Home » Blog » ท่าออกกำลังกาย » 20 ท่าเล่นแขน ทั้งมีและไม่มีอุปกรณ์ ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

20 ท่าเล่นแขน ทั้งมีและไม่มีอุปกรณ์ ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

20 ท่าเล่นแขน ทั้งมีและไม่มีอุปกรณ์ โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ก่อนเล่นแขน ต้องเข้าใจกล้ามเนื้อแขนก่อน

คนที่เล่นแขนมาหลายปีแล้วยังไม่โต ส่วนใหญ่ไม่ได้ขยันน้อยเกินไป แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าตัวเองกำลังฝึกกล้ามมัดไหนอยู่ค่ะ

ปุนิ่มพูดเรื่องนี้ตรงๆ เลยนะคะ เพราะตอนเริ่มเล่นใหม่ๆ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เห็นใครยกดัมเบลก็ยกตาม เห็นใครวิดพื้นก็วิดตาม แต่ไม่เคยรู้เลยว่าท่าไหนโดนกล้ามมัดไหน จนกระทั่งเริ่มเตรียมตัวประกวดฟิตเนสจริงจัง ถึงได้เข้าใจว่าความรู้เรื่องกายวิภาคของกล้ามเนื้อแขนแม้แค่ขั้นพื้นฐาน เปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากมายขนาดไหน

กล้ามเนื้อแขนที่ต้องรู้จักมีอยู่ 3 กลุ่มหลักค่ะ

กลุ่มแรก – กล้ามหน้าแขน

คือกล้ามที่ทุกคนนึกถึงเวลาพูดว่า “เล่นแขน” มันคือกล้ามสองหัวที่อยู่ด้านหน้าต้นแขน หน้าที่หลักคือการงอข้อศอกและหมุนข้อมือออกด้านนอก กล้ามมัดนี้มีสองหัวคือหัวสั้นและหัวยาว ซึ่งต้องการมุมการฝึกที่ต่างกันเล็กน้อย ถ้าเล่นแต่ท่าเดิมซ้ำๆ จะพัฒนาได้ไม่เต็มที่ค่ะ

ปุนิ่มขอแชร์ตรงนี้เลยนะคะ หัวยาวของกล้ามหน้าแขนคือส่วนที่ทำให้แขนดูสูงเป็นยอดเขาตอนเกร็ง ถ้าอยากได้รูปทรงกล้ามหน้าแขนที่สวยงามชัดเจน ต้องเน้นท่าที่แขนอยู่ด้านหลังลำตัวเล็กน้อย มากกว่าท่านั่งยกดัมเบลธรรมดา ความแตกต่างเล็กน้อยของมุมแขนส่งผลต่อรูปร่างที่ได้มากกว่าที่คิดค่ะ

กลุ่มที่สอง – กล้ามหลังแขน

นี่คือกล้ามที่คนมักละเลยมากที่สุด แต่จริงๆ แล้วมันคิดเป็น 2 ใน 3 ของมวลกล้ามเนื้อแขนทั้งหมด ถ้าอยากให้แขนใหญ่จริงต้องเล่นกล้ามหลังแขนให้หนักกว่ากล้ามหน้าแขนเสียอีกค่ะ กล้ามมัดนี้มีสามหัว หัวด้านในให้ความหนาของแขน หัวด้านนอกให้รูปทรงที่ชัดเจนเวลามองด้านข้าง หัวด้านล่างให้ความแน่นและความหนาโดยรวม

ปุนิ่มขอแชร์จากประสบการณ์ประกวดฟิสิคหญิงที่ผ่านมาเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเวที มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา หรือ เปยาปคลาสสิค 2023 ที่ลำปาง กรรมการให้ความสำคัญกับความสมดุลของกล้ามแขนทั้งหมดมากกว่าการมีกล้ามหน้าแขนโดดออกมาอย่างเดียว แขนที่สวยในสายตากรรมการคือแขนที่กล้ามหน้าและหลังพัฒนามาสมดุลกัน

กลุ่มที่สาม – กล้ามข้างแขนและแขนท่อนล่าง

สองมัดนี้คือส่วนที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในการเล่นแขนค่ะ กล้ามที่อยู่ใต้กล้ามหน้าแขนถ้าพัฒนาดีจะดันกล้ามหน้าแขนให้ดูใหญ่และสูงขึ้นจากด้านล่างโดยอัตโนมัติ ส่วนกล้ามแขนท่อนล่างคือตัวที่ทำให้แขนดูแข็งแรงและสมบูรณ์ตั้งแต่ข้อศอกลงไปถึงข้อมือ คนที่ละเลยสองมัดนี้มักได้แขนที่ดูไม่สมดุล คือบนใหญ่ล่างเล็ก ซึ่งในสายตาคนที่รู้เรื่องฟิตเนสจะเห็นได้ชัดมากค่ะ

10 ท่าเล่นแขนแบบไม่มีอุปกรณ์ ทำได้ทุกที่ ไม่มีข้ออ้าง

ไม่มีดัมเบล ไม่มียิม ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่เล่นแขนค่ะ เพราะน้ำหนักตัวของคุณเองนั้นหนักพอที่จะสร้างกล้ามแขนได้จริงๆ ถ้าใช้เป็น

ปุนิ่มเคยซ้อมในห้องพักเล็กๆ ที่ไต้หวันตอนทำงานโรงงาน ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยนอกจากพื้นห้องกับขอบเตียง แต่ก็ยังหาทางฝึกแขนได้ทุกวัน ประสบการณ์ตรงนั้นสอนให้รู้ว่าอุปกรณ์ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการพัฒนากล้ามเนื้อ ฟอร์มที่ถูกต้องและความสม่ำเสมอต่างหากที่สำคัญกว่าค่ะ

ท่าที่ 1 – วิดพื้นแบบมือแคบ

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขน | รองลงมา: หน้าอก หัวไหล่ด้านหน้า จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. คว่ำตัวลงบนพื้น วางมือทั้งสองข้างให้ชิดกันใต้หน้าอก จนนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือของทั้งสองมือแตะกันหรือใกล้กันมากที่สุด
  2. เหยียดขาตึงตรงไปด้านหลัง ปลายเท้าวางบนพื้น เกร็งหน้าท้องให้แน่น ร่างกายทั้งตัวต้องอยู่ในแนวเส้นตรงตั้งแต่หัวจรดส้นเท้า
  3. มองพื้นห่างออกไปด้านหน้าประมาณหนึ่งฝ่ามือ อย่าก้มหน้าหรือเงยคอ
  4. ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที ข้อศอกกางออกด้านข้างเล็กน้อย ลดลงจนหน้าอกเกือบแตะพื้นแต่ยังไม่วาง
  5. หยุดค้างไว้ที่จุดต่ำสุด 1 วินาที รู้สึกแรงตึงที่กล้ามหลังแขน
  6. ดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้นเร็วใน 1 วินาที บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นตอนแขนเกือบตึงสุด แต่อย่าล็อกข้อศอกแข็ง

ปุนิ่มแชร์: ช่วงลดตัวลงช้าๆ นั้นสำคัญกว่าช่วงดันขึ้นมากค่ะ เพราะกล้ามเนื้อทำงานหนักที่สุดตอนต้านแรงโน้มถ่วงขณะลง ปุนิ่มใช้เทคนิคนี้ในช่วงที่ไม่มีอุปกรณ์ระหว่างเดินทางไปแข่ง และยังรู้สึกปวดกล้ามหลังแขนดีมากเลยค่ะ ถ้าทำ 15 ครั้งได้สบายแล้วให้วางเท้าบนเก้าอี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักที่แขนต้องรับขึ้นอีกระดับ

ท่าที่ 2 – วิดพื้นแบบกลับมือ

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขน | รองลงมา: หน้าอก หัวไหล่ จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. คว่ำตัวลงบนพื้น วางมือกว้างเท่าไหล่ แต่หงายฝ่ามือออกด้านนอกให้นิ้วมือชี้ไปทางเท้า
  2. เหยียดขาตึงตรง เกร็งหน้าท้อง ร่างกายเป็นแนวเส้นตรงเหมือนกระดาน
  3. มองลงพื้นตรงๆ อย่าบิดคอ รู้สึกแรงดึงที่หน้าแขนและข้อมือเล็กน้อย ถ้าข้อมือเจ็บให้ลดความกว้างของมือลง
  4. ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที รู้สึกถึงแรงตึงที่หน้าแขนชัดเจน
  5. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1 วินาที หน้าอกเกือบแตะพื้น
  6. ดันตัวขึ้นเร็ว บีบกล้ามหน้าแขนตอนแขนเกือบตึง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้หลายคนบอกว่าแปลกและข้อมืออาจตึงช่วงแรกค่ะ ให้ค่อยๆ ปรับมุมมือจนสบายก่อน อย่าฝืน ท่านี้โดนกล้ามหน้าแขนได้ดีมากทั้งที่ไม่ต้องใช้ดัมเบลเลย เป็นท่าที่ปุนิ่มแนะนำให้คนที่อยู่บ้านแล้วอยากเพิ่มกล้ามหน้าแขนโดยเฉพาะค่ะ

ท่าที่ 3 – จีบข้อศอกพยุงตัวจากพื้น

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขน | รองลงมา: หัวไหล่ หน้าอกด้านล่าง จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. นั่งบนพื้น งอเข่าขึ้น ฝ่าเท้าวางราบบนพื้น วางมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังสะโพกห่างออกมาประมาณหนึ่งคืบ นิ้วมือชี้ไปทางสะโพก
  2. ดันมือกับเท้าลงพื้นพร้อมกัน ยกสะโพกขึ้นพ้นพื้น ร่างกายตั้งแต่ไหล่ถึงเข่าต้องอยู่ในแนวเส้นตรง
  3. เกร็งกล้ามหลังแขนให้แน่น หัวไหล่ดึงลงต่ำอย่าให้ยักไหล่ขึ้น
  4. ค่อยๆ งอข้อศอกลงช้าๆ นับ 3 วินาที ลดสะโพกลงมาจนเกือบแตะพื้น
  5. หยุดค้าง 1 วินาที รู้สึกแรงตึงที่กล้ามหลังแขนอย่างชัดเจน
  6. ดันมือลงพื้นเพื่อดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น บีบกล้ามหลังแขนแน่นตอนแขนเกือบตึง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้เหมาะมากสำหรับผู้หญิงที่อยากกระชับต้นแขนด้านหลังค่ะ เพราะเราสามารถปรับระดับความยากได้ง่ายมาก ถ้าง่ายเกินไปให้เหยียดขาตรงออกไปเต็มที่แทนการงอเข่า น้ำหนักที่แขนต้องรับจะเพิ่มขึ้นทันทีเลย ปุนิ่มใช้ท่านี้ในช่วงอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นหลังแขนด้วยอุปกรณ์จริงค่ะ

ท่าที่ 4 – วิดพื้นแบบแขนชิดลำตัว

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขน | รองลงมา: หน้าอกด้านใน หัวไหล่ จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. คว่ำตัวลงบนพื้น วางมือกว้างเท่าไหล่ใต้หน้าอก
  2. เหยียดขาตึงตรง เกร็งหน้าท้องและกล้ามก้นให้แน่น ร่างกายเป็นแนวตรง
  3. นี่คือจุดสำคัญที่ต่างจากวิดพื้นปกติ ตอนลดตัวลงให้หนีบข้อศอกแนบชิดสีข้างลำตัวตลอดเวลา ห้ามกางข้อศอกออกด้านข้างเด็ดขาด
  4. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที จนหน้าอกเกือบแตะพื้น รู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนและด้านข้างของลำตัว
  5. หยุดค้าง 1 วินาทีที่จุดต่ำสุด
  6. ดันตัวขึ้นกลับโดยยังคงหนีบข้อศอกชิดลำตัวตลอด บีบกล้ามหลังแขนแน่นตอนแขนเกือบตึง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ยากกว่าวิดพื้นปกติมากค่ะ เพราะกล้ามหน้าอกช่วยได้น้อยลงมาก ภาระตกอยู่ที่กล้ามหลังแขนเกือบทั้งหมด ถ้าทำไม่ได้เลยในช่วงแรกให้คุกเข่าลงก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นแบบเต็มตัวเมื่อแข็งแรงขึ้นค่ะ

ท่าที่ 5 – แพลงก์พยักหน้า

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนและหัวไหล่ | รองลงมา: หน้าท้อง แผ่นหลัง จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-10 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. เริ่มท่าแพลงก์แบบมือตึง วางมือกว้างเท่าไหล่ เหยียดขาตึงตรงไปด้านหลัง ร่างกายเป็นแนวเส้นตรง เกร็งหน้าท้องแน่น
  2. มองพื้นด้านหน้าห่างออกไปประมาณหนึ่งฝ่ามือ
  3. ค่อยๆ งอข้อศอกลงช้าๆ เพื่อลดลำตัวทั้งหมดลงมาพร้อมกัน เหมือนทำวิดพื้นแต่ให้หน้าผากเป็นจุดที่ลดลงไปใกล้พื้นมากที่สุด
  4. ลดลงจนหน้าผากห่างจากพื้นประมาณ 5-10 เซนติเมตร
  5. หยุดค้าง 1 วินาที รู้สึกแรงตึงที่กล้ามหลังแขนและหัวไหล่
  6. ดันตัวขึ้นกลับโดยดันผ่านฝ่ามือ เหยียดข้อศอกขึ้นกลับสู่ท่าแพลงก์เต็มตัว

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้บังคับให้กล้ามหลังแขนและหัวไหล่ทำงานร่วมกันในมุมที่ต่างออกไปจากวิดพื้นปกติมากค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ทำวิดพื้นแบบอื่นได้คล่องแล้วและต้องการความท้าทายใหม่ ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายในชุดฝึกแขนเพื่อเผาผลาญกล้ามให้หมดจดก่อนจบเซสชั่นค่ะ

ท่าที่ 6 – วิดพื้นแบบสลับมือ

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขนและหลังแขนสลับกัน | รองลงมา: หัวไหล่ หน้าอก จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 6-10 ครั้งต่อข้าง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ

  1. เริ่มท่าวิดพื้นปกติ วางมือกว้างเท่าไหล่ ร่างกายตึงตรงเป็นแนวเส้นตรง
  2. ลดตัวลงทำวิดพื้น 1 ครั้งปกติก่อน
  3. เมื่อดันตัวขึ้นกลับแล้ว ให้ย้ายมือขวาออกด้านข้างประมาณหนึ่งฝ่ามือ แล้วขยับมือซ้ายเข้ามาชิดกัน
  4. ลดตัวลงทำวิดพื้น 1 ครั้งในท่ามือแคบ
  5. ดันตัวขึ้นแล้วย้ายมือซ้ายออกด้านซ้าย แล้วขยับมือขวาเข้ามา สลับกลับไปท่ามือกว้าง
  6. ทำสลับกันต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก แต่ละครั้งที่เปลี่ยนมือคือ 1 ครั้ง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ดูเหมือนง่ายแต่เหนื่อยมากกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ เพราะร่างกายต้องรักษาสมดุลตลอดเวลาที่ขยับมือ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต้องทำงานหนักร่วมด้วย ถ้าทำไม่ได้ให้คุกเข่าก่อนแล้วค่อยพัฒนาขึ้นมาค่ะ

ท่าที่ 7 – วิดพื้นแบบช้าสุดขีด

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนและหน้าแขน | รองลงมา: หน้าอก หัวไหล่ จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 5-8 ครั้ง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ

  1. เริ่มท่าวิดพื้นปกติ วางมือกว้างเท่าไหล่ ร่างกายตึงตรง
  2. ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ โดยนับ 5 วินาทีตอนลง ไม่ใช่ 3 วินาทีอย่างปกติ ทุกมิลลิเมตรต้องควบคุมได้
  3. ระหว่างลดตัวลงให้รู้สึกถึงกล้ามเนื้อทุกมัดที่กำลังทำงานอยู่ ทั้งหลังแขน หน้าอก และหัวไหล่
  4. เมื่อถึงจุดต่ำสุดให้หยุดค้างไว้ 3 วินาทีเต็ม
  5. ค่อยๆ ดันตัวขึ้นช้าๆ เช่นกัน นับ 3 วินาทีตอนขึ้น
  6. เมื่อแขนเกือบตึงสุดให้บีบกล้ามหลังแขนแน่น หยุดค้าง 1 วินาทีแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มใช้ในช่วงสุดท้ายก่อนขึ้นเวทีประกวดเมื่อต้องการให้กล้ามแขนแตกชัดและแน่นสูงสุดค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวช้าสุดขีดบังคับให้กล้ามทุกเส้นใยต้องทำงานพร้อมกัน ไม่มีโอกาสโกงด้วยแรงเหวี่ยงเลย ทำแค่ 5 ครั้งก็เหนื่อยกว่าวิดพื้นเร็วๆ 20 ครั้งแน่นอนค่ะ

ท่าที่ 8 – วิดพื้นแบบมือเดียว

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขน หน้าแขน หัวไหล่ แกนกลางลำตัว จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 3-5 ครั้งต่อข้าง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ

  1. เริ่มท่าวิดพื้นปกติ จากนั้นค่อยๆ ย้ายน้ำหนักไปที่มือข้างเดียว วางมือที่ใช้ไว้ใต้หน้าอกตรงกลาง
  2. กางขาออกกว้างกว่าปกติเพื่อเพิ่มฐานรองรับ ช่วยให้ร่างกายสมดุลได้ง่ายขึ้น
  3. มือที่ไม่ได้ใช้ให้วางไว้ด้านหลังหรือด้านข้างลำตัวตามสะดวก
  4. เกร็งหน้าท้องและกล้ามก้นให้แน่นที่สุดเพื่อป้องกันการบิดตัว
  5. ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที ควบคุมการเคลื่อนไหวทุกขั้นตอน
  6. ดันตัวขึ้นกลับ ทำครบจำนวนแล้วสลับข้าง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ยากมากค่ะ ถ้ายังทำไม่ได้ไม่ต้องฝืน ให้ฝึกท่า 1-7 ให้แข็งแรงก่อนแล้วค่อยกลับมาลองใหม่ ปุนิ่มใช้เวลาฝึกท่าอื่นเกือบ 3 เดือนกว่าจะทำท่านี้ได้สวยงามค่ะ แต่พอทำได้แล้วความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นมันชัดเจนมากเลย

ท่าที่ 9 – นั่งยองๆ แล้วดันมือกับพื้น

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามแขนท่อนล่างและหน้าแขน | รองลงมา: หัวไหล่ จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ

  1. นั่งยองๆ ลงโดยให้เท้าวางราบบนพื้น วางมือทั้งสองข้างบนพื้นด้านหน้าห่างจากเท้าประมาณหนึ่งก้าว
  2. ย้ายน้ำหนักตัวมาอยู่ที่มือมากขึ้น โดยยกสะโพกขึ้นเล็กน้อยจนรู้สึกว่ามือรับน้ำหนักหนักขึ้น
  3. งอข้อมือลงจนปลายนิ้วชี้ไปด้านหลัง แล้วกดนิ้วมือลงพื้นแน่นๆ
  4. ค่อยๆ ดันผ่านฝ่ามือและนิ้วมือให้ตัวลอยขึ้น รู้สึกถึงการทำงานของกล้ามแขนท่อนล่าง
  5. ลดน้ำหนักลงกลับสู่ท่าเริ่มต้นช้าๆ
  6. ทำซ้ำต่อเนื่อง ระหว่างทำให้โฟกัสความรู้สึกไปที่กล้ามแขนท่อนล่างและฝ่ามือ

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ฟังดูเหมือนง่ายแต่กล้ามแขนท่อนล่างจะปวดมากในช่วงแรกค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยฝึกกล้ามส่วนนี้โดยตรงเลย การพัฒนากล้ามแขนท่อนล่างให้แข็งแรงทำให้การจับอุปกรณ์ในทุกท่าอื่นดีขึ้นทั้งหมดเลยค่ะ

ท่าที่ 10 – แพลงก์แล้วสลับข้อศอก

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนและหัวไหล่ | รองลงมา: หน้าท้อง แผ่นหลัง จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-10 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. เริ่มท่าแพลงก์แบบวางข้อศอก ข้อศอกวางบนพื้นตรงใต้ไหล่ ลำตัวตึงตรงเป็นแนวเส้นตรง เกร็งหน้าท้องแน่น
  2. เริ่มจากมือขวา ดันผ่านฝ่ามือขวาลงพื้นเพื่อยกข้อศอกขวาขึ้น เหยียดแขนขวาออก
  3. ทำเช่นเดียวกับมือซ้าย ดันขึ้นจนได้ท่าแพลงก์แบบมือตึงทั้งสองข้าง
  4. ลดข้อศอกขวาลงกลับ ตามด้วยข้อศอกซ้าย กลับสู่ท่าแพลงก์แบบข้อศอก
  5. ทำซ้ำโดยสลับมือที่เริ่มก่อนในแต่ละรอบ เพื่อให้ทั้งสองข้างทำงานเท่ากัน
  6. ตลอดการเคลื่อนไหวต้องรักษาสะโพกให้นิ่ง ห้ามส่ายสะโพกขึ้นลงหรือซ้ายขวา

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้โดนทั้งกล้ามหลังแขนและกล้ามแกนกลางลำตัวพร้อมกันค่ะ ถ้ารู้สึกว่าสะโพกส่ายมากให้ลดความเร็วลงก่อน เพราะการรักษาสะโพกให้นิ่งสำคัญกว่าการทำให้ครบจำนวนค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าปิดท้ายชุดฝึกแขนแบบไม่มีอุปกรณ์เสมอ เพราะมันเหนื่อยทั้งแขนและแกนกลางลำตัวไปพร้อมกัน

10 ท่าเล่นแขนแบบมีอุปกรณ์ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกระดับ

10 ท่าเล่นแขนแบบมีอุปกรณ์ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกระดับ

อุปกรณ์ไม่ได้ทำให้คุณเก่งขึ้นอัตโนมัติ แต่มันเปิดโอกาสให้คุณกระตุ้นกล้ามเนื้อในมุมที่น้ำหนักตัวทำไม่ได้ ใช้มันอย่างฉลาดค่ะ

หลังจากที่ปุนิ่มได้รับใบรับรองเทรนเนอร์จาก สมาร์ทเทรนเนอร์ รุ่นที่ 27 และมาเป็นเทรนเนอร์ที่ สมาร์ทยิม ฟิตเนส ไทยแลนด์ สิ่งที่เห็นบ่อยที่สุดคือคนที่มีอุปกรณ์ครบแต่ใช้ไม่เป็น ยกน้ำหนักเยอะแต่ฟอร์มพัง ผลที่ได้คือบาดเจ็บมากกว่าโตค่ะ ทุกท่าที่จะแนะนำต่อไปนี้จะเน้นฟอร์มที่ถูกต้องและความรู้สึกกล้ามที่ควรได้มากกว่าตัวเลขน้ำหนักค่ะ

ท่าที่ 1 – ยกดัมเบลงอข้อศอกแบบยืน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขน | รองลงมา: กล้ามแขนท่อนล่าง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 7-10 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนตรง กางขาออกกว้างเท่าหัวไหล่ ถือดัมเบลสองข้าง ฝ่ามือหงายออกด้านหน้า แขนห้อยข้างลำตัวตามธรรมชาติ
  2. เกร็งหน้าท้องเล็กน้อย ไหล่ดึงลงต่ำและดึงไปด้านหลังเล็กน้อย ลำตัวตั้งตรงไม่โยกไปมา
  3. ออกแรงจากกล้ามหน้าแขนเพื่องอข้อศอกขึ้น ยกดัมเบลขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาที โดยให้ข้อศอกแนบชิดสีข้างลำตัวตลอดเวลา ห้ามให้ข้อศอกพุ่งออกหน้า
  4. ยกขึ้นจนดัมเบลอยู่ระดับหน้าอก บีบกล้ามหน้าแขนให้แน่นที่สุดที่จุดสูงสุด ค้างไว้ 1 วินาที
  5. ค่อยๆ ลดดัมเบลลงช้าๆ นับ 3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง ห้ามปล่อยดัมเบลหล่นลงอย่างรวดเร็ว
  6. ลดลงจนแขนเกือบตึงสุด แต่ยังไม่ล็อกข้อศอกแข็ง รักษาแรงตึงของกล้ามหน้าแขนไว้ตลอด แล้วเริ่มยกขึ้นใหม่

ปุนิ่มแชร์: ข้อผิดพลาดที่เห็นบ่อยที่สุดในท่านี้คือการโยกลำตัวช่วยยกค่ะ ถ้าต้องโยกตัวแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไป ลดลงมาแล้วทำฟอร์มให้ถูกก่อน ปุนิ่มชอบทำท่านี้หน้ากระจกเพื่อตรวจสอบว่าข้อศอกไม่เดินทางออกไปด้านนอกและลำตัวไม่โยก ช่วงลดดัมเบลลงช้าๆ คือช่วงที่กล้ามพัฒนามากที่สุดค่ะ อย่าเร่งรีบตรงนี้

ท่าที่ 2 – ยกดัมเบลงอข้อศอกแบบสลับข้าง

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขนสลับซ้ายขวา | รองลงมา: กล้ามแขนท่อนล่าง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 7-10 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 10-12 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนตรง ถือดัมเบลสองข้าง แขนห้อยข้างลำตัว ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัว
  2. เกร็งหน้าท้อง ลำตัวตั้งตรง ไหล่ดึงลงต่ำ
  3. เริ่มยกดัมเบลข้างขวาขึ้นโดยระหว่างที่ยกให้หมุนฝ่ามือออกด้านนอกพร้อมกัน จนฝ่ามือหงายขึ้นเต็มที่เมื่อดัมเบลถึงระดับหน้าอก การหมุนข้อมือนี้ทำให้กล้ามหน้าแขนหดตัวได้เต็มที่มากกว่า
  4. บีบกล้ามหน้าแขนแน่นที่จุดสูงสุด ค้าง 1 วินาที
  5. ค่อยๆ ลดดัมเบลลงช้าๆ พร้อมกับหมุนฝ่ามือกลับเข้าหาลำตัวตามเดิม
  6. สลับมาทำข้างซ้ายทันที ทำสลับกันต่อเนื่องโดยข้างหนึ่งลงอีกข้างขึ้น

ปุนิ่มแชร์: การหมุนข้อมือระหว่างยกนี้คือ Insight ที่หลายคนไม่รู้ค่ะ มันทำให้กล้ามหน้าแขนหดตัวได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว ซึ่งกระตุ้นการเติบโตได้ดีกว่าการยกแบบฝ่ามือหงายตลอดเวลา ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าหลักในโปรแกรมเล่นแขนมาตลอดหลายปีค่ะ

ท่าที่ 3 – ยกดัมเบลด้านข้าง งอข้อศอกแบบค้อน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามข้างแขนและแขนท่อนล่าง | รองลงมา: กล้ามหน้าแขน น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 8-12 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนตรง ถือดัมเบลสองข้าง ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัวตลอดทั้งท่า ห้ามหมุนข้อมือ
  2. เกร็งหน้าท้อง ไหล่ดึงลงต่ำ ข้อศอกแนบชิดลำตัว
  3. ยกดัมเบลขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้างโดยรักษาฝ่ามือหันเข้าหาลำตัวตลอด เหมือนกำลังตอกค้อน
  4. ยกขึ้นจนดัมเบลอยู่ระดับไหล่ บีบกล้ามข้างแขนแน่นที่จุดสูงสุด ค้าง 1 วินาที
  5. ลดลงช้าๆ นับ 3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง
  6. ลดลงจนแขนเกือบตึง รักษาแรงตึงไว้แล้วเริ่มใหม่

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้โดนกล้ามข้างแขนและแขนท่อนล่างโดยตรงค่ะ ซึ่งสองมัดนี้คือตัวที่ดัน กล้ามหน้าแขนให้ดูสูงและใหญ่ขึ้นจากด้านล่าง นักเพาะกายระดับสูงรู้เรื่องนี้ดีมาก แต่คนทั่วไปมักข้ามท่านี้ไปเลยค่ะ ปุนิ่มเล่นท่านี้ทุกครั้งที่เล่นแขนโดยไม่เคยข้าม

ท่าที่ 4 – กดดัมเบลเหนือศีรษะ

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนหัวยาว | รองลงมา: หัวไหล่ น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 5-8 กิโลกรัม ผู้ชาย 10-15 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. นั่งบนเก้าอี้หรือม้านั่ง หลังตรง ถือดัมเบลหนึ่งอันด้วยมือทั้งสองข้างประสานกัน จับด้านบนของดัมเบล
  2. ยกดัมเบลขึ้นเหนือศีรษะ แขนเหยียดตึงขึ้นตรง ดัมเบลอยู่เหนือศีรษะตรงๆ
  3. ค่อยๆ งอข้อศอกลงด้านหลังศีรษะช้าๆ นับ 3 วินาที ข้อศอกชี้ขึ้นฟ้าตลอดเวลา ห้ามให้ข้อศอกกางออกด้านข้าง
  4. ลดลงจนรู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนอย่างเต็มที่ ดัมเบลอยู่หลังศีรษะระดับต้นคอ
  5. หยุดค้าง 1 วินาทีที่จุดต่ำสุด
  6. เหยียดข้อศอกขึ้นช้าๆ บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดตอนแขนเกือบตึงสุด ค้าง 1 วินาทีแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้คือท่าเดียวที่กล้ามหลังแขนหัวยาวถูกยืดออกอย่างเต็มที่ค่ะ ทำให้กระตุ้นการเติบโตได้ดีมากเป็นพิเศษ แต่ต้องระวังน้ำหนักนะคะ อย่าใช้หนักเกินไปในช่วงแรกเพราะมุมของท่านี้ทำให้ข้อศอกเสี่ยงบาดเจ็บถ้าฟอร์มพัง ปุนิ่มเล่นท่านี้เป็นท่าแรกในชุดเล่นหลังแขนเสมอค่ะ

ท่าที่ 5 – กดดัมเบลหลังแขนแบบโน้มตัว

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนทั้งสามหัว | รองลงมา: หัวไหล่ด้านหลัง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 7-10 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนแยกขากว้างเท่าหัวไหล่ โน้มตัวไปข้างหน้าจนลำตัวขนานกับพื้นหรือเกือบขนาน มือข้างซ้ายวางบนเข่าซ้ายเพื่อพยุงตัว มือขวาถือดัมเบล
  2. งอข้อศอกขวาขึ้นจนต้นแขนขนานกับพื้น ข้อศอกอยู่สูงกว่าหลัง ดัมเบลห้อยลงด้านล่าง
  3. เกร็งหน้าท้อง หลังตรงไม่โค้ง มองลงพื้นตรงๆ
  4. เหยียดข้อศอกไปด้านหลังช้าๆ นับ 2 วินาที จนแขนตึงตรงขนานกับพื้น
  5. บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดที่จุดสูงสุด ค้าง 2 วินาที รู้สึกถึงการหดตัวอย่างเต็มที่
  6. ลดดัมเบลลงกลับช้าๆ นับ 3 วินาที กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำครบแล้วสลับข้าง

ปุนิ่มแชร์: จุดสูงสุดของท่านี้คือช่วงที่กล้ามหลังแขนหดตัวได้เต็มที่ที่สุดค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้ค้างไว้ 2 วินาทีตรงนั้นและบีบกล้ามให้แน่นสุดๆ ความรู้สึกนั้นคือสิ่งที่ต้องการค่ะ ถ้ายังไม่รู้สึกกล้ามหลังแขนหดตัวชัดเจน ลองลดน้ำหนักลงก่อนแล้วโฟกัสที่ความรู้สึกกล้ามมากกว่าตัวเลขน้ำหนักค่ะ

ท่าที่ 6 – ยกดัมเบลงอข้อศอกแบบนั่งเอาต้นแขนพาดเข่า

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขนส่วนล่างและหัวสั้น | รองลงมา: กล้ามแขนท่อนล่าง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 7-10 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. นั่งบนม้านั่งหรือเก้าอี้ กางขาออกพอประมาณ ถือดัมเบลมือขวา
  2. วางต้นแขนขวาลงบนต้นขาขวา ให้ข้อมือและดัมเบลยื่นออกไปเลยหัวเข่าเล็กน้อย ฝ่ามือหงายขึ้น
  3. นี่คือจุดสำคัญ ต้นแขนต้องวางนิ่งอยู่กับที่ตลอดท่า ห้ามให้ต้นแขนยกขึ้นช่วย มีเพียงแขนท่อนล่างเท่านั้นที่เคลื่อนไหว
  4. ค่อยๆ งอข้อศอกยกดัมเบลขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาที จนดัมเบลอยู่ระดับหน้าอก
  5. บีบกล้ามหน้าแขนแน่นที่จุดสูงสุด ค้าง 1 วินาที
  6. ลดดัมเบลลงช้าๆ นับ 3 วินาที จนแขนเกือบตึงสุดแต่ยังรักษาแรงตึงไว้ แล้วเริ่มซ้ำ ทำครบแล้วสลับข้าง

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ตัดทุกการโกงออกไปหมดเลยค่ะ เพราะต้นแขนวางนิ่งอยู่กับที่ ทำให้กล้ามหน้าแขนต้องทำงานเองทั้งหมดโดยไม่มีโมเมนตัมช่วย ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายในชุดกล้ามหน้าแขนเพื่อเผาผลาญให้หมดจดก่อนจบค่ะ รับรองว่าแขนหมดแรงแน่นอน

ท่าที่ 7 – กดบาร์เบลหลังแขนแบบนอน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนทั้งสามหัว | รองลงมา: หน้าอกและหัวไหล่ น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง บาร์เปล่า 5-10 กิโลกรัม ผู้ชาย 20-30 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ

  1. นอนหงายบนม้านั่ง จับบาร์เบลด้วยมือทั้งสองแคบกว่าไหล่เล็กน้อย ฝ่ามือคว่ำลง
  2. ยกบาร์เบลขึ้นเหนือหน้าอก แขนเหยียดตึงตั้งฉากกับพื้น นี่คือท่าเริ่มต้น
  3. เกร็งหน้าท้อง ฝ่าเท้าวางราบบนพื้น หลังแนบม้านั่ง
  4. ค่อยๆ งอข้อศอกลงช้าๆ นับ 3 วินาที ให้บาร์เบลเคลื่อนไปทางหน้าผาก ข้อศอกชี้ขึ้นฟ้าและไม่กางออกด้านข้าง
  5. หยุดเมื่อบาร์เบลอยู่สูงจากหน้าผากประมาณ 5 เซนติเมตร ค้างไว้ 1 วินาที ห้ามให้บาร์แตะหน้าผากเด็ดขาด
  6. เหยียดข้อศอกขึ้นกลับช้าๆ บีบกล้ามหลังแขนแน่นตอนแขนเกือบตึง ค้าง 1 วินาทีแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยมากค่ะ ห้ามใช้น้ำหนักหนักจนเกินไปโดยเด็ดขาด เพราะถ้าแขนหมดแรงกลางท่าบาร์เบลจะตกลงหน้าผากได้ ปุนิ่มแนะนำให้ฝึกกับคนช่วยในช่วงแรกเสมอ และเริ่มจากน้ำหนักเบาๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยค่ะ ถ้าไม่มีบาร์เบลสามารถใช้ดัมเบลสองอันแทนได้เลย

ท่าที่ 8 – ดึงสายเคเบิลงอข้อศอก

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขนตลอดช่วงการเคลื่อนไหว | รองลงมา: กล้ามแขนท่อนล่าง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม จำนวนที่แนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนหน้าเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่ต่ำสุด จับที่จับด้วยมือทั้งสองข้าง ฝ่ามือหงายขึ้น
  2. ถอยหลังออกมาเล็กน้อยจนสายเคเบิลตึงและรู้สึกแรงดึงที่กล้ามหน้าแขนเล็กน้อยแม้อยู่ในท่าเริ่มต้น
  3. ยืนตรง ไหล่ดึงลงต่ำ ข้อศอกแนบชิดลำตัว
  4. งอข้อศอกขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาที ยกที่จับขึ้นจนถึงระดับหน้าอก
  5. บีบกล้ามหน้าแขนแน่นที่สุดที่จุดสูงสุด ค้าง 2 วินาที
  6. ลดลงช้าๆ นับ 4 วินาที ต้านแรงดึงของสายเคเบิลตลอดทาง จนแขนเกือบตึงสุดแต่ยังรักษาแรงตึงไว้แล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์: ข้อดีของเครื่องสายเคเบิลที่ดัมเบลทำไม่ได้คือ แรงดึงสม่ำเสมอตลอดช่วงการเคลื่อนไหวค่ะ ดัมเบลจะเบาที่จุดต่ำสุดและหนักที่จุดสูงสุด แต่สายเคเบิลดึงต้านตลอดเวลาทำให้กล้ามทำงานหนักสม่ำเสมอกว่า ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายของวันเล่นหน้าแขนเสมอค่ะ

ท่าที่ 9 – กดสายเคเบิลหลังแขนแบบยืน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังแขนด้านข้างและด้านล่าง | รองลงมา: หัวไหล่ด้านหน้า น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนหน้าเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่สูงกว่าระดับหัว จับที่จับแบบเชือกหรือแบบตรงด้วยมือทั้งสองข้าง
  2. ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวจนสายเคเบิลตึง งอข้อศอกขึ้นจนอยู่ระดับหน้าอก ข้อศอกแนบชิดลำตัว
  3. เกร็งหน้าท้อง ยืนตรง ไม่โยกตัวช่วย ข้อศอกต้องอยู่นิ่งตลอดทั้งท่า
  4. เหยียดข้อศอกลงช้าๆ นับ 2 วินาที ดันที่จับลงจนแขนตึงตรง
  5. บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดที่จุดต่ำสุด ค้าง 2 วินาที
  6. ปล่อยให้สายเคเบิลดึงมือขึ้นกลับอย่างช้าๆ นับ 3 วินาที ต้านแรงดึงตลอดทาง กลับสู่ท่าเริ่มต้นแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มโปรดปรานที่สุดสำหรับกล้ามหลังแขนเลยค่ะ เพราะสายเคเบิลดูแลเรื่องแรงต้านสม่ำเสมอตลอดช่วงการเคลื่อนไหว และสามารถปรับน้ำหนักได้ละเอียดมาก ในช่วงเตรียมแข่ง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ปุนิ่มทำท่านี้เป็นท่าหลักในโปรแกรมหลังแขน 4 รอบทุกครั้งโดยไม่เคยข้ามเลยค่ะ

ท่าที่ 10 – ยกบาร์เบลงอข้อศอกแบบยืน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหน้าแขนทั้งสองหัวพร้อมกัน | รองลงมา: กล้ามแขนท่อนล่าง น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง บาร์เปล่า 5-10 กิโลกรัม ผู้ชาย 20-30 กิโลกรัม จำนวนที่แนะนำ: 4 รอบ รอบละ 8-10 ครั้ง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ

  1. ยืนตรง กางขากว้างเท่าหัวไหล่ จับบาร์เบลด้วยมือทั้งสองข้างกว้างเท่าหัวไหล่ ฝ่ามือหงายขึ้น บาร์เบลห้อยอยู่ด้านหน้าต้นขา
  2. เกร็งหน้าท้องแน่น ไหล่ดึงลงต่ำและดึงไปด้านหลังเล็กน้อย ข้อศอกแนบชิดลำตัว
  3. งอข้อศอกยกบาร์เบลขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาที โดยข้อศอกต้องแนบชิดสีข้างลำตัวตลอดเวลา ห้ามให้ข้อศอกพุ่งออกหน้า
  4. ยกขึ้นจนบาร์เบลอยู่ระดับหน้าอก บีบกล้ามหน้าแขนแน่นที่สุด ค้าง 2 วินาที
  5. ลดบาร์เบลลงช้าๆ นับ 4 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง นี่คือช่วงที่สำคัญที่สุดค่ะ
  6. ลดลงจนแขนเกือบตึงสุดแต่ยังไม่ล็อกข้อศอก รักษาแรงตึงไว้แล้วเริ่มยกขึ้นใหม่

ปุนิ่มแชร์: บาร์เบลให้ข้อดีที่ดัมเบลทำไม่ได้คือบังคับให้สองแขนทำงานพร้อมกันในแนวสมมาตรค่ะ ทำให้กล้ามหน้าแขนทั้งสองข้างพัฒนาสมดุลกัน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในท่านี้คือการโยกลำตัวไปข้างหลังเพื่อช่วยยกน้ำหนัก ถ้าต้องโยกตัวให้ลดน้ำหนักลงทันทีแล้วทำฟอร์มให้สมบูรณ์ก่อนค่ะ ในวงการเพาะกายมีคำพูดที่ปุนิ่มชอบมากว่า “น้ำหนักเบาที่ฟอร์มดีให้ผลดีกว่าน้ำหนักหนักที่ฟอร์มพังเสมอ” และนี่คือความจริงที่ปุนิ่มยืนยันได้จากประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในวงการนี้ค่ะ

วิธีจัดโปรแกรมเล่นแขนให้ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่เล่นครบ 20 ท่า

วิธีจัดโปรแกรมเล่นแขนให้ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่เล่นครบ 20 ท่า

การเล่นแขนให้ได้ผลจริงไม่ได้วัดที่จำนวนท่าหรือน้ำหนักที่ยก แต่วัดที่ว่าคุณจัดโปรแกรมได้ฉลาดแค่ไหน กล้ามเนื้อไม่ได้โตตอนเล่น แต่โตตอนพักค่ะ

ปุนิ่มเรียนรู้เรื่องนี้ผิดมาก่อนค่ะ ช่วงแรกที่เริ่มเตรียมตัวประกวดฟิตเนสจริงจัง คิดว่ายิ่งเล่นเยอะยิ่งโตเร็ว เล่นแขนทุกวัน หนักทุกวัน ผลที่ได้คือแขนเจ็บเรื้อรัง ไม่โต และหมดไฟในการฝึกไปพักใหญ่ กว่าจะเข้าใจหลักการที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเสียเวลาไปนานมากค่ะ อยากให้ทุกคนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนี้เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเหมือนปุนิ่มค่ะ

หลักการพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนจัดโปรแกรม

กล้ามเนื้อทำงานตามหลักการง่ายๆ สามขั้นตอนค่ะ ขั้นแรกคือการฝึกซึ่งทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อยในระดับจุลภาค ขั้นที่สองคือการพักซึ่งร่างกายซ่อมแซมเส้นใยที่ฉีกขาดและสร้างให้ใหญ่กว่าเดิม และขั้นที่สามคือผลลัพธ์ที่กล้ามเนื้อใหญ่และแข็งแรงขึ้น ถ้าคุณฝึกซ้ำก่อนที่ขั้นที่สองจะเสร็จสมบูรณ์ กล้ามเนื้อจะไม่มีโอกาสซ่อมแซมและสร้างใหม่ได้เต็มที่ ผลคือไม่โตและบาดเจ็บง่ายขึ้นเรื่อยๆ

กล้ามเนื้อแขนต้องการเวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หลังการฝึกหนักก่อนที่จะฝึกซ้ำได้ค่ะ สำหรับคนอายุ 40 ปีขึ้นไปอาจต้องการ 72 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

โปรแกรมสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มฝึกหรือฝึกมาไม่ถึง 6 เดือน ปุนิ่มแนะนำให้เล่นแขนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างระหว่างสองวันนั้นอย่างน้อย 2 วัน เช่น วันจันทร์และวันพฤหัสบดี หรือวันอังคารและวันศุกร์ค่ะ

ในแต่ละครั้งให้เลือกท่าไม่มีอุปกรณ์ 3 ท่าและท่ามีอุปกรณ์ 2 ท่า รวม 5 ท่าต่อครั้ง ทำ 3 รอบต่อท่า รอบละ 10-15 ครั้ง ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีค่ะ อย่าเล่นนานกว่านี้ในช่วงแรกเพราะร่างกายยังไม่ชินกับการฝึกและจะฟื้นตัวช้า

ตัวอย่างโปรแกรมมือใหม่ที่ปุนิ่มแนะนำ วันจันทร์เล่นหน้าแขนเป็นหลัก เริ่มด้วยวิดพื้นแบบกลับมือ ตามด้วยยกดัมเบลงอข้อศอกแบบยืน ต่อด้วยยกดัมเบลงอข้อศอกแบบสลับข้าง แล้วปิดด้วยยกดัมเบลงอข้อศอกแบบค้อน วันพฤหัสบดีเล่นหลังแขนเป็นหลัก เริ่มด้วยวิดพื้นแบบมือแคบ ตามด้วยจีบข้อศอกพยุงตัวจากพื้น ต่อด้วยกดดัมเบลเหนือศีรษะ แล้วปิดด้วยกดดัมเบลหลังแขนแบบโน้มตัวค่ะ

โปรแกรมสำหรับระดับกลางที่ฝึกมา 6 เดือนถึง 2 ปี

ในระดับนี้ร่างกายปรับตัวกับการกระตุ้นพื้นฐานได้แล้ว ต้องการความหลากหลายและความเข้มข้นที่สูงขึ้นเพื่อกระตุ้นการเติบโตต่อค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยวนแบบนี้ค่ะ

วันแรกเล่นหน้าแขนหนัก เลือก 4 ท่าจากกลุ่มหน้าแขน ทำ 4 รอบต่อท่า รอบละ 8-12 ครั้ง เน้นน้ำหนักที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบ วันที่สองเล่นหลังแขนหนัก เลือก 4 ท่าจากกลุ่มหลังแขน ทำ 4 รอบต่อท่า รอบละ 8-12 ครั้ง วันที่สามเล่นแขนรวมแบบเบาและเน้นปริมาณ เลือก 3 ท่าหน้าแขนและ 3 ท่าหลังแขน ทำ 3 รอบต่อท่า รอบละ 15-20 ครั้ง น้ำหนักเบาลงแต่ทำให้ครบจำนวนค่ะ

โปรแกรมสำหรับระดับก้าวหน้าที่ฝึกมากกว่า 2 ปี

ในระดับนี้ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงเพื่อทะลุ Plateau หรือจุดที่ร่างกายหยุดพัฒนาค่ะ ปุนิ่มใช้เทคนิคเหล่านี้ในช่วงเตรียมตัวประกวดเวทีใหญ่อย่าง ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 มาแล้วค่ะ

เทคนิคแรกคือ การทำรอบลดน้ำหนัก หมายความว่าเริ่มรอบแรกด้วยน้ำหนักหนักที่สุดที่ทำได้ 8 ครั้ง แล้วรอบถัดไปลดน้ำหนักลง 20% แต่เพิ่มจำนวนเป็น 12 ครั้ง รอบสุดท้ายลดน้ำหนักลงอีก 20% แต่ทำให้ถึง 20 ครั้ง วิธีนี้เผาผลาญกล้ามเนื้อได้หมดจดมากค่ะ

เทคนิคที่สองคือ การจับคู่ท่าหน้าแขนกับหลังแขนสลับกันโดยไม่พัก เช่น ยกดัมเบลงอข้อศอก 1 รอบ แล้วทำกดดัมเบลหลังแขนเหนือศีรษะ 1 รอบทันทีโดยไม่พักระหว่างสองท่า แล้วพัก 90 วินาทีก่อนทำรอบถัดไป วิธีนี้ประหยัดเวลาและกระตุ้นกล้ามได้หนักกว่าการพักปกติมากค่ะ

ตารางโปรแกรมรายสัปดาห์ตามระดับ

ระดับ ความถี่ต่อสัปดาห์ จำนวนท่าต่อครั้ง รอบต่อท่า จำนวนครั้งต่อรอบ
มือใหม่ 2 ครั้ง 4-5 ท่า 3 รอบ 12-15 ครั้ง
ระดับกลาง 3 ครั้ง 5-6 ท่า 4 รอบ 10-12 ครั้ง
ก้าวหน้า 3-4 ครั้ง 6-8 ท่า 4-5 รอบ 8-15 ครั้ง

ลำดับท่าที่ถูกต้องในแต่ละครั้ง

เรื่องนี้สำคัญมากและคนมักทำผิดค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้เรียงลำดับท่าแบบนี้เสมอ เริ่มจากท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกันก่อน เช่น วิดพื้นหรือกดบาร์เบล เพราะต้องการพลังงานและสมาธิสูงสุด แล้วค่อยตามด้วยท่าที่เน้นกล้ามมัดเดียว เช่น ยกดัมเบลงอข้อศอกหรือกดดัมเบลหลังแขน และปิดท้ายด้วยท่าที่ใช้สายเคเบิลหรือท่าเผาผลาญสุดท้ายค่ะ

ถ้าทำสลับกันโดยเล่นท่าเฉพาะมัดก่อนแล้วค่อยทำท่าหลายมัด กล้ามที่ฝึกมาแล้วจะล้าก่อนและทำให้ท่าหลักทำได้น้ำหนักน้อยลงมาก ส่งผลต่อการพัฒนาในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

สัญญาณที่บอกว่าโปรแกรมกำลังได้ผล

ปุนิ่มบอกสัญญาณที่ดีให้รู้จักไว้เลยค่ะ ถ้าน้ำหนักที่ยกได้เพิ่มขึ้นทุก 2-3 สัปดาห์นั่นคือสัญญาณดี ถ้ารู้สึกปวดกล้ามในระดับปกติหลัง 24-48 ชั่วโมงหลังฝึกนั่นคือปกติและดี ถ้าเห็นรูปร่างกล้ามแขนชัดขึ้นเมื่อมองในกระจกหลังฝึกมา 4-6 สัปดาห์นั่นคือโปรแกรมกำลังทำงานถูกทิศทาง แต่ถ้ารู้สึกเจ็บแปลบหรือเจ็บเฉพาะจุดโดยเฉพาะที่ข้อศอกหรือข้อมือนั่นคือสัญญาณเตือนที่ต้องหยุดและพักทันทีค่ะ

 

ข้อผิดพลาดที่ทำให้แขนไม่โต แม้เล่นหนักแค่ไหนก็ตาม

ปัญหาของคนที่เล่นแขนมานานแล้วไม่เห็นผล ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขยันน้อยเกินไป แต่อยู่ที่กำลังทำสิ่งผิดซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอค่ะ

ปุนิ่มเห็นความผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำๆ มาตลอดหลายปีทั้งในฐานะนักแข่งที่ต้องสังเกตตัวเองและในฐานะเทรนเนอร์ที่ สมาร์ทยิม ฟิตเนส ไทยแลนด์ บางข้อฟังดูเล็กน้อยแต่ส่งผลใหญ่มากต่อการพัฒนาในระยะยาวค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 1 – เล่นหน้าแขนมากเกินไป ละเลยหลังแขน

นี่คือความผิดพลาดอันดับหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดเลยค่ะ คนส่วนใหญ่คิดว่าการเล่นแขนคือการยกดัมเบลงอข้อศอกขึ้นลงซ้ำๆ โดยไม่รู้เลยว่ากล้ามหลังแขนคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของมวลกล้ามเนื้อแขนทั้งหมด ถ้าอยากให้แขนใหญ่จริงๆ ต้องเล่นหลังแขนให้หนักกว่าหน้าแขนด้วยซ้ำค่ะ

ปุนิ่มเห็นนักฝึกหลายคนที่เล่นหน้าแขน 5-6 ท่าต่อครั้ง แต่เล่นหลังแขนแค่ 1-2 ท่าพอเป็นพิธี ผลที่ได้คือแขนดูไม่สมดุล กล้ามหน้าแขนเล็กๆ นูนออกมา แต่ด้านหลังแขนยังหย่อนอยู่ ในเวทีประกวดฟิสิคหญิงที่ปุนิ่มแข่งมา กรรมการมองดูความสมดุลของกล้ามแขนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเสมอค่ะ

วิธีแก้ง่ายมาก ให้จัดสัดส่วนท่าหน้าแขนต่อหลังแขนเป็น 1 ต่อ 1.5 หรือถ้าจะเล่นหน้าแขน 4 ท่าก็ควรเล่นหลังแขนอย่างน้อย 5-6 ท่าค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 – ใช้แรงเหวี่ยงโยกตัวช่วยยก

ปุนิ่มเห็นท่านี้ในยิมทุกวันเลยค่ะ คนถือดัมเบลหนักเกินไปแล้วต้องโยกลำตัวไปข้างหลังเพื่อช่วยเหวี่ยงน้ำหนักขึ้น ดูภายนอกเหมือนยกได้หนักและขยันมาก แต่ความจริงคือกล้ามหน้าแขนทำงานแค่ 40-50% เท่านั้น ที่เหลือเป็นแรงเหวี่ยงและกล้ามหลังที่ช่วยค่ะ

ผลเสียของการโยกตัวมีสองอย่างคือกล้ามแขนได้รับการกระตุ้นน้อยกว่าที่ควร และหลังส่วนล่างรับแรงกดมากเกินไปจนเสี่ยงบาดเจ็บ ปุนิ่มเคยเจ็บหลังส่วนล่างจากความผิดพลาดนี้ในช่วงเริ่มต้นฝึกค่ะ เป็นบทเรียนที่แพงมากทั้งในแง่เวลาและความเจ็บปวด

วิธีทดสอบง่ายๆ ว่ากำลังโกงหรือเปล่า ให้เอาหลังชิดกำแพงแล้วลองยกค่ะ ถ้ายกไม่ขึ้นแปลว่าน้ำหนักหนักเกินไป ให้ลดลงและทำฟอร์มให้สมบูรณ์ก่อน

ข้อผิดพลาดที่ 3 – ไม่รู้สึกกล้ามระหว่างเล่น

ข้อนี้คือความแตกต่างระหว่างคนที่เล่นแล้วโตกับคนที่เล่นแล้วไม่โตค่ะ ในวงการฟิตเนสเรียกสิ่งนี้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างจิตใจกับกล้ามเนื้อ คนที่เล่นแขนโดยแค่ขยับน้ำหนักขึ้นลงโดยไม่โฟกัสว่ากล้ามมัดไหนกำลังทำงานอยู่ จะพัฒนาได้ช้ากว่าคนที่โฟกัสความรู้สึกที่กล้ามเป้าหมายตลอดเวลามากค่ะ

งานวิจัยด้านกีฬาพบว่าการโฟกัสความคิดไปที่กล้ามเป้าหมายระหว่างฝึกสามารถเพิ่มการทำงานของกล้ามมัดนั้นได้ถึง 20-30% โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักเลยค่ะ

ปุนิ่มฝึกตัวเองในเรื่องนี้โดยก่อนเริ่มแต่ละท่าจะวางมือแตะที่กล้ามที่ต้องการฝึกก่อนสัก 5 วินาที เพื่อเตือนสมองให้โฟกัสไปที่กล้ามมัดนั้นค่ะ เทคนิคง่ายๆ นี้เปลี่ยนคุณภาพการฝึกได้มากกว่าที่คิด

ข้อผิดพลาดที่ 4 – พักระหว่างรอบนานหรือสั้นเกินไป

เรื่องเวลาพักระหว่างรอบสำคัญกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดค่ะ ถ้าพักสั้นเกินไปน้อยกว่า 30 วินาที กล้ามเนื้อยังไม่ฟื้นตัวพอจะทำรอบถัดไปได้อย่างมีคุณภาพ ผลคือน้ำหนักที่ยกได้จะลดลงเรื่อยๆ ทุกรอบ และรอบสุดท้ายอาจทำได้แค่ครึ่งหนึ่งของรอบแรก

แต่ถ้าพักนานเกินไปมากกว่า 3-4 นาที กล้ามเนื้อเย็นตัวลง ระบบประสาทก็ผ่อนคลายเกินไป ทำให้เสียจังหวะการฝึกและลดความเข้มข้นโดยรวมลง

กฎที่ปุนิ่มใช้เสมอคือ ท่าที่ใช้น้ำหนักหนักเน้น 8-10 ครั้ง ให้พัก 90 วินาที ท่าที่เน้น 12-15 ครั้ง ให้พัก 60 วินาที และท่าที่เน้น 15-20 ครั้งแบบเบา ให้พักแค่ 45 วินาทีค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 5 – ไม่เพิ่มความท้าทายขึ้นเรื่อยๆ

กล้ามเนื้อฉลาดมากค่ะ มันปรับตัวเข้ากับสิ่งกระตุ้นที่ได้รับซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อปรับตัวได้แล้วมันก็ไม่จำเป็นต้องเติบโตอีกต่อไป คนที่เล่นน้ำหนักเท่าเดิมจำนวนเท่าเดิมทุกสัปดาห์เป็นเดือนๆ กำลังเสียเวลาไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ปุนิ่มใช้หลักการเพิ่มความท้าทายอย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตลอดค่ะ ทุก 2 สัปดาห์ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่เปลี่ยนไปในโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น จำนวนรอบที่เพิ่มขึ้น หรือเวลาพักที่ลดลง ทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอแล้วค่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

ข้อผิดพลาดที่ 6 – กินโปรตีนไม่พอ

ปุนิ่มพูดเรื่องนี้ตรงๆ เลยนะคะ เพราะเห็นคนที่ฝึกหนักมากแต่กินโปรตีนน้อยมาเยอะ ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อจากโปรตีนค่ะ ถ้าวัตถุดิบไม่พอก็สร้างไม่ได้ ง่ายๆ แค่นั้นเลย

ปริมาณโปรตีนที่แนะนำสำหรับคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อคือ 1.6-2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าหนัก 60 กิโลกรัมก็ต้องการโปรตีนประมาณ 96-132 กรัมต่อวัน ซึ่งคนทั่วไปที่กินอาหารปกติมักได้รับแค่ 40-60 กรัมต่อวันเท่านั้น ห่างจากที่ต้องการมากค่ะ

แหล่งโปรตีนที่ปุนิ่มกินเป็นประจำคือ ไข่ขาว อกไก่ ปลา เต้าหู้ นมไขมันต่ำ และกรีกโยเกิร์ตค่ะ กระจายมื้อให้ได้โปรตีน 25-35 กรัมต่อมื้อดีกว่ากินรวดเดียวหมดเพราะร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 7 – นอนหลับไม่พอ

ข้อนี้คนมักมองว่าไม่เกี่ยวกับการเล่นแขน แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวมากค่ะ ฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่ร่างกายหลั่งออกมาสูงสุดในช่วงการนอนหลับลึก ถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ ระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโตลดลง การสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อลดลงตามไปด้วย และระดับฮอร์โมนความเครียดที่ทำลายกล้ามเนื้อกลับเพิ่มสูงขึ้น

ปุนิ่มให้ความสำคัญกับการนอนหลับมากมาตลอดช่วงเตรียมตัวแข่งขันทุกครั้ง ต้องนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงทุกคืนค่ะ และสังเกตได้ชัดเจนเลยว่าวันไหนนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ความแข็งแรงในยิมวันถัดไปลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อผิดพลาดที่ 8 – ข้ามการอบอุ่นร่างกาย

ปุนิ่มเห็นคนที่เดินเข้ายิมแล้วหยิบดัมเบลหนักสุดขึ้นมาเล่นเลยโดยไม่วอร์มอัพอยู่เรื่อยๆ ค่ะ และสิ่งที่ตามมาไม่ใช่กล้ามโต แต่คือการบาดเจ็บที่ข้อศอก ข้อมือ และกล้ามเนื้อที่ทำให้ต้องหยุดพักยาวนาน

กล้ามเนื้อและข้อต่อที่ยังเย็นอยู่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่ากล้ามที่อุ่นแล้วมาก ความเสี่ยงในการฉีกขาดสูงขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะข้อศอกและข้อมือที่เป็นจุดอ่อนของการเล่นแขนค่ะ

การอบอุ่นร่างกายที่ดีก่อนเล่นแขนใช้เวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้น เริ่มด้วยการหมุนข้อมือและข้อศอกเบาๆ 30 วินาที ตามด้วยวิดพื้นเบาๆ 15-20 ครั้ง แล้วเล่นน้ำหนักเบาๆ ในท่าแรกที่จะเล่น 1 รอบก่อนค่อยเพิ่มน้ำหนักขึ้นสู่น้ำหนักหลักค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 9 – ไม่ยืดกล้ามเนื้อหลังเล่น

หลังเล่นแขนเสร็จกล้ามเนื้อจะหดสั้นลงและตึงค่ะ ถ้าไม่ยืดออกกล้ามจะฟื้นตัวช้าลง ความยืดหยุ่นลดลง และช่วงการเคลื่อนไหวของข้อศอกในการเล่นครั้งถัดไปจะแคบลงด้วย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการฝึกลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาว

ปุนิ่มยืดกล้ามแขนหลังเล่นเสร็จเสมอ 3 ท่าง่ายๆ ที่ใช้เวลาแค่ 5 นาที ท่าแรกยืดหน้าแขนโดยเหยียดแขนออกข้างๆ แล้วให้คนอื่นหรือกำแพงช่วยดึงมือไปด้านหลังเบาๆ ท่าที่สองยืดหลังแขนโดยยกแขนขึ้นเหนือศีรษะงอข้อศอกแล้วใช้มืออีกข้างดึงข้อศอกเข้าหาหัวเบาๆ ท่าที่สามยืดข้อมือโดยเหยียดแขนออกข้างหน้าแล้วใช้มืออีกข้างดึงนิ้วมือขึ้นและลงสลับกันค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 10 – ใจร้อนอยากเห็นผลเร็วเกินไป

ข้อสุดท้ายนี้ปุนิ่มอยากพูดในฐานะคนที่ผ่านมาแล้วค่ะ การสร้างกล้ามแขนที่แข็งแรงและสวยงามต้องใช้เวลาจริงๆ ไม่มีทางลัด คนทั่วไปที่ฝึกอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในกระจกในราว 8-12 สัปดาห์ค่ะ ไม่ใช่ 2-3 สัปดาห์แน่นอน

คนที่เลิกกลางทางเพราะคิดว่าไม่ได้ผลหลังแค่เดือนเดียว คือคนที่เสียใจที่สุดในภายหลังค่ะ ปุนิ่มใช้เวลาหลายปีในการสะสมผลงานจากเวทีเล็กๆ ไปจนถึงการได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยาในวัย 45 ปี ทุกอย่างเริ่มจากความสม่ำเสมอและความอดทนค่ะ ไม่มีอย่างอื่น

 

สาระน่ารู้จากงานวิจัย: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเล่นแขนที่ได้ผลจริง

ปุนิ่มเชื่อในประสบการณ์จริงมาตลอด แต่เมื่อวิทยาศาสตร์พูดเรื่องเดียวกับสิ่งที่รู้สึกในร่างกายมาหลายปี มันยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นค่ะ

ได้อ่านงานวิจัยและค้นพบว่าหลายสิ่งที่นักเพาะกายและนักฟิตเนสรู้กันมานานนั้นมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างแน่นหนา มาดูกันว่างานวิจัยพูดว่าอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการเล่นแขนโดยตรงค่ะ

งานวิจัยที่ 1 – ความเร็วในการเคลื่อนไหวส่งผลต่อการเติบโตของกล้ามเนื้ออย่างไร

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 72 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเล่นแบบปกติทั้งขาขึ้นและขาลงเร็วเท่ากัน กลุ่มที่สองเล่นแบบขาลงช้า 3-4 วินาทีแต่ขาขึ้นเร็วปกติ ติดตามผลเป็นเวลา 10 สัปดาห์

ผลที่ออกมาน่าสนใจมากค่ะ กลุ่มที่ลงช้ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อสูงกว่ากลุ่มแรกถึง 31% และมีความแข็งแรงสูงสุดเพิ่มขึ้น 23% มากกว่า โดยที่ใช้น้ำหนักเท่ากันทุกประการ

ตัวชี้วัด กลุ่มเล่นปกติ กลุ่มลงช้า 3-4 วินาที ความต่าง
มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น +4.2% +5.5% +31%
ความแข็งแรงสูงสุด +12.1% +14.9% +23%
ความหนาแน่นเส้นใยกล้ามเนื้อ +8.3% +11.7% +41%
อัตราการบาดเจ็บ 18% 6% ลดลง 67%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขตรงนี้ยืนยันสิ่งที่ปุนิ่มทำมาตลอดค่ะ การลงช้าๆ ต้านแรงโน้มถ่วงคือหัวใจของการเล่นแขนที่ได้ผล ไม่ใช่แค่การยกน้ำหนักขึ้นลงให้ครบจำนวน และที่น่าสนใจมากคืออัตราการบาดเจ็บลดลงถึง 67% ด้วย เพราะการเคลื่อนไหวช้าๆ บังคับให้ฟอร์มถูกต้องตลอดเวลาค่ะ

งานวิจัยที่ 2 – ความถี่ในการเล่นกล้ามมัดเดียวกันต่อสัปดาห์

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 96 คน เปรียบเทียบสามกลุ่มที่ฝึกกล้ามแขนด้วยปริมาณรวมเท่ากันต่อสัปดาห์ แต่แบ่งความถี่ต่างกัน กลุ่มแรกเล่นแขนสัปดาห์ละ 1 ครั้งรวดเดียว กลุ่มสองเล่นสัปดาห์ละ 2 ครั้งแบ่งครึ่งกัน กลุ่มสามเล่นสัปดาห์ละ 3 ครั้งแบ่งสามส่วน ติดตามผล 12 สัปดาห์

กลุ่ม ความถี่ มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่ม ความแข็งแรงที่เพิ่ม การบาดเจ็บ
กลุ่ม 1 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง +3.8% +11.2% 8%
กลุ่ม 2 สัปดาห์ละ 2 ครั้ง +5.9% +16.7% 6%
กลุ่ม 3 สัปดาห์ละ 3 ครั้ง +4.4% +13.1% 21%

ผลชัดเจนมากค่ะ กลุ่มที่เล่นสัปดาห์ละ 2 ครั้งพัฒนาได้ดีที่สุดทั้งมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ขณะที่กลุ่มสัปดาห์ละ 3 ครั้งแม้จะดีกว่ากลุ่มละ 1 ครั้ง แต่มีอัตราการบาดเจ็บสูงถึง 21% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นมากอย่างมีนัยสำคัญ

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: นี่คือเหตุผลที่ปุนิ่มแนะนำให้เล่นแขนสัปดาห์ละ 2 ครั้งเสมอค่ะ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจแนะนำให้เล่นบ่อยกว่านี้ แต่เพราะข้อมูลชัดเจนว่ามันให้ผลดีที่สุดในระยะยาวโดยไม่เสี่ยงบาดเจ็บค่ะ

งานวิจัยที่ 3 – การเชื่อมต่อระหว่างจิตใจและกล้ามเนื้อ

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 54 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่เล่นน้ำหนักเท่ากันและจำนวนรอบเท่ากันทุกประการ แตกต่างกันแค่อย่างเดียวคือกลุ่มแรกได้รับคำสั่งให้โฟกัสความคิดไปที่กล้ามหน้าแขนตลอดเวลาที่เล่น ส่วนกลุ่มที่สองให้คิดถึงเรื่องอื่นหรือดูโทรทัศน์ระหว่างเล่น ติดตามผล 8 สัปดาห์

ผลที่ออกมาน่าทึ่งมากค่ะ กลุ่มที่โฟกัสความคิดไปที่กล้ามเป้าหมายมีการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อสูงกว่าถึง 22% วัดจากการใช้คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ และมีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อหน้าแขนสูงกว่า 26% หลังสิ้นสุดการทดลอง

ตัวชี้วัด กลุ่มไม่โฟกัส กลุ่มโฟกัสกล้าม ความต่าง
การทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อ 100% 122% +22%
มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น +3.1% +3.9% +26%
ความแข็งแรงสูงสุด +9.8% +13.4% +37%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: นี่คือเหตุผลที่ปุนิ่มบอกลูกศิษย์เสมอว่าการเล่นในยิมพร้อมจ้องโทรศัพท์หรือดูทีวีตลอดเวลาคือการเสียเวลาค่ะ การโฟกัสจิตใจไปที่กล้ามเป้าหมายเป็นทักษะที่ต้องฝึก และมันคุ้มค่ามากที่จะลงทุนฝึกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเล่น

งานวิจัยที่ 4 – โปรตีนกับการเติบโตของกล้ามเนื้อแขน

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 120 คน ที่มีโปรแกรมการฝึกเหมือนกันทุกอย่าง แบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามปริมาณโปรตีนที่บริโภคต่อวัน กลุ่มแรกกินโปรตีน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กลุ่มสองกิน 1.6 กรัม และกลุ่มสามกิน 2.2 กรัม ติดตามผล 16 สัปดาห์

กลุ่ม โปรตีนต่อวัน มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่ม ไขมันที่ลดลง ความแข็งแรงที่เพิ่ม
กลุ่ม 1 0.8 กรัม/กก. +1.2% -0.8% +7.3%
กลุ่ม 2 1.6 กรัม/กก. +3.7% -2.1% +14.8%
กลุ่ม 3 2.2 กรัม/กก. +4.1% -2.4% +16.2%

ผลต่างระหว่างกลุ่มที่กินโปรตีน 0.8 กรัมกับ 1.6 กรัมนั้นชัดเจนมากค่ะ มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นต่างกันถึง 3 เท่า ทั้งที่ฝึกด้วยโปรแกรมเดียวกัน

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขนี้บอกชัดเจนมากว่าการกินโปรตีนให้เพียงพอสำคัญพอๆ กับการฝึกเลยค่ะ คนที่ฝึกหนักมากแต่กินโปรตีนน้อยกำลังทำงานหนักโดยไม่ได้ผลลัพธ์เต็มที่ ปุนิ่มรักษาการกินโปรตีนประมาณ 1.8-2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตลอดช่วงเตรียมแข่งทุกครั้งค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเล่นแขน

  1. เล่นแขนทุกวันได้ไหม จะได้โตเร็วขึ้น?

ไม่แนะนำเลยค่ะ นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการเล่นแขน กล้ามเนื้อไม่ได้โตตอนที่คุณเล่น แต่โตตอนที่คุณพักค่ะ การเล่นแขนทุกวันโดยไม่ให้เวลาร่างกายฟื้นตัวเท่ากับทำลายกล้ามเนื้อซ้ำๆ โดยที่ร่างกายไม่มีโอกาสซ่อมแซมและสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมเลย ผลที่ได้คือกล้ามไม่โต เจ็บเรื้อรัง และเสี่ยงบาดเจ็บสูงขึ้นมากค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้เล่นแขนสัปดาห์ละ 2 ครั้งสำหรับมือใหม่ และไม่เกิน 3 ครั้งสำหรับระดับกลางขึ้นไป โดยเว้นระยะห่างระหว่างวันฝึกอย่างน้อย 48 ชั่วโมงค่ะ

  1. ผู้หญิงเล่นแขนแล้วจะแขนใหญ่เหมือนผู้ชายไหม?

ไม่เลยค่ะ นี่คือความกลัวที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าเล่นแขนจริงจัง แต่ความจริงคือผู้หญิงมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยกว่าผู้ชายมาก ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่โตแบบนักเพาะกายชาย การที่ผู้หญิงจะมีแขนใหญ่แบบนักเพาะกายชายได้นั้นต้องใช้การฝึกเฉพาะทาง อาหารเฉพาะ และเวลาหลายปีมากๆ ค่ะ การเล่นแขนในระดับปกติจะให้ผลเป็นแขนที่กระชับ เฟิร์ม และสวยงาม ไม่ใช่แขนที่ใหญ่โตเกินไปแน่นอนค่ะ ปุนิ่มเองก็เป็นตัวอย่างได้เลยในฐานะนักแข่งฟิสิคหญิงที่ได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยาค่ะ

  1. เล่นแขนแล้วรู้สึกปวดกล้ามมาก ปกติไหม?

ปวดกล้ามหลังเล่นแบ่งออกเป็นสองแบบที่ต้องแยกให้ออกค่ะ แบบแรกคืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปที่มักเริ่มรู้สึกหลัง 24-48 ชั่วโมงหลังเล่น อาการนี้ปกติมากและเป็นสัญญาณว่ากล้ามถูกกระตุ้นอย่างเพียงพอ ให้พักและกินโปรตีนให้พอ กล้ามจะฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นค่ะ แบบที่สองคืออาการเจ็บแบบแปลบหรือเจ็บเฉพาะจุดที่ข้อศอกหรือข้อมือ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องหยุดทันทีและพักให้หายก่อนค่ะ อย่าฝืนเด็ดขาดเพราะจะกลายเป็นการบาดเจ็บเรื้อรังที่รักษายากมากค่ะ

  1. ต้องกินโปรตีนเสริมไหมถึงจะเห็นผล?

ไม่จำเป็นต้องกินโปรตีนเสริมถ้าคุณสามารถได้รับโปรตีนเพียงพอจากอาหารปกติค่ะ ปริมาณที่ต้องการสำหรับคนที่อยากสร้างกล้ามเนื้อคือประมาณ 1.6-2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ถ้าหนัก 60 กิโลกรัมก็ต้องการโปรตีนประมาณ 96-120 กรัมต่อวัน ซึ่งได้จากอาหารจริงอย่างไข่ขาว อกไก่ ปลา เต้าหู้ และนมได้เลยค่ะ โปรตีนเสริมเป็นแค่ความสะดวกสำหรับคนที่กินอาหารไม่ครบหรือไม่มีเวลาเตรียมอาหาร ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ ปุนิ่มเองก็เน้นโปรตีนจากอาหารจริงเป็นหลักมาตลอดค่ะ

  1. เล่นแขนแบบไม่มีอุปกรณ์ได้ผลจริงไหม เทียบกับใช้ดัมเบล?

ได้ผลจริงค่ะ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของการฝึก ร่างกายตอบสนองต่อการกระตุ้นใหม่ๆ ได้ดีมากโดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำหนักภายนอกเลย การวิดพื้น การจีบข้อศอกพยุงตัว และท่าอื่นๆ ที่ใช้น้ำหนักตัวล้วนสร้างกล้ามได้จริงและปลอดภัยกว่าการใช้น้ำหนักภายนอกในช่วงเริ่มต้นด้วยค่ะ ข้อจำกัดของการฝึกแบบไม่มีอุปกรณ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวและแข็งแรงมากขึ้น เพราะการเพิ่มความท้าทายทำได้ยากกว่าการเพิ่มน้ำหนักดัมเบล แต่ถ้าใช้เทคนิคอย่างการเคลื่อนไหวช้า การเพิ่มจำนวนครั้ง และการเปลี่ยนมุมแขน ก็สามารถพัฒนาต่อได้ต่อเนื่องค่ะ

  1. เล่นแขนกี่สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผล?

คำตอบตรงๆ จากประสบการณ์ของปุนิ่มคือต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ถึงจะเริ่มรู้สึกถึงความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น และ 8-12 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นรูปร่างกล้ามที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนในกระจกค่ะ แต่มีเงื่อนไขสำคัญสามอย่างคือต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอ กินโปรตีนให้เพียงพอ และนอนหลับให้ครบค่ะ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ผลลัพธ์จะช้ากว่านี้อย่างเห็นได้ชัด และอย่าลืมว่าคนที่อายุมากขึ้นอาจต้องการเวลานานกว่านี้เล็กน้อย แต่ก็พัฒนาได้ไม่แพ้คนอายุน้อยเลยถ้าทำอย่างถูกต้องค่ะ

  1. ข้อศอกเจ็บบ่อยตอนเล่นแขน ควรทำอย่างไร?

อาการเจ็บข้อศอกตอนเล่นแขนเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังค่ะ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมีสามอย่างคือ ใช้น้ำหนักหนักเกินไปจนฟอร์มพัง วอร์มอัพไม่เพียงพอก่อนเล่น และเล่นบ่อยเกินไปจนข้อศอกไม่มีเวลาฟื้นตัวค่ะ วิธีแก้เบื้องต้นคือพักจากการเล่นแขนหนักๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ลดน้ำหนักลง 20-30% เมื่อกลับมาเล่น วอร์มอัพข้อศอกและข้อมือให้ดีก่อนทุกครั้ง และเพิ่มเวลาพักระหว่างวันเล่นแขนให้มากขึ้นค่ะ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์เพื่อตรวจดูค่ะ

  1. คนอายุ 40-50 ปี ยังเล่นแขนให้เห็นผลได้จริงไหม?

ได้แน่นอนค่ะ และปุนิ่มขอยืนยันในฐานะคนที่อายุ 45 ปีและยังแข่งขันในระดับประเทศอยู่จนได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 และ ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ค่ะ ร่างกายในวัย 40-50 ปีตอบสนองต่อการฝึกได้ดีมากถ้าทำอย่างถูกต้อง สิ่งที่ต้องปรับเพิ่มเติมสำหรับวัยนี้คือให้เวลาวอร์มอัพนานขึ้น เพิ่มเวลาพักระหว่างวันฝึก ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและโปรตีนมากขึ้น และฟังสัญญาณร่างกายให้มากกว่าตอนอายุน้อยค่ะ อายุไม่ใช่อุปสรรค แต่การไม่เริ่มต่างหากที่เป็นอุปสรรคค่ะ

  1. ควรเล่นหน้าแขนกับหลังแขนวันเดียวกันหรือแยกวัน?

ทั้งสองแบบให้ผลดีค่ะ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและโปรแกรมของแต่ละคน ถ้าเล่นแขนวันเดียวกันทั้งหน้าและหลังแขนจะประหยัดเวลาและกล้ามแต่ละมัดได้พักเต็มที่ในวันถัดไป แต่ถ้าแยกวันเล่นหน้าแขนวันหนึ่งและหลังแขนอีกวันหนึ่งจะทำให้สามารถโฟกัสและเล่นแต่ละกลุ่มได้หนักกว่าและละเอียดกว่าค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้มือใหม่เล่นรวมวันเดียวกันก่อน เพราะง่ายกว่าในการจัดตารางและร่างกายยังไม่ต้องการปริมาณงานมากขนาดนั้น เมื่อแข็งแรงขึ้นและต้องการพัฒนาต่อค่อยแยกวันค่ะ

  1. ถ้าไม่มีเวลาไปยิม จะเล่นแขนที่บ้านให้ได้ผลจริงๆ ต้องทำอย่างไร?

ทำได้แน่นอนค่ะ ปุนิ่มเคยผ่านช่วงที่ไม่มียิมมาแล้วและยังพัฒนาได้ต่อเนื่อง กุญแจสำคัญสามอย่างสำหรับการเล่นแขนที่บ้านให้ได้ผลคือ อย่างแรกต้องมีความสม่ำเสมอ กำหนดวันฝึกล่วงหน้าและทำตามให้ได้ทุกสัปดาห์ อย่างที่สองต้องเพิ่มความท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนครั้ง ลดเวลาพัก เพิ่มความช้าในการเคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนท่าให้ยากขึ้น และอย่างที่สามถ้ามีงบลงทุนซื้อดัมเบลสักคู่ไว้ที่บ้านจะเปิดโอกาสในการฝึกได้มากขึ้นมากค่ะ ดัมเบลราคาไม่แพงและใช้ได้หลายสิบปี คุ้มค่ากว่าค่าสมัครยิมรายปีมากค่ะ

สรุป: เริ่มต้นวันนี้ ไม่มีคำว่าสายเกินไป

20 ท่าที่ปุนิ่มแนะนำมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่รายการท่าออกกำลังกาย แต่คือระบบการฝึกที่ผ่านการพิสูจน์มาจากสนามแข่งจริงค่ะ

ปุนิ่มอยากฝากไว้ตรงนี้เลยนะคะว่าทุกสิ่งที่เขียนมาในบทความนี้ไม่ได้มาจากการอ่านตำราเพียงอย่างเดียว แต่มาจากประสบการณ์จริงมากกว่า 10 ปีในวงการวิ่ง เพาะกาย และฟิตเนสที่ผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดมานับไม่ถ้วนค่ะ

สิ่งที่ปุนิ่มอยากให้ทุกคนจำจากบทความนี้มีอยู่สามเรื่องหลักค่ะ เรื่องแรกคือไม่มีอุปกรณ์ก็เริ่มได้ทันทีวันนี้เลย เพราะ 10 ท่าแรกใช้แค่พื้นห้องและน้ำหนักตัวของตัวเองเท่านั้น เรื่องที่สองคือฟอร์มที่ถูกต้องสำคัญกว่าน้ำหนักที่หนักเสมอ เพราะฟอร์มที่ดีคือสิ่งที่ทำให้กล้ามโตและป้องกันบาดเจ็บได้พร้อมกัน และเรื่องที่สามคือความสม่ำเสมอคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะมีวันที่ขี้เกียจหรือไม่มีเวลา ถ้ายังทำได้แม้แต่ 15 นาทีก็ดีกว่าไม่ทำเลย

ปุนิ่มเริ่มต้นจากคนธรรมดาที่ไม่มีพื้นฐานกีฬามาก่อน ผ่านการทำงานโรงงานที่ไต้หวัน รับราชการ และพนักงานขาย กว่าจะมาเป็นนักแข่งที่ได้แชมป์ระดับประเทศในวัย 45 ปีอย่างทุกวันนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากการลงมือทำในวันที่ยังไม่พร้อมค่ะ และวันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นคือวันนี้เลยค่ะ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม