลกับวิ่งถนน หรือ วิ่งมาราธอน ต่างกันแค่สถานที่ค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นกีฬาคนละประเภทเลยทีเดียว ทั้งด้านร่างกายที่ใช้ จิตใจที่ต้องการ และอุปกรณ์ที่จำเป็น

หัวข้อ วิ่งเทรล วิ่งถนน
พื้นผิว ดิน หิน ราก หญ้า ทราย คอนกรีต ยางมะตอย ลู่วิ่ง
ความเร็ว ช้ากว่า เน้นที่เวลาบนเส้นทาง เร็วกว่า เน้น Pace และเวลา
กล้ามเนื้อที่ใช้ ครบทุกมัด โดยเฉพาะขา Core และข้อเท้า เน้นขาและ Cardio เป็นหลัก
แรงกระแทกที่เข่า น้อยกว่าเพราะพื้นนุ่มกว่า มากกว่าเพราะพื้นแข็ง
ความเสี่ยงบาดเจ็บ เสี่ยงข้อเท้าพลิก เสี่ยงเข่าและกระดูกเครียด
รองเท้าที่ใช้ รองเท้าเทรลดอกยางลึก รองเท้าวิ่งถนนพื้นนุ่ม
เป้าหมาย ประสบการณ์และการเอาชนะเส้นทาง เวลา ระยะทาง และ PB
Calorie ที่เผาผลาญ มากกว่า 30-50% เพราะใช้กล้ามเนื้อมากกว่า น้อยกว่าในระยะทางเท่ากัน
ความสนุก ทุกก้าวไม่เหมือนกัน จำเจแต่วัดผลได้ชัด

Insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อที่ 1: Pace ไม่ใช่ตัววัดผลในวิ่งเทรล

นักวิ่งถนนที่เปลี่ยนมาวิ่งเทรลครั้งแรกมักช็อคมากค่ะ เพราะ Pace ที่เคยทำได้บนถนนพังหมดเลย คนที่วิ่งถนน Pace 5 นาทีต่อกิโลอาจวิ่งเทรลได้แค่ 8-10 นาทีต่อกิโล และนั่นไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ เพราะนักวิ่งเทรลระดับโลกก็ยังใช้ Pace ช้ากว่าวิ่งถนนมากในเส้นทางที่ยากค่ะ ในวงการวิ่งเทรลเขาไม่ได้วัดกันที่ Pace แต่วัดที่ เวลาที่ใช้บนเส้นทางทั้งหมด และ Elevation Gain หรือความสูงสะสมที่ไต่ขึ้นไปค่ะ

Insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อที่ 2: วิ่งเทรลเข่าพังน้อยกว่าวิ่งถนน

นี่คือ Insight ที่ขัดกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่มากที่สุดค่ะ หลายคนคิดว่าวิ่งบนหินและรากไม้ต้องทำร้ายเข่ามากกว่าถนนเรียบๆ แต่ความจริงตรงกันข้ามค่ะ พื้นดินธรรมชาติมีแรงดูดซับแรงกระแทกที่ดีกว่าคอนกรีตมากค่ะ งานวิจัยจาก Northern Arizona University และ German Sport University Cologne ปี 2023 พบว่า การวิ่งบนพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอมีศักยภาพในการกระตุ้นระบบ Neuromuscular มากกว่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ Aerobic ได้สูงกว่าการวิ่งถนนค่ะ กล้ามเนื้อรอบข้อเท้าและเข่าที่แข็งแรงขึ้นจากการปรับตัวกับพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ กลายเป็นเกราะป้องกันข้อต่อได้ดีขึ้นในระยะยาวค่ะ

Insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อที่ 3: วิ่งเทรลเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าที่คิด

เวลาเปรียบเทียบกันที่ระยะทางเท่ากัน วิ่งเทรล 10 กิโลเมตรกับวิ่งถนน 10 กิโลเมตรดูเหมือนเท่ากัน แต่ความจริงไม่ใช่ค่ะ เพราะบนเทรลร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อเพิ่มเติมในการทรงตัว ยกเท้าข้ามสิ่งกีดขวาง และสูบฉีดพลังงานมากขึ้นในการไต่ขึ้นทางชัน โดยเฉลี่ยวิ่งเทรลเผาผลาญแคลอรีมากกว่าวิ่งถนนที่ระยะทางเดียวกันประมาณ 30-50% ค่ะ ขึ้นอยู่กับความชันของเส้นทางด้วย

Insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อที่ 4: จิตใจต้องแข็งแกร่งกว่ามาก

วิ่งถนนนั้นสมองสามารถ Autopilot ได้ค่ะ ก้าวสม่ำเสมอ พื้นเรียบ ไม่มีอะไรให้ตัดสินใจ แต่วิ่งเทรลทุกก้าวต้องใช้สมองตลอดเวลา ต้องอ่านพื้นข้างหน้า ตัดสินใจเลือกที่วางเท้า ประเมินความชัน และจัดการพลังงานให้ถึงจุดหมาย สภาวะของเส้นทางส่งผลต่อทั้งสภาพ Biomechanical และจิตวิทยาของนักวิ่งตลอดการแข่งขัน และวิ่งเทรลต้องการการพัฒนาทั้งความสามารถทางร่างกายและจิตใจพร้อมกันค่ะ นั่นคือเหตุผลที่นักวิ่งเทรลส่วนใหญ่บอกว่ากีฬานี้เปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองชีวิตของพวกเขาได้เลยค่ะ

ประโยชน์ของการวิ่งเทรลที่คนมักไม่รู้

ประโยชน์ข้อที่ 1: กล้ามเนื้อพัฒนาครบทุกมัดโดยไม่ต้องไปยิม

สิ่งที่ปุนิ่มสังเกตได้ชัดที่สุดในตัวเองหลังจากเริ่มวิ่งเทรลจริงจังคือกล้ามเนื้อน่อง ข้อเท้า และกล้ามเนื้อรอบสะโพกแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยที่ไม่ได้เพิ่มการฝึกในยิมเลยค่ะ เหตุผลคือทุกก้าวบนเทรลร่างกายต้องปรับสมดุลต่อพื้นผิวที่ไม่เหมือนกันเลยสักก้าว กล้ามเนื้อ Stabilizer ที่ปกติแทบไม่ทำงานตอนวิ่งถนนจึงถูกกระตุ้นตลอดเวลาค่ะ งานวิจัยจาก Northern Arizona University และ German Sport University Cologne ปี 2023 ยืนยันว่า การวิ่งบนพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอมีศักยภาพในการกระตุ้นระบบ Neuromuscular มากกว่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ Aerobic ได้สูงกว่าการวิ่งถนนค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 2: สมองเปลี่ยนแปลงในระดับ fMRI ภายใน 90 นาที

นี่คือ Insight ที่ปุนิ่มคิดว่าน่าทึ่งที่สุดในบรรดาประโยชน์ทั้งหมดค่ะ งานวิจัยจาก Stanford University ที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences ทำการสแกนสมองด้วย fMRI ก่อนและหลังการเดิน 90 นาทีในสองกลุ่มคือกลุ่มที่เดินในธรรมชาติกับกลุ่มที่เดินในเมือง ผลที่ได้ชัดเจนมากค่ะ กลุ่มที่เดินในธรรมชาติไม่เพียงรายงานว่าความคิดวนเวียนในแง่ลบลดลง แต่ผลการสแกน fMRI ยังแสดงให้เห็นว่าการทำงานของ Subgenual Prefrontal Cortex ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่สัมพันธ์กับโรคทางจิตใจลดลงอย่างชัดเจนด้วยค่ะ การเดินในธรรมชาติเปลี่ยนแปลงสมองได้จริงๆ ในขณะที่กลุ่มที่เดินในเมืองไม่ได้รับผลนี้เลย Trail Runner Magazine

ปุนิ่มอยากให้ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวค่ะ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้จริงในระดับสมองเลย และถ้าแค่เดินในธรรมชาติ 90 นาทียังได้ผลขนาดนี้ การวิ่งเทรลที่ใช้ทั้งร่างกายและสมองพร้อมกันยิ่งให้ผลมากกว่านั้นแน่นอนค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 3: ออกกำลังกายกลางแจ้งให้ผลสมองดีกว่าในร่มเสมอ

งานวิจัยตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2023 ใช้ Electroencephalography วัดคลื่นสมองก่อนและหลังการออกกำลังกายในสองสภาพแวดล้อม พบว่า การออกกำลังกายกลางแจ้งในธรรมชาติให้ผลต่อสมองที่ดีกว่าการออกกำลังกายในร่ม โดยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติช่วยฟื้นฟูความสามารถในการโฟกัสและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Executive Function ใน Prefrontal Cortex ได้ค่ะ

Insight ของปุนิ่มจากตรงนี้คือ ถ้าคุณทำงานออฟฟิศทั้งวันและสมองล้ามากค่ะ การวิ่งในยิมบนลู่วิ่งอาจให้ผลด้านร่างกายพอๆ กับวิ่งเทรล แต่ให้ผลด้านสมองและจิตใจน้อยกว่าการวิ่งในธรรมชาติมากเลยค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 4: 58% ของนักวิ่งเทรลทั่วโลกวิ่งเพื่อสุขภาพจิต ไม่ใช่เพื่อแข่ง

นี่คือตัวเลขที่บอกเล่าเรื่องราวของวิ่งเทรลได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ ค่ะ การสำรวจของ International Trail Running Association ในปี 2024 พบว่า 58% ของนักวิ่งเทรลทั่วโลกระบุว่าแรงจูงใจหลักในการวิ่งคือการปลดปล่อยความเครียดและจัดการอารมณ์ ขณะที่เป้าหมายด้านการแข่งขันและการพัฒนาสมรรถภาพติดอันดับที่สี่เท่านั้นค่ะ นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่วิ่งเทรลไม่ได้วิ่งเพื่อชนะใคร แต่วิ่งเพื่อรักษาสุขภาพจิตของตัวเองค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 5: วิ่งเทรลสร้าง Flow State ได้ง่ายกว่ากีฬาอื่น

Flow State คือสภาวะที่จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างสมบูรณ์จนลืมเวลาและโลกภายนอกไปหมดค่ะ นักจิตวิทยา Mihaly Csikszentmihalyi ผู้บัญญัติคำนี้บอกว่า Flow State เกิดขึ้นเมื่อความท้าทายสมดุลกับทักษะพอดีค่ะ วิ่งเทรลสร้างเงื่อนไขนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพราะเส้นทางท้าทายร่างกายและสมองพร้อมกันตลอดเวลา ต้องอ่านพื้น ตัดสินใจวางเท้า ควบคุมการหายใจ และจัดการพลังงาน สมองไม่มีเวลาคิดเรื่องงาน เรื่องบิล หรือเรื่องทะเลาะกับแฟนเลยค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 6: แรงกระแทกที่เข่าน้อยกว่าวิ่งถนนแต่สร้างกล้ามเนื้อมากกว่า

ปุนิ่มรู้ว่าหลายคนกลัวเรื่องเข่าพังจากวิ่งเทรลค่ะ แต่ความจริงคือตรงกันข้ามเลย พื้นดินธรรมชาติมีแรงดูดซับแรงกระแทกที่ดีกว่าคอนกรีตมากค่ะ นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Raleigh Parks พบว่าการวิ่งบนภูมิประเทศธรรมชาติช่วยพัฒนาการทรงตัว การประสานงาน ความคล่องตัว และสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่า โดยนักวิ่งเทรลแสดงให้เห็น VO₂max ที่สูงกว่า กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่า และไขมันในร่างกายน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระดับกิจกรรมทั่วไปค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 7: วิ่งเทรลช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองตามอายุ

Johns Hopkins Medicine รายงานจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาว่า การออกกำลังกายแบบ Cardiovascular อย่างสม่ำเสมอสามารถกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่เพื่อหล่อเลี้ยงสมอง และอาจกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองใหม่ผ่านกระบวนการ Neurogenesis ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพสมองโดยรวมและป้องกันการเสื่อมถอยทางปัญญาได้ค่ะ และยิ่งทำกลางแจ้งในธรรมชาติ ผลที่ได้ก็ยิ่งทวีคูณขึ้นตามที่งานวิจัยก่อนหน้านี้ยืนยันค่ะ


ประโยชน์ข้อที่ 8: ชุมชนวิ่งเทรลช่วยสุขภาพจิตในมิติที่วิ่งคนเดียวให้ไม่ได้

ปุนิ่มได้เพื่อนที่ดีที่สุดหลายคนในชีวิตมาจากการวิ่งเทรลค่ะ สิ่งที่พิเศษของชุมชนนี้คือทุกคนเริ่มต้นจากจุดที่ยากด้วยกัน ขึ้นเขาด้วยกัน หมดแรงด้วยกัน และข้ามเส้นชัยด้วยกัน งานวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังกายในกลุ่มพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต รายงานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเสถียรภาพทางอารมณ์มากขึ้น และมีระดับความเครียดต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายคนเดียวค่ะ

 

ประเภทของการวิ่งเทรล

นักวิ่งหลายคนคิดว่าวิ่งเทรลมีแค่ประเภทเดียวค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันแบ่งออกเป็นหลายระดับมากตั้งแต่ 5 กิโลเมตรสำหรับมือใหม่วันแรก ไปจนถึง 170 กิโลเมตรที่ต้องวิ่งข้ามคืนหลายวันติดกัน การเข้าใจประเภทของเทรลช่วยให้เลือกจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับตัวเองได้ถูกต้องและไม่ท้อแท้ตั้งแต่แรกค่ะ


ประเภทที่ 1: Short Trail (5-15 กม.)

เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น, นักวิ่งถนนที่อยากลองเทรลครั้งแรก, คนที่มีเวลาจำกัด

Short Trail คือจุดเริ่มต้นที่ปุนิ่มแนะนำให้ทุกคนเริ่มจากตรงนี้ก่อนเลยค่ะ โดยไม่ต้องสนใจว่าวิ่งถนนได้ไกลแค่ไหน เพราะวิ่งเทรลเป็นคนละโลกกัน คนที่วิ่งถนนได้ Half Marathon มาแล้วยังรู้สึกเหนื่อยมากกับ Short Trail 10 กิโลเมตรได้เลยถ้าเส้นทางมีความชันค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: Short Trail ที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่คือเส้นทางที่มี Elevation Gain ไม่เกิน 300-500 เมตรตลอดเส้นทางค่ะ ตัวเลขนี้สำคัญมากกว่าระยะทาง เพราะ Short Trail 10 กิโลเมตรที่ขึ้นลงเขาสูง 1,000 เมตรหนักกว่า Flat Trail 20 กิโลเมตรมากค่ะ


ประเภทที่ 2: Trail Running ระยะกลาง (15-42 กม.)

เหมาะกับใคร: คนที่ผ่าน Short Trail มาแล้ว 3-6 เดือน, นักวิ่งที่มีฐานการฝึกซ้อมสม่ำเสมอ

ระยะนี้คือที่ที่วิ่งเทรลเริ่มสนุกจริงๆ ค่ะ เพราะเส้นทางยาวพอที่จะพาไปเจอวิวที่สวยงาม ผ่านหลายสภาพภูมิประเทศ และรู้สึกถึงการผจญภัยที่แท้จริง ในระยะนี้ร่างกายจะเริ่มเรียนรู้วิธีจัดการพลังงานและน้ำในระหว่างวิ่งค่ะ ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่มีในวิ่งถนนเลย

Insight จากปุนิ่ม: ระยะ 20-30 กิโลเมตรคือระยะที่คนส่วนใหญ่ติดใจวิ่งเทรลค่ะ เพราะมันพอดีมากทั้งความท้าทายและความสนุก ไม่หนักเกินไปจนต้องเตรียมตัวหนักมาก แต่ก็ไม่เบาเกินไปจนไม่รู้สึกถึงความสำเร็จหลังข้ามเส้นชัยค่ะ


ประเภทที่ 3: Ultra Trail (42-100 กม.)

เหมาะกับใคร: นักวิ่งที่มีประสบการณ์เทรลอย่างน้อย 1-2 ปี, คนที่ผ่านระยะกลางมาแล้วหลายรายการ

ในฝั่งเทรลจะเรียกว่าอัลตร้าเทรลมาราธอน ซึ่งมักจะมีระยะทางที่นิยมวิ่งกันคือ 50K, 100K และ 100 Mile หรือประมาณ 160-170 กิโลเมตรค่ะ

Ultra Trail คือโลกที่แตกต่างออกไปอีกระดับหนึ่งค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของระยะทาง แต่เป็นเรื่องของการจัดการทุกอย่างในชีวิตระหว่างวิ่ง ทั้งการกิน การดื่มน้ำ การนอนในบางรายการ การนำทาง และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการจิตใจตัวเองตอนที่ร่างกายบอกให้หยุดแต่เป้าหมายยังอยู่อีกไกลค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: คนส่วนใหญ่ที่ DNF หรือ Did Not Finish ใน Ultra Trail ไม่ได้แพ้เพราะร่างกายไม่แข็งแรงพอค่ะ แต่แพ้เพราะจิตใจพังก่อนเลย ปุนิ่มเคยเห็นคนที่ร่างกายฟิตมากแต่ถอดใจที่กิโลเมตรที่ 60 เพราะไม่เคยฝึกจิตใจให้รับมือกับความเจ็บปวดและความท้อแท้ที่สะสมมาเป็นชั่วโมงๆ มาก่อนค่ะ


ประเภทที่ 4: Ultra Trail Marathon หรือ UTM (100-170 กม.)

เหมาะกับใคร: นักวิ่งระดับสูงที่มีประสบการณ์ Ultra Trail มาแล้ว, คนที่เตรียมตัวอย่างน้อย 1-2 ปีสำหรับระยะนี้โดยเฉพาะ

UTM คือยอดพีระมิดของวิ่งเทรลค่ะ รายการที่โด่งดังที่สุดในโลกอย่าง Ultra Trail du Mont Blanc หรือ UTMB ในยุโรปมีระยะทาง 171 กิโลเมตร ความสูงสะสม 10,000 เมตร และนักวิ่งชั้นนำใช้เวลาประมาณ 20-24 ชั่วโมงในการทำให้สำเร็จค่ะ สำหรับนักวิ่งทั่วไปอาจใช้เวลา 40-46 ชั่วโมงและต้องวิ่งข้ามคืนโดยไม่ได้นอนค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: ในระยะ UTM สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่กิโลเมตรสุดท้ายค่ะ แต่เป็นช่วงกลางดึกของคืนแรกที่ร่างกายเริ่มเรียกร้องการนอน สมองล้า และเส้นทางยังเหลืออีกครึ่งค่ะ นักวิ่งที่ผ่าน UTM มาได้มักบอกว่าประสบการณ์นั้นเปลี่ยนมุมมองชีวิตพวกเขาไปตลอดกาลเลยค่ะ เพราะเมื่อเคยผ่านจุดที่ร่างกายและจิตใจพังพร้อมกันแล้วยังเดินหน้าต่อได้ ปัญหาในชีวิตประจำวันดูเล็กน้อยลงมากค่ะ


ประเภทที่ 5: Sky Running

เหมาะกับใคร: นักวิ่งผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการความท้าทายสูงสุด

Sky Running คือประเภทพิเศษที่เน้นความสูงและความชันเป็นหลักค่ะ ไม่ได้วัดที่ระยะทาง แต่วัดที่ความชันและ Elevation Gain ต่อกิโลเมตรที่สูงมากผิดปกติ บางเส้นทางชันถึง 40-50 องศา ซึ่งต้องใช้มือช่วยปีนในบางช่วงด้วยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: ถ้าใครอยากลอง Sky Running ปุนิ่มแนะนำให้ฝึก Hiking บนเส้นทางชันก่อนค่ะ เพราะต้องพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อสะโพก และความมั่นใจในการเดินบนพื้นผิวชันก่อนจะวิ่งได้ค่ะ


เลือกระยะไหนดีสำหรับตัวเอง?

ระดับ ระยะทาง Elevation Gain เวลาที่ใช้ เตรียมตัวอย่างน้อย
มือใหม่ 5-10 กม. น้อยกว่า 300 ม. 1-2 ชม. 4-6 สัปดาห์
เริ่มต้น 10-20 กม. 300-600 ม. 2-4 ชม. 2-3 เดือน
กลาง 20-42 กม. 600-2,000 ม. 4-8 ชม. 6-12 เดือน
ก้าวหน้า 42-100 กม. 2,000-5,000 ม. 8-20 ชม. 1-2 ปี
ระดับสูง 100 กม.+ 5,000 ม.+ 20 ชม.+ 2-3 ปี

Insight สำคัญจากปุนิ่มสำหรับตารางนี้: ตัวเลขในช่อง Elevation Gain สำคัญกว่าระยะทางมากค่ะ เส้นทาง 15 กิโลเมตรที่ Elevation Gain 1,500 เมตรหนักกว่าเส้นทาง 30 กิโลเมตรที่ Elevation Gain 500 เมตรมากค่ะ ดูตัวเลขนี้ก่อนสมัครแข่งทุกครั้งเลยนะคะ

เทคนิคการวิ่งเทรลที่ถูกต้อง

เทคนิคการวิ่งเทรลไม่เหมือนวิ่งถนนเลยค่ะ ถ้าเอาท่าวิ่งถนนไปใช้บนเทรล นอกจากจะช้าลงมากแล้ว ยังเสี่ยงบาดเจ็บสูงมากด้วย เพราะร่างกายตอบสนองต่อพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยกลไกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ


เทคนิคที่ 1: การวางสายตา – สิ่งแรกที่ต้องปรับทันที

สายตาคือทุกอย่างในวิ่งเทรลค่ะ และเป็นสิ่งแรกที่แยกนักวิ่งเทรลมือใหม่ออกจากคนที่เคยวิ่งเทรลมาแล้วทันทีที่เห็นค่ะ

นักวิ่งถนนคุ้นชินกับการมองไกลออกไปข้างหน้าหลายสิบเมตรหรือมองตรงๆ ค่ะ แต่บนเทรลต้องมองพื้นข้างหน้าแค่ 2-3 เมตรเสมอ เพื่อให้สมองมีเวลาประมวลผลและสั่งให้เท้าวางตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนที่จะถึงจุดนั้น ฟังดูง่ายแต่ตอนเหนื่อยมากๆ สายตามักจะลอยขึ้นไปเองโดยไม่รู้ตัวค่ะ และนั่นคือจังหวะที่คนส่วนใหญ่สะดุดล้มค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: เทคนิคที่ใช้ฝึกสายตาได้ดีที่สุดคือเวลาซ้อมให้ลองนับก้าวและวางเท้าบนจุดเฉพาะเจาะจงค่ะ เช่น วางเท้าซ้ายบนหินแบนๆ หรือหลีกรากไม้ตรงนั้น การตั้งใจเลือกจุดวางเท้าทุกก้าวฝึกให้สมองและสายตาทำงานร่วมกันเป็น Autopilot ได้เร็วขึ้นมากค่ะ


เทคนิคที่ 2: Cadence และก้าวสั้น – หัวใจของการวิ่งเทรล

บนถนนการก้าวยาวและ Stride ที่กว้างช่วยให้วิ่งเร็วขึ้นค่ะ แต่บนเทรลหลักการตรงกันข้ามเลย ก้าวสั้นลงและถี่ขึ้นคือกุญแจสำคัญค่ะ

เหตุผลคือก้าวสั้นทำให้เท้าวางลงใต้ศูนย์กลางมวลของร่างกายตลอดเวลาค่ะ ซึ่งหมายความว่าสามารถเปลี่ยนทิศทางและปรับสมดุลได้ทันทีเมื่อเจอพื้นผิวไม่คาดคิด แต่ถ้าก้าวยาวและเท้าวางออกไปข้างหน้าแล้วเจอหินหรือรากไม้ที่ลื่น โมเมนตัมของร่างกายจะพาไปล้มได้ง่ายมากค่ะ นักวิ่งเทรลระดับโลกใช้ Cadence ประมาณ 170-180 ก้าวต่อนาทีบนเทรลค่ะ ซึ่งสูงกว่าที่หลายคนคิดมาก

Insight จากปุนิ่ม: ลองทดสอบง่ายๆ ค่ะ ครั้งหน้าที่วิ่งเทรลให้ใช้นาฬิกานับก้าวต่อนาทีดูค่ะ ถ้าได้ต่ำกว่า 160 ก้าวต่อนาทีให้ลองเพิ่ม Cadence ขึ้นโดยไม่ต้องวิ่งเร็วขึ้นค่ะ แค่ก้าวถี่ขึ้นอย่างเดียว จะรู้สึกทันทีว่าทรงตัวได้ดีขึ้นและเหนื่อยน้อยลงด้วยค่ะ


เทคนิคที่ 3: วิ่งขึ้นเขา – อย่าฝืนวิ่งในสิ่งที่ควรเดิน

ขึ้นเขาคือส่วนที่คนมักทำผิดมากที่สุดค่ะ โดยพยายามวิ่งขึ้นตลอดเวลาทั้งที่หลายช่วงการเดินเร็วๆ ให้พลังงานที่ดีกว่ามาก

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือแม้แต่นักวิ่งเทรลระดับโลกก็เดินขึ้นเขาในบางช่วงค่ะ ไม่ใช่เพราะไม่แข็งแรงพอ แต่เพราะการเดินเร็วๆ ขึ้นทางชันนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการวิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และพลังงานที่ประหยัดได้ตอนขึ้นเขาจะมีประโยชน์มากในช่วงกิโลเมตรท้ายๆ ของเส้นทางค่ะ

หลักการวิ่งขึ้นเขาที่ถูกต้องมีดังนี้ค่ะ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยให้ศูนย์ถ่วงอยู่เหนือเท้าเสมอ ก้าวสั้นมากๆ และถี่ขึ้น ใช้ปลายเท้าหรือกลางเท้าลงพื้นไม่ใช่ส้นเท้า และถ้าชันเกิน 15-20 องศาให้เปลี่ยนเป็นเดินเร็วและใช้มือกดต้นขาช่วยดันขึ้นค่ะ เทคนิคมือกดต้นขานี้ช่วยลดภาระกล้ามเนื้อขาได้ประมาณ 15-20% ต่อก้าวเลยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: วิธีทดสอบว่าควรวิ่งหรือเดินขึ้นเขาคือดูที่ Heart Rate ค่ะ ถ้า HR ขึ้นไปเกิน 85% ของ Max Heart Rate ตอนวิ่งขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นเดินทันทีค่ะ เพราะการฝืนวิ่งขณะ HR สูงมากนอกจากเปลืองพลังงานมหาศาลแล้ว ยังทำให้ร่างกายเข้าสู่ Oxygen Debt ที่ต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัวด้วยค่ะ


เทคนิคที่ 4: วิ่งลงเขา – ทักษะที่ต้องฝึกมากที่สุด

ลงเขาคือส่วนที่อันตรายที่สุดและเป็นตัวแยกนักวิ่งเทรลที่เก่งจริงออกจากมือใหม่ได้ชัดที่สุดค่ะ คนส่วนใหญ่กลัวการลงเขาและเบรกตลอดเวลา ซึ่งยิ่งทำให้เสี่ยงล้มและเข่ารับแรงกระแทกมากขึ้นด้วยค่ะ

หลักการลงเขาที่ถูกต้องคือไม่เบรกด้วยส้นเท้าเด็ดขาดค่ะ ต้องใช้ปลายเท้าหรือกลางเท้าลงพื้นก่อนเสมอ ก้าวสั้นและถี่มากขึ้น แขนกางออกเพื่อสร้างสมดุล เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแม้จะรู้สึกกลัวก็ตาม และที่สำคัญที่สุดคือผ่อนคลายทั้งตัวค่ะ ความกลัวทำให้เกร็งและการเกร็งทำให้ลื่นล้มได้ง่ายกว่าการผ่อนคลายมากค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: วิธีฝึกลงเขาที่ได้ผลที่สุดคือหาทางลงสั้นๆ แค่ 50-100 เมตรแล้ววิ่งลงซ้ำๆ 10-20 รอบค่ะ การฝึกแบบนี้ให้ผลดีกว่าการวิ่งลงเขายาวๆ ครั้งเดียวมาก เพราะสมองได้รับ Feedback ซ้ำๆ จากพื้นผิวเดิม และค่อยๆ สร้าง Muscle Memory ให้เท้าวางตำแหน่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติค่ะ


เทคนิคที่ 5: การใช้แขนและลำตัว – สิ่งที่คนมักลืม

วิ่งเทรลไม่ใช่แค่ขาทำงานค่ะ แขนและลำตัวมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างสมดุลและประสิทธิภาพการวิ่ง

บนทางราบและทางชัน แขนควรกางออกเล็กน้อยกว่าการวิ่งถนนปกติค่ะ เพื่อช่วยทรงตัวเวลาเจอพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ เหมือนนักกายกรรมที่กางแขนออกเวลาเดินบนเชือกค่ะ ลำตัวควรตั้งตรงแต่ผ่อนคลาย ไม่ก้มหน้ามองพื้นจนหลังค่อม เพราะการก้มหลังเป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อหลังล้าและปวดมากในระยะ Ultra ค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: ลองสังเกตนักวิ่งเทรลระดับโลกในการแข่งขันดูค่ะ จะเห็นว่าแม้เหนื่อยมากแล้วลำตัวก็ยังตั้งตรงอยู่เสมอ เพราะพวกเขาฝึกให้ Core แข็งแรงพอที่จะรักษาท่าทางได้ตลอดหลายชั่วโมงค่ะ Core ที่แข็งแรงไม่ได้แค่ช่วยเรื่องท่าทาง แต่ยังถ่ายเทพลังงานจากขาขึ้นสู่ลำตัวได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้วิ่งได้นานขึ้นโดยใช้พลังงานเท่าเดิมค่ะ


เทคนิคที่ 6: การจัดการลมหายใจและพลังงาน

วิ่งเทรลต้องการการจัดการพลังงานที่ละเอียดกว่าวิ่งถนนมากค่ะ เพราะความเข้มข้นของการออกแรงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพเส้นทาง

เทคนิคที่ปุนิ่มใช้ประจำคือการหายใจแบบ Rhythmic Breathing คือกำหนดจังหวะการหายใจให้สัมพันธ์กับก้าวเท้าค่ะ เช่น หายใจเข้า 3 ก้าว หายใจออก 2 ก้าว วิธีนี้ช่วยให้สมองโฟกัสกับการหายใจแทนที่จะโฟกัสกับความเจ็บปวด และยังช่วยควบคุม Heart Rate ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยค่ะ

สำหรับการจัดการพลังงานในเส้นทางยาว หลักการที่ใช้ได้จริงคือ Start Slow Finish Strong ค่ะ คนส่วนใหญ่ออกตัวเร็วเกินไปในกิโลเมตรแรกๆ แล้วหมดแรงกลางทาง ปุนิ่มแนะนำให้วิ่งด้วย Effort ที่รู้สึกว่าง่ายเกินไปในช่วงแรกค่ะ เพราะ 2-3 ชั่วโมงต่อมาร่างกายจะขอบคุณที่ประหยัดพลังงานไว้ตั้งแต่ต้นค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: ปุนิ่มใช้เทคนิค Talk Test ในการควบคุมความหนักของการวิ่งค่ะ ถ้าวิ่งแล้วพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ แต่ไม่ได้สบายเกินไปแสดงว่า Effort อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับระยะยาวค่ะ ถ้าพูดไม่ออกเลยแสดงว่าหนักเกินไปแล้ว และถ้าพูดได้ยาวๆ โดยไม่หอบเลยแสดงว่าเบาเกินไปค่ะ


สรุปเทคนิคในตารางเดียว

เทคนิค ทางราบ ขึ้นเขา ลงเขา
สายตา มองไกล 2-3 ม. มองไกล 1-2 ม. มองไกล 3-5 ม.
ก้าว สั้น ถี่ สั้นมาก ถี่มาก สั้นมาก ถี่มาก
เท้า กลางเท้า ปลายเท้า ปลายเท้า ไม่ใช่ส้น
ลำตัว ตั้งตรง เอนหน้าเล็กน้อย เอนหน้าเล็กน้อย
แขน กางเล็กน้อย สวิงช่วยดัน กางมากขึ้น
HR เป้าหมาย 70-80% Max ไม่เกิน 85% Max 65-75% Max

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับวิ่งเทรล

อุปกรณ์วิ่งเทรลไม่ต้องซื้อทุกอย่างตั้งแต่วันแรกค่ะ แต่มีบางอย่างที่ขาดไม่ได้จริงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง และมีบางอย่างที่ซื้อผิดแล้วเสียใจทีหลังเพราะเปลืองเงินโดยไม่จำเป็นค่ะ ปุนิ่มจะแบ่งให้ชัดเจนว่าอะไรซื้อก่อน อะไรรอได้ และอะไรไม่ต้องซื้อเลยค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 1: รองเท้าวิ่งเทรล — สิ่งที่สำคัญที่สุดและต้องลงทุนก่อนเพื่อน

ถ้าจะซื้ออุปกรณ์วิ่งเทรลได้แค่อย่างเดียวในชีวิต ปุนิ่มเลือกรองเท้าค่ะ เพราะมันส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการวิ่ง ไปจนถึงความสนุกในการวิ่งเทรลค่ะ

รองเท้าวิ่งเทรลที่ดีต้องมีองค์ประกอบสำคัญสามอย่างค่ะ อย่างแรกคือดอกยาง (Lugs) ที่ลึกพอสำหรับการยึดเกาะค่ะ ดอกยางที่ยาวและห่างกันให้การยึดเกาะที่ดีสำหรับการวิ่งบนพื้นดินร่วนหรือโคลน ในขณะที่ดอกยางที่ตื้นกว่าให้การยึดเกาะที่ดีกว่าสำหรับเส้นทางที่แห้งและแน่นค่ะ อย่างที่สองคือ Rock Plate หรือแผ่นป้องกันพื้นรองเท้าค่ะ ซึ่งช่วยป้องกันฝ่าเท้าจากการกระแทกของหินหรือรากไม้แหลม และอย่างที่สามคือโครงสร้างด้านข้างที่แข็งแรงพอที่จะรองรับข้อเท้าเวลาวางเท้าบนพื้นผิวที่เอียงค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการซื้อรองเท้าเทรลคือการซื้อออนไลน์โดยไม่ได้ลองค่ะ รองเท้าเทรลแต่ละยี่ห้อมีรูปทรง Last ที่แตกต่างกันมากค่ะ Salomon มักแคบ Hoka มักกว้าง Altra มี Zero Drop ที่ต้องปรับตัว ปุนิ่มแนะนำให้ไปลองที่ร้านจริงๆ และสวมกับถุงเท้าวิ่งที่จะใช้จริงค่ะ ไม่ใช่เท้าเปล่า

Insight จากปุนิ่ม #2: ขนาดรองเท้าเทรลควรใหญ่กว่าปกติอย่างน้อย 0.5-1 Size ค่ะ เพราะตอนวิ่งลงเขาเท้าจะเลื่อนไปด้านหน้าของรองเท้า ถ้าขนาดพอดีเป๊ะนิ้วเท้าจะชนหัวรองเท้าและเป็นแผลน้ำพองได้ค่ะ ปุนิ่มใส่รองเท้าเทรลใหญ่กว่าปกติ 1 Size เสมอค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #3: อย่าใช้รองเท้าเทรลคู่ใหม่ในการแข่งขันโดยไม่ได้ Break In มาก่อนค่ะ ควรใส่วิ่งซ้อมอย่างน้อย 50-80 กิโลเมตรก่อนนำไปใช้แข่งจริงค่ะ รองเท้าที่ยังแข็งอยู่จะสร้างแผลพุพองที่ทำให้เส้นทางยาวๆ กลายเป็นฝันร้ายได้เลยค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 2: Hydration Vest — จำเป็นทันทีที่วิ่งเกิน 10 กิโลเมตร

สำหรับเทรลที่สั้นกว่า 10 กิโลเมตรและอากาศไม่ร้อนมาก การถือ Soft Flask ในมือข้างเดียวยังพอไหวค่ะ แต่ถ้ายาวกว่านั้น Hydration Vest คืออุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ

Hydration Vest ให้ความจุที่มากกว่าและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักวิ่งเทรลที่ต้องพกอุปกรณ์ฉุกเฉิน อาหาร และชั้นเสื้อผ้าเพิ่มเติมติดตัวไปด้วยค่ะ

การเลือก Hydration Vest ที่ถูกต้องมีหลักง่ายๆ ค่ะ สำหรับเทรลสั้น 10-20 กิโลเมตรใช้ขนาด 5-8 ลิตรพอค่ะ สำหรับเทรลยาว 20-42 กิโลเมตรใช้ขนาด 8-12 ลิตร และสำหรับ Ultra ที่ยาวกว่า 42 กิโลเมตรควรมีอย่างน้อย 12-15 ลิตรเพื่อพกอุปกรณ์บังคับของแต่ละรายการค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: วิธีทดสอบว่า Hydration Vest ขนาดพอดีหรือเปล่าคือให้ใส่แล้วกระโดดและวิ่งเบาๆ ในร้านเลยค่ะ ถ้า Vest กระเด้งขึ้นลงหรือกระแทกไหล่แสดงว่าหลวมเกินไปหรือขนาดไม่ถูกต้องค่ะ Vest ที่ดีต้องแนบลำตัวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและไม่รู้สึกว่ากำลังแบกอะไรอยู่เลยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: หลายคนเลือก Vest โดยดูแค่ความจุค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญพอๆ กันคือตำแหน่งของกระเป๋าค่ะ กระเป๋าด้านหน้าที่บริเวณหน้าอกเป็นสิ่งที่ต้องมีค่ะ เพราะทำให้หยิบ Gel และ Soft Flask ได้โดยไม่ต้องหยุดวิ่งเลย คนที่ไม่มีกระเป๋าหน้าอกมักต้องหยุดทุกครั้งที่กินอาหารซึ่งเสียเวลามากในการแข่งขันค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #3: สำหรับคนไทยที่วิ่งในอากาศร้อนชื้น ปุนิ่มแนะนำให้เลือก Vest ที่ผ้าบางและระบายอากาศได้ดีมากกว่า Vest ที่มีโครงแข็งหนาค่ะ ความร้อนสะสมใต้ Vest เป็นปัญหาที่ใหญ่มากในสภาพอากาศของไทยค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 3: ไฟฉายคาดหัว — อุปกรณ์ความปลอดภัยที่ห้ามลืม

การวิ่งเทรลระยะไกลอาจทำให้ต้องวิ่งในช่วงค่ำด้วย การแข่งขันวิ่งเทรลระยะไกลหลายรายการกำหนดให้ต้องพกไฟฉายคาดหัวเป็นหนึ่งในอุปกรณ์บังคับที่ต้องพกติดตัวเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันค่ะ

แม้แต่สำหรับมือใหม่ที่วิ่งแค่ 10-15 กิโลเมตรก็ควรพกไฟฉายคาดหัวไว้เสมอค่ะ เพราะอุบัติเหตุและความล่าช้าที่ไม่คาดคิดอาจทำให้ยังอยู่บนเส้นทางตอนดวงอาทิตย์ตกได้เสมอค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ความสว่างของไฟฉายคาดหัววัดเป็นหน่วย Lumen ค่ะ สำหรับวิ่งเทรลทั่วไปควรมีอย่างน้อย 200-300 Lumen ค่ะ ถ้าใช้วิ่งกลางคืนหรือใน Ultra ที่ต้องวิ่งข้ามคืนควรมีอย่างน้อย 400-600 Lumen เพื่อให้เห็นพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ชัดเจนค่ะ ไฟฉายราคาถูก 100-200 Lumen เหมาะแค่สำหรับเดินป่าไม่ใช่วิ่งค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: ตรวจสอบแบตเตอรี่ไฟฉายทุกครั้งก่อนออกวิ่งค่ะ ปุนิ่มเคยเห็นคนที่นำไฟฉายที่ชาร์จไม่ครบมาแข่งแล้วไฟดับกลางเส้นทางมืดมาแล้วค่ะ และถ้าเป็น Ultra ให้พกแบตสำรองหรือถ่านก้อนใหม่ไว้ด้วยเสมอค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 4: ไม้ค้ำหรือ Trekking Pole — ซื้อเมื่อไหร่ดี?

ไม้ค้ำเป็นอุปกรณ์ที่ถกเถียงกันมากในวงการวิ่งเทรลค่ะ บางคนบอกว่าจำเป็นมาก บางคนบอกว่าไม่ต้องใช้เลย ปุนิ่มจะบอกความจริงให้ฟังค่ะ

งานวิจัยพบว่าไม้ค้ำไม่ได้ประหยัดพลังงานอย่างมีนัยสำคัญค่ะ แต่ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า (Rate of Perceived Exertion) ลงได้อย่างชัดเจนค่ะ นั่นหมายความว่าคุณวิ่งหนักเท่าเดิม แต่รู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าค่ะ ซึ่งสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ต้องจัดการจิตใจมากกว่าร่างกายนั้นสำคัญมากค่ะ

ไม้ค้ำมีประโยชน์มากในการวิ่งขึ้นเขาเพราะให้แรงดันเพิ่มเติมและความมั่นคง โดยเฉพาะตอนแบก Vest หนักค่ะ แต่ต้องฝึกใช้ให้คล่องก่อนนำไปแข่งด้วยเพราะต้องเรียนรู้วิธีพับเก็บอย่างถูกต้องด้วยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ปุนิ่มแนะนำให้ซื้อไม้ค้ำก็ต่อเมื่อวิ่งเทรลที่มี Elevation Gain เกิน 1,500 เมตรขึ้นไปค่ะ สำหรับเทรลราบหรือความชันน้อยไม้ค้ำจะรบกวนจังหวะการวิ่งมากกว่าช่วยค่ะ และถ้าจะซื้อให้เลือกแบบ Foldable ที่พับเก็บใน Vest ได้ ไม่ใช่แบบปรับยืดหดอย่างเดียวค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: วิธีใช้ไม้ค้ำที่ถูกต้องบนทางขึ้นคือปักไม้ค้ำให้ตรงข้ามกับเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าค่ะ ถ้าก้าวเท้าซ้ายให้ปักไม้ค้ำขวาพร้อมกัน การปักพร้อมกันทั้งสองข้างเหมือนสกีนั้นไม่ถูกต้องและเสียจังหวะมากค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 5: นาฬิกา GPS — ไม่บังคับแต่เปลี่ยนการวิ่งเทรลไปตลอดกาล

นาฬิกา GPS ไม่ใช่อุปกรณ์บังคับสำหรับมือใหม่ค่ะ แต่ถ้ามีงบลงทุนได้ ปุนิ่มบอกเลยว่ามันเปลี่ยนการฝึกซ้อมและการแข่งขันไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ

สิ่งที่นาฬิกา GPS ช่วยได้จริงๆ ในวิ่งเทรลมีสี่อย่างหลักค่ะ หนึ่งคือแสดง Elevation และ Elevation Gain แบบ Real-time ทำให้รู้ว่าอีกกี่เมตรถึงจะถึงยอดเขาค่ะ สองคือ Heart Rate Monitor ที่ช่วยจัดการ Effort ได้ถูกต้องและไม่หนักเกินไปค่ะ สามคือ Navigation ที่ช่วยในเส้นทางที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนค่ะ และสี่คือบันทึกข้อมูลการฝึกซ้อมที่ทำให้พัฒนาตัวเองได้อย่างเป็นระบบค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ถ้างบจำกัดให้เลือกนาฬิกาที่มี Heart Rate Monitor และ GPS ที่แม่นยำก็พอค่ะ ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นที่มีฟีเจอร์ครบทุกอย่างตั้งแต่แรก รุ่นกลางของ Garmin หรือ Coros ราคา 5,000-8,000 บาทให้ฟังก์ชันที่จำเป็นครบแล้วค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: ข้อมูลที่ปุนิ่มดูมากที่สุดตอนวิ่งเทรลไม่ใช่ Pace แต่เป็น Heart Rate ค่ะ เพราะ Pace บนเทรลไม่มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับถนน แต่ Heart Rate บอกได้ตรงๆ ว่าร่างกายทำงานหนักแค่ไหนในขณะนั้นจริงๆ ค่ะ


อุปกรณ์ชิ้นที่ 6: เสื้อผ้าและถุงเท้า — สิ่งที่คนมักประหยัดผิดจุด

เสื้อผ้าวิ่งเทรลที่ดีไม่ได้แพงกว่าเสื้อผ้าปกติมากค่ะ แต่ผ้าที่ถูกต้องส่งผลต่อความสบายตลอดหลายชั่วโมงบนเส้นทางอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

หลักการเลือกเสื้อผ้าวิ่งเทรลมีสามข้อค่ะ หนึ่งคือต้องระบายเหงื่อได้ดีและแห้งเร็ว ผ้า Polyester และ Merino Wool ให้ผลดีที่สุดค่ะ ผ้าฝ้ายห้ามใส่วิ่งเทรลเด็ดขาดเพราะดูดซับเหงื่อและแห้งช้ามากจนทำให้ผิวหนังเสียดสีและเป็นแผลได้ค่ะ สองคือกางเกงควรมีความยาวเพียงพอที่จะป้องกันการเสียดสีของต้นขาค่ะ สามคือต้องไม่มีตะเข็บหนาในจุดที่สัมผัสกับผิวหนังตลอดการวิ่งค่ะ

สำหรับถุงเท้านั้นปุนิ่มถือว่าสำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดค่ะ ถุงเท้าวิ่งเทรลที่ดีต้องมีโครงสร้างที่ป้องกันการเลื่อนภายในรองเท้า มีผ้าบุเสริมในจุดที่เสียดสีสูงอย่างส้นเท้าและหัวแม่เท้า และระบายความชื้นได้ดีค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ถุงเท้า Injinji แบบแยกนิ้วเป็นสิ่งที่ปุนิ่มแนะนำให้คนที่มีปัญหาแผลพุพองระหว่างนิ้วเท้าลองใส่ค่ะ มันแปลกมากตอนแรกแต่ป้องกันแผลระหว่างนิ้วได้ดีที่สุดในบรรดาถุงเท้าทุกประเภทเลยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: ในอากาศร้อนของไทยปุนิ่มแนะนำเสื้อแขนยาวสีอ่อนแบบ UV Protection มากกว่าเสื้อกล้ามค่ะ แม้จะดูร้อนกว่าแต่ผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและกันแสง UV นั้นทำให้ร่างกายเย็นกว่าการโดนแดดโดยตรงบนผิวหนังมากค่ะ และป้องกันรอยไหม้ที่ทำให้ประสิทธิภาพการวิ่งลดลงด้วยค่ะ


สรุปอุปกรณ์ตามลำดับความสำคัญ

ลำดับ อุปกรณ์ ซื้อเมื่อไหร่ งบประมาณ
1 รองเท้าวิ่งเทรล ก่อนวิ่งเทรลครั้งแรก 2,500-6,000 บาท
2 ถุงเท้าวิ่งเทรล พร้อมกับรองเท้า 200-500 บาท
3 Hydration Vest เมื่อวิ่งเกิน 10 กม. 1,500-4,000 บาท
4 ไฟฉายคาดหัว ก่อนวิ่งทุกครั้ง 500-2,000 บาท
5 เสื้อผ้าระบายเหงื่อ ตั้งแต่แรก 500-2,000 บาท
6 นาฬิกา GPS เมื่อซ้อมจริงจัง 5,000-15,000 บาท
7 ไม้ค้ำ เมื่อวิ่งเทรลชัน Ultra 1,500-4,000 บาท

Insight สุดท้ายจากปุนิ่ม: อุปกรณ์ราคาแพงไม่ได้ทำให้วิ่งเร็วขึ้นหรือปลอดภัยขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ นักวิ่งเทรลที่มีประสบการณ์ในป่าและรู้จักร่างกายตัวเองดีวิ่งได้ปลอดภัยและสนุกกว่าคนที่ใส่อุปกรณ์ครบแต่ไม่มีทักษะเสมอค่ะ ลงทุนกับการฝึกซ้อมและประสบการณ์บนเส้นทางมากกว่าลงทุนกับอุปกรณ์ราคาแพงจะคุ้มกว่าเสมอค่ะ

โปรแกรมเตรียมตัวก่อนวิ่งเทรลครั้งแรก 8 สัปดาห์

โปรแกรมเตรียมตัวก่อนวิ่งเทรลครั้งแรก 8 สัปดาห์

ปุนิ่มเขียนโปรแกรมนี้จากสองสิ่งที่ผสมกันค่ะ หนึ่งคืองานวิจัยด้าน Periodization จาก iRunFar และ Trail Runner Magazine และสองคือประสบการณ์จริงจากการโค้ชนักวิ่งมือใหม่หลายร้อยคนในไทยค่ะ โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่ตารางวิ่งค่ะ แต่เป็นการ Rewire ร่างกายและสมองทั้งหมดให้พร้อมสำหรับโลกของวิ่งเทรลค่ะ


ก่อนเริ่มโปรแกรม: ประเมินตัวเองตรงนี้ก่อน

ปุนิ่มเห็นคนพลาดตรงนี้บ่อยมากค่ะ คือกระโดดเข้าโปรแกรมโดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหน แล้วก็ Overload ตัวเองในสัปดาห์แรกจนบาดเจ็บและเลิกไปเลยค่ะ

ก่อนเริ่มโปรแกรม 8 สัปดาห์นี้ต้องทดสอบตัวเองก่อนค่ะ ถ้าวิ่งถนนต่อเนื่องได้อย่างน้อย 30 นาทีโดยไม่หยุดพักในระดับที่พูดคุยได้ แปลว่าพร้อมเริ่มโปรแกรมนี้ได้เลยค่ะ ถ้ายังทำไม่ได้ให้ไปสร้างฐาน Aerobic บนถนนก่อน 4-6 สัปดาห์แล้วค่อยกลับมาค่ะ

Insight สำคัญก่อนเริ่ม: งานวิจัยพบว่าร่างกายตอบสนองต่อการฝึกได้ดีที่สุดเมื่อเพิ่ม Volume หรือ Intensity ขึ้น 5-10% ต่อสัปดาห์ ตามด้วยสัปดาห์ที่ลดลงเพื่อให้ร่างกายปรับตัวค่ะ นั่นคือหลักการหลักของโปรแกรมนี้ทั้งหมดค่ะ ไม่ใช่การซ้อมหนักทุกวัน แต่เป็นการซ้อมหนักแล้วให้ร่างกายได้ดูดซับความแข็งแกร่งนั้นก่อนค่ะ


โครงสร้างโปรแกรม 8 สัปดาห์

โปรแกรมนี้แบ่งเป็น 3 เฟสค่ะ

เฟส 1: สร้างฐาน (สัปดาห์ 1-3) — ฝึกให้เท้าและสมองรู้จักพื้นเทรล

เฟส 2: สร้างความแข็งแกร่ง (สัปดาห์ 4-6) — เพิ่มความชันและระยะทาง

เฟส 3: จำลองสนาม (สัปดาห์ 7-8) — ซ้อมในสภาพใกล้เคียงการแข่งจริง


เฟส 1: สร้างฐาน (สัปดาห์ที่ 1-3)

เป้าหมายของเฟสนี้: ไม่ใช่การวิ่งเร็วหรือไกลค่ะ แต่คือการสอนร่างกายให้รู้จักพื้นผิวใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนและสร้าง Muscle Memory ขั้นพื้นฐานของวิ่งเทรลค่ะ

สัปดาห์ที่ 1 — เริ่มต้นด้วยการ “เดิน-วิ่ง” บนเทรล

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก ร่างกายต้องการวันพักระหว่างซ้อมค่ะ
อังคาร วิ่งถนนเบาๆ 30 นาที Pace ที่พูดคุยได้สบายๆ HR ไม่เกิน 75%
พุธ พัก หรือ Yoga/Stretch 20-30 นาที ยืดกล้ามเนื้อน่อง ต้นขา และสะโพกค่ะ
พฤหัส เดิน-วิ่งเทรล 40 นาที วิ่ง 5 นาที เดิน 2 นาที สลับกัน เน้นสังเกตพื้นผิวค่ะ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Long Hike บนเทรล 60-90 นาที เดินขึ้นลงเขาค่ะ ไม่ต้องวิ่งเลย ให้ขาปรับตัวกับความชันค่ะ
อาทิตย์ พัก หรือ Swim/Bike เบาๆ 30 นาที Cross Training ช่วยฟื้นฟูโดยไม่กระแทกขาค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 1 จากปุนิ่ม #1: วันพฤหัสที่วิ่งเทรลครั้งแรกนี้ ปุนิ่มอยากให้ทุกคนทำสิ่งหนึ่งที่หลายคนข้ามไปค่ะ นั่นคือหยุดยืนกลางเส้นทางแล้วมองพื้นข้างหน้า 2-3 เมตรนิ่งๆ สัก 30 วินาทีค่ะ ฝึกให้สมองสแกนพื้นผิวและฝึกสายตาให้อ่านเส้นทางก่อนที่จะเริ่มวิ่งค่ะ มันดูงี่เง่าแต่ช่วยสร้าง Visual Processing ที่จำเป็นสำหรับวิ่งเทรลได้เร็วมากค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 1 จากปุนิ่ม #2: วันเสาร์ที่เดิน Long Hike นั้นสำคัญมากค่ะ และปุนิ่มขอให้ทำสิ่งนี้เพิ่มเติมค่ะ คือเวลาขึ้นเขาให้ลองกดมือลงบนต้นขาช่วยดัน เพื่อให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อกลุ่มไหนทำงานหลักในการขึ้นเขาค่ะ ความรู้สึกนี้จะมีประโยชน์มากเมื่อวิ่งขึ้นเขาจริงๆ ในสัปดาห์ถัดไปค่ะ


สัปดาห์ที่ 2 — เพิ่มเวลาบนเทรลและเริ่มฝึกลงเขา

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร วิ่งถนน + Hill Repeat สั้น 35 นาที วิ่งถนน 25 นาที + วิ่งขึ้นลงเนิน 50 เมตร x 6 รอบค่ะ
พุธ พัก หรือ Core Training 20 นาที Plank, Dead Bug, Bird Dog ช่วยสร้าง Core สำหรับเทรลค่ะ
พฤหัส วิ่งเทรล 50 นาที วิ่ง 8 นาที เดิน 2 นาที เน้นฝึกลงเขาค่ะ ก้าวสั้น ปลายเท้าลงก่อนค่ะ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Long Trail Run-Walk 75 นาที วิ่ง-เดินบนเทรลต่อเนื่อง เน้นให้รู้สึกสนุกค่ะ ไม่ใช่เหนื่อย
อาทิตย์ พัก สัปดาห์ที่ 2 ขาจะเริ่มล้าค่ะ พักให้เต็มที่ค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 2 จากปุนิ่ม #1: Hill Repeat วันอังคารคือการฝึกที่ Return on Investment สูงที่สุดในวิ่งเทรลค่ะ ปุนิ่มอยากให้ทำอย่างนี้ค่ะ คือวิ่งขึ้น 50 เมตรแรกอย่างตั้งใจ แล้วเดินลงช้าๆ ระหว่างเดินลงให้สังเกตว่าเท้าวางตรงไหนค่ะ จุดที่มั่นคงที่สุดบนพื้นผิวนั้นคือจุดไหน การสังเกตขาลงแบบนี้ทำให้สมองเรียนรู้เส้นทางเร็วกว่าการวิ่งลงเร็วๆ โดยไม่คิดมากค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 2 จากปุนิ่ม #2: ถ้าวันพฤหัสวิ่งแล้วเท้าพลิกหรือสะดุดรากไม้ ให้หยุดและทำสิ่งนี้ทันทีค่ะ ยืนขาเดียวบนพื้นเทรลนาน 30 วินาทีต่อข้างค่ะ นี่คือการทดสอบ Proprioception หรือการรับรู้ตำแหน่งร่างกายในอวกาศค่ะ ถ้าทรงตัวยากมากแสดงว่า Proprioception ยังพัฒนาไม่พอและต้องเพิ่มการฝึกทรงตัวมากขึ้นก่อนค่ะ


สัปดาห์ที่ 3 — สัปดาห์ฟื้นฟู (Recovery Week) อย่าข้ามเด็ดขาด

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร วิ่งเบามากๆ 25 นาที เบาที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ HR ไม่เกิน 70%
พุธ Yoga หรือ Stretch 30 นาที เน้น Hip Flexor และ IT Band ที่มักตึงหลังวิ่งเทรลค่ะ
พฤหัส วิ่งเทรลเบาๆ 35 นาที ไม่มีเป้าหมายอะไรค่ะ แค่เดินวิ่งสนุกๆ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Trail Hike เบาๆ 60 นาที เดินสบายๆ ไม่ต้องเร็วค่ะ
อาทิตย์ พัก

Insight สัปดาห์ที่ 3 จากปุนิ่ม — สำคัญที่สุดในโปรแกรมทั้งหมด: สัปดาห์นี้คือสัปดาห์ที่คนส่วนใหญ่ข้ามเพราะรู้สึกว่าเบาเกินไปค่ะ และนั่นคือความผิดพลาดที่ทำให้บาดเจ็บมากที่สุดค่ะ ร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นตอนที่ซ้อมหนักค่ะ แต่แข็งแกร่งขึ้นตอนที่พักและฟื้นฟูหลังจากซ้อมหนักต่างหากค่ะ สัปดาห์ฟื้นฟูช่วยให้อาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมมาหายได้และให้จิตใจได้พักจากการซ้อมหนักด้วยค่ะ


เฟส 2: สร้างความแข็งแกร่ง (สัปดาห์ที่ 4-6)

เป้าหมายของเฟสนี้: เพิ่มทั้งระยะทาง ความชัน และความสามารถของร่างกายในการรับมือกับ Elevation Gain ที่มากขึ้นค่ะ

สัปดาห์ที่ 4 — เริ่มวิ่งต่อเนื่องบนเทรลโดยไม่หยุดเดิน

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร Hill Repeat บนเทรล 40 นาที วิ่งขึ้น 100 เมตร x 8 รอบ เดินลงพักค่ะ
พุธ Core + Strength 30 นาที Single Leg Squat, Step Up, Calf Raise ฝึกขาให้แข็งแกร่งค่ะ
พฤหัส วิ่งเทรลต่อเนื่อง 50-60 นาที ครั้งแรกที่พยายามวิ่งต่อเนื่องโดยไม่เดิน ยกเว้นช่วงชันมากค่ะ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Long Trail Run 90 นาที เพิ่มระยะจากสัปดาห์ก่อนค่ะ ถ้าเหนื่อยมากให้เดินได้ค่ะ
อาทิตย์ Recovery Walk หรือ Swim 30 นาที

Insight สัปดาห์ที่ 4 จากปุนิ่ม #1: วันอังคารที่ทำ Hill Repeat บนเทรลจริงๆ ครั้งนี้ปุนิ่มอยากให้ลองทำสิ่งที่เรียกว่า “Power Hike Test” ค่ะ คือรอบที่ 5 และ 6 ให้เปลี่ยนจากวิ่งขึ้นเป็นเดินเร็วขึ้นแทนแล้วจับเวลาเปรียบเทียบกับรอบที่วิ่งขึ้นค่ะ คนส่วนใหญ่พบว่าเวลาต่างกันน้อยกว่าที่คิดมากค่ะ นั่นแสดงให้เห็นว่า Power Hike บนทางชันนั้นประหยัดพลังงานได้มากกว่าการวิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 4 จากปุนิ่ม #2: Single Leg Squat วันพุธคือ King of Trail Running Exercises ค่ะ ถ้าทำไม่ได้โดยไม่โยกตัวหรือเข่าพับพังลงมาด้านใน แสดงว่ากล้ามเนื้อ Glute Med ยังอ่อนแอเกินไปสำหรับวิ่งเทรลค่ะ ให้ฝึก Clamshell และ Side-lying Hip Abduction เพิ่มเติมเป็นพิเศษก่อนค่ะ เพราะกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือตัวป้องกันเข่าและข้อเท้าพลิกโดยตรงค่ะ


สัปดาห์ที่ 5 — สัปดาห์ที่หนักที่สุดในโปรแกรม

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร Tempo Trail Run 45 นาที วิ่งในระดับที่พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ HR 80-85% ค่ะ
พุธ Strength + Mobility 35 นาที เพิ่ม Weighted Step Up และ Romanian Deadlift ค่ะ
พฤหัส Technical Trail Run 60 นาที หาเส้นทางที่มีหิน รากไม้ และพื้นผิวท้าทายค่ะ เน้นฝึกสายตาและเท้าค่ะ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Long Trail Run + Elevation 100-120 นาที เส้นทางที่มี Elevation Gain อย่างน้อย 400-600 เมตรค่ะ
อาทิตย์ Easy Recovery Run 25 นาที วิ่งเบามากๆ บนถนนเรียบค่ะ ขาจะล้ามากค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 5 จากปุนิ่ม #1: วันเสาร์นี้คือครั้งแรกที่ Elevation Gain จะเริ่มท้าทายจริงๆ ค่ะ และปุนิ่มขอแนะนำให้ทำสิ่งหนึ่งค่ะ คือจดบันทึกว่ากิโลเมตรไหนหรือช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยที่สุดค่ะ เพราะนั่นคือ Weakness Point ของคุณที่ต้องพัฒนาในสัปดาห์ต่อไปค่ะ ถ้าเหนื่อยมากตอนขึ้นเขาแปลว่าต้องเพิ่ม Hill Training ถ้าเหนื่อยมากในช่วงหลังของการวิ่งแปลว่าต้องพัฒนา Aerobic Base เพิ่มค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 5 จากปุนิ่ม #2: Tempo Trail Run วันอังคารนั้นยากกว่า Tempo ถนนมากค่ะ เพราะ Pace จะช้ากว่าอยู่แล้วตามธรรมชาติ ให้ใช้ Heart Rate เป็นตัววัด Effort แทนค่ะ ไม่ใช่ Pace ค่ะ ถ้า HR อยู่ที่ 80-85% ตลอดแปลว่าทำได้ถูกต้องแล้วค่ะ ไม่ต้องสนว่า Pace จะเป็นเท่าไหร่ค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 5 จากปุนิ่ม #3: Romanian Deadlift คือการฝึกที่ปุนิ่มคิดว่านักวิ่งเทรลมือใหม่ขาดมากที่สุดค่ะ เพราะมันสร้าง Hamstring และ Glute ที่จำเป็นมากสำหรับการดูดซับแรงกระแทกตอนลงเขาค่ะ ถ้าเข่าเจ็บตอนลงเขาส่วนใหญ่เกิดจาก Hamstring อ่อนแอค่ะ ไม่ใช่เข่ามีปัญหาค่ะ


สัปดาห์ที่ 6 — Recovery Week ครั้งที่สอง

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร วิ่งเบาบนถนน 30 นาที เบาและสบายค่ะ
พุธ Mobility + Stretch 30 นาที
พฤหัส วิ่งเทรลเบาๆ 40 นาที ไม่มีเป้าหมายค่ะ แค่สนุก
ศุกร์ พัก
เสาร์ Trail Walk + Short Run 60 นาที เดิน 70% วิ่ง 30% ค่ะ
อาทิตย์ พัก

Insight สัปดาห์ที่ 6 จากปุนิ่ม: สัปดาห์นี้ให้ใช้เวลาทำสิ่งที่สำคัญมากกว่าการซ้อมค่ะ คือประเมินร่างกายตัวเองอย่างซื่อสัตย์ค่ะ มีอาการเจ็บปวดตรงไหนที่ไม่ยอมหายสักทีไหมค่ะ? ถ้ามีปวดที่เข่า ข้อเท้า หรือเอ็นร้อยหวายมากกว่า 3-4 วันติดต่อกัน ให้หยุดและพบนักกายภาพบำบัดก่อนจะเดินหน้าเข้าเฟส 3 ค่ะ การวิ่งต่อทั้งที่บาดเจ็บอยู่ไม่ใช่ความกล้าค่ะ มันคือการทำให้บาดเจ็บเรื้อรังที่จะขัดขวางการวิ่งเทรลของคุณในระยะยาวมากกว่าค่ะ


เฟส 3: จำลองสนาม (สัปดาห์ที่ 7-8)

เป้าหมายของเฟสนี้: ทำให้ร่างกายและจิตใจคุ้นเคยกับสภาวะที่จะเจอในการวิ่งเทรลจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง ความชัน อาหารระหว่างวิ่ง และการจัดการกับความเหนื่อยค่ะ

สัปดาห์ที่ 7 — Race Simulation Week

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร Interval บนเทรล 50 นาที วิ่งหนัก 3 นาที สบาย 2 นาที x 6 เซต บนเส้นทางเทรลจริงค่ะ
พุธ Strength + Core 35 นาที
พฤหัส Back-to-Back Trail Run 50 นาที วิ่งในสภาพที่ขายังล้าจากอังคารค่ะ นี่คือการฝึกที่สำคัญมากค่ะ
ศุกร์ พัก
เสาร์ Race Simulation Long Run 120-150 นาที ใส่ Hydration Vest จริง พก Gel จริง วิ่งในเวลาเดียวกับที่จะแข่งจริงค่ะ
อาทิตย์ Easy Recovery 20-30 นาที

Insight สัปดาห์ที่ 7 จากปุนิ่ม #1: Back-to-Back วันพฤหัสต่อจากอังคารคือสิ่งที่นักวิ่งเทรลมือใหม่ไม่เคยฝึกและช็อคมากที่สุดค่ะ ร่างกายที่เพิ่งล้ามาแล้วต้องวิ่งซ้ำอีกครั้ง มันยากมากทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ แต่นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเทรลจริงๆ ที่ระยะทางยาวหลายชั่วโมงค่ะ การฝึกให้ร่างกายรู้จักวิ่งในสภาวะล้าแบบนี้คือทักษะที่ขาดไม่ได้ค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 7 จากปุนิ่ม #2: Race Simulation วันเสาร์นี้ต้องทำให้ครบทุกรายละเอียดค่ะ ใส่รองเท้าคู่เดียวกับที่จะแข่ง ใส่ Vest คู่เดียวกัน กิน Gel ยี่ห้อเดียวกันและในเวลาเดียวกัน เช่น ทุก 45 นาที เพราะท้องของนักวิ่งต้องฝึกด้วยค่ะ หลายคนซ้อมไม่กิน Gel แล้วแข่งจริงกิน Gel ครั้งแรกแล้วท้องไส้ประท้วงกลางเส้นทางค่ะ ระบบย่อยอาหารต้องฝึกให้คุ้นชินกับการทำงานระหว่างวิ่งออกแรงค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 7 จากปุนิ่ม #3: Interval บนเทรลวันอังคารนั้นต่างจาก Interval บนถนนมากค่ะ เพราะเมื่อพื้นผิวเปลี่ยนตลอดเวลา “หนัก 3 นาที” ไม่ได้หมายถึง Pace ที่กำหนดไว้ค่ะ แต่หมายถึง Effort ระดับที่รู้สึกว่าหนักมากและพูดไม่ได้มากกว่า 2-3 คำค่ะ ให้ใช้ความรู้สึกและ Heart Rate เป็นตัวนำเสมอค่ะ ไม่ใช่นาฬิกา Pace ค่ะ


สัปดาห์ที่ 8 — Taper Week ก่อนวันแข่ง

วัน กิจกรรม ระยะเวลา รายละเอียด
จันทร์ พัก
อังคาร วิ่งเทรลเบา + Strides 35 นาที วิ่งเบา 25 นาที + เร่ง 20 วินาที x 4 เพื่อปลุกขาค่ะ
พุธ พัก
พฤหัส วิ่งเทรลสั้นๆ 20-25 นาที เบามากๆ แค่ให้ขาตื่นตัวค่ะ
ศุกร์ พัก สมบูรณ์ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม นอนให้เต็มที่ค่ะ
เสาร์ วันแข่งขัน! ทุกอย่างที่ซ้อมมา 7 สัปดาห์รวมอยู่ที่นี่ค่ะ
อาทิตย์ พักสมบูรณ์ ฉลองและฟื้นฟูค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 8 จากปุนิ่ม #1 — เรื่องที่คนกลัวมากที่สุด: สัปดาห์ Taper นี้หลายคนจะรู้สึกแย่มากค่ะ ขาจะรู้สึกหนักและอ่อนแอกว่าปกติ บางคนจะรู้สึกเหมือนเป็นไข้เล็กๆ หรือปวดเมื่อยทั่วตัวค่ะ นักวิ่งเรียกสภาวะนี้ว่า Taper Madness ค่ะ และนั่นคือสัญญาณที่ดีค่ะ หมายความว่าร่างกายกำลังซ่อมแซมและสะสมพลังงานสำหรับวันแข่งค่ะ อย่าไปตีความว่าตัวเองป่วยหรือฟิตถดถอยค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 8 จากปุนิ่ม #2 — Pre-Race Protocol ที่ปุนิ่มใช้เองค่ะ: คืนก่อนแข่งไม่ต้องกินอาหารพิเศษอะไรทั้งนั้นค่ะ กินอาหารปกติที่ร่างกายคุ้นเคยค่ะ อย่าลองกินอาหารใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อนเด็ดขาดค่ะ เช้าวันแข่งให้กินอาหารที่เคยกินก่อนซ้อมยาวๆ เสมอค่ะ และถ้านอนไม่หลับคืนก่อนแข่งเพราะตื่นเต้น ปุนิ่มขอบอกว่าการนอนไม่หลับคืนเดียวไม่ส่งผลต่อ Performance ในวันแข่งเลยค่ะ แต่การนอนดีใน 2-3 คืนก่อนหน้านั้นสำคัญกว่ามากค่ะ

Insight สัปดาห์ที่ 8 จากปุนิ่ม #3 — สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันแข่ง: อย่าออกตัวเร็วค่ะ ปุนิ่มพูดเรื่องนี้ทุกครั้งและทุกคนก็ยังทำผิดเหมือนเดิมค่ะ เพราะพลังงานและความตื่นเต้นในวันแข่งจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายพร้อมมากและอยากวิ่งเร็วค่ะ แต่ทุกกิโลเมตรที่เร็วเกินไปในช่วงแรกจะถูกเก็บดอกเบี้ยในช่วงหลังค่ะ วิ่งช้ากว่าที่รู้สึกว่าควรวิ่งในกิโลเมตรแรกๆ เสมอค่ะ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วในช่วงหลังถ้ายังมีแรงเหลือค่ะ


สรุปโปรแกรม 8 สัปดาห์ในตารางเดียว

สัปดาห์ เฟส โฟกัสหลัก Total เวลาซ้อม/สัปดาห์
1 สร้างฐาน รู้จักพื้นเทรล ~3.5 ชม.
2 สร้างฐาน ฝึกลงเขาและ Hill Repeat ~4 ชม.
3 Recovery ฟื้นฟูและประเมินตัวเอง ~2 ชม.
4 สร้างความแข็งแกร่ง วิ่งต่อเนื่องครั้งแรก ~4.5 ชม.
5 สร้างความแข็งแกร่ง Tempo + Elevation จริง ~5.5 ชม.
6 Recovery ฟื้นฟูและประเมินบาดเจ็บ ~2.5 ชม.
7 จำลองสนาม Race Simulation เต็มรูปแบบ ~5.5 ชม.
8 Taper สะสมพลังงานก่อนแข่ง ~1.5 ชม.

Insight สุดท้ายที่สำคัญที่สุดในบทนี้ทั้งหมด: โปรแกรมที่ดีที่สุดคือโปรแกรมที่คุณทำได้จริงค่ะ ไม่ใช่โปรแกรมที่ดูดีที่สุดบนกระดาษค่ะ ถ้าสัปดาห์ไหนทำได้ไม่ครบเพราะงานยุ่งหรือป่วยเล็กน้อย ไม่ต้องรีบกลับมาชดเชยในสัปดาห์ถัดไปค่ะ แค่กลับมาซ้อมต่อจากจุดที่หยุดเลยค่ะ ร่างกายจำสิ่งที่ฝึกมาไม่ได้หายไปไหนค่ะ และจำไว้เสมอว่าเป้าหมายของ 8 สัปดาห์นี้ไม่ใช่การข้ามเส้นชัยในเวลาที่ดีที่สุดค่ะ แต่คือการข้ามเส้นชัยด้วยรอยยิ้มและอยากกลับมาวิ่งเทรลอีกครั้งค่ะ

เส้นทางวิ่งเทรลในไทยที่น่าลอง

โซนที่ 1: เชียงใหม่ — เมืองหลวงวิ่งเทรลของไทย

ถ้าต้องเลือกแค่จังหวัดเดียวที่เหมาะกับวิ่งเทรลที่สุดในไทย ปุนิ่มตอบได้ทันทีว่าเชียงใหม่ค่ะ เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งขุนเขาและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีเส้นทางวิ่งที่หลากหลายตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับโปรค่ะ


เส้นทางที่ 1: Monk’s Trail (เส้นตะกายดอย) — สนามซ้อมประจำของนักวิ่งเชียงใหม่

ระยะทางประมาณ 8-12 กิโลเมตรขึ้นอยู่กับจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดค่ะ Elevation Gain ประมาณ 500-700 เมตร ความยากระดับปานกลาง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ผ่านโปรแกรมเตรียมตัวมาแล้วค่ะ

เส้นทางนี้เริ่มต้นจาก D Condo แถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นไปยังวัดผาลาด และสามารถต่อไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพได้ค่ะ ช่วงแรกของเส้นทางมีหินกระโดดเยอะมากต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ แต่เมื่อถึงวัดผาลาดสามารถหยุดพักชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นได้ค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: Monk’s Trail ดีที่สุดตอนเช้าตรู่ 5.30-6.00 น. ค่ะ เพราะอากาศเย็นสบาย แสงสวยมาก และหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวที่เริ่มมาเยอะตั้งแต่สาย 8 โมงเป็นต้นไปค่ะ ถ้าวิ่งขึ้นไปทันพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดผาลาด ปุนิ่มรับรองว่าจะจำประสบการณ์นั้นไปตลอดชีวิตเลยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: หลายคนไม่รู้ว่า Monk’s Trail เชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นได้อีกหลายเส้นค่ะ ถ้าอยากวิ่งยาวขึ้นสามารถต่อไปยังห้วยคอกม้า หรือขุนช่างเคี่ยน ทำให้ได้ระยะทางรวม 15-20 กิโลเมตรได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่อื่นเพิ่มเลยค่ะ


เส้นทางที่ 2: ดอยอินทนนท์ — หลังคาประเทศไทยที่วิ่งได้จริง

ดอยอินทนนท์คือหลังคาของไทยค่ะ เส้นทางบนดอยให้ประสบการณ์วิ่งผ่านหมู่บ้าน พระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอย และสถูปเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาสัมผัสอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิตของนักวิ่งเทรลค่ะ

เส้นทาง Kew Mae Pan Nature Trail ที่ระดับความสูง 2,200 เมตรเป็นไฮไลท์ที่สุดค่ะ เส้นทางวงกลมนี้มีจุดชมวิวที่ความสูง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยดอกโรโดเดนดรอนที่บานสะพรั่งค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ดอยอินทนนท์เปิดให้เข้าได้เฉพาะช่วงตุลาคมถึงพฤษภาคมค่ะ ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับวิ่งเทรลคือธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะอากาศเย็นมากและฟ้าใสค่ะ อุณหภูมิที่ยอดดอยอาจต่ำถึง 5-10 องศาตอนเช้าค่ะ ซึ่งเป็นอากาศที่ดีที่สุดสำหรับวิ่งเทรลในไทยเลยค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: คนส่วนใหญ่ขึ้นดอยอินทนนท์ทางถนนค่ะ แต่สำหรับนักวิ่งเทรล เส้นทาง Loop 2 Chom Thong ที่วิ่งขึ้นจากเชิงดอยนั้นให้ Elevation Gain มากที่สุดในประเทศไทยเลยค่ะ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่อยากท้าทายตัวเองอย่างจริงจังค่ะ


เส้นทางที่ 3: Hoka Chiang Mai by UTMB — เมื่อวิ่งเทรลไทยไปถึงมาตรฐานโลก

การแข่งขัน Hoka Chiang Mai Thailand by UTMB เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญของวงการวิ่งเทรลไทยค่ะ โดยมีระยะทางให้เลือกตั้งแต่ 12 กิโลเมตรสำหรับมือใหม่ ไปจนถึง 94 กิโลเมตรสำหรับนักวิ่งระดับสูงค่ะ เส้นทางวิ่งผ่านอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย หมู่บ้านม้ง และขุนช่างเคี่ยนค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: รายการ UTMB ที่มาจัดในไทยถือเป็นการ Stamp ว่าเส้นทางวิ่งเทรลในเชียงใหม่นั้นได้มาตรฐานระดับโลกจริงๆ ค่ะ ถ้าอยากดูระดับของตัวเองว่าอยู่ตรงไหนในเวทีระดับนานาชาติ UTMB Series ในไทยคือสนามที่เหมาะที่สุดค่ะ


โซนที่ 2: เขาใหญ่ — สนามเทรลใกล้กรุงเทพที่สุด

สำหรับคนกรุงเทพที่อยากวิ่งเทรลโดยไม่ต้องบินไปเชียงใหม่ เขาใหญ่คือคำตอบค่ะ ห่างจากกรุงเทพแค่ประมาณ 2.5-3 ชั่วโมงและเป็น UNESCO World Heritage ด้วยค่ะ

เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติแรกของไทยที่ก่อตั้งในปี 2505 และมีเส้นทางเดินป่ายาวกว่า 50 กิโลเมตรที่เต็มไปด้วยลิงแสม ชะนี อีเห็น และสัตว์ป่าหายากมากมายค่ะ

เขาใหญ่มีเส้นทางหลายระดับค่ะ Trail 8 เป็นเส้นทางง่ายที่สุดและสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศผ่อนคลาย ส่วน Trail 11 ท้าทายกว่าด้วยระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: เขาใหญ่มีกฎระเบียบอุทยานที่ต้องรู้ก่อนไปวิ่งค่ะ บางเส้นทางต้องมีไกด์ด้วยเพราะมีช้างป่าออกมาหากินค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้โทรถามอุทยานก่อนทุกครั้งว่าวันนั้นเปิดเส้นทางไหนบ้างและต้องใช้ไกด์หรือเปล่าค่ะ ไม่อย่างนั้นขับรถมา 3 ชั่วโมงแล้วเข้าไม่ได้จะเสียใจมากค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับวิ่งเทรลเขาใหญ่คือพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ค่ะ หลีกเลี่ยงช่วงฝนมิถุนายนถึงกันยายนเพราะเส้นทางโคลนมากและเห็บเยอะค่ะ และหลีกเลี่ยงวันหยุดยาวเพราะนักท่องเที่ยวแน่นมากจนวิ่งได้ไม่สะดวกค่ะ


โซนที่ 3: ภูกระดึง — เส้นทางตำนานที่นักวิ่งต้องมาสักครั้ง

ภูกระดึงคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดของไทยค่ะ ที่ราบสูงหินทรายของอุทยานสูงกว่า 1,219 เมตรจากระดับน้ำทะเล ให้วิวทะเลหมอกที่งดงามมากค่ะ และเส้นทางเปิดเฉพาะตุลาคมถึงพฤษภาคมเท่านั้นค่ะ

เส้นทางขึ้นภูกระดึงมีระยะทางขึ้น 5.5 กิโลเมตรแรกที่ชันมากค่ะ และเมื่อถึงที่ราบสูงจะมีเส้นทางสำรวจอีกหลายเส้นรวมระยะทางบนที่ราบประมาณ 30 กิโลเมตรค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: ภูกระดึงไม่อนุญาตให้วิ่งบางส่วนของเส้นทางอย่างเป็นทางการค่ะ ต้องตรวจสอบกฎระเบียบปัจจุบันก่อนไปเสมอค่ะ แต่หลายนักวิ่งใช้ภูกระดึงเป็นสนามซ้อม Power Hiking สำหรับเตรียมตัว Ultra Trail ค่ะ เพราะการขึ้นภูกระดึงหนักกว่า Trail ส่วนใหญ่ในไทยมากค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: การลงภูกระดึงหนักมากสำหรับเข่าค่ะ แนะนำให้ใช้ไม้เท้าช่วยตอนลงค่ะ ปุนิ่มเคยเห็นคนที่เข่าพังระหว่างลงเขาเพราะไม่เตรียมตัวมาค่ะ ถ้าผ่านการฝึก Romanian Deadlift และ Eccentric Squat มาในโปรแกรม 8 สัปดาห์จะช่วยได้มากค่ะ


โซนที่ 4: แก่งกระจาน — ป่าใหญ่ที่สุดในไทยสำหรับนักวิ่งผู้ผจญภัย

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในไทยและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากค่ะ ทั้งนก ผีเสื้อ ช้าง หมี และสัตว์ป่าอีกมากมายค่ะ

แก่งกระจานเหมาะสำหรับนักวิ่งที่อยากประสบการณ์ป่าจริงๆ มากกว่าสนามแข่งค่ะ เส้นทางที่นี่ค่อนข้าง Wild ไม่มีป้ายบอกชัดเจนและต้องใช้ทักษะนำทางค่ะ

Insight จากปุนิ่ม: แก่งกระจานต้องใช้ไกด์ท้องถิ่นเสมอค่ะ ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบอย่างเดียว แต่เพราะเส้นทางซับซ้อนและมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่จริงๆ ค่ะ ปุนิ่มถือว่าแก่งกระจานเป็นเส้นทางสำหรับนักวิ่งเทรลที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 1-2 ปีแล้วค่ะ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ค่ะ


โซนที่ 5: ภาคใต้ — วิ่งเทรลแบบเห็นทะเล

ภาคใต้มีเส้นทางวิ่งเทรลที่ไม่เหมือนที่ไหนในไทยค่ะ เพราะสามารถวิ่งบนเนินเขาและเห็นทะเลอันดามันได้พร้อมกันค่ะ

เส้นทางที่ AllTrails แนะนำสูงที่สุดในภาคใต้คือ Khao Hang Nak Hill หรือเขาหงอนนาคในกระบีค่ะ เส้นทางนี้มี Rating สูงถึง 4.8 ดาวจาก 548 รีวิวบน AllTrails ค่ะ ให้วิวภูเขาหินปูนและทะเลอันดามันที่งดงามมากค่ะ บางช่วงชันและมีหินค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #1: เส้นทางในภาคใต้มีข้อจำกัดสำคัญคืออากาศร้อนและชื้นมากค่ะ การวิ่งเทรลในภาคใต้ตอนกลางวันช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมอันตรายมากจากความร้อนค่ะ ถ้าไปภาคใต้ให้วิ่งตอนเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเท่านั้นค่ะ

Insight จากปุนิ่ม #2: ภูเขาหินปูนในกระบีและพังงาให้ประสบการณ์วิ่งเทรลที่ Unique มากค่ะ เพราะพื้นผิวหินปูนต่างจากดินและหินทั่วไปมาก รองเท้าเทรลต้องมีดอกยางที่ดีมากเพราะหินปูนลื่นมากเมื่อเปียกค่ะ


สรุปเส้นทางตามระดับความยาก

เส้นทาง โซน ระดับ ระยะ ช่วงเวลาที่ดีที่สุด จุดเด่น
Monk’s Trail เชียงใหม่ ปานกลาง 8-12 กม. ต.ค. — เม.ย. วัดผาลาด วิวดอยสุเทพ
Kew Mae Pan ดอยอินทนนท์ ง่าย-ปานกลาง 3-5 กม. ธ.ค. — ก.พ. ยอดสูงสุดไทย ดอกไม้หายาก
Trail 8 เขาใหญ่ ง่าย 5-6 กม. พ.ย. — ก.พ. สัตว์ป่า ป่าดิบชื้น
Trail 11 เขาใหญ่ ปานกลาง 8 กม. พ.ย. — ก.พ. ท้าทายกว่า วิวป่า
ภูกระดึง เลย ยาก 5.5 กม.ขึ้น ต.ค. — พ.ค. ที่ราบสูง ทะเลหมอก
เขาหงอนนาค กระบี่ ปานกลาง 8-10 กม. พ.ย. — มี.ค. วิวทะเลอันดามัน
แก่งกระจาน เพชรบุรี ยากมาก หลากหลาย พ.ย. — เม.ย. ป่าใหญ่ สัตว์ป่า

Insight สุดท้ายจากปุนิ่มสำหรับบทนี้: ปุนิ่มอยากให้ทุกคนเริ่มวิ่งเทรลในเส้นทางที่อยู่ใกล้บ้านก่อนค่ะ ไม่ต้องรอให้มีเวลาไปเชียงใหม่หรือเขาใหญ่ค่ะ แค่หาสวนสาธารณะที่มีพื้นดินธรรมชาติในจังหวัดของคุณก็เริ่มได้แล้วค่ะ เพราะทักษะและความมั่นใจบนเทรลสร้างได้จากที่ใกล้ๆ ก่อนค่ะ แล้วเส้นทางสวยๆ ทั่วไทยจะรอคุณอยู่เสมอค่ะ

โภชนาการสำหรับนักวิ่งเทรล

โภชนาการสำหรับนักวิ่งเทรล

บทที่ 1: เข้าใจพลังงานในวิ่งเทรลก่อนทุกอย่าง

ก่อนจะพูดถึงว่ากินอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่าร่างกายใช้พลังงานเท่าไหร่ในวิ่งเทรลค่ะ

ในการแข่งขัน Ultra Trail ที่ยาวกว่า 24 ชั่วโมง ร่างกายเผาผลาญพลังงานระหว่าง 13,000 ถึง 17,750 แคลอรีค่ะ แต่พลังงานที่นักวิ่งส่วนใหญ่กินเข้าไประหว่างแข่งคิดเป็นแค่ 36-53% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดเท่านั้นค่ะ ซึ่งหมายความว่ามีการขาดดุลพลังงานมหาศาลเกิดขึ้นตลอดการแข่งขันค่ะ

ฟังดูน่ากลัวค่ะ แต่ปุนิ่มอยากให้เข้าใจก่อนว่า ร่างกายสามารถดึงพลังงานจากไขมันสะสมมาใช้ได้ระหว่างวิ่งค่ะ โดยเฉพาะตอนที่วิ่งในความหนักระดับต่ำถึงปานกลาง นั่นคือสาเหตุที่ Strategy ของวิ่งเทรลระยะยาวคือ Run Slow Enough ที่จะเผาไขมันได้ และ Eat Enough ที่จะรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไว้ค่ะ

Insight #1 — ตัวเลขที่เปลี่ยนวิธีคิดทุกอย่าง: นักวิ่ง Ultra ส่วนใหญ่กินคาร์โบไฮเดรตแค่ 37 กรัมต่อชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าค่าแนะนำที่ 60-90 กรัมต่อชั่วโมงมากค่ะ ผลที่ตามมาคือ 90% ของนักวิ่งมี Urinary Ketones สูงขึ้น กล้ามเนื้อสลายตัวเพื่อใช้เป็นพลังงาน และระบบภูมิคุ้มกันถูกกดทับค่ะ ปุนิ่มอยากให้จำตัวเลข 60 กรัมต่อชั่วโมงไว้ในหัวเลยค่ะ เพราะนั่นคือเป้าหมายขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้ระหว่างวิ่งค่ะ

Insight #2 — ท้องก็เป็นกล้ามเนื้อที่ฝึกได้: ท้องไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อย่อยอาหารในสภาวะที่เครียดอย่างการออกกำลังกายค่ะ แต่เหมือนกับกล้ามเนื้อ ท้องสามารถฝึกให้รับมือกับคาร์โบไฮเดรตปริมาณมากระหว่างวิ่งได้ค่ะ นั่นหมายความว่าคนที่ท้องไส้ประท้วงทุกครั้งที่กิน Gel ไม่ใช่คนที่ท้องไม่ดีโดยธรรมชาติค่ะ แต่เป็นคนที่ยังไม่ได้ฝึกท้องให้พอเท่านั้นเองค่ะ

สามารถอ่านเพิ่มเกี่ยวกับ ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต ที่เป็นหนึ่งในพลังงานหลัก ที่ช่วยให้เรามีแรงในการวิ่งเทรลได้ฟิตมากยิ่งขึ้น


บทที่ 2: โภชนาการ 3 วันก่อนแข่ง — Carb Loading ที่ถูกต้อง

คนส่วนใหญ่คิดว่า Carb Loading แปลว่ากินพาสต้าเยอะๆ คืนก่อนแข่งค่ะ แต่นั่นผิดครึ่งหนึ่งเลยค่ะ

วิธีที่ถูกต้องคือเริ่ม 3 วันก่อนแข่ง ไม่ใช่คืนก่อนค่ะ

การกิน Carbohydrate 1-4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 3-4 ชั่วโมงก่อนแข่งเป็นสิ่งที่แนะนำเพื่อเติมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อหลังจากอดอาหารข้ามคืนค่ะ

แต่ที่ปุนิ่มอยากเน้นคือการเริ่ม Load Carb ตั้งแต่ 3 วันก่อนค่ะ เพราะกล้ามเนื้อใช้เวลาอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมงในการเก็บไกลโคเจนให้เต็มค่ะ

วันก่อนแข่ง เป้าหมาย Carb ตัวอย่างอาหาร
3 วัน 5-6 กรัม/กก. ข้าว กล้วย มัน ขนมปัง
2 วัน 6-8 กรัม/กก. เพิ่มข้าว ลดผักและไฟเบอร์
1 วัน 7-10 กรัม/กก. อาหารที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ
เช้าแข่ง (3-4 ชม.ก่อน) 1-4 กรัม/กก. ข้าวต้ม กล้วย เจล

Insight #1 — ลดไฟเบอร์และไขมัน 2 วันก่อนแข่ง: สิ่งที่คนมักลืมคือการกินคาร์บให้มากขึ้นต้องทำพร้อมกับลดไฟเบอร์ ไขมัน และโปรตีนด้วยค่ะ เพราะสามตัวนี้ย่อยช้าและจะยังค้างในระบบย่อยอาหารเข้าไปรบกวนตอนวิ่งแข่งได้ค่ะ ซาลาเปาไส้หมูแดง ข้าวต้มไก่ หรือขนมปังกล้วยคือตัวเลือกที่ปุนิ่มชอบมากสำหรับมื้อก่อนแข่งค่ะ

Insight #2 — อาหารไทยที่ Carb Load ได้ดีที่สุด: คนไทยโชคดีมากค่ะเพราะอาหารไทยเต็มไปด้วยตัวเลือก Carb ที่ดีและย่อยง่าย ข้าวเจ้า ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมปังกระเทียม กล้วยบวชชี หรือแม้แต่วุ้นเส้นน้ำใสล้วนเป็น Pre-race Carb ที่ดีมากค่ะ ไม่ต้องซื้อ Pasta ราคาแพงจากร้านอาหารฝรั่งเลยค่ะ

Insight #3 — สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาดคืนก่อนแข่ง: อาหารทอด อาหารเผ็ดจัด นม และผลไม้ที่มีกากใยสูงอย่างมะม่วง มังคุด หรือผลไม้รสเปรี้ยวค่ะ ทั้งหมดนี้มีโอกาสทำให้ท้องไส้ประท้วงตอนวิ่งแข่งสูงมากค่ะ ปุนิ่มเคยเห็นนักวิ่งกินส้มตำก่อนแข่งแล้วต้องหยุดเข้าห้องน้ำในป่าหลายครั้งมาแล้วค่ะ


บทที่ 3: โภชนาการระหว่างวิ่ง — ระบบเชื้อเพลิงที่ต้องวางแผนเหมือนนักบิน

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดและซับซ้อนที่สุดในโภชนาการวิ่งเทรลค่ะ เพราะต้องจัดการทั้งคาร์โบไฮเดรต น้ำ เกลือแร่ และรักษาให้ท้องทำงานได้ปกติพร้อมกันตลอดหลายชั่วโมงค่ะ


คาร์โบไฮเดรต — เชื้อเพลิงหลักที่ต้องไม่ขาด

คำแนะนำปัจจุบันคือกิน Carbohydrate 60-120 กรัมต่อชั่วโมงระหว่างวิ่งค่ะ โดยใช้อัตราส่วน Glucose ต่อ Fructose ที่ 2:1 เพื่อให้ดูดซึมผ่านช่องทางต่างกันได้สูงสุดค่ะ

ทำไมต้อง Glucose กับ Fructose ผสมกันค่ะ? เพราะร่างกายมีช่องดูดซึมน้ำตาลสองช่องที่ต่างกันค่ะ ถ้ากิน Glucose อย่างเดียวช่องหนึ่งจะอิ่มตัวและดูดซึมได้ไม่เกิน 60 กรัมต่อชั่วโมงเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าผสม Fructose เข้าไปด้วย อีกช่องหนึ่งก็ทำงานพร้อมกัน ทำให้ดูดซึมรวมได้ถึง 90-120 กรัมต่อชั่วโมงค่ะ Gel และ Sports Drink ดีๆ ในปัจจุบันจะมีทั้ง Maltodextrin (Glucose) และ Fructose ผสมอยู่แล้วค่ะ

Insight #1 — กินทุก 30-45 นาที ไม่ใช่ตอนหิว: กฎสำคัญที่สุดในโภชนาการวิ่งเทรลค่ะ อย่าจิ้มตามความหิวค่ะ เพราะตอนที่รู้สึกหิวหรืออ่อนแรงแปลว่า Blood Sugar ลดลงต่ำเกินไปแล้วค่ะ การฟื้นจาก Bonk หรือภาวะน้ำตาลต่ำใช้เวลา 20-30 นาทีค่ะ ในช่วงนั้นคุณสูญเสียเวลาและพลังงานไปแล้วมากค่ะ ตั้งนาฬิกาปลุกทุก 30-45 นาทีและกินแม้จะไม่หิวค่ะ

Insight #2 — อาหารจริงสำหรับ Ultra คือสิ่งที่ขาดไม่ได้: ใน Ultra Trail ที่วิ่งนานกว่า 6-8 ชั่วโมง กิน Gel อย่างเดียวไม่พอและท้องมักจะปฏิเสธมันในที่สุดค่ะ นักวิ่งระดับโลกแนะนำว่าสำหรับการแข่งขันระยะยาวต้องฝึกกินอาหารจริงด้วย ไม่ใช่แค่กิน Gel เพราะท้องต้องการความหลากหลายและสารอาหารที่ครบถ้วนกว่านั้นค่ะ ปุนิ่มแนะนำข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอน กล้วยหอม ขนมปังกล้วยหน้ากรอบ หรือมันเทศต้มที่พกในถุงซิปล็อคค่ะ

Insight #3 — Kilian Jornet กิน 100 กรัมต่อชั่วโมง: นักวิ่ง Ultra ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Kilian Jornet เปิดเผยว่าเขากิน Carbohydrate ถึง 100 กรัมต่อชั่วโมงในการแข่ง 100 Mile ค่ะ งานวิจัยในปี 2024 พบว่านักวิ่งระดับ Elite อาจต้องการ Carbohydrate ถึง 90-100 กรัมต่อชั่วโมงเพื่อรักษา Performance ในระยะยาวค่ะ ตัวเลขนี้สูงกว่าที่หลายคนคิดมาก แต่ทำได้ถ้าฝึก Gut Training มาก่อนค่ะ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต 


น้ำและเกลือแร่ — สองสิ่งที่ฆ่านักวิ่งได้ถ้าผิดพลาด

การศึกษานักวิ่งเทรลและนักไตรกีฬาพบว่าปริมาณน้ำที่ดื่มโดยเฉลี่ยคือ 421 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง และปริมาณโซเดียมที่ได้รับเฉลี่ยคือ 267 มิลลิกรัมต่อชั่วโมง ซึ่งทั้งสองค่ายังต่ำกว่าค่าแนะนำค่ะ

สำหรับนักวิ่งไทยที่แข่งในอากาศร้อนชื้น ตัวเลขเหล่านี้ต้องเพิ่มขึ้นอีกมากค่ะ

Insight #1 — ดื่มตามความกระหาย ไม่ใช่ตามตาราง: งานวิจัยล่าสุดพลิกคำแนะนำเดิมที่ให้ดื่มน้ำทุก 15-20 นาทีโดยไม่คำนึงถึงความกระหายค่ะ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์การกีฬาแนะนำให้ดื่มตามความกระหายค่ะ เพราะการดื่มมากเกินไปโดยไม่กระหายอาจนำไปสู่ Hyponatremia หรือโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันตรายมากกว่าขาดน้ำเสียอีกค่ะ

Insight #2 — เกลือแร่สำคัญกว่าน้ำในอากาศร้อน: ปุนิ่มเคยเห็นนักวิ่งที่ดื่มน้ำเยอะมากตลอดการแข่งขันแต่ยังหน้ามืดและมีอาการชักในช่วงท้ายค่ะ สาเหตุไม่ใช่ขาดน้ำแต่เป็น Hyponatremia หรือโซเดียมในเลือดต่ำจากดื่มน้ำเยอะแต่ไม่ได้เติมเกลือแร่ค่ะ ในอากาศร้อนชื้นของไทยควรกิน Electrolyte หรือเม็ดเกลือแร่ทุก 1-1.5 ชั่วโมงค่ะ และเลือก Sports Drink ที่มีโซเดียมอย่างน้อย 400-500 มิลลิกรัมต่อขวดค่ะ

Insight #3 — สีปัสสาวะคือ Hydration Monitor ที่ดีที่สุด: ไม่มีอุปกรณ์ไหนบอก Hydration Status ได้ง่ายและแม่นยำเท่าสีปัสสาวะของตัวเองค่ะ สีเหลืองอ่อนใส = Hydrated ดี สีเหลืองเข้มเหมือนน้ำส้ม = ขาดน้ำแล้ว สีน้ำตาลหรือแดงเข้ม = อันตราย หยุดวิ่งและดื่มน้ำทันทีค่ะ ปุนิ่มเช็คทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำระหว่างแข่งค่ะ


Gut Training — ทักษะที่นักวิ่งเทรลส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีอยู่

นี่คือ Insight ที่ปุนิ่มคิดว่าสำคัญที่สุดในบทนี้ทั้งหมดค่ะ

Gut Training หรือการฝึกระบบย่อยอาหารเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอาการ Gastrointestinal ระหว่างออกกำลังกายได้ค่ะ

การวิจัยสนับสนุนว่าต้องมีอย่างน้อย 12-15 Session ของ Gut Training ก่อนวันแข่งค่ะ และควรฝึกในทุกประเภทของ Training Session ทั้ง Easy Run, Long Run, Interval และ Race Simulation ค่ะ

วิธีฝึก Gut Training ที่ปุนิ่มใช้จริง:

เริ่มจาก Gel 1 ซอง ทุก 60 นาที ระหว่างซ้อมค่ะ แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น Gel 1 ซอง ทุก 45 นาที แล้วเป็น 30 นาที ใน Long Run สัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่งค่ะ ทุกครั้งที่กิน Gel ระหว่างซ้อมนับเป็น 1 Session ของ Gut Training ค่ะ ทำสม่ำเสมอและท้องจะเริ่มยอมรับพลังงานระหว่างวิ่งได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

Insight — ทำไม 61.9% ของนักวิ่งมีปัญหาท้อง: งานวิจัยพบว่านักวิ่งถึง 61.9% มีอาการ Gastrointestinal Distress ระหว่างแข่งขันค่ะ MDPI ตัวเลขนี้สูงมากค่ะ และสาเหตุหลักส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องของอาหารที่กินผิดชนิด แต่เป็นเรื่องของการกินมากเกินไปในครั้งเดียว กินน้ำมากเกินในขณะท้องไม่ว่าง หรือที่พบมากที่สุดคือไม่เคยฝึก Gut Training มาก่อนเลยค่ะ


บทที่ 4: โภชนาการหลังข้ามเส้นชัย — ช่วงที่ทุกคนมักข้ามแต่สำคัญมาก

การฟื้นตัวของร่างกายหลังวิ่งเทรลเริ่มต้นในช่วง 30-45 นาทีแรกหลังข้ามเส้นชัยค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนกำลังนั่งถ่ายรูปฉลองอยู่ค่ะ

หลัก 3 อย่างในช่วง 30 นาทีแรกหลังเส้นชัย:

หนึ่งคือ Carbohydrate อย่างน้อย 1-1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมค่ะ เพื่อเติมไกลโคเจนที่หมดไป สองคือ Protein อย่างน้อย 20-25 กรัม เพื่อเริ่มซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหายค่ะ และสามคือ Fluid และ Electrolyte เพื่อคืนน้ำที่เสียไปทั้งหมดค่ะ

Insight #1 — กินทันทีหลังวิ่งแม้ไม่หิวเลย: ร่างกายจะหมดความอยากอาหารหลังจากวิ่งหนักมาหลายชั่วโมงค่ะ นั่นเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้ารอจนหิวค่อยกินแปลว่าร่างกายผ่าน Recovery Window สำคัญไปแล้วค่ะ กินก่อนอาบน้ำ กินก่อนถ่ายรูปกับเพื่อน และกินก่อนโทรหาครอบครัวค่ะ ความสำคัญลำดับแรกหลังข้ามเส้นชัยคือการเติมพลังงานค่ะ

Insight #2 — น้ำมะพร้าวคือ Sports Drink ของไทยที่ดีที่สุด: สำหรับการ Rehydrate หลังวิ่งในบริบทของไทย น้ำมะพร้าวหนึ่งลูกใหญ่ให้ Electrolyte ตามธรรมชาติที่ดีมากค่ะ มีโพแทสเซียมสูง โซเดียมในระดับที่เหมาะสม และ Antioxidant ที่ช่วยลด Inflammation ในกล้ามเนื้อด้วยค่ะ ถ้าหลังเส้นชัยมีขายน้ำมะพร้าวให้ซื้อก่อนอะไรทั้งนั้นเลยค่ะ

Insight #3 — หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หลังวิ่งทันที: หลายคนชอบฉลองด้วยเบียร์หลังข้ามเส้นชัยค่ะ ปุนิ่มไม่ได้ห้ามค่ะ แต่ขอให้กินอาหารและดื่มน้ำให้พอก่อนค่ะ เพราะแอลกอฮอล์รบกวน Protein Synthesis และทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลงมากค่ะ รอ 2-3 ชั่วโมงหลังวิ่งเสร็จค่อยฉลองจะดีกว่าค่ะ


สรุปโภชนาการทั้งหมดในตารางเดียว

ช่วงเวลา Carb เป้าหมาย สิ่งสำคัญ หลีกเลี่ยง
3 วันก่อนแข่ง 5-10 กรัม/กก./วัน เพิ่มข้าว ลดไฟเบอร์ อาหารทอด เผ็ดจัด
เช้าวันแข่ง 1-4 กรัม/กก. อาหารที่คุ้นเคย อาหารใหม่ที่ไม่เคยลอง
ระหว่างวิ่ง 60-90 กรัม/ชม. กินทุก 30-45 นาที รอจนหิวค่อยกิน
ระหว่างวิ่ง (น้ำ) 400-500 มล./ชม. ดื่มตามกระหาย ดื่มมากเกินโดยไม่กระหาย
หลังเส้นชัย 30 นาที 1-1.5 กรัม/กก. กินทันทีไม่รอ แอลกอฮอล์

Insight สุดท้ายที่ปุนิ่มอยากให้จำมากที่สุด: โภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับวิ่งเทรลไม่ใช่โภชนาการที่แพงที่สุดค่ะ ข้าวเหนียวปั้น กล้วยหอม มันต้ม และน้ำมะพร้าวให้ทุกอย่างที่ร่างกายต้องการในราคาถูกกว่า Gel นำเข้าต่างประเทศมากค่ะ นักวิ่งที่ดีที่สุดในไทยหลายคนยังใช้ข้าวเหนียวสังขยาเป็น Mid-race Fuel ในการแข่งขันค่ะ และมันได้ผลดีกว่า Gel หลายยี่ห้อเสียอีกค่ะ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ ขณะวิ่งเทรล

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ


ข้อผิดพลาดที่ 1: ออกตัวเร็วเกินไป

ความตื่นเต้นวันแข่งทำให้ทุกคนวิ่งเร็วกว่าที่ควรในกิโลแรกๆ ค่ะ แล้วพังในช่วงหลัง วิธีแก้คือวิ่งช้ากว่าที่รู้สึกว่าควรวิ่งในครึ่งแรกเสมอค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 2: ใช้รองเท้าวิ่งถนนบนเทรล

รองเท้าถนนไม่มีดอกยางยึดเกาะพื้นดินค่ะ เสี่ยงลื่นล้มสูงมากโดยเฉพาะทางลงเขาและพื้นเปียก


ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่กินอาหารระหว่างวิ่ง

รอหิวค่อยกินสายเกินไปแล้วค่ะ ตั้งนาฬิกาปลุกทุก 30-45 นาทีและกินทันทีไม่ต้องรอค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 4: ฝืนวิ่งขึ้นเขาทั้งที่ควรเดิน

การเดินเร็วๆ ขึ้นทางชันประหยัดพลังงานได้มากกว่าการวิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญค่ะ แม้แต่นักวิ่งโลกยังเดินขึ้นบางช่วงเลยค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่แจ้งใครว่าไปวิ่งที่ไหน

เส้นทางเทรลอยู่ในป่าค่ะ ถ้าเกิดอุบัติเหตุและไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนอันตรายมากค่ะ แจ้งเพื่อนหรือครอบครัวทุกครั้งก่อนออกค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 6: ซื้ออุปกรณ์ใหม่ไปใช้วันแข่งทันที

รองเท้าใหม่ Vest ใหม่ หรือถุงเท้าใหม่ที่ไม่เคย Break In มาก่อนคือสูตรสำเร็จของแผลพุพองค่ะ ทุกอุปกรณ์ต้องผ่านการซ้อมมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ครั้งก่อนแข่งจริงค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 7: ละเลยการฝึก Core และ Strength

วิ่งเทรลต้องการกล้ามเนื้อ Glute และ Core มากกว่าวิ่งถนนมากค่ะ คนที่ละเลย Strength Training มักเจ็บเข่าและข้อเท้าพลิกบ่อยค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 8: เพิ่ม Volume เร็วเกินไป

กฎ 10% คือไม่เพิ่ม Volume มากกว่า 10% ต่อสัปดาห์ค่ะ การเพิ่มเร็วเกินทำให้บาดเจ็บก่อนถึงวันแข่งเสมอค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 9: ไม่ฝึกในสภาพอากาศจริงที่จะแข่ง

ถ้าแข่งในหน้าร้อนต้องซ้อมในหน้าร้อนด้วยค่ะ ร่างกายต้องปรับตัวกับอุณหภูมิล่วงหน้าค่ะ


ข้อผิดพลาดที่ 10: คิดว่าตัวเองไม่พร้อมอยู่ตลอดเวลา

ข้อผิดพลาดทางจิตใจที่ร้ายแรงที่สุดค่ะ ทุกคนรู้สึกไม่พร้อม 100% ก่อนแข่งค่ะ ความพร้อมที่แท้จริงไม่ได้มาจากการซ้อมครบทุกวัน แต่มาจากการสะสมประสบการณ์และกล้าก้าวออกไปยืนที่ Start Line ค่ะ


FAQ 10 ข้อที่คนถามบ่อยที่สุด


Q1: วิ่งถนนมาแล้ว ต้องเตรียมตัวนานแค่ไหนก่อนวิ่งเทรลครั้งแรก?

ถ้าวิ่งถนนต่อเนื่อง 30 นาทีได้สบายแล้ว ใช้โปรแกรม 8 สัปดาห์ในบทที่ 7 ได้เลยค่ะ ถ้ายังวิ่งต่อเนื่องไม่ได้ให้สร้างฐาน Aerobic ก่อนอีก 4-6 สัปดาห์ค่ะ


Q2: วิ่งเทรลแล้วเข่าจะพังไหม?

ตรงกันข้ามค่ะ พื้นดินธรรมชาติดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าคอนกรีตมากค่ะ แต่ต้องฝึก Strength Training ควบคู่ด้วยเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรงพอค่ะ


Q3: วิ่งเทรลคนเดียวได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ต้องแจ้งคนที่บ้านก่อนทุกครั้ง พกโทรศัพท์และแบตสำรอง และศึกษาเส้นทางล่วงหน้าค่ะ สำหรับมือใหม่แนะนำให้ไปกับกลุ่มก่อนอย่างน้อย 3-5 ครั้งค่ะ


Q4: ฝนตกวิ่งเทรลได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ต้องระวังมากขึ้นเพราะพื้นลื่นมากค่ะ ก้าวสั้นลง ช้าลง และระวังรากไม้กับหินที่ลื่นเป็นพิเศษค่ะ


Q5: น้ำหนักเยอะวิ่งเทรลได้ไหม?

ได้แน่นอนค่ะ วิ่งเทรลไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักค่ะ แค่เริ่มจากระยะสั้นและความชันน้อย แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามความพร้อมของร่างกายค่ะ


Q6: รองเท้าเทรลควรซื้อยี่ห้ออะไร?

ไม่มีคำตอบเดียวค่ะ เพราะเท้าแต่ละคนต่างกัน แนะนำให้ไปลองที่ร้านจริงๆ โดยสวมถุงเท้าวิ่งที่จะใช้จริงค่ะ ยี่ห้อที่นิยมในไทยได้แก่ Salomon, Hoka, Brooks Cascadia และ Altra ค่ะ


Q7: วิ่งเทรลต้องมีไกด์ไหม?

เส้นทางที่มีป้ายชัดเจนและมีนักวิ่งอื่นๆ ใช้บ่อยไม่ต้องมีไกด์ค่ะ แต่เส้นทางในป่าลึกอย่างแก่งกระจานหรือเส้นทางที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ควรมีไกด์หรือไปกับคนที่รู้จักเส้นทางดีค่ะ


Q8: วิ่งเทรลช่วงไหนของปีดีที่สุดในไทย?

พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์คือช่วงที่ดีที่สุดสำหรับเกือบทุกพื้นที่ในไทยค่ะ อากาศเย็น ฝนน้อย และเส้นทางไม่โคลนค่ะ


Q9: วิ่งเทรลเหนื่อยกว่าวิ่งถนนแค่ไหน?

วิ่งเทรล 10 กิโลเมตรที่มีความชัน 500 เมตรเหนื่อยพอๆ กับวิ่งถนน 15-18 กิโลเมตรค่ะ ความชันสะสมส่งผลต่อความเหนื่อยมากกว่าระยะทางในวิ่งเทรลค่ะ


Q10: ข้ามเส้นชัยครั้งแรกแล้ว ขั้นต่อไปคืออะไร?

พักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนค่ะ แล้วค่อยถามตัวเองว่าอยากไปต่อไหน ถ้าใช่ให้ลองระยะต่อไปที่ยากขึ้นสักหน่อยค่ะ วิ่งเทรลไม่มีจุดสิ้นสุดค่ะ มีแต่ยอดเขาใหม่ที่รอให้ไปพิชิตเสมอค่ะ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม