Home » Blog » ความรู้ » ลดขาเบียดใน 5 วัน พร้อม 10 ท่าออกกำลังกาย ตารางอาหาร และแพลนสำหรับคนไม่มีเวลา ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ลดขาเบียดใน 5 วัน พร้อม 10 ท่าออกกำลังกาย ตารางอาหาร และแพลนสำหรับคนไม่มีเวลา ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ลดขาเบียดใน 5 วัน พร้อม 10 ท่าออกกำลังกาย ตารางอาหาร และแพลนสำหรับคนไม่มีเวลา ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ขาเบียดคืออะไร และทำไมถึงแก้ได้จริงใน 5 วัน ถ้าเข้าใจถูกต้อง

ก่อนจะลงมือทำอะไรก็ตาม ต้องรู้ก่อนว่ากำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่จริงๆ เพราะขาเบียดในความหมายของคนส่วนใหญ่นั้นมีสาเหตุต่างกันอย่างน้อยสามแบบ และแต่ละแบบต้องการวิธีแก้ที่ต่างกันด้วยค่ะ

ปุนิ่มได้ยินคำว่าขาเบียดมาตลอดในฐานะเทรนเนอร์ที่สมาร์ทยิม ฟิตเนส ไทยแลนด์ค่ะ แต่เมื่อถามให้ชัดขึ้น คำตอบที่ได้กลับต่างกันไปในแต่ละคน บางคนหมายถึงต้นขาด้านในที่ยังหยาบและเสียดสีกันตอนเดิน บางคนหมายถึงต้นขาที่ใหญ่เกินไปจนกางเกงขาแคบใส่ไม่ได้ และบางคนหมายถึงต้นขาที่ดูหนาและไม่กระชับ แม้น้ำหนักตัวรวมจะไม่ได้มากผิดปกติก็ตามค่ะ

ความเข้าใจตรงนี้สำคัญมากเพราะแต่ละสาเหตุตอบสนองต่อการออกกำลังกายและการกินแตกต่างกันค่ะ

สาเหตุแรก – ไขมันสะสมที่ต้นขาด้านใน

นี่คือไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณต้นขาด้านในค่ะ ซึ่งในทางสรีรวิทยาเป็นบริเวณที่ผู้หญิงสะสมไขมันได้ง่ายเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันในบริเวณสะโพก ต้นขา และหน้าท้องส่วนล่างเป็นพิเศษเพื่อเตรียมพลังงานสำรองสำหรับการตั้งครรภ์ ไขมันส่วนนี้ลดได้จริงแต่ต้องใช้เวลาและการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารที่ถูกต้องค่ะ

สาเหตุที่สอง – กล้ามเนื้อต้นขาด้านในที่ไม่ได้รับการพัฒนา

กล้ามเนื้อต้นขาด้านในหรือที่เรียกว่ากล้ามหนีบขานั้นมีหน้าที่หนีบขาเข้าหากันค่ะ เมื่อกล้ามมัดนี้ไม่แข็งแรงและไม่มีรูปทรง ต้นขาด้านในจะดูหย่อนและหยาบแม้ว่าจะไม่มีไขมันมากก็ตาม การพัฒนากล้ามมัดนี้ให้แข็งแรงและกระชับจะช่วยให้ต้นขาดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

สาเหตุที่สาม – การบวมน้ำและการหมุนเวียนโลหิตที่ไม่ดี

คนที่นั่งทำงานนานๆ หรือยืนนานๆ มักมีปัญหาการหมุนเวียนโลหิตที่ขาส่วนล่างและต้นขาค่ะ ทำให้ขาบวมและดูใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น ปัญหานี้แก้ได้ค่อนข้างเร็วด้วยการออกกำลังกายที่กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันค่ะ

ใน 5 วันที่โปรแกรมนี้ออกแบบมา ปุนิ่มมุ่งเป้าไปที่การแก้ทั้งสามสาเหตุพร้อมกันค่ะ สิ่งที่จะเห็นและรู้สึกได้ชัดเจนใน 5 วันคือขาที่กระชับขึ้น การบวมที่ลดลง และรู้สึกว่าขาเคลื่อนไหวได้เบาและคล่องขึ้น ส่วนการลดไขมันที่ชัดเจนจะตามมาในสัปดาห์ถัดๆ ไปถ้าทำต่อเนื่องค่ะ

ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อต้นขาก่อนเริ่มฝึก เพื่อให้ทุกนาทีที่ออกกำลังกายได้ผลสูงสุด

คนที่เล่นขาแบบไม่รู้ว่าตัวเองกำลังฝึกกล้ามมัดไหนอยู่ มักเสียเวลาไปกับท่าที่ไม่ตรงเป้าหมายโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ต้นขาของเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อหลักหลายกลุ่มค่ะ แต่สำหรับเป้าหมายลดขาเบียดโดยเฉพาะ มีสองกลุ่มที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษค่ะ

หากอยากเข้าใจโครงสร้างกล้ามเนื้อขาแบบครบทุกมัด ทั้งต้นขาหน้า หลัง และด้านใน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Leg Day เล่นขาให้ครบทุกมัดแบบนักกีฬา เพื่อวางโปรแกรมให้ได้ผลจริงค่ะ

กลุ่มแรก – กล้ามหนีบขาด้านใน

กล้ามกลุ่มนี้อยู่ที่ต้นขาด้านในทั้งหมดค่ะ ทำหน้าที่หนีบขาเข้าหากันและช่วยในการเคลื่อนไหวของสะโพก กล้ามกลุ่มนี้มีหลายมัดย่อยแต่ที่สำคัญที่สุดสามมัดคือ มัดที่อยู่ตำแหน่งสูงใกล้สะโพก มัดที่อยู่กลางต้นขา และมัดที่อยู่ต่ำใกล้เข่า ท่าออกกำลังกายที่แตกต่างกันจะโดนแต่ละตำแหน่งที่ต่างกันค่ะ จึงจำเป็นต้องใช้หลายท่าเพื่อพัฒนากล้ามกลุ่มนี้ได้ครบถ้วนค่ะ

กลุ่มที่สอง – กล้ามต้นขาด้านหน้า

แม้ว่ากล้ามต้นขาด้านหน้าจะไม่ใช่กล้ามหนีบขาโดยตรง แต่การพัฒนากล้ามกลุ่มนี้ให้แข็งแรงและกระชับส่งผลโดยตรงต่อรูปทรงโดยรวมของต้นขาอย่างมีนัยสำคัญค่ะ นอกจากนี้กล้ามกลุ่มนี้ยังเป็นกล้ามมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามกลุ่มนี้จะเผาผลาญแคลอรีได้มากที่สุดด้วยค่ะ

10 ท่าออกกำลังกายลดขาเบียดที่โค้ชปุนิ่มใช้จริง พร้อมคำอธิบายความรู้สึกกล้ามและการเปรียบเทียบ

ทุกท่าที่ปุนิ่มแนะนำต่อไปนี้ผ่านการทดสอบกับตัวเองและลูกค้ามาแล้วค่ะ บางท่าดูธรรมดาแต่ถ้าทำถูกวิธีได้ผลดีกว่าท่าที่ซับซ้อนมากเสียอีกค่ะ

10 ท่าออกกำลังกายลดขาเบียดที่โค้ชปุนิ่มใช้จริง พร้อมคำอธิบายความรู้สึกกล้ามและการเปรียบเทียบ

ท่าที่ 1 – สควอทแบบกางขากว้างเน้นต้นขาด้านใน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในทั้งสามตำแหน่ง กล้ามต้นขาด้านหน้า กล้ามก้น กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามน่อง กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 15-20 ครั้ง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะกับทุกระดับ

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนแยกเท้ากว้างกว่าหัวไหล่ประมาณหนึ่งช่วงเท้าถึงสองช่วงเท้า ยิ่งกางขากว้างยิ่งโดนกล้ามหนีบขาด้านในมากขึ้น แต่ต้องไม่กว้างจนรู้สึกเจ็บข้อสะโพกค่ะ ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ออกด้านข้างทำมุมประมาณ 30-45 องศา
  2. มือประสานกันไว้ด้านหน้าหน้าอกหรือวางที่เอวก็ได้ตามที่รู้สึกสมดุลกว่าค่ะ
  3. เกร็งกล้ามท้องให้แน่น หลังตรง อกผาย ไหล่ดึงลงต่ำและดึงไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนเริ่มย่อตัวลง
  4. หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ นับ 1-2-3 วินาที สะโพกดันไปด้านหลังและด้านข้างพร้อมกัน เหมือนกำลังนั่งลงบนเก้าอี้ที่กว้างมากด้านหลัง
  5. ระหว่างย่อลงให้โฟกัสความรู้สึกไปที่ต้นขาด้านในทั้งสองข้าง ถ้าทำถูกต้องจะรู้สึกได้ถึงแรงดึงและการทำงานที่ต้นขาด้านในอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มย่อลงค่ะ
  6. ย่อลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่าถ้าทำได้โดยไม่เจ็บ ส้นเท้าต้องวางราบบนพื้นตลอด เข่าต้องอยู่แนวเดียวกับนิ้วเท้าที่ชี้ออกด้านข้าง ห้ามให้เข่าพับเข้าหากัน
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 2 วินาทีเต็มๆ ในช่วงนี้ให้บีบกล้ามหนีบขาด้านในเข้าหากันเหมือนกำลังพยายามหนีบกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง
  8. หายใจออกพร้อมกับดันผ่านส้นเท้าลุกขึ้นกลับช้าๆ นับ 2 วินาที บีบกล้ามก้นและกล้ามหนีบขาให้แน่นที่สุดตอนที่ขาเกือบตึงสุด ค้าง 1 วินาทีก่อนย่อลงใหม่

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกแสบร้อนที่ต้นขาด้านในอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงย่อลงและช่วงที่ค้างที่จุดต่ำสุดค่ะ ถ้าแสบแค่ที่ต้นขาด้านหน้าอย่างเดียวโดยไม่รู้สึกต้นขาด้านในเลย ให้กางขากว้างขึ้นอีกหรือหมุนปลายเท้าออกด้านข้างมากขึ้นค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: สควอทขากว้างโดนกล้ามหนีบขาด้านในได้มากกว่าสควอทขาแคบมาตรฐานถึงสองเท่าค่ะ ถ้าต้องเลือกทำแค่ท่าเดียวสำหรับลดขาเบียด ท่านี้คือคำตอบค่ะ แต่ข้อเสียเมื่อเทียบกับท่าหนีบขาตรงๆ คือท่านี้ใช้กล้ามหลายมัดพร้อมกันจึงอาจกระตุ้นกล้ามหนีบขาได้น้อยกว่าท่าที่เน้นเฉพาะกล้ามมัดนี้อย่างเดียวค่ะ

หากต้องการเข้าใจเทคนิคสควอทให้ลึกกว่านี้ ทั้งการจัดวางเข่า การดันสะโพก และวิธีป้องกันเข่าเจ็บ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สควอทที่ถูกต้อง ทำอย่างไรไม่ให้เข่าเจ็บ ซึ่งอธิบายฟอร์มละเอียดตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับแข่งขันค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มทำสควอทขากว้างนี้มาตลอดตั้งแต่ช่วงเตรียมแข่ง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยาค่ะ เทคนิคที่ช่วยให้โดนกล้ามหนีบขาด้านในมากขึ้นอีกคือตอนลุกขึ้นให้จินตนาการว่ากำลังใช้ต้นขาด้านในดันพื้นออกไปด้านข้างทั้งสองข้างพร้อมกัน แทนที่จะดันขึ้นตรงๆ เทคนิคนี้เปลี่ยนการรับรู้ของสมองและทำให้กล้ามหนีบขาทำงานมากขึ้นอีกประมาณ 20-30% ตามที่ปุนิ่มรู้สึกได้ชัดมากค่ะ

ท่าที่ 2 – หนีบขาด้วยลูกบอลหรือหมอนระหว่างเข่า

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในทุกตำแหน่ง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามก้นส่วนล่าง กล้ามหลังส่วนล่าง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 20-25 ครั้ง พัก 30 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะสำหรับมือใหม่และผู้มีปัญหาข้อเข่า

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เตรียมลูกบอลออกกำลังกายขนาดเล็กหรือหมอนกลมๆ ที่มีความยืดหยุ่นพอให้หนีบได้ค่ะ ถ้าไม่มีใช้หมอนโซฟาพับครึ่งหรือกลิ้งผ้าเช็ดตัวแล้วมัดให้แน่นแทนได้เลยค่ะ
  2. นั่งบนเก้าอี้ที่มั่นคง หรือนอนหงายบนพื้นและงอเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางวัตถุที่เตรียมไว้ระหว่างเข่าทั้งสองข้างให้พอดี
  3. ถ้านั่งบนเก้าอี้ ให้นั่งตัวตรงหลังแนบเก้าอี้ เท้าวางราบบนพื้น ถ้านอนหงายให้กดหลังแนบพื้นและมือวางตามข้างลำตัวหรือวางบนหน้าท้องเพื่อรู้สึกว่ากล้ามท้องทำงานด้วย
  4. เกร็งกล้ามท้องเล็กน้อย ก่อนเริ่มหนีบให้หายใจออกก่อน
  5. ค่อยๆ หนีบลูกบอลหรือหมอนด้วยเข่าทั้งสองข้างพร้อมกัน เพิ่มแรงหนีบขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ นับ 1-2-3 วินาทีจนหนีบแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. ค้างการหนีบสูงสุดนี้ไว้ 3 วินาทีเต็มๆ บีบให้แน่นที่สุดตลอดสามวินาที ห้ามคลายแรงระหว่างค้าง
  7. ค่อยๆ คลายแรงหนีบออกช้าๆ นับ 2 วินาที จนคลายสุดแต่ยังไม่ปล่อยให้วัตถุหล่นออกมา
  8. ทำซ้ำโดยรักษาจังหวะสม่ำเสมอตลอดทั้งรอบ อย่าหนีบเร็วๆ สะดวก เพราะการหนีบช้าๆ และค้างนานกว่าให้ผลดีกว่ามากค่ะ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกแสบร้อนและตึงที่ต้นขาด้านในทั้งสองข้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณตรงกลางต้นขาค่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยแสดงว่าวัตถุที่หนีบอยู่เล็กเกินไปหรือแรงหนีบน้อยเกินไปค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้โดนกล้ามหนีบขาด้านในได้เฉพาะเจาะจงที่สุดในบรรดาทุกท่าค่ะ เพราะไม่มีกล้ามมัดอื่นมาช่วยหรือแย่งงานเลย ข้อเสียคือเผาผลาญแคลอรีน้อยกว่าท่าอื่นๆ มากเพราะใช้กล้ามน้อยมัด แต่ถ้าเป้าหมายคือกระชับต้นขาด้านในโดยเฉพาะ ท่านี้คือท่าที่ดีที่สุดค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าวอร์มอัพก่อนทำท่าที่หนักกว่าเสมอค่ะ เพราะมันช่วยให้สมองโฟกัสและ “เปิดการเชื่อมต่อ” กับกล้ามหนีบขาก่อน ทำให้ท่าที่ตามมาได้รับการกระตุ้นจากกล้ามหนีบขาได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ เทคนิคนี้เรียกว่าการกระตุ้นกล้ามเนื้อก่อนใช้งาน และในวงการนักกีฬาระดับสูงใช้กันมากค่ะ

ท่าที่ 3 – ก้าวข้างสลับ Lateral Lunge

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในของขาที่ตรง กล้ามต้นขาด้านหน้าของขาที่ก้าว กล้ามก้น กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามน่อง กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนตรง เท้าชิดกัน มือวางที่เอวหรือประสานไว้ด้านหน้าหน้าอก เกร็งกล้ามท้องเล็กน้อยและดึงไหล่ลงต่ำ
  2. ก้าวเท้าขวาออกไปด้านข้างขวาให้กว้างมากๆ ประมาณหนึ่งช่วงขาหรือมากกว่า ยิ่งก้าวกว้างยิ่งโดนกล้ามหนีบขาด้านในของขาซ้ายที่ยังตรงอยู่มากขึ้นค่ะ
  3. ขาขวาที่ก้าวออกไปให้งอเข่าลงพร้อมกับดันสะโพกไปด้านหลังเหมือนท่าสควอทข้างเดียว ขาซ้ายต้องตึงตรงและส้นเท้าซ้ายต้องวางราบบนพื้นตลอด
  4. นี่คือจุดสำคัญที่สุดของท่านี้ค่ะ ขาซ้ายที่ตึงตรงนั้นกล้ามหนีบขาด้านในกำลังถูกยืดออกอย่างเต็มที่ รู้สึกได้ถึงแรงดึงที่ต้นขาซ้ายด้านในอย่างชัดเจน
  5. ย่อขาขวาลงจนต้นขาขวาขนานกับพื้น เข่าขวาต้องไม่เกินปลายเท้าขวา หยุดค้าง 2 วินาที
  6. ดันผ่านส้นเท้าขวากลับขึ้นมาสู่ท่าเริ่มต้น ขาทั้งสองข้างตึงตรงชิดกัน บีบกล้ามก้นและกล้ามหนีบขาแน่นที่จุดนี้
  7. ทำสลับข้างก้าวซ้ายออกไปด้านซ้ายในท่าถัดไป

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ความรู้สึกหลักในท่านี้จะเกิดขึ้นสองที่พร้อมกันค่ะ แสบร้อนที่ต้นขาขวาด้านหน้าจากการย่อ และรู้สึกดึงยืดที่ต้นขาซ้ายด้านในจากการที่ขาตรงและยืดออก ทั้งสองความรู้สึกนี้ต้องชัดเจนทั้งคู่ ถ้ารู้สึกแค่ขาขวาอย่างเดียวแสดงว่าก้าวกว้างไม่พอค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้ได้เปรียบท่าสควอทขากว้างตรงที่ยืดกล้ามหนีบขาด้านในของขาที่ตรงอย่างเต็มที่ด้วย ซึ่งสควอทขากว้างทำไม่ได้ค่ะ การยืดกล้ามขณะที่กล้ามกำลังทำงานอยู่นั้นกระตุ้นการเติบโตของกล้ามได้ดีกว่าค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มรู้สึกว่าดีที่สุดสำหรับการยืดและกระตุ้นกล้ามหนีบขาด้านในพร้อมกันค่ะ ถ้าอยากเพิ่มความยากโดยไม่ต้องใช้น้ำหนักภายนอก ให้ช้าลงอีก โดยนับ 4-5 วินาทีขณะย่อลง และนับ 3-4 วินาทีขณะลุกขึ้น วิธีนี้เผาผลาญกล้ามหนีบขาได้หนักกว่าการถือดัมเบลเบาๆ มากค่ะ

ท่าที่ 4 – ยกขาข้างด้านในแบบนอนตะแคง

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในของขาที่อยู่ล่าง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้องด้านข้าง กล้ามสะโพก จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 20 ครั้งต่อข้าง พัก 30 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะกับทุกระดับ

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนตะแคงขวา ลำตัวตรงเป็นเส้นตรงจากหัวถึงเท้า ข้อศอกขวาวางบนพื้น ฝ่ามือรองแก้มหรือให้แขนขวาเหยียดตรงแล้วนอนศีรษะบนแขนก็ได้ตามถนัดค่ะ มือซ้ายวางด้านหน้าลำตัวบนพื้นเพื่อรักษาสมดุล
  2. งอเข่าซ้ายขึ้นแล้ววางเท้าซ้ายบนพื้นด้านหน้าเข่าขวา นี่คือจุดที่หลายคนทำผิดค่ะ การวางเท้าซ้ายบนพื้นด้านหน้านี้ทำให้ขาขวาที่อยู่ล่างสามารถยกขึ้นได้โดยไม่มีขาซ้ายขัดขวาง
  3. ขาขวาที่อยู่ล่างให้เหยียดตรงสมบูรณ์ ปลายเท้าขวาชี้ออกด้านหน้าเล็กน้อยหรือชี้ขึ้นตรง ห้ามหมุนปลายเท้าลงพื้นเพราะจะเปลี่ยนกล้ามที่ทำงานค่ะ
  4. หายใจออก จากนั้นค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นจากพื้นช้าๆ นับ 2 วินาที ยกขึ้นสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรจากพื้น ไม่จำเป็นต้องยกสูงมากเพราะจะทำให้กล้ามอื่นมาช่วยแทนค่ะ
  5. ค้างที่จุดสูงสุด 2-3 วินาที บีบกล้ามต้นขาด้านในขวาให้แน่น รู้สึกถึงการหดตัวของกล้ามหนีบขาด้านในอย่างชัดเจน
  6. ค่อยๆ ลดขาขวาลงช้าๆ นับ 3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง หยุดก่อนที่เท้าจะแตะพื้นประมาณ 2-3 เซนติเมตร ไม่วางเท้าลงพื้นจนกว่าจะครบรอบ
  7. ทำครบ 20 ครั้งแล้วพลิกตะแคงซ้ายทำขาซ้ายในทันที

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกแสบร้อนที่ต้นขาด้านในของขาล่างค่ะ โดยเฉพาะบริเวณตรงกลางและส่วนบนของต้นขาด้านใน ถ้ารู้สึกที่ต้นขาด้านนอกหรือสะโพกมากกว่าแสดงว่าปลายเท้าหมุนออกมากเกินไปหรือยกขาสูงเกินไปค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้เน้นกล้ามหนีบขาด้านในอย่างแยกเฉพาะเจาะจงที่สุดในแบบที่ยืนค่ะ เหมาะสำหรับคนที่เข่าหรือสะโพกมีปัญหาเพราะไม่มีแรงกดที่ข้อต่อเลย ข้อเสียคือช่วงการเคลื่อนไหวสั้นกว่าท่าอื่นๆ จึงต้องเพิ่มจำนวนครั้งให้มากกว่าค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: เทคนิคที่ทำให้ท่านี้ได้ผลดีขึ้นมากคือการหมุนปลายเท้าของขาล่างขึ้นฟ้าเล็กน้อยก่อนยกขึ้นค่ะ การหมุนปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยนี้บิดตำแหน่งของต้นขาให้กล้ามหนีบขาด้านในอยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้เต็มที่มากขึ้น ปุนิ่มสังเกตความต่างนี้ชัดมากตอนฝึกเองและยืนยันกับลูกค้าแล้วหลายสิบคนค่ะ

ท่าที่ 5 – สไลด์ขาด้านในบนพื้นลื่น

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในอย่างเต็มรูปแบบ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามก้น กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. สำหรับท่านี้ต้องการพื้นผิวที่เท้าสามารถเลื่อนได้ค่ะ ถ้าพื้นบ้านเป็นกระเบื้องหรือพาร์เกต์ให้ใส่ถุงเท้าแล้วเล่นได้เลย ถ้าพื้นเป็นพรมให้ใช้จานกระดาษหรือผ้าวางใต้เท้าข้างหนึ่งค่ะ
  2. ยืนตรง เท้าชิดกัน มือวางที่เอวหรือจับพนักเก้าอี้ข้างๆ ไว้ก่อนถ้ายังไม่แน่ใจในการทรงตัวค่ะ
  3. ค่อยๆ สไลด์เท้าขวาออกไปด้านข้างขวาช้าๆ โดยให้ขาขวายังตึงตรงตลอด ขาซ้ายค่อยๆ งอลงรับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนท่า Lateral Lunge แต่เท้าขวาเลื่อนออกแทนที่จะก้าว
  4. สไลด์ออกจนรู้สึกถึงแรงตึงที่ต้นขาขวาด้านในอย่างชัดเจน หรือจนขาซ้ายงอลงจนต้นขาซ้ายเกือบขนานกับพื้น
  5. หยุดค้าง 1-2 วินาทีที่จุดนี้ รู้สึกถึงทั้งการยืดออกของกล้ามหนีบขาขวาและการทำงานของกล้ามต้นขาซ้าย
  6. ค่อยๆ สไลด์เท้าขวากลับเข้ามาช้าๆ พร้อมกับเหยียดขาซ้ายขึ้นกลับ ใช้กล้ามหนีบขาขวาเป็นตัวดึงเท้าขวากลับเข้ามาแทนที่จะใช้เท้าดัน
  7. กลับสู่ท่าเริ่มต้นขาชิดกัน บีบกล้ามหนีบขาด้านในแน่นที่จุดนี้ 1 วินาที
  8. ทำซ้ำและสลับข้างในรอบถัดไป

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกทั้งการยืดออกของกล้ามหนีบขาขณะสไลด์ออก และการหดตัวของกล้ามเดิมขณะดึงกลับเข้ามาค่ะ ทั้งสองช่วงนี้ล้วนกระตุ้นกล้ามหนีบขาได้ดีมากและเป็นสิ่งที่ท่าอื่นส่วนใหญ่ทำได้ไม่ครบทั้งสองช่วงพร้อมกันค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ปุนิ่มชอบมากเป็นพิเศษเพราะมันทำงานทั้งในช่วงยืดออกและหดเข้าของกล้ามหนีบขา ซึ่งหมายความว่ากล้ามทำงานตลอดช่วงการเคลื่อนไหวสมบูรณ์แบบ ไม่มีช่วงพักสำหรับกล้ามเลยค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้บ่อยมากในช่วงเตรียมแข่ง เปยาปคลาสสิค 2023 ที่ลำปาง เพราะทำได้ในห้องพักโรงแรมโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ค่ะ

ท่าที่ 6 – ย่อขาแล้วกระโดดขึ้น Squat Jump

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามต้นขาทั้งหมด กล้ามก้น กล้ามน่อง ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามแกนกลางลำตัว กล้ามหนีบขาด้านในในช่วงลงพื้น จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลางถึงสูง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ปลายเท้าชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย มือประสานไว้ด้านหน้าหน้าอกหรือแกว่งไปด้านหน้าเพื่อช่วยแรงกระโดดค่ะ
  2. เกร็งกล้ามท้องให้แน่น ย่อตัวลงท่าสควอทกว้างจนต้นขาขนานกับพื้น
  3. ที่จุดต่ำสุดของสควอทให้หยุดชะงักสักครึ่งวินาที เหมือนกำลังสะสมพลังงาน
  4. ระเบิดแรงดันผ่านทั้งสองเท้าพร้อมกัน กระโดดขึ้นสูงที่สุดเท่าที่ทำได้ แขนแกว่งขึ้นช่วยแรงได้ค่ะ
  5. ในช่วงกลางอากาศให้บีบกล้ามก้นและกล้ามหนีบขาให้แน่นเต็มที่
  6. ลงพื้นด้วยปลายเท้าก่อนแล้วค่อยๆ รับน้ำหนักผ่านกลางเท้าและส้นเท้า งอเข่ารับแรงกระแทกอย่างนุ่มนวลทันทีที่เท้าแตะพื้น ห้ามลงพื้นแบบขาตึงแข็งเด็ดขาด
  7. ลงพื้นกลับสู่ท่าสควอทต่ำแล้วกระโดดขึ้นใหม่ทันที รักษาจังหวะต่อเนื่องตลอดทั้งรอบ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: หัวใจเต้นเร็วมาก หายใจหนัก กล้ามต้นขาแสบร้อนทั้งด้านหน้าและด้านในค่ะ ถ้าเข่าเจ็บระหว่างลงพื้นแสดงว่าลงพื้นแบบขาตึงเกินไปหรือเข่าพับเข้าหากันตอนลง ให้ระวังให้เข่าอยู่แนวเดียวกับนิ้วเท้าตลอดค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้เผาผลาญแคลอรีได้มากที่สุดในบรรดาทุกท่าที่ปุนิ่มแนะนำสำหรับลดขาเบียดค่ะ ถ้าเวลาน้อยและอยากได้ผลสูงสุดในเวลาสั้นที่สุดให้เลือกท่านี้กับท่าสควอทขากว้างก่อนเลยค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูง่ายแต่มีจุดที่คนมักพลาดมากคือการลงพื้นค่ะ การลงพื้นที่ดีต้องนุ่มนวลเหมือนแมวกระโดดลงพื้น ไม่ใช่ตกลงมาแบบหนักๆ ปุนิ่มสอนลูกค้าเสมอว่าให้จินตนาการว่ากำลังลงบนพื้นที่แตกได้ง่ายๆ และต้องลงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้บังคับให้ลงพื้นด้วยฟอร์มที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติค่ะ

ท่าที่ 7 – เดินปูด้านข้างพร้อมแรงต้าน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านนอก กล้ามก้น กล้ามสะโพก กล้ามหนีบขาด้านในในช่วงกลับขา กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามน่อง กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 15 ก้าวต่อทิศทาง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ถ้ามีแถบยางออกกำลังกายให้สวมไว้ที่ข้อเท้าหรือเหนือเข่าเล็กน้อยค่ะ ถ้าไม่มีท่านี้ก็ได้ผลดีแต่ต้องเดินช้าลงและโฟกัสกล้ามมากขึ้นเพื่อทดแทนค่ะ
  2. ยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ งอเข่าลงเล็กน้อยอยู่ในท่ากึ่งสควอทตลอดเวลาที่เดิน ห้ามยืนตรงสนิทระหว่างก้าวเพราะจะทำให้กล้ามไม่ทำงานค่ะ
  3. มือวางที่เอวหรือกำมือไว้ด้านหน้าหน้าอก เกร็งกล้ามท้องเล็กน้อย
  4. ก้าวเท้าขวาออกด้านข้างขวาหนึ่งก้าว กว้างประมาณหนึ่งช่วงไหล่ ยังคงอยู่ในท่ากึ่งสควอทตลอด
  5. ตามด้วยเท้าซ้ายเดินเข้ามาชิดขาขวาพร้อมกับหนีบขาทั้งสองเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกหนีบขาตอนขาชิดกันนี้คือสิ่งที่สำคัญมากค่ะ
  6. ทำต่อเนื่อง 15 ก้าวไปทางขวา แล้วกลับมา 15 ก้าวไปทางซ้าย

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกแสบร้อนทั้งที่กล้ามก้นด้านนอกขณะก้าวออก และที่กล้ามหนีบขาด้านในขณะชิดขาเข้าค่ะ ถ้าปวดเข่าให้ลดความลึกของกึ่งสควอทลง หรือถ้าไม่รู้สึกกล้ามทำงานเลยให้ย่อลงมากขึ้นค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ปุนิ่มใช้ในช่วง Active Recovery ระหว่างท่าที่หนักกว่าค่ะ เพราะมันกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตที่ขาได้ดีมากโดยไม่ทำให้กล้ามล้าเกินไป ช่วยลดอาการขาบวมในคนที่นั่งทำงานนานๆ ได้ชัดเจนค่ะ

ท่าที่ 8 – สะพานยกสะโพกพร้อมหนีบขา

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามก้น กล้ามหนีบขาด้านในในช่วงหนีบ กล้ามหลังส่วนล่าง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามน่อง จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 15 ครั้ง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะกับทุกคน

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนหงายบนพื้น งอเข่าทั้งสองขึ้น เท้าวางราบบนพื้นห่างจากก้นประมาณหนึ่งช่วงมือ เท้าแยกกว้างเท่าหัวไหล่ แขนวางตามข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น
  2. วางลูกบอลหรือหมอนขนาดพอดีระหว่างเข่าทั้งสองข้าง
  3. กดหลังแนบพื้น เกร็งกล้ามท้องและกล้ามก้นเบาๆ ก่อนเริ่ม
  4. หายใจออก จากนั้นยกสะโพกขึ้นช้าๆ โดยดันผ่านส้นเท้าทั้งสองข้าง ยกจนลำตัวตั้งแต่ไหล่ถึงเข่าเป็นแนวเส้นตรง
  5. ที่จุดสูงสุดให้หนีบลูกบอลหรือหมอนระหว่างเข่าให้แน่นที่สุดพร้อมกับบีบกล้ามก้นแน่นสุดๆ ค้างรวมกัน 3 วินาทีเต็ม
  6. ค่อยๆ ลดสะโพกลงช้าๆ นับ 3 วินาที พร้อมกับคลายแรงหนีบออกช้าๆ ลงพื้นแต่ไม่วางก้นลงสนิท หยุดสูงจากพื้นประมาณ 2-3 เซนติเมตร
  7. ยกขึ้นใหม่ทันที ทำซ้ำต่อเนื่องโดยไม่วางก้นลงพื้นจนกว่าจะครบรอบ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกแสบร้อนทั้งที่กล้ามก้นจากการยกสะโพกและที่กล้ามหนีบขาด้านในจากการหนีบพร้อมกันค่ะ สองความรู้สึกนี้ต้องชัดเจนทั้งคู่ ถ้าแสบแค่ที่หลังส่วนล่างแสดงว่าไม่ได้เกร็งกล้ามก้นพอหรือยกสะโพกสูงเกินไปค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มแนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาเข่าหรือต้องการท่าที่ทำได้บนเตียงในโรงแรมค่ะ ไม่ต้องการพื้นที่มาก ไม่มีเสียงดัง และได้ผลดีมากพร้อมกันค่ะ

ท่าที่ 9 – วิ่งเหยาะช้าๆ 10-15 นาที

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามขาทั้งหมด ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามแกนกลางลำตัว กล้ามต้นแขน จำนวนแนะนำ: 10-15 นาทีต่อเซสชั่น ระดับความยาก: เริ่มต้น

วิธีทำและข้อควรรู้

วิ่งเหยาะช้าๆ หรือที่เรียกว่าวิ่งในโซนหัวใจเต้น 60-70% ของค่าสูงสุดนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบเผาผลาญไขมันโดยตรงที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งค่ะ ในโซนนี้ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักมากกว่าคาร์โบไฮเดรต ซึ่งช่วยลดไขมันสะสมทั่วร่างกายรวมถึงที่ต้นขาด้วยค่ะ

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่า Tempo Run ต่างจากการวิ่งเผาผลาญไขมันอย่างไร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิ่ง Tempo คืออะไร และควรใช้ตอนไหน เพื่อจัดโปรแกรมคาร์ดิโอให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองค่ะ

ความเร็วที่เหมาะสมคือความเร็วที่ยังพูดประโยคสั้นๆ ได้โดยไม่หอบมากค่ะ ถ้าพูดไม่ได้เลยแสดงว่าวิ่งเร็วเกินไปและร่างกายอาจเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแทนไขมันค่ะ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกอบอุ่นทั่วร่างกาย หัวใจเต้นเร็วขึ้นปานกลาง หายใจเร็วขึ้นแต่ยังสบาย กล้ามขาทำงานอย่างสม่ำเสมอค่ะ

การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: ถ้าเลือกระหว่างวิ่งช้า 15 นาที กับท่า Squat Jump 3 รอบ ท่า Squat Jump เผาผลาญได้มากกว่าต่อนาที แต่วิ่งช้าเผาผลาญไขมันได้โดยตรงมากกว่าค่ะ สำหรับเป้าหมายลดขาเบียดในระยะยาว ควรมีทั้งสองแบบในโปรแกรมค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มวิ่งเหยาะช้าๆ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเตรียมแข่งเสมอค่ะ ไม่ใช่เพราะชอบวิ่ง แต่เพราะรู้ดีว่ามันช่วยลดไขมันสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อสลายตัวเหมือนการวิ่งเร็วๆ ค่ะ

ท่าที่ 10 – ยืดกล้ามหนีบขาแบบนั่งผีเสื้อ

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหนีบขาด้านในทุกตำแหน่ง กล้ามสะโพก จำนวนแนะนำ: ค้าง 30-60 วินาที ทำ 3 รอบ พัก 20 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะทุกคน

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นั่งบนพื้น หลังตรง ชนฝ่าเท้าทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วดึงเท้าเข้ามาใกล้ตัวให้มากที่สุดเท่าที่สบาย
  2. มือจับปลายเท้าทั้งสองข้าง หรือจับที่ข้อเท้าก็ได้ตามถนัดค่ะ
  3. ค่อยๆ กดเข่าทั้งสองข้างลงสู่พื้นช้าๆ โดยใช้ข้อศอกกดลงที่ต้นขาด้านในเบาๆ ช่วยได้ แต่ห้ามกดแรงจนเจ็บค่ะ
  4. รู้สึกถึงแรงยืดออกที่ต้นขาด้านในทั้งสองข้างอย่างสบายๆ ไม่เจ็บ
  5. ค้างท่านี้ 30-60 วินาที หายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ สม่ำเสมอ
  6. ทุกครั้งที่หายใจออกให้ผ่อนคลายกล้ามหนีบขาลงเล็กน้อยและกดเข่าลงใกล้พื้นขึ้นเล็กน้อยตามธรรมชาติ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกยืดออกอย่างสบายๆ ที่ต้นขาด้านในค่ะ ถ้าเจ็บแสดงว่ากดมากเกินไป ให้ลดการกดลงและให้เข่าอยู่ในระดับที่สบายก่อนค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่ายืดกล้ามนี้สำคัญมากค่ะ กล้ามที่ยืดหยุ่นดีจะสั้นตัวและหดตัวได้เต็มที่กว่ากล้ามที่ตึงเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายทุกท่าได้ผลมากขึ้นโดยไม่ต้องทำเพิ่ม ปุนิ่มยืดกล้ามหนีบขาทุกคืนก่อนนอนมาตลอดหลายปีค่ะ

ตารางออกกำลังกาย 5 วัน สำหรับคนไม่มีเวลา ทำได้จริงทุกวัน

โปรแกรมนี้ออกแบบมาสำหรับคนที่มีเวลาว่างไม่เกิน 30-40 นาทีต่อวันค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปยิม ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ครบ และทำได้ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นค่ะ

ปุนิ่มเข้าใจดีว่าชีวิตจริงไม่ได้มีเวลาว่างมากเหมือนในหนังสือค่ะ ดังนั้นตารางนี้ออกแบบให้ยืดหยุ่นที่สุด โดยแบ่งออกเป็นสองตัวเลือกในแต่ละวันค่ะ ตัวเลือกแรกสำหรับวันที่มีเวลา 30-40 นาที และตัวเลือกที่สองสำหรับวันที่มีเวลาแค่ 15-20 นาทีค่ะ

วันที่ 1 – วันเริ่มต้น เน้นกระตุ้นกล้ามหนีบขา

ถ้ามีเวลา 30-40 นาที

วอร์มอัพ 5 นาที: มาร์ชชิ่งยกเข่าสูงอยู่กับที่ 3 นาที ตามด้วยท่านั่งผีเสื้อยืดกล้ามเบาๆ 2 นาทีค่ะ

การฝึกหลัก: ท่าที่ 2 หนีบขาด้วยลูกบอล 3 รอบ 20 ครั้ง ตามด้วยท่าที่ 1 สควอทขากว้าง 4 รอบ 15 ครั้ง ตามด้วยท่าที่ 4 ยกขาด้านในแบบนอนตะแคง 3 รอบ 20 ครั้งต่อข้าง และปิดด้วยท่าที่ 8 สะพานพร้อมหนีบขา 4 รอบ 15 ครั้งค่ะ

คูลดาวน์ 5 นาที: ท่านั่งผีเสื้อค้าง 60 วินาที 3 รอบค่ะ

ถ้ามีเวลาแค่ 15-20 นาที

ทำท่าที่ 2 หนีบขาด้วยลูกบอล 2 รอบ ท่าที่ 1 สควอทขากว้าง 3 รอบ และท่าที่ 8 สะพานพร้อมหนีบขา 2 รอบ ปิดด้วยยืดกล้ามผีเสื้อ 30 วินาทีค่ะ

วันที่ 2 – เน้นเผาผลาญและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต

ถ้ามีเวลา 30-40 นาที

วอร์มอัพ 5 นาที: เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะเบาๆ ในที่อยู่กับที่ 5 นาทีค่ะ

การฝึกหลัก: ท่าที่ 9 วิ่งเหยาะช้าๆ 10 นาที ตามด้วยท่าที่ 6 Squat Jump 3 รอบ 10 ครั้ง ตามด้วยท่าที่ 7 เดินปูด้านข้าง 3 รอบ 15 ก้าวต่อทิศทาง และปิดด้วยท่าที่ 3 ก้าวข้าง Lateral Lunge 3 รอบ 12 ครั้งต่อข้างค่ะ

คูลดาวน์ 5 นาที: ยืดกล้ามหนีบขาและกล้ามน่องค่ะ

ถ้ามีเวลาแค่ 15-20 นาที

วิ่งเหยาะ 10 นาที ตามด้วย Squat Jump 2 รอบ และยืดกล้ามผีเสื้อ 1 นาทีค่ะ

วันที่ 3 – พักเบาๆ แต่ยังเคลื่อนไหว

วันนี้ไม่ต้องทำการฝึกหนักค่ะ แต่ให้เดินอย่างน้อย 20-30 นาทีในระหว่างวัน อาจเป็นการเดินจากที่จอดรถ เดินขึ้นบันได แทนลิฟต์ หรือเดินระหว่างพักกลางวันค่ะ ก่อนนอนทำท่านั่งผีเสื้อยืดกล้ามค้าง 60 วินาที 3 รอบค่ะ

การพักฟื้นในวันที่ 3 ช่วยให้กล้ามที่ฝึกมาสองวันสร้างตัวใหม่และแข็งแรงขึ้นก่อนที่จะฝึกต่อในสองวันสุดท้ายค่ะ

วันที่ 4 – ฝึกหนักกว่าเดิม ร่างกายพร้อมแล้ว

ถ้ามีเวลา 30-40 นาที

วอร์มอัพ 5 นาที: ท่าที่ 2 หนีบขา 1 รอบ ตามด้วยมาร์ชชิ่ง 2 นาทีค่ะ

การฝึกหลัก: ท่าที่ 5 สไลด์ขาด้านใน 3 รอบ 12 ครั้ง ตามด้วยท่าที่ 1 สควอทขากว้าง 4 รอบ 20 ครั้ง ตามด้วยท่าที่ 3 ก้าวข้าง Lateral Lunge 3 รอบ 12 ครั้งต่อข้าง ตามด้วยท่าที่ 4 ยกขาด้านในนอนตะแคง 3 รอบ 25 ครั้งต่อข้าง และปิดด้วยท่าที่ 6 Squat Jump 3 รอบ 12 ครั้งค่ะ

คูลดาวน์ 5 นาที: ยืดกล้ามเต็มรูปแบบค่ะ

ถ้ามีเวลาแค่ 15-20 นาที

ท่าที่ 1 สควอทขากว้าง 3 รอบ ท่าที่ 5 สไลด์ขาด้านใน 2 รอบ และท่าที่ 6 Squat Jump 2 รอบค่ะ

วันที่ 5 – วันสุดท้าย เต็มที่และยืดกล้ามทุกอย่าง

ถ้ามีเวลา 30-40 นาที

ทำครบทุก 10 ท่า ท่าละ 2 รอบโดยลดจำนวนครั้งลงเล็กน้อยจากที่แนะนำค่ะ เน้นฟอร์มที่สมบูรณ์และการรู้สึกกล้ามมากกว่าการทำให้ครบจำนวนอย่างเดียว ปิดท้ายด้วยการยืดกล้ามทุกกลุ่มอย่างละ 30-60 วินาทีค่ะ

ถ้ามีเวลาแค่ 15-20 นาที

เลือก 5 ท่าที่รู้สึกว่าได้ผลดีที่สุดสำหรับตัวเองในช่วงสี่วันที่ผ่านมา ทำท่าละ 2 รอบ และยืดกล้ามผีเสื้อปิดท้ายค่ะ

ตารางสรุปการออกกำลังกาย 5 วัน

วัน ธีม เวลาเต็ม เวลาน้อย ท่าหลัก
1 กระตุ้นกล้ามหนีบขา 35 นาที 15 นาที ท่า 2, 1, 4, 8
2 เผาผลาญและไหลเวียนโลหิต 40 นาที 15 นาที ท่า 9, 6, 7, 3
3 พักเบาๆ 30 นาที เดิน 20 นาที เดิน ยืดกล้ามก่อนนอน
4 ฝึกหนักขึ้น 40 นาที 20 นาที ท่า 5, 1, 3, 4, 6
5 สรุปและยืดกล้าม 35 นาที 20 นาที ครบทุกท่า

ตารางอาหาร 5 วัน เพื่อลดขาเบียดได้เร็วขึ้น

ปุนิ่มไม่เชื่อในการอดอาหารและไม่แนะนำให้ใครทำค่ะ แต่เชื่อว่าการกินให้ฉลาดขึ้นด้วยอาหารที่ลดการบวมน้ำ ลดการอักเสบ และรักษามวลกล้ามเนื้อจะเร่งผลลัพธ์ให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

หลักการอาหารในโปรแกรมนี้มีสามข้อหลักค่ะ ข้อแรกคือลดโซเดียมให้น้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะโซเดียมสูงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ขาบวมน้ำ ข้อที่สองคือกินโปรตีนให้เพียงพอที่ 1.4-1.6 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน เพื่อรักษาและสร้างกล้ามเนื้อต้นขาที่กำลังฝึกอยู่ และข้อที่สามคือกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงเพื่อสมดุลโซเดียมและช่วยลดการบวมน้ำค่ะ

หากต้องการแนวทางโภชนาการลดไขมันแบบละเอียดมากขึ้น สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ลดไขมันอย่างไรไม่ให้เสียกล้ามเนื้อ ซึ่งอธิบายสัดส่วนโปรตีน คาร์บ และไขมันอย่างเหมาะสมสำหรับคนออกกำลังกายค่ะ

วันที่ 1 – รีเซ็ตและเริ่มต้นสดใหม่

มื้อเช้า: น้ำอุ่นมะนาวก่อนทุกวันค่ะ จากนั้นไข่ต้ม 2 ฟอง คู่กับข้าวกล้องครึ่งถ้วยและผักโขมผัดเบาๆ พริกไทยแทนเกลือค่ะ

มื้อกลางวัน: อกไก่นึ่งหรืออบ 150 กรัม คู่กับสลัดผักหลากชนิดราดน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

มื้อว่าง: กล้วยหอมหนึ่งลูกหรือโยเกิร์ตไม่หวาน 100 กรัมค่ะ

มื้อเย็น: ปลานึ่งมะนาว 150 กรัม ผักต้มรวมหลากชนิด ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 2 – เน้นโปรตีนสูงเพื่อสร้างกล้าม

มื้อเช้า: ไข่คน 3 ฟองกับผักโขม ข้าวกล้องครึ่งถ้วย กล้วยหนึ่งลูกค่ะ

มื้อกลางวัน: อกไก่ย่าง 180 กรัม สลัดผักหลากชนิดใส่อาโวคาโดหนึ่งในสี่ลูก ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

มื้อว่าง: กรีกโยเกิร์ตไม่หวาน 150 กรัมกับผลไม้สดค่ะ

มื้อเย็น: ปลาแซลมอนอบหรือปลาทูต้ม 180 กรัม ผักนึ่ง ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 3 – วันพัก กินเบาลง

มื้อเช้า: โจ๊กข้าวกล้องใส่ขิงและไข่ต้ม 2 ฟองค่ะ

มื้อกลางวัน: ต้มจืดเต้าหู้ผักรวมใส่อกไก่ 100 กรัม ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

มื้อว่าง: แอปเปิ้ลหนึ่งลูกค่ะ

มื้อเย็น: สลัดทูน่าผักรวม ขนมปังโฮลวีตหนึ่งแผ่นค่ะ

วันที่ 4 – กินเพื่อรองรับการฝึกหนัก

มื้อเช้า: ข้าวโอ๊ตนมไขมันต่ำใส่กล้วยซอย ไข่ต้ม 2 ฟองค่ะ

มื้อกลางวัน: อกไก่ย่าง 200 กรัม มันเทศอบครึ่งลูก สลัดผักค่ะ

มื้อว่างก่อนออกกำลังกาย 30-45 นาที: กล้วยหนึ่งลูกค่ะ

มื้อเย็น: ปลาหรือไก่นึ่ง 150 กรัม ผักต้มหลากชนิด ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 5 – สรุปสัปดาห์ กินให้ดีที่สุด

มื้อเช้า: สมูทตี้เขียว ผักโขม กล้วย น้ำมะพร้าว โปรตีนผงหรือกรีกโยเกิร์ต ไข่ต้ม 2 ฟองค่ะ

มื้อกลางวัน: เมนูที่ชอบที่สุดจากสี่วันที่ผ่านมา เลือกได้เลยค่ะ

มื้อว่าง: โยเกิร์ตและผลไม้สดค่ะ

มื้อเย็น: ต้มยำกุ้งสมุนไพรปรุงรสน้อย กุ้ง 150 กรัม ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

ตารางสรุปอาหาร 5 วัน

วัน ธีม โปรตีนหลัก หลีกเลี่ยง เน้นกิน
1 รีเซ็ต ไข่ ไก่ ปลา อาหารเค็ม น้ำอัดลม มะนาว ขิง ผักใบเขียว
2 โปรตีนสูง ไข่ ไก่ ปลาแซลมอน ของทอด น้ำตาล อาโวคาโด กรีกโยเกิร์ต
3 พักเบา เต้าหู้ ทูน่า ไก่ อาหารหนัก ขิง แตงกวา น้ำเปล่า
4 พลังงานสูง ไก่ ปลา อาหารสำเร็จรูป กล้วย มันเทศ ข้าวโอ๊ต
5 สรุปสัปดาห์ เลือกเองจากสี่วัน ยึดหลักการเดิม กล้วย ผักเขียว โปรตีน

 

สาระน่ารู้จากงานวิจัย เรื่องลดขาและกล้ามหนีบขา

สาระน่ารู้จากงานวิจัย เรื่องลดขาและกล้ามหนีบขา

งานวิจัยที่ 1 – การออกกำลังกายแบบหนีบกล้ามต้นขาด้านในกับการพัฒนากล้ามเนื้อ

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 58 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยโปรแกรมเวลาเท่ากัน กลุ่มแรกทำแค่สควอทและการออกกำลังกายทั่วไปโดยไม่มีท่าเน้นกล้ามหนีบขาด้านในโดยเฉพาะ กลุ่มที่สองเพิ่มท่าเน้นกล้ามหนีบขาด้านในสามท่าเข้าไปในโปรแกรม ติดตามผล 8 สัปดาห์

ตัวชี้วัด กลุ่มไม่มีท่าเฉพาะ กลุ่มมีท่าเฉพาะ
ความหนากล้ามหนีบขาด้านใน +4.2% +12.8%
ความกระชับต้นขาด้านใน +5.1% +16.4%
ความแข็งแรงการหนีบขา +8.3% +24.7%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขนี้ชัดเจนมากค่ะ การมีท่าที่เน้นกล้ามหนีบขาด้านในโดยเฉพาะทำให้พัฒนาได้มากกว่าถึงสามเท่าในเวลาเท่ากันค่ะ นี่คือเหตุผลที่ปุนิ่มออกแบบให้โปรแกรมนี้มีท่าเน้นกล้ามหนีบขาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทุกท่าค่ะ

งานวิจัยที่ 2 – ผลของโซเดียมต่อการบวมน้ำที่ขา

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 44 คน ที่ลดปริมาณโซเดียมในอาหารจากมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน ลงมาที่น้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นใดเลย ติดตามผล 7 วัน

ตัวชี้วัด ก่อนลดโซเดียม หลังลดโซเดียม 7 วัน
การบวมน้ำที่ขาล่าง Baseline ลดลง 18.4%
น้ำหนักตัว Baseline ลดลง 1.2-2.1 กก.
เส้นรอบวงต้นขา Baseline ลดลง 1.4 ซม. เฉลี่ย
ความรู้สึกขาเบา 42% รู้สึกขาหนัก 89% รู้สึกขาเบาขึ้น

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: การลดเส้นรอบวงต้นขาเฉลี่ย 1.4 เซนติเมตรใน 7 วันโดยแค่ลดโซเดียมนั้นน่าทึ่งมากค่ะ นี่คือเหตุผลที่ตารางอาหารในโปรแกรมนี้เน้นลดโซเดียมเป็นหลักค่ะ

FAQ 10 ข้อเกี่ยวกับการลดขาเบียด

  1. ลดขาเฉพาะส่วนได้จริงไหม หรือต้องลดทั้งร่างกาย?

ในทางวิทยาศาสตร์ร่างกายไม่สามารถเลือกเผาผลาญไขมันเฉพาะจุดได้ค่ะ ไขมันจะลดจากทั่วร่างกายโดยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและฮอร์โมนของแต่ละคนว่าจะลดจากส่วนไหนก่อน แต่สิ่งที่ทำได้เฉพาะจุดจริงๆ คือการพัฒนากล้ามเนื้อค่ะ ดังนั้นการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามหนีบขาจะทำให้ต้นขาด้านในกระชับและมีรูปทรงดีขึ้นได้จริง แม้ว่าไขมันโดยรวมจะลดจากทั่วร่างกายก็ตามค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้แล้วขาจะใหญ่ขึ้นหรือเปล่า?

ไม่ค่ะ การออกกำลังกายในโปรแกรมนี้ไม่ได้หนักพอที่จะทำให้กล้ามเนื้อโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่จะทำให้กล้ามกระชับขึ้นซึ่งทำให้ขาดูเล็กลงและมีรูปทรงดีขึ้นแทนค่ะ กล้ามเนื้อที่กระชับมีปริมาตรน้อยกว่าไขมันในน้ำหนักเท่ากัน ดังนั้นถึงน้ำหนักไม่ลดมากแต่ขาก็จะดูเล็กลงได้ค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้ขณะมีประจำเดือนได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ควรลดความเข้มข้นลงในวันที่ปวดท้องมากหรืออ่อนเพลียค่ะ โดยเฉพาะในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือนร่างกายมักบวมน้ำมากกว่าปกติเนื่องจากฮอร์โมน ซึ่งทำให้ขาดูใหญ่กว่าที่ควร เป็นเรื่องปกติสรีรวิทยาค่ะ ไม่ต้องกังวล หลังหมดประจำเดือนแล้วจะกลับมาดีขึ้นเองค่ะ

  1. ต้องกินคลีนทุกมื้อไหมถึงจะเห็นผล?

ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทุกมื้อค่ะ ปุนิ่มแนะนำกฎ 80-20 คือกิน 80% ตามตาราง และ 20% ที่เหลือผ่อนปรนได้บ้างตามความเหมาะสมของชีวิตจริงค่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลดโซเดียมและลดน้ำตาลให้ได้มากที่สุด แค่สองข้อนี้ให้ผลลัพธ์ถึง 70% ของผลทั้งหมดค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้แล้วเห็นผลเมื่อไหร่?

ขาที่เบาขึ้นและลดการบวมน้ำจะรู้สึกได้ภายใน 2-3 วันแรกถ้าลดโซเดียมได้จริงค่ะ ความกระชับของกล้ามต้นขาด้านในจะเริ่มรู้สึกได้ภายใน 5-7 วัน และเห็นความเปลี่ยนแปลงในกระจกชัดขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ถ้าทำต่อเนื่องค่ะ

  1. คนมีเข่าไม่แข็งแรงทำโปรแกรมนี้ได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ให้หลีกเลี่ยงท่าที่ 6 Squat Jump และท่าที่ 3 Lateral Lunge ก่อนในช่วงแรกค่ะ ให้เน้นท่าที่ 2 หนีบขาด้วยลูกบอล ท่าที่ 4 ยกขาด้านในแบบนอน ท่าที่ 8 สะพาน และท่าที่ 10 นั่งผีเสื้อ ซึ่งไม่มีแรงกดที่เข่าเลยค่ะ

  1. น้ำหนักมากสามารถทำโปรแกรมนี้ได้ไหม?

ได้ค่ะ ทุกท่าในโปรแกรมนี้ออกแบบให้ปรับระดับความยากได้ตามสภาพร่างกายค่ะ ถ้าหนักมากให้เริ่มจากท่าที่ไม่มีการกระโดดและท่าที่นอนหรือนั่งก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มท่าที่ยืนและกระโดดขึ้นเมื่อร่างกายพร้อมมากขึ้นค่ะ

  1. ผู้ชายทำโปรแกรมนี้ได้ไหม?

ได้ค่ะ แม้ขาเบียดจะเป็นปัญหาที่ผู้หญิงพูดถึงบ่อยกว่า แต่ผู้ชายก็มีปัญหาต้นขาหย่อนและไม่กระชับได้เช่นกันค่ะ โปรแกรมนี้ใช้ได้กับทุกเพศค่ะ ผู้ชายอาจเห็นผลเร็วกว่าเล็กน้อยเนื่องจากระดับฮอร์โมนที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าค่ะ

  1. หลังจบ 5 วันแล้วควรทำอย่างไรต่อ?

ให้ทำโปรแกรมนี้ซ้ำต่ออีก 5 วันได้เลยค่ะ แต่เพิ่มความท้าทายขึ้นโดยเพิ่มจำนวนรอบ ลดเวลาพักระหว่างท่า หรือเพิ่มน้ำหนักในท่าที่ถือดัมเบลได้ค่ะ ในระยะยาวควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงกล้ามเนื้อที่ชัดเจนและยั่งยืนค่ะ

  1. กินอาหารเสริมอะไรช่วยได้บ้าง?

ปุนิ่มไม่แนะนำอาหารเสริมพิเศษสำหรับเป้าหมายนี้ค่ะ เพราะสิ่งที่ได้ผลจริงๆ คืออาหารจริงและการออกกำลังกาย แต่ถ้าอยากเสริมสิ่งที่ช่วยได้จริงทางวิทยาศาสตร์ มีสองอย่างค่ะ คือโปรตีนผงสำหรับคนที่กินโปรตีนจากอาหารจริงไม่ถึง 1.4 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน และแมกนีเซียมก่อนนอนสำหรับช่วยคุณภาพการนอนหลับซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อโดยตรงค่ะ

สรุป: 5 วันนี้คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย

ขาที่กระชับ แข็งแรง และสวยงามสร้างได้ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ และไม่ใช่ความเร่งรีบค่ะ

5 วันในโปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ให้คุณรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริงแม้มีเวลาน้อยค่ะ ขาที่เบาขึ้น กระชับขึ้น และเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นนั้นไม่ได้ต้องการเวลาว่างเป็นชั่วโมงต่อวัน ต้องการแค่ความตั้งใจจริง 15-40 นาทีต่อวัน และการกินที่ฉลาดขึ้นเล็กน้อยค่ะ

ปุนิ่มเริ่มต้นจากศูนย์เหมือนกันทุกคนค่ะ ผ่านการทำงานโรงงาน รับราชการ และพนักงานขาย ก่อนที่จะค้นพบความรักในการออกกำลังกายและพัฒนาตัวเองจนได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา และ ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ในวัย 45 ปีค่ะ ทุกสิ่งเริ่มต้นจากวันที่ยังไม่พร้อมแต่ตัดสินใจเริ่มต้นแล้วค่ะ

วันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นคือวันนี้เลยค่ะ 💪

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม