เวทเทรนนิ่งคืออะไร
หลายคนได้ยินคำว่าเวทเทรนนิ่งแล้วนึกภาพนักเพาะกายยืนยกบาร์เบลในฟิตเนสทันเลยครับ ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นอยู่ก็เข้าใจได้ เพราะสื่อและโฆษณาส่วนใหญ่นำเสนอเวทเทรนนิ่งในแบบนั้นมาตลอด แต่จริงๆ แล้วนิยามมันง่ายและกว้างกว่านั้นมากครับ เวทเทรนนิ่ง หรือที่ในวงการวิทยาศาสตร์เรียกว่า Resistance Training คือการออกกำลังกายที่บังคับให้กล้ามเนื้อต้านแรงบางอย่าง แรงนั้นจะมาจากอะไรก็ได้ครับ จะเป็นบาร์เบล ดัมเบล สายเคเบิล ยางยืด หรือแม้แต่น้ำหนักตัวเองก็ตาม ตราบใดที่กล้ามเนื้อต้องออกแรงต้านและหดตัว นั่นคือเวทเทรนนิ่งทั้งนั้น กลไกที่เกิดขึ้นในร่างกายตอนทำเวทเทรนนิ่งคือนี้ครับ เมื่อกล้ามเนื้อต้านแรง เส้นใยกล้ามเนื้อจะเกิดการฉีกขาดระดับจุลภาคที่เรียกว่า Micro Tear จากนั้นร่างกายจะเข้ามาซ่อมแซมเส้นใยเหล่านั้นระหว่างพักฟื้น และซ่อมกลับมาหนาและแข็งแรงกว่าเดิมเสมอ วนซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือการสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงครับ
หากคุณต้องการเริ่มต้นด้วยท่าที่ทำได้ง่ายและปลอดภัยที่บ้าน สามารถดู ท่าออกกำลังกายลดพุงที่ทำได้ที่บ้านอย่างปลอดภัย เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้
ต่างจากคาร์ดิโอยังไง
คาร์ดิโอกับเวทเทรนนิ่งไม่ได้แข่งกันค่ะ แต่มันทำงานคนละระบบกันชัดเจน และถ้าเข้าใจความต่างนี้ได้ จะวางแผนออกกำลังกายได้ฉลาดขึ้นมากเลย
คาร์ดิโอไม่ว่าจะวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้น เน้นระบบหัวใจและปอดเป็นหลัก เผาแคลอรีได้ดีระหว่างทำ แต่มีจุดอ่อนที่หลายคนไม่รู้ค่ะ คือเมื่อหยุดออกกำลังกาย การเผาผลาญก็กลับสู่ระดับปกติเกือบทันที และที่น่ากังวลกว่านั้นคือคาร์ดิโอหนักๆ ต่อเนื่องโดยไม่มีเวทเทรนนิ่งเสริม อาจทำให้ร่างกายดึงกล้ามเนื้อไปเป็นพลังงานด้วย ซึ่งยิ่งเร่ง Sarcopenia ให้แย่ลงในระยะยาว
สรุปง่ายๆ ค่ะ ถ้าเป้าหมายคือหัวใจแข็งแรงและเผาแคลอรีระหว่างออกกำลังกาย คาร์ดิโอทำได้ดีกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือร่างกายแข็งแรง อายุยืน และ Metabolism ที่ดีในระยะยาว เวทเทรนนิ่งคือคำตอบ และถ้าทำได้ทั้งสองอย่างก็ยิ่งดีมากค่ะ
Bodyweight นับเป็นเวทเทรนนิ่งไหม
นับค่ะ 100% และนี่คือเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด
ลองคิดดูนะคะ Push-Up คือการยกน้ำหนักประมาณ 60–70% ของน้ำหนักตัวขึ้นต้านแรงโน้มถ่วง Squat คือการบังคับให้ขาและสะโพกรับน้ำหนักทั้งตัวซ้ำๆ Plank คือการให้ Core ต้านแรงโน้มถ่วงต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้คือกล้ามเนื้อกำลังต้านแรงอยู่ค่ะ ซึ่งนั่นคือนิยามของเวทเทรนนิ่งพอดีเลย
งานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research พบว่า Bodyweight Training ที่ออกแบบถูกต้องให้ผลการสร้างกล้ามเนื้อไม่ต่างจากการใช้น้ำหนักภายนอกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 3–6 เดือนแรกของการฝึก ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายตอบสนองต่อ Stimulus ใหม่ได้ดีที่สุดค่ะ
ข้อแตกต่างระหว่าง Bodyweight กับการใช้อุปกรณ์มีอยู่จุดเดียวค่ะ คือเพดานของการพัฒนาในระยะยาว เมื่อร่างกายแข็งแรงพอที่จะทำ Push-Up ได้ 30 ครั้งแบบสบายแล้ว ถ้าไม่มีอุปกรณ์ก็ต้องเพิ่มความยากด้วยวิธีอื่น เช่น เปลี่ยนเป็น Archer Push-Up หรือ Decline Push-Up แทน เพราะหลักการสำคัญที่สุดของเวทเทรนนิ่งคือ Progressive Overload หรือการทำให้ร่างกายต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทำท่าเดิมซ้ำๆ ในระดับเดิมตลอด กล้ามเนื้อจะหยุดพัฒนาค่ะ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์หรือไม่ก็ตาม
สรุปคือ Bodyweight เริ่มต้นได้ดีมากค่ะ เหมาะสำหรับมือใหม่หรือคนที่ยังไม่พร้อมลงทุนอุปกรณ์ แต่ถ้าอยากพัฒนาต่อเนื่องในระยะยาว การเพิ่มอุปกรณ์เข้ามาจะเปิดประตูให้ก้าวหน้าได้ไม่มีเพดานค่ะ
การฝึกแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอช่วยสร้างหน้าท้องที่แข็งแรงและสมดุล เช่นโปรแกรม 20 ท่า Abs ที่ทำได้ที่บ้าน
ทำไมต้องทำเวทเทรนนิ่ง
ถ้าพูดตรงๆ คนส่วนใหญ่เริ่มเล่นเวทเพราะอยากดูดีค่ะ อยากผอม อยากกล้ามขึ้น อยากใส่เสื้อแล้วดูดี ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย แต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์มาตลอด 30 ปีคือประโยชน์ของเวทเทรนนิ่งมันลึกกว่าแค่รูปร่างมากค่ะ
เผาไขมันได้จริง แม้ไม่ได้วิ่ง
หลายคนคิดว่าถ้าอยากลดไขมันต้องวิ่งอย่างเดียวค่ะ แต่จริงๆ เวทเทรนนิ่งเผาไขมันได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะร่างกายยังเผาต่อเนื่อง 24–48 ชั่วโมงหลังเล่นเสร็จ เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดระหว่างฝึก โดยเฉพาะเมื่อผสมกับโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการลดไขมันหน้าท้อง เช่น โปรแกรมลดไขมันหน้าท้องแบบครบวงจร จะช่วยเร่งผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้น
แต่มีเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นค่ะ กล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัมเผาแคลอรีประมาณ 13 แคลอรีต่อวันแม้ไม่ได้ทำอะไรเลย เทียบกับไขมัน 1 กิโลกรัมที่เผาแค่ 4–5 แคลอรีต่อวัน ฟังดูน้อยนะคะ แต่ถ้าเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นมา 5 กิโลกรัม นั่นคือเผาแคลอรีเพิ่มขึ้นอีก 65 แคลอรีต่อวันโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย สะสม 1 ปีคือเผาแคลอรีไปเพิ่มอีกเกือบ 24,000 แคลอรีค่ะ
กระดูกแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อ
เรื่องนี้คนไม่ค่อยรู้กันค่ะ เวทเทรนนิ่งไม่ได้แค่สร้างกล้ามเนื้อ แต่สร้างความหนาแน่นของกระดูกด้วย
กลไกง่ายๆ คือเมื่อกล้ามเนื้อดึงกระดูกระหว่างออกแรง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเนื้อกระดูกใหม่เพื่อรองรับแรงที่เพิ่มขึ้น วนซ้ำไปเรื่อยๆ กระดูกก็หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
เรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะผู้หญิงค่ะ เพราะหลังหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้กระดูกสูญเสียความหนาแน่นเร็วมาก งานวิจัยจากวารสาร Journal of Bone and Mineral Research พบว่าผู้หญิงที่ทำเวทเทรนนิ่งสม่ำเสมอมีความหนาแน่นของกระดูกสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำถึง 8% และลดความเสี่ยงกระดูกพรุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ชายก็ได้ประโยชน์ตรงนี้เหมือนกันนะคะ แค่ผลจะเห็นชัดน้อยกว่าเพราะระดับฮอร์โมนเพศชายช่วยรักษาความหนาแน่นกระดูกได้ดีกว่าในระยะยาว
ระบบเผาผลาญดีขึ้นในระยะยาว
อันนี้คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนแปลกใจค่ะ
คนที่เล่นเวทมาสักระยะจะสังเกตว่าตัวเองกินได้มากขึ้นโดยไม่อ้วน ไม่ใช่เพราะโชคดีหรือพันธุกรรม แต่เพราะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ระบบเผาผลาญทำงานหนักขึ้นตลอดเวลาค่ะ
นอกจากนั้นเวทเทรนนิ่งยังช่วยเรื่องความไวต่ออินซูลินด้วยค่ะ กล้ามเนื้อคือเนื้อเยื่อหลักที่ดูดซึมน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงาน ยิ่งกล้ามเนื้อมากยิ่งดูดซึมน้ำตาลได้มาก ความเสี่ยงโรคเบาหวานประเภท 2 ก็ลดลงตามค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 32,000 คนพบว่าผู้ชายที่ทำเวทเทรนนิ่งสม่ำเสมอลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ถึง 34% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทำ
การออกกำลังกายจะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำร่วมกับโภชนาการที่เหมาะสม เช่น อาหารเช้าที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญและควบคุมน้ำหนัก
สุขภาพจิตและความมั่นใจ
ประโยชน์ข้อนี้คนมักมองข้ามค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นประโยชน์ที่รู้สึกได้เร็วที่สุดเลย
เมื่อเล่นเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและสารโดปามีนออกมา ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกดี มีพลังงาน และลดความเครียดได้โดยตรง งานวิจัยจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกันพบว่าเวทเทรนนิ่งลดอาการซึมเศร้าได้ดีพอๆ กับยาต้านซึมเศร้าในกลุ่มที่มีอาการระดับเบาถึงปานกลางค่ะ
แต่ที่เห็นผลชัดกว่าในชีวิตประจำวันคือความมั่นใจค่ะ การที่รู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ยกของหนักขึ้นได้ ทำท่าที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ได้แล้ว สิ่งเหล่านี้สะสมเป็นความมั่นใจที่ล้นออกมานอกฟิตเนสด้วยค่ะ หลายคนบอกว่าหลังจากเริ่มเล่นเวทได้สักสองสามเดือน ความกล้าในการตัดสินใจในชีวิตประจำวันดีขึ้นด้วย ซึ่งฟังดูไม่เกี่ยวกัน แต่นักจิตวิทยาอธิบายว่ามันมาจากการที่สมองเริ่มเชื่อมโยงว่าตัวเองทำสิ่งยากๆ ได้
อายุยืนขึ้นจริงๆ
กลับมาเรื่อง Sarcopenia ที่พูดถึงตั้งแต่ต้นค่ะ งานวิจัยขนาดใหญ่จากวารสารการแพทย์อเมริกัน ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 80,000 คนในช่วง 9 ปี พบว่าคนที่ทำเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งมีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำถึง 23% และต่ำกว่าในเรื่องโรคมะเร็งถึง 31% ค่ะ แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือเหตุผลเบื้องหลังค่ะ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงไม่ได้แค่ทำให้ยกของหนักได้ แต่มันคือระบบป้องกันร่างกายในทุกมิติ ตั้งแต่การรักษาสมดุลไม่ให้ล้ม การฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย ไปจนถึงการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
พูดง่ายๆ ค่ะ กล้ามเนื้อคือประกันชีวิตที่ดีที่สุดที่คุณสร้างได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การฝึกแรงต้านช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มและเพิ่มคุณภาพชีวิต สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุอย่างปลอดภัย
ผู้ชายและผู้หญิง เหมือนหรือต่างกันแค่ไหน
นี่คือหัวข้อที่มีความเข้าใจผิดเยอะที่สุดในวงการออกกำลังกายเลยค่ะ และส่วนใหญ่ความเข้าใจผิดพวกนั้นทำให้ผู้หญิงเสียโอกาสไปเยอะมาก
ความเชื่อที่ต้องทำลายก่อน: ผู้หญิงเล่นเวทแล้วกล้ามจะใหญ่เหมือนผู้ชาย
ไม่จริงค่ะ และมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมากว่าทำไม
ฮอร์โมนเพศชายหรือที่รู้จักกันในชื่อเทสโทสเตอโรนคือตัวแปรหลักที่กำหนดว่ากล้ามเนื้อจะโตได้แค่ไหนค่ะ ผู้ชายมีระดับฮอร์โมนนี้สูงกว่าผู้หญิงประมาณ 15–20 เท่า นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้ชายสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วกว่าและใหญ่กว่า
ผู้หญิงที่มีกล้ามเนื้อใหญ่โตแบบที่เห็นในนิตยสารเพาะกายนั้น ต้องใช้เวลาฝึกหนักมากหลายปี ควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และในหลายกรณีมีการใช้สารเสริมฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการเล่นเวทธรรมดาแน่นอน
สิ่งที่ผู้หญิงจะได้จากเวทเทรนนิ่งจริงๆ คือกล้ามเนื้อที่กระชับขึ้น รูปร่างที่สมส่วนขึ้น และไขมันที่ลดลงค่ะ ไม่ใช่กล้ามเนื้อที่ใหญ่โตผิดสัดส่วน
จุดที่ต่างกันจริงๆ: ฮอร์โมนและการฟื้นตัว
ความต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องเวทเทรนนิ่งมีอยู่จริงค่ะ แต่ไม่ใช่ในแบบที่คนส่วนใหญ่คิด
เรื่องแรกคืออัตราการสร้างกล้ามเนื้อค่ะ ผู้ชายสร้างกล้ามเนื้อได้เร็วกว่าผู้หญิงประมาณ 2 เท่าในช่วงแรกของการฝึก เพราะระดับเทสโทสเตอโรนที่สูงกว่า แต่ในระยะยาวเมื่อเทียบสัดส่วนกับน้ำหนักตัวแล้ว ความต่างนี้แคบลงมากค่ะ
เรื่องที่สองที่น่าสนใจมากและหลายคนไม่รู้คือผู้หญิงฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้เร็วกว่าผู้ชายในบางมิติค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oregon พบว่ากล้ามเนื้อผู้หญิงเกิดความเสียหายจากการออกกำลังกายน้อยกว่าผู้ชายในระดับความหนักเท่ากัน เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์กล้ามเนื้อจากการอักเสบค่ะ แปลว่าผู้หญิงสามารถเล่นได้บ่อยกว่าและพักน้อยกว่าผู้ชายได้โดยไม่บาดเจ็บ
เรื่องที่สามคือวงรอบฮอร์โมนประจำเดือนค่ะ ในช่วงครึ่งแรกของรอบเดือนที่ระดับเอสโตรเจนสูง ผู้หญิงจะมีพลังงาน ความแข็งแรง และการฟื้นตัวที่ดีกว่า เหมาะกับการฝึกหนักมากค่ะ แต่ในช่วงก่อนมีประจำเดือนที่ฮอร์โมนผันผวน หลายคนจะรู้สึกเหนื่อยง่ายและแรงน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากและไม่ต้องฝืนค่ะ การปรับความหนักของการฝึกตามรอบเดือนเป็นเรื่องที่นักกีฬาหญิงระดับโลกทำกันอยู่แล้ว
จุดที่เหมือนกัน: หลักการฝึกไม่ต่างกันเลย
นี่คือ insight ที่สำคัญที่สุดในหัวข้อนี้ค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง หลักการพื้นฐานของเวทเทรนนิ่งเหมือนกันทุกอย่าง ต้องการการเพิ่มความท้าทายให้กล้ามเนื้อสม่ำเสมอเหมือนกัน ต้องการพักฟื้นเหมือนกัน ต้องการโปรตีนเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อเหมือนกัน และได้ประโยชน์จากท่าเดียวกันเหมือนกัน
โปรแกรมที่ดีสำหรับผู้ชายก็คือโปรแกรมที่ดีสำหรับผู้หญิงด้วยค่ะ ความต่างอยู่ที่น้ำหนักที่ใช้และปริมาณการฝึกเท่านั้น ไม่ใช่ท่าออกกำลังกาย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบทความนี้ถึงไม่แยกท่าออกกำลังกายสำหรับผู้ชายและผู้หญิงออกจากกันค่ะ เพราะมันคือท่าเดียวกันทั้งหมด แค่เป้าหมายและจุดเน้นอาจต่างกันเล็กน้อยตามที่แต่ละคนต้องการ
ผู้หญิงควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษ
ถึงหลักการจะเหมือนกัน แต่มีสองจุดที่ผู้หญิงควรให้ความสำคัญมากกว่าผู้ชายค่ะ
จุดแรกคือสะโพกและต้นขาด้านหลังค่ะ ผู้หญิงมีสัดส่วนมวลกล้ามเนื้อส่วนล่างมากกว่าผู้ชายโดยธรรมชาติ และฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้ไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่า การฝึกกล้ามเนื้อส่วนล่างอย่างจริงจังจะช่วยให้รูปร่างส่วนนี้กระชับและสมส่วนขึ้นมากค่ะ
จุดที่สองคือกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวค่ะ ผู้หญิงมีความเสี่ยงบาดเจ็บที่หัวเข่าและหลังล่างสูงกว่าผู้ชายเพราะโครงสร้างกระดูกเชิงกรานที่กว้างกว่า การฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางให้แข็งแรงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มากค่ะ
ผู้ชายควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษ
ผู้ชายมีจุดอ่อนที่พบบ่อยอยู่สองจุดเหมือนกันค่ะ
จุดแรกคือการเน้นแต่กล้ามเนื้อที่มองเห็นค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่จะเล่นหน้าอก ไหล่ และแขนหนักมาก แต่ข้ามหลังล่าง สะโพก และขา ทำให้ร่างกายไม่สมดุลและเสี่ยงบาดเจ็บสูงในระยะยาว
จุดที่สองคือการข้ามการยืดเหยียดและการฟื้นตัวค่ะ ผู้ชายมักจะฝึกหนักแต่พักน้อยและยืดเหยียดน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บสะสมที่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
10 ท่าออกกำลังกาย ไม่มีอุปกรณ์
ก่อนเข้าท่าแรก ขอพูดเรื่องนึงก่อนนะคะ
หลายคนมองว่าการออกกำลังกายแบบไม่มีอุปกรณ์คือทางเลือกของคนที่ยังไม่พร้อมไปฟิตเนส หรือเป็นแค่การออกกำลังกายเบาๆ ไว้อุ่นเครื่อง แต่จริงๆ แล้วถ้าออกแบบโปรแกรมถูกต้อง การใช้น้ำหนักตัวเองสามารถสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงได้เทียบเท่ากับการใช้อุปกรณ์ในช่วง 6 เดือนแรกเลยค่ะ
ท่าที่ 1: สควอท
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง สะโพก และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
สควอทคือราชาของท่าออกกำลังกายขาค่ะ และไม่ใช่แค่ขา เพราะสควอทเป็นท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อได้มากกว่า 200 มัดพร้อมกัน รวมถึงแกนกลางลำตัวที่ต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อพยุงลำตัวไม่ให้ล้ม งานวิจัยพบว่าสควอทกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนการเจริญเติบโตได้สูงที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมด ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ขาค่ะ
วิธีทำ
- ยืนเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ออกด้านข้างเล็กน้อยประมาณ 15–30 องศา
- ยกแขนขึ้นมาข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว หรือกอดอกก็ได้ค่ะ
- ค่อยๆ ย่อสะโพกลงเหมือนกำลังจะนั่งเก้าอี้ข้างหลัง ไม่ใช่นั่งลงตรงๆ
- ย่อลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่านั้นถ้าทำได้ หัวเข่าต้องอยู่แนวเดียวกับปลายเท้าตลอด
- ดันส้นเท้าลงพื้นแล้วดันตัวขึ้นกลับ เกร็งสะโพกตอนขึ้นมาเต็มที่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หัวเข่าพับเข้าด้านในตอนลงหรือขึ้นคือสัญญาณว่ากล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างยังอ่อนแอค่ะ ให้บังคับหัวเข่าดันออกด้านนอกตลอดเวลา และอย่าให้ส้นเท้าลอยขึ้นจากพื้น ถ้าส้นเท้าลอยแสดงว่าข้อเท้าตึงหรือลงลึกเกินไปก่อนที่ร่างกายจะพร้อม
ปรับระดับความยาก
ถ้ามือใหม่มากให้เริ่มด้วยการนั่งลงบนเก้าอี้แล้วลุกขึ้นซ้ำๆ ก่อนค่ะ เพื่อให้สมองและกล้ามเนื้อเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหว ถ้าทำได้คล่องแล้วให้เพิ่มความยากด้วยการกระโดดขึ้นตอนดันตัวขึ้น หรือทำแบบขาเดียว
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 12–15 | 60 วินาที |
| ท้าทายตัวเอง | 4 | 20+ | 45 วินาที |
ท่าที่ 2: พุชอัพ
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หน้าอก ไหล่ หลังแขน และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
พุชอัพคือท่าที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในบรรดาท่าไม่มีอุปกรณ์ทั้งหมดค่ะ และหลายคนไม่รู้ว่าพุชอัพที่ทำถูกวิธีให้ผลใกล้เคียงกับการเบนช์เพรสเลยในแง่การกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าอก งานวิจัยจากสมาคมออกกำลังกายอเมริกันพบว่าพุชอัพมาตรฐานกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าอกได้ถึง 75% ของการเบนช์เพรสเลยค่ะ และยังได้แกนกลางลำตัวไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเบนช์เพรสทำไม่ได้
วิธีทำ
- วางมือบนพื้นกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย นิ้วชี้ไปข้างหน้าหรือออกด้านนอกเล็กน้อย
- เหยียดขาออกไปข้างหลัง ลำตัวเป็นเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้า เกร็งแกนกลางลำตัวและสะโพกตลอดเวลา
- งอข้อศอกลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที ให้ข้อศอกทำมุมประมาณ 45 องศากับลำตัว ไม่ใช่กางออกด้านข้าง 90 องศา
- หน้าอกเกือบแตะพื้น หยุดค้าง 1 วินาที
- ดันตัวขึ้นกลับแบบระเบิดออกมา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
สะโพกยกขึ้นหรือหย่อนลงคือปัญหาอันดับหนึ่งค่ะ ถ้าสะโพกยกขึ้นแสดงว่าแกนกลางลำตัวอ่อนแอ ถ้าสะโพกหย่อนลงแสดงว่าหลังล่างรับแรงแทนที่จะเป็นอก และอย่าก้มหน้าลงพื้นตอนลงค่ะ ให้สายตามองพื้นห่างออกไปข้างหน้าประมาณหนึ่งฝ่ามือ
ปรับระดับความยาก
ถ้าทำพุชอัพปกติยังไม่ได้ เริ่มด้วยการวางเข่าลงพื้นก่อนค่ะ หรือวางมือบนโต๊ะหรือกำแพงแทนพื้น ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้วางเท้าบนเก้าอี้แทน หรือเพิ่มการปรบมือระหว่างดันขึ้น
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 12–15 | 60 วินาที |
| ท้าทายตัวเอง | 3 | ทำจนหมดแรง | 90 วินาที |
ท่าที่ 3: ลันจ์ถอยหลัง
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง สะโพก และกล้ามเนื้อการทรงตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ลันจ์ถอยหลังดีกว่าลันจ์ก้าวไปข้างหน้าในแง่ความปลอดภัยของหัวเข่าค่ะ เพราะแรงกระแทกที่หัวเข่าน้อยกว่ามาก และยังฝึกกล้ามเนื้อการทรงตัวได้มากกว่าสควอทธรรมดา เพราะต้องควบคุมร่างกายขณะเคลื่อนที่ค่ะ
วิธีทำ
- ยืนตรง มือวางบนสะโพกหรือยกขึ้นข้างหน้าเพื่อทรงตัว
- ก้าวขาหนึ่งออกไปข้างหลังยาวๆ วางปลายเท้าลงพื้น
- งอเข่าทั้งสองข้างลงพร้อมกัน เข่าหลังเกือบแตะพื้นแต่ไม่ต้องแตะจริงๆ เข่าหน้าต้องไม่เลยปลายเท้า
- ดันส้นเท้าหน้าลงพื้นแล้วดันตัวขึ้นกลับสู่จุดเริ่มต้น
- สลับขาค่ะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ก้าวสั้นเกินไปทำให้เข่าหน้าเลยปลายเท้า ซึ่งกดดันเอ็นหัวเข่ามากค่ะ ให้ก้าวยาวพอที่เข่าหลังจะชี้ลงพื้นตรงๆ และอย่าให้ลำตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังทรงตัวไม่ดีให้จับผนังช่วยก่อนค่ะ ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้กระโดดสลับขาแทนการก้าวช้าๆ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8 ข้างละครั้ง | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 12 ข้างละครั้ง | 60 วินาที |
ท่าที่ 4: กลูทบริดจ์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: สะโพก ต้นขาด้านหลัง และหลังล่าง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
กลูทบริดจ์คือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อสะโพกได้ตรงที่สุดในบรรดาท่าไม่มีอุปกรณ์ทั้งหมดค่ะ และกล้ามเนื้อสะโพกสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้สะโพกกลมสวย แต่ยังเป็นกล้ามเนื้อหลักที่ป้องกันอาการปวดหลังล่างเรื้อรังด้วย งานวิจัยพบว่าคนที่ปวดหลังล่างเรื้อรังส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อสะโพกที่อ่อนแอกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญค่ะ
วิธีทำ
- นอนหงาย งอเข่าขึ้นมา วางเท้าราบกับพื้นห่างจากสะโพกประมาณหนึ่งฝ่ามือ
- แขนวางข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลงพื้น
- เกร็งสะโพกก่อนยกขึ้นเสมอค่ะ แล้วค่อยดันสะโพกขึ้นเพดานจนลำตัวตรงจากหัวเข่าถึงไหล่
- หยุดค้างตอนบนสุด 2 วินาที บีบสะโพกให้แน่นที่สุด
- หย่อนลงช้าๆ แต่ไม่ต้องวางสะโพกลงพื้นสนิท ให้ค้างห่างพื้นนิดนึงแล้วยกขึ้นใหม่เลย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ยกสะโพกขึ้นแต่ไม่เกร็งสะโพกจริงๆ คือปัญหาที่พบบ่อยมากค่ะ หลายคนใช้หลังล่างยกขึ้นแทนสะโพก วิธีเช็คคือถ้าหลังล่างเจ็บหลังทำแสดงว่าทำผิดท่า ให้โฟกัสที่การบีบสะโพกให้แน่นตอนขึ้นค่ะ
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นและทำด้วยขาข้างเดียวค่ะ หรือวางเท้าบนเก้าอี้แทนพื้น
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 12–15 | 60 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 15–20 | 45 วินาที |
| ท้าทายตัวเอง | 3 | 15 ขาเดียว | 60 วินาที |
ท่าที่ 5: พลังค์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: แกนกลางลำตัวทั้งหมด หัวไหล่ และหลัง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
พลังค์ดูเหมือนท่านิ่งๆ ง่ายๆ แต่จริงๆ มันคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้ครบที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมดค่ะ ทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อข้าง และกล้ามเนื้อหลังทำงานพร้อมกัน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Waterloo ของแคนาดาพบว่าพลังค์ปลอดภัยสำหรับกระดูกสันหลังมากกว่าการซิทอัพมาก เพราะไม่ได้งอกระดูกสันหลังซ้ำๆ ค่ะ
วิธีทำ
- วางข้อศอกลงพื้น ข้อศอกอยู่ใต้ไหล่พอดี
- เหยียดขาออกไปข้างหลัง ลำตัวเป็นเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้า
- เกร็งหน้าท้องเหมือนกำลังจะโดนต่อย เกร็งสะโพกด้วยค่ะ
- หายใจสม่ำเสมอ อย่ากลั้นหายใจ
- ค้างไว้ตามเวลาที่กำหนด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
สะโพกยกขึ้นสูงเหมือนท่า V คว่ำคือการโกงที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ท่าที่ถูกต้องคือลำตัวต้องเป็นเส้นตรงสนิท ไม่ยกไม่หย่อน และอย่ามองพื้นใต้หน้าตัวเองค่ะ ให้มองพื้นห่างออกไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้คออยู่ในแนวตรงกับกระดูกสันหลัง
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังทำยากอยู่ให้วางเข่าลงพื้นแทนค่ะ ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นระหว่างพลังค์ หรือเปลี่ยนเป็นพลังค์เดินมือ
เซ็ตและเวลาแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | เวลา | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 20–30 วินาที | 60 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 3 | 45–60 วินาที | 45 วินาที |
| ท้าทายตัวเอง | 3 | 90 วินาที+ | 60 วินาที |
ท่าที่ 6: ไพค์พุชอัพ
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ไหล่ หลังแขน และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ไพค์พุชอัพคือ Overhead Press เวอร์ชันไม่มีอุปกรณ์ค่ะ กระตุ้นไหล่ได้มากกว่าพุชอัพธรรมดามาก เพราะมุมของร่างกายบังคับให้ไหล่รับน้ำหนักแทนหน้าอก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากพัฒนาไหล่โดยไม่มีอุปกรณ์ค่ะ
วิธีทำ
- เริ่มจากท่าพุชอัพ แล้วเดินเท้าเข้ามาหามือจนตัวเป็นรูปตัว V คว่ำ
- สะโพกชี้ขึ้นเพดาน หัวอยู่ระหว่างแขนสองข้าง
- งอข้อศอกลงช้าๆ ให้หัวเคลื่อนลงมาระหว่างมือสองข้าง นับ 2–3 วินาที
- หัวเกือบแตะพื้นแล้วหยุดค้าง 1 วินาที
- ดันตัวขึ้นกลับจนแขนเหยียดสุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
สะโพกไม่สูงพอคือปัญหาหลักค่ะ ถ้าสะโพกต่ำเกินไปท่าจะกลายเป็นพุชอัพธรรมดา ให้ตั้งเป้าว่าลำตัวต้องทำมุมใกล้ 90 องศากับพื้นให้มากที่สุด
ปรับระดับความยาก
ถ้ายากเกินไปให้วางมือบนโต๊ะแทนพื้นค่ะ ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้วางเท้าบนเก้าอี้แทน จะใกล้เคียง Handstand Push-Up มากขึ้น
หากต้องการพัฒนากล้ามเนื้อหน้าอกเพิ่มเติม สามารถดู 10 ท่าเล่นอกที่สร้างกล้ามเนื้อได้จริง เพื่อเพิ่มความหลากหลายของการฝึก
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 6–8 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 10–12 | 60 วินาที |
ท่าที่ 7: ซูเปอร์แมน
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หลังล่าง สะโพก และหลังบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ซูเปอร์แมนคือท่าที่บริหารกล้ามเนื้อหลังด้วยน้ำหนักตัวได้ดีที่สุดค่ะ และกล้ามเนื้อหลังคือส่วนที่คนข้ามบ่อยที่สุดในการออกกำลังกายแบบไม่มีอุปกรณ์ เพราะท่าส่วนใหญ่เน้นด้านหน้าลำตัว การข้ามกล้ามเนื้อหลังทำให้ร่างกายไม่สมดุลและปวดหลังได้ง่ายมากค่ะ
วิธีทำ
- นอนคว่ำบนพื้น แขนเหยียดตรงไปข้างหน้าเหนือหัว ขาเหยียดตรง
- ยกแขน หน้าอก และขาขึ้นพร้อมกันโดยใช้กล้ามเนื้อหลังดึงขึ้น ไม่ใช่กระแทกขึ้น
- ยกขึ้นจนรู้สึกตึงที่หลังล่างและสะโพก หยุดค้าง 2 วินาที
- หย่อนลงช้าๆ แต่ไม่ต้องวางลงสนิทระหว่างเรป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
กระแทกขึ้นแทนที่จะใช้กล้ามเนื้อดึงค่ะ ท่านี้ต้องช้าและมีสติทุกเรป ถ้าทำเร็วๆ จะไม่ได้ผลเลยและเสี่ยงบาดเจ็บหลังล่างด้วย
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ยกแขนและขาสลับข้างแทนค่ะ เช่นยกแขนซ้ายพร้อมขาขวา แล้วสลับ วิธีนี้บังคับให้กล้ามเนื้อแกนกลางทำงานมากขึ้นด้วย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 60 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 12–15 | 45 วินาที |
ท่าที่ 8: เมาท์เทนไคลเมอร์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: แกนกลางลำตัว ขา และไหล่
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
เมาท์เทนไคลเมอร์คือท่าที่ได้ทั้งเวทเทรนนิ่งและการเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจในท่าเดียวค่ะ งานวิจัยพบว่าเมาท์เทนไคลเมอร์ความเร็วสูงเผาแคลอรีได้ใกล้เคียงกับการวิ่ง แต่ยังได้กล้ามเนื้อแกนกลางไปด้วย เหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาน้อยและอยากได้ผลสองอย่างพร้อมกัน
วิธีทำ
- เริ่มจากท่าพุชอัพ แขนเหยียดตรง
- ดึงเข่าขวาเข้าหาหน้าอกอย่างเร็ว
- ดันขากลับพร้อมกับดึงเข่าซ้ายเข้ามาแทนในจังหวะเดียว
- สลับขาต่อเนื่องเหมือนกำลังวิ่งอยู่กับที่
- สะโพกต้องอยู่ระดับเดียวกับไหล่ตลอด อย่าให้ยกขึ้นหรือหย่อนลง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
สะโพกยกขึ้นสูงทุกครั้งที่ดึงเข่าเข้ามาคือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ท่านี้สะโพกต้องนิ่งตลอดเวลา ถ้าสะโพกขึ้นลงแสดงว่าทำเร็วเกินไปจนควบคุมไม่ได้
ปรับระดับความยาก
ถ้ายากเกินให้วางมือบนโต๊ะแทนพื้นค่ะ จะลดแรงกดที่ไหล่และง่ายกว่ามาก ถ้าต้องการท้าทายมากขึ้นให้ทำให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ หรือข้ามเข่าไปแตะข้อศอกฝั่งตรงข้ามแทน
เซ็ตและเวลาแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | เวลา | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 20 วินาที | 40 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 30 วินาที | 30 วินาที |
| เผาแคลอรี | 4 | 45 วินาที | 15 วินาที |
ท่าที่ 9: ฮิปฮิงจ์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหลัง สะโพก และหลังล่าง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ฮิปฮิงจ์คือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันค่ะ ทุกครั้งที่คุณก้มหยิบของจากพื้น ยกกล่องหนัก หรือโน้มตัวไปข้างหน้า ร่างกายควรใช้การเคลื่อนไหวแบบฮิปฮิงจ์ทั้งนั้น แต่คนส่วนใหญ่โก่งหลังแทนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดหลังล่างเรื้อรัง การฝึกฮิปฮิงจ์สม่ำเสมอไม่ใช่แค่สร้างกล้ามเนื้อ แต่สอนให้ร่างกายเคลื่อนไหวถูกวิธีในชีวิตจริงด้วยค่ะ
วิธีทำ
- ยืนตรง เท้ากว้างเท่าสะโพก มือวางบนต้นขา
- ดันสะโพกไปข้างหลังช้าๆ เหมือนพยายามแตะกำแพงข้างหลังด้วยสะโพก ไม่ใช่ย่อเข่าลง
- ลำตัวโน้มไปข้างหน้าโดยที่หลังตรงตลอด เข่างอเล็กน้อย
- ลงจนรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหลัง หยุดค้าง 1 วินาที
- ดันสะโพกกลับมาข้างหน้าเพื่อตั้งตัวขึ้น เกร็งสะโพกตอนขึ้นมาเต็มที่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
โก่งหลังแทนที่จะดันสะโพกไปข้างหลังค่ะ ถ้าหลังโก่งแสดงว่าต้นขาด้านหลังตึงหรือเข้าใจรูปแบบการเคลื่อนไหวผิด ให้ฝึกกับกำแพงก่อนโดยยืนห่างกำแพงหนึ่งก้าวแล้วพยายามแตะกำแพงด้วยสะโพก
ปรับระดับความยาก
ถ้าทำได้คล่องแล้วให้เปลี่ยนเป็นยืนขาเดียวค่ะ จะยากขึ้นมากและโดนต้นขาด้านหลังมากขึ้นด้วย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 60 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 12–15 | 60 วินาที |
ท่าที่ 10: ไซด์ไลอิ้งฮิปแอบดักชั่น
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: สะโพกด้านข้าง และต้นขาด้านนอก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
นี่คือท่าที่หลายคนข้ามเพราะดูเหมือนง่ายและเบาเกินไปค่ะ แต่กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างหรือที่เรียกว่ากลูทมีเดียสคือกล้ามเนื้อที่สำคัญมากในการป้องกันหัวเข่าพับเข้าใน ปวดสะโพก และปวดหลังล่าง งานวิจัยพบว่านักวิ่งที่มีกลูทมีเดียสแข็งแรงมีอัตราการบาดเจ็บต่ำกว่ากลุ่มที่อ่อนแอถึง 65% ค่ะ
วิธีทำ
- นอนตะแคง ขาล่างงอเล็กน้อยเพื่อความสมดุล ขาบนเหยียดตรง
- หมุนปลายเท้าบนขึ้นด้านบนเล็กน้อย เพื่อให้สะโพกด้านข้างทำงานมากขึ้น
- ยกขาบนขึ้นช้าๆ จนทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้น
- หยุดค้าง 1 วินาทีตอนบนสุด บีบสะโพกด้านข้างให้แน่น
- หย่อนลงช้าๆ นับ 3 วินาที อย่าปล่อยตก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หมุนสะโพกไปข้างหน้าระหว่างยกขาขึ้นค่ะ ท่านี้ต้องให้สะโพกนิ่งตลอด ถ้าสะโพกหมุนไปข้างหน้าแสดงว่ากล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างอ่อนแอมากและกำลังใช้กล้ามเนื้ออื่นชดเชยอยู่
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ใส่ยางวงรอบต้นขาเพื่อเพิ่มแรงต้านค่ะ หรือทำในท่ายืนโดยยกขาออกด้านข้างแทน
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 12–15 ข้างละ | 45 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 15–20 ข้างละ | 30 วินาที |
10 ท่าออกกำลังกาย มีอุปกรณ์
ถ้า Section 4 คือรากฐาน Section นี้คือชั้นที่สองที่ทำให้การพัฒนาไม่มีเพดานค่ะ อุปกรณ์ไม่ได้ทำให้ท่าดีขึ้นหรือแย่ลง แต่มันเปิดประตูให้เพิ่มแรงต้านได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง ซึ่งคือหัวใจของการพัฒนาในระยะยาว
ท่าที่ 1: บาร์เบลแบ็คสควอท
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง สะโพก แกนกลางลำตัว และหลัง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
บาร์เบลแบ็คสควอทคือราชาของท่าออกกำลังกายทั้งหมดค่ะ ไม่ใช่แค่ขา งานวิจัยพบว่าบาร์เบลสควอทกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเพศชายได้สูงที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมด เพราะมันใช้กล้ามเนื้อพร้อมกันมากที่สุด แปลว่าถ้าอยากสร้างกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ขา ท่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดค่ะ
วิธีทำ
- วางบาร์บนไหล่ตอนบนบริเวณกล้ามเนื้อทราพีเซียส ไม่ใช่บนกระดูกคอค่ะ
- จับบาร์กว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ข้อศอกชี้ลงพื้น
- ก้าวออกจากแร็ค เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ออกเล็กน้อย
- หายใจเข้าเต็มที่แล้วกลั้นไว้ เกร็งแกนกลางลำตัวก่อนย่อทุกครั้ง
- ย่อสะโพกลงเหมือนนั่งเก้าอี้ข้างหลัง ลงจนต้นขาขนานพื้นหรือต่ำกว่า
- ดันส้นเท้าลงพื้นแล้วดันตัวขึ้น หายใจออกตอนขึ้นมาถึงจุดที่ยากที่สุดค่ะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หลังโค้งงอตอนลงลึกคือปัญหาที่อันตรายที่สุดค่ะ เรียกว่า Butt Wink ซึ่งมักเกิดจากข้อเท้าตึงหรือสะโพกตึง วิธีแก้ชั่วคราวคือลองรองส้นเท้าด้วยจานน้ำหนักบางๆ แล้วค่อยยืดข้อเท้าควบคู่กันไป และอย่าลืมว่าหัวเข่าต้องไม่พับเข้าด้านในเด็ดขาดค่ะ
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังใหม่กับท่านี้ให้เริ่มด้วยบาร์เปล่าก่อนเสมอค่ะ เรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวให้ถูกต้องก่อนแล้วค่อยเพิ่มน้ำหนัก ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ทำแบบหยุดค้างตอนล่างสุด 2 วินาที
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 2 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 6–10 | 2–3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 | 3 นาที |
ท่าที่ 2: เดดลิฟท์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หลังล่าง สะโพก ต้นขาด้านหลัง หลังบน และมือ
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
เดดลิฟท์คือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อได้มากที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมดค่ะ มากกว่าสควอทด้วยซ้ำในแง่ของจำนวนกล้ามเนื้อที่ทำงานพร้อมกัน และยังเป็นท่าที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันที่สุด ทุกครั้งที่คุณยกของหนักจากพื้น ร่างกายใช้รูปแบบเดดลิฟท์ค่ะ
ข้อมูลที่น่าสนใจคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Gothenburg สวีเดน พบว่าการฝึกเดดลิฟท์อย่างถูกต้องลดอาการปวดหลังล่างเรื้อรังได้มากกว่าการทำกายภาพบำบัดแบบดั้งเดิมถึง 72% ค่ะ
วิธีทำ
- ยืนห่างบาร์ประมาณ 5 เซนติเมตร แถบกลางเท้าอยู่ใต้บาร์พอดี
- งอสะโพกลงจับบาร์กว้างเท่าหัวไหล่ หลังตรงตลอด ไม่โก่ง
- หัวเข่างอลงจนแข้งแทบแตะบาร์ สะบักดึงลงและหดเข้าหากัน
- หายใจเข้าเต็มที่ เกร็งแกนกลางลำตัว แล้วดันส้นเท้าลงพื้นพร้อมกับดึงบาร์ขึ้น
- สะโพกและไหล่ขึ้นพร้อมกันในอัตราเดียวกัน ห้ามให้สะโพกขึ้นก่อนไหล่ค่ะ
- เมื่อบาร์ผ่านหัวเข่า ดันสะโพกไปข้างหน้าเพื่อล็อคท่าด้านบน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หลังโค้งงอคืออันตรายที่สุดค่ะ ถ้าหลังโค้งแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไปหรือแกนกลางลำตัวยังไม่แข็งแรงพอ ให้ลดน้ำหนักลงก่อนเสมอ และอย่าดึงบาร์ออกห่างจากลำตัวค่ะ บาร์ต้องเลื่อนขึ้นลงแนบแข้งตลอด
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังใหม่ให้เริ่มด้วยดัมเบลโรมาเนียนเดดลิฟท์ก่อนค่ะ เพราะควบคุมง่ายกว่าบาร์เบล ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ทำแบบยืนบนจานน้ำหนักเพื่อเพิ่มระยะการเคลื่อนที่
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 6–8 | 2 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 6–8 | 2–3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 | 3–4 นาที |
ท่าที่ 3: เบนช์เพรส
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หน้าอก ไหล่หน้า และหลังแขน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
เบนช์เพรสคือท่าที่ได้รับการวิจัยมากที่สุดในวงการเวทเทรนนิ่งค่ะ และยังคงเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับพัฒนาความแข็งแรงของส่วนบนลำตัวทั้งหมด ทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ประโยชน์จากท่านี้เท่ากันค่ะ เพราะหน้าอกที่แข็งแรงช่วยในการยกของ ดัน และเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ต้องใช้แขน
วิธีทำ
- นอนหงายบนม้านั่ง หลังล่างแอ่นเล็กน้อยตามธรรมชาติ เท้าวางราบกับพื้น
- จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนยกบาร์ออกจากแร็คเสมอค่ะ
- หย่อนบาร์ลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที ให้บาร์แตะหน้าอกส่วนล่างบริเวณราวนม ข้อศอกทำมุมประมาณ 45–75 องศากับลำตัว
- ดันบาร์ขึ้นแบบระเบิดออกมา หายใจออกตอนดันค่ะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อศอกกางออกด้านข้าง 90 องศาคือท่าที่อันตรายต่อข้อไหล่มากค่ะ ให้หุบข้อศอกเข้ามาหน่อยเสมอ และอย่าปล่อยหลังล่างแอ่นมากเกินจนก้นลอยจากม้านั่ง ถ้าก้นลอยแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไป
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังใหม่ให้ใช้ดัมเบลแทนบาร์เบลก่อนค่ะ เพราะดัมเบลบังคับให้แต่ละข้างทำงานอิสระและช่วยสร้างความสมดุลของกล้ามเนื้อทั้งสองข้าง ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เพิ่มการหยุดค้างที่หน้าอก 2 วินาทีก่อนดันขึ้น
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 8–12 | 2 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 | 3 นาที |
ท่าที่ 4: ดัมเบลโรมาเนียนเดดลิฟท์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหลัง สะโพก และหลังล่าง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ต้นขาด้านหลังคือกล้ามเนื้อที่คนข้ามบ่อยที่สุดในการออกกำลังกายขาค่ะ ส่วนใหญ่เน้นแต่สควอทซึ่งโดนต้นขาด้านหน้าเป็นหลัก ทำให้กล้ามเนื้อสองฝั่งไม่สมดุล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บที่หัวเข่าและหลังล่างในระยะยาว งานวิจัยพบว่านักกีฬาที่มีอัตราส่วนความแข็งแรงระหว่างต้นขาหน้าและหลังสมดุลกัน มีความเสี่ยงบาดเจ็บต่ำกว่าถึง 50% ค่ะ
วิธีทำ
- ยืนตรงถือดัมเบลสองข้าง ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัว
- เกร็งแกนกลางลำตัว ดันสะโพกไปข้างหลังช้าๆ ลำตัวโน้มไปข้างหน้า
- ดัมเบลเลื่อนลงมาตามหน้าขาแนบๆ ขาตลอด ไม่แกว่งออกค่ะ
- ลงจนรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหลังอย่างชัดเจน หยุดค้าง 1 วินาที
- ดันสะโพกกลับมาข้างหน้าเพื่อยืนตรง เกร็งสะโพกตอนขึ้นมาเต็มที่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
งอเข่ามากเกินจนกลายเป็นเดดลิฟท์ธรรมดาค่ะ ท่านี้เข่างอเล็กน้อยพอเพื่อไม่ให้ข้อต่อล็อค แต่ไม่ได้ย่อลงเหมือนสควอท การเคลื่อนไหวหลักต้องมาจากสะโพกที่ดันไปข้างหลัง ไม่ใช่เข่าที่งอลง
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ทำแบบยืนขาเดียวค่ะ จะยากขึ้นมากและยังฝึกการทรงตัวไปด้วย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 10–12 | 60 วินาที |
ท่าที่ 5: บาร์เบลโรว์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หลังกลาง หลังบน และหน้าแขน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
บาร์เบลโรว์คือท่าที่สร้างความหนาของหลังได้ดีที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมดค่ะ และหลังที่แข็งแรงไม่ได้แค่ทำให้หลังใหญ่ แต่มันคือโครงสร้างที่รองรับทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน คนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันยิ่งต้องการท่านี้เพราะกล้ามเนื้อหลังอ่อนแอจากการนั่งหลังค่อมซ้ำๆ ค่ะ
วิธีทำ
- ยืนห่างบาร์เล็กน้อย ก้มตัวลงจับบาร์กว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย
- ดันสะโพกไปข้างหลังจนลำตัวทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้น หลังตรงตลอด
- ดึงบาร์เข้าหาสะดือโดยให้ข้อศอกชี้ขึ้นด้านบนและออกด้านข้างเล็กน้อย
- หยุดค้างตอนที่บาร์แตะหน้าท้อง บีบสะบักเข้าหากันเต็มที่ 1 วินาที
- หย่อนบาร์ลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
โยกลำตัวขึ้นลงเพื่อช่วยดึงคือการโกงที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ลำตัวต้องนิ่งตลอด ถ้าต้องโยกแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไป และอย่าลืมดึงบาร์เข้าหาสะดือ ไม่ใช่หน้าอก เพราะถ้าดึงขึ้นสูงเกินจะเป็นท่าที่โดนไหล่มากกว่าหลังค่ะ
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังใหม่ให้ใช้ดัมเบลแทนก่อนค่ะ แล้ววางมืออีกข้างบนม้านั่งเพื่อรองรับน้ำหนัก ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้ทำแบบหยุดค้างตอนบนสุด 3 วินาที
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 8–12 | 2 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 4–6 | 2–3 นาที |
ท่าที่ 6: โอเวอร์เฮดเพรส
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ไหล่ หลังแขน และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
โอเวอร์เฮดเพรสคือท่าที่ทดสอบความแข็งแรงของส่วนบนลำตัวได้ครบถ้วนที่สุดค่ะ เพราะการยกน้ำหนักเหนือหัวต้องใช้ไหล่ หลังแขน และแกนกลางลำตัวทำงานพร้อมกัน และยังเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่จำเป็นมากในชีวิตประจำวัน ทั้งการวางของบนชั้นสูง การยกกระเป๋าขึ้นหิ้งบนรถไฟ หรือแม้แต่การเปลี่ยนหลอดไฟค่ะ
วิธีทำ
- ยืนเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ถือบาร์ระดับหน้าอก จับกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย
- เกร็งแกนกลางลำตัวและสะโพกให้แน่นก่อนดันทุกครั้งค่ะ
- ดันบาร์ขึ้นตรงๆ เหนือหัว หัวหลบออกเล็กน้อยเพื่อให้บาร์ผ่าน แล้วหัวกลับมาตรงเมื่อบาร์ขึ้นพ้นหัวแล้ว
- ล็อคข้อศอกตอนบนสุด บาร์อยู่เหนือหัวตรงๆ
- หย่อนบาร์ลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที กลับสู่ระดับหน้าอก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
แอ่นหลังล่างตอนดันขึ้นคืออันตรายมากค่ะ เกิดจากแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอหรือไหล่ยืดหยุ่นไม่พอ ให้เกร็งสะโพกให้แน่นตลอดเวลาจะช่วยป้องกันได้ และอย่าดันบาร์ไปข้างหน้าค่ะ ต้องขึ้นตรงๆ เหนือหัวเสมอ
ปรับระดับความยาก
ถ้ายังใหม่ให้ใช้ดัมเบลแทนก่อนค่ะ หรือนั่งทำบนม้านั่งมีพนักพิงเพื่อตัดการใช้ขาและลำตัวช่วย ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เปลี่ยนเป็นดันสลับข้างทีละข้างค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 8–12 | 2 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 | 3 นาที |
ท่าที่ 7: ดัมเบลลันจ์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหน้า สะโพก และกล้ามเนื้อการทรงตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
ดัมเบลลันจ์ดีกว่าบาร์เบลลันจ์สำหรับคนส่วนใหญ่ค่ะ เพราะดัมเบลบังคับให้แต่ละข้างทำงานอิสระ ทำให้เห็นและแก้ไขความไม่สมดุลระหว่างขาสองข้างได้ทันที ถ้าขาข้างหนึ่งแข็งแรงกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน ท่านี้จะบังคับให้ข้างที่อ่อนแอต้องพัฒนาขึ้นมาเทียบเท่าค่ะ
วิธีทำ
- ยืนตรงถือดัมเบลสองข้าง ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัว
- ก้าวขาหนึ่งออกไปข้างหน้ายาวพอสมควร
- ลดสะโพกลงตรงๆ จนเข่าหลังเกือบแตะพื้น เข่าหน้าไม่เลยปลายเท้าค่ะ
- ลำตัวตรงตลอด ไม่โน้มไปข้างหน้า
- ดันส้นเท้าหน้าลงพื้นแล้วก้าวกลับมาตั้งตัวหรือก้าวต่อเนื่องไปข้างหน้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ก้าวสั้นเกินจนเข่าหน้าเลยปลายเท้าคือปัญหาหลักค่ะ และอย่าให้ลำตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าลำตัวเอียงแสดงว่าแกนกลางลำตัวยังไม่แข็งแรงพอหรือน้ำหนักดัมเบลหนักเกินไป
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เดินต่อเนื่องด้วยลันจ์โดยไม่หยุดค่ะ หรือเพิ่มการบิดลำตัวไปด้านข้างระหว่างลันจ์เพื่อเพิ่มการทำงานของแกนกลางลำตัว
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8 ข้างละ | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 10–12 ข้างละ | 60 วินาที |
ท่าที่ 8: แลทพูลดาวน์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หลังบน หลังกว้าง และหน้าแขน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
แลทพูลดาวน์คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ยังทำพูลอัพไม่ได้ค่ะ และแม้แต่คนที่ทำพูลอัพได้แล้วก็ยังใช้ท่านี้ในการเพิ่มปริมาณการฝึกได้อีกมาก กล้ามเนื้อหลังกว้างที่พัฒนาดีคือสิ่งที่สร้างรูปร่างรูปตัว V ที่หลายคนต้องการ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงค่ะ โดยผู้หญิงจะได้เอวที่ดูเล็กลงโดยปริยายเมื่อหลังกว้างขึ้น
วิธีทำ
- นั่งบนเบาะ ล็อคต้นขาใต้ที่รองต้นขาให้แน่น
- จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- แอ่นหน้าอกขึ้นเล็กน้อย ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนดึงทุกครั้งค่ะ
- ดึงบาร์ลงมาหาหน้าอกส่วนบนโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้าง
- หยุดค้างตอนที่บาร์แตะหน้าอก บีบสะบักให้แน่น 1 วินาที
- ปล่อยบาร์ขึ้นช้าๆ แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
โยกลำตัวไปข้างหลังมากเกินค่ะ ถ้าโยกหลังเกิน 15–20 องศาแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไปและกำลังใช้โมเมนตัมแทนกล้ามเนื้อ และอย่าดึงบาร์ไปด้านหลังหัวเด็ดขาดค่ะ เพราะกดดันกระดูกคอมากและไม่ได้ผลดีกว่าดึงมาหน้าอกเลย
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เปลี่ยนมือจับเป็นแคบลงและฝ่ามือหันเข้าหาตัวค่ะ จะโดนหน้าแขนมากขึ้นด้วย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 10–12 | 60–90 วินาที |
ท่าที่ 9: ดัมเบลกอบเล็ตสควอท
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: ต้นขาด้านหน้า สะโพก แกนกลางลำตัว และหลังบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
กอบเล็ตสควอทคือท่าที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสควอทด้วยน้ำหนักค่ะ เพราะน้ำหนักที่อยู่ด้านหน้าลำตัวช่วยดึงสมดุลตามธรรมชาติ ทำให้ทรงตัวง่ายกว่าบาร์เบลสควอทมาก และยังบังคับให้หน้าอกตั้งตรงตลอด ซึ่งช่วยเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องได้เร็วกว่า งานวิจัยพบว่ากอบเล็ตสควอทช่วยพัฒนาความลึกของสควอทในมือใหม่ได้ดีกว่าท่าสควอทอื่นๆ ค่ะ
วิธีทำ
- ถือดัมเบลหนึ่งอันด้วยมือสองข้างบริเวณหน้าอก ข้อศอกชี้ลงพื้น
- ยืนเท้ากว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ปลายเท้าชี้ออกด้านข้าง
- ย่อสะโพกลงระหว่างขาสองข้าง ไม่ใช่ด้านหลังเหมือนบาร์เบลสควอท
- ลงให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้โดยที่หลังยังตรงอยู่ ส้นเท้าไม่ลอย
- ดันส้นเท้าลงพื้นแล้วดันตัวขึ้น เกร็งสะโพกตอนขึ้นมาเต็มที่ค่ะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ปล่อยให้ดัมเบลดึงลำตัวไปข้างหน้าค่ะ ให้บีบข้อศอกเข้าหาลำตัวและดันหน้าอกออกเพื่อต้านน้ำหนักดัมเบล และอย่าให้เข่าพับเข้าด้านในตอนลงหรือขึ้น
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เปลี่ยนเป็นถือดัมเบลสองข้างแบบแร็คโพสิชั่นค่ะ หรือเพิ่มการกระโดดขึ้นตอนดันตัวขึ้น
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 12–15 | 60 วินาที |
ท่าที่ 10: เคเบิลโรว์
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: หลังกลาง หลังล่าง และหน้าแขน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
เคเบิลโรว์ให้สิ่งที่บาร์เบลโรว์ให้ไม่ได้ค่ะ นั่นคือแรงต้านที่สม่ำเสมอตลอดทั้งช่วงการเคลื่อนที่ บาร์เบลโรว์ง่ายที่สุดตอนเริ่มดึงและหนักที่สุดตอนสุด แต่เคเบิลหนักสม่ำเสมอตลอด ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักกว่าในช่วงที่บาร์เบลทำงานได้ไม่เต็มที่ค่ะ
วิธีทำ
- นั่งบนเบาะหน้าเครื่องเคเบิล เท้าวางบนที่รองเท้า เข่างอเล็กน้อย
- จับที่จับด้วยมือสองข้าง แขนเหยียดตรงออกไปข้างหน้า
- ดึงแกนกลางลำตัวให้ตั้งตรงก่อนดึงทุกครั้งค่ะ
- ดึงที่จับเข้าหาสะดือโดยให้ข้อศอกชิดลำตัว
- หยุดค้างตอนที่มือแตะสะดือ บีบสะบักเข้าหากันเต็มที่ 1–2 วินาที
- ปล่อยแขนยืดออกช้าๆ นับ 2–3 วินาที ปล่อยให้สะบักยืดออกเต็มที่ก่อนดึงใหม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
โยกลำตัวไปข้างหน้าและข้างหลังทุกเรปคือการโกงที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ลำตัวต้องนิ่งตลอด การเคลื่อนไหวต้องมาจากแขนและหลังเท่านั้น และอย่าลืมยืดสะบักออกเต็มที่ตอนแขนเหยียดสุด เพราะช่วงนั้นคือครึ่งหนึ่งของท่าที่หลายคนข้ามไป
ปรับระดับความยาก
ถ้าต้องการความท้าทายมากขึ้นให้เปลี่ยนเป็นดึงข้างเดียวค่ะ จะบังคับให้แกนกลางลำตัวทำงานมากขึ้นเพื่อต้านการหมุนของลำตัว
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 10–12 | 60 วินาที |
| เน้นหลัง | 3 | 12–15 (เบาลง ช้าลง) | 45 วินาที |
โปรแกรม 4 สัปดาห์
ก่อนดูตารางมีเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนค่ะ หลายคนเปิดหาโปรแกรมออกกำลังกายแล้วเลือกแบบที่ดูเยอะที่สุด หนักที่สุด หรือซับซ้อนที่สุด คิดว่ายิ่งเยอะยิ่งดี แต่จริงๆ แล้วโปรแกรมที่ดีที่สุดไม่ใช่โปรแกรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือโปรแกรมที่คุณทำได้จริงและทำได้สม่ำเสมอค่ะ 4 สัปดาห์นี้ออกแบบมาให้ค่อยๆ สร้างนิสัยและความแข็งแรงไปพร้อมกัน ไม่ใช่ทำให้คุณเหนื่อยจนเลิกในสัปดาห์แรกค่ะ
หลักการของโปรแกรมนี้
สัปดาห์ที่ 1–2 คือการเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง ยังไม่ต้องสนใจน้ำหนักหรือจำนวนครั้งมาก ให้โฟกัสที่ความรู้สึกของกล้ามเนื้อที่ทำงานอยู่ค่ะ
สัปดาห์ที่ 3–4 คือการเริ่มเพิ่มแรงกดดันให้กล้ามเนื้อ ทั้งน้ำหนักที่มากขึ้นหรือจำนวนครั้งที่มากขึ้น นี่คือจุดที่กล้ามเนื้อเริ่มพัฒนาจริงๆ ค่ะ
โปรแกรมที่ 1: ไม่มีอุปกรณ์ ทำได้ทุกที่
เหมาะสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้น หรืออยากออกกำลังกายที่บ้านโดยไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ ทำ 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีวันพักอย่างน้อย 1 วันระหว่างแต่ละวันที่ออกกำลังกาย เช่น จันทร์ พุธ ศุกร์ หรือ อังคาร พฤหัส เสาร์ค่ะ
วันที่ 1 — ส่วนบนลำตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| พุชอัพ | 3 × 8 | 4 × 12 | 90 วินาที |
| ไพค์พุชอัพ | 3 × 6 | 3 × 10 | 90 วินาที |
| ซูเปอร์แมน | 3 × 10 | 4 × 12 | 60 วินาที |
| พลังค์ | 3 × 20 วินาที | 3 × 40 วินาที | 60 วินาที |
วันที่ 2 — ส่วนล่างลำตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| สควอท | 3 × 12 | 4 × 15 | 90 วินาที |
| ลันจ์ถอยหลัง | 3 × 8 ข้างละ | 4 × 10 ข้างละ | 90 วินาที |
| กลูทบริดจ์ | 3 × 15 | 4 × 20 | 60 วินาที |
| ไซด์ไลอิ้งฮิปแอบดักชั่น | 3 × 12 ข้างละ | 4 × 15 ข้างละ | 45 วินาที |
วันที่ 3 — ร่างกายทั้งตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| สควอท | 3 × 10 | 3 × 15 | 90 วินาที |
| พุชอัพ | 3 × 8 | 3 × 12 | 90 วินาที |
| ฮิปฮิงจ์ | 3 × 10 | 4 × 12 | 60 วินาที |
| เมาท์เทนไคลเมอร์ | 3 × 20 วินาที | 3 × 30 วินาที | 45 วินาที |
| พลังค์ | 3 × 20 วินาที | 3 × 40 วินาที | 60 วินาที |
โปรแกรมที่ 2: มีอุปกรณ์ ทำได้ทุกที่
เหมาะสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่มีดัมเบลอยู่ที่บ้านหรือเล่นในฟิตเนส อยากพัฒนาได้ต่อเนื่องกว่าแบบไม่มีอุปกรณ์
ทำ 3 วันต่อสัปดาห์เช่นกันค่ะ
วันที่ 1 — ส่วนบนลำตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| เบนช์เพรส | 3 × 8 | 4 × 10 | 2 นาที |
| บาร์เบลโรว์ | 3 × 8 | 4 × 10 | 2 นาที |
| โอเวอร์เฮดเพรส | 3 × 8 | 4 × 10 | 2 นาที |
| แลทพูลดาวน์ | 3 × 10 | 4 × 12 | 90 วินาที |
| พลังค์ | 3 × 30 วินาที | 3 × 45 วินาที | 60 วินาที |
วันที่ 2 — ส่วนล่างลำตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| บาร์เบลแบ็คสควอท | 3 × 8 | 4 × 8 | 2 นาที |
| ดัมเบลโรมาเนียนเดดลิฟท์ | 3 × 10 | 4 × 10 | 90 วินาที |
| ดัมเบลลันจ์ | 3 × 8 ข้างละ | 4 × 10 ข้างละ | 90 วินาที |
| กลูทบริดจ์ | 3 × 15 | 4 × 20 | 60 วินาที |
วันที่ 3 — ร่างกายทั้งตัว
| ท่า | สัปดาห์ 1–2 | สัปดาห์ 3–4 | พัก |
|---|---|---|---|
| ดัมเบลกอบเล็ตสควอท | 3 × 10 | 4 × 12 | 90 วินาที |
| เบนช์เพรส | 3 × 8 | 3 × 10 | 2 นาที |
| เดดลิฟท์ | 3 × 6 | 4 × 6 | 2 นาที |
| เคเบิลโรว์ | 3 × 10 | 4 × 12 | 90 วินาที |
| พลังค์ | 3 × 30 วินาที | 3 × 45 วินาที | 60 วินาที |
จะรู้ได้ยังไงว่าโปรแกรมได้ผล
หลายคนเล่นไปสักพักแล้วไม่แน่ใจว่าพัฒนาขึ้นหรือเปล่า มีสัญญาณที่ชัดเจนมากค่ะ สัญญาณแรกคือท่าที่เคยยากเริ่มรู้สึกง่ายขึ้น ถ้าสัปดาห์แรกทำพุชอัพ 8 ครั้งแล้วหมดแรง แต่พอสัปดาห์ที่ 3 ทำได้ 12 ครั้งแบบสบาย นั่นคือพัฒนาขึ้นจริงๆ ค่ะ สัญญาณที่สองคือน้ำหนักที่ใช้เพิ่มขึ้นในท่าหลักๆ ถ้าสัปดาห์แรกสควอทด้วย 20 กิโล แล้วสัปดาห์ที่ 4 ทำได้ 25 กิโลในจำนวนครั้งเดิม นั่นคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นค่ะ สัญญาณที่สามคือเรื่องที่หลายคนไม่ได้สังเกตค่ะ นั่นคือชีวิตประจำวันเริ่มรู้สึกเบาลง ยกของหนักได้ง่ายขึ้น เดินขึ้นบันไดไม่เหนื่อยเหมือนก่อน หรือนั่งทำงานนานขึ้นโดยไม่ปวดหลัง สิ่งเหล่านี้คือผลของเวทเทรนนิ่งที่แท้จริงค่ะ
หลังจบ 4 สัปดาห์แล้วทำอะไรต่อ
อย่าหยุดค่ะ เพราะนั่นคือช่วงที่ร่างกายเพิ่งเริ่มปรับตัวได้จริงๆ สิ่งที่ควรทำคือเพิ่มน้ำหนักในท่าหลักๆ ขึ้น 5–10% แล้วทำโปรแกรมเดิมซ้ำอีกรอบค่ะ กล้ามเนื้อจะถูกบังคับให้พัฒนาต่อเพราะน้ำหนักที่หนักขึ้น วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คือหลักการของ Progressive Overload ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีที่สุดในระยะยาวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
เริ่มต้นใช้น้ำหนักเท่าไหรดี
นี่คือคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดเลยค่ะ และคำตอบที่ดีที่สุดไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่คือหลักการนี้ เลือกน้ำหนักที่ทำได้ครบตามจำนวนครั้งที่กำหนด โดยที่ 2–3 ครั้งสุดท้ายรู้สึกยากแต่ยังทำได้ ถ้าทำได้สบายทุกครั้งโดยไม่รู้สึกอะไรเลย แสดงว่าเบาเกินไปค่ะ ถ้าทำไม่ครบครึ่งแรกแล้วหมดแรง แสดงว่าหนักเกินไป สำหรับผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้น ดัมเบลขนาด 4–8 กิโลต่อข้างมักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับท่าขาและหลัง และ 2–4 กิโลสำหรับท่าไหล่และแขนค่ะ สำหรับผู้ชายที่เพิ่งเริ่มต้น 8–15 กิโลต่อข้างสำหรับท่าขาและหลัง และ 5–10 กิโลสำหรับท่าบนค่ะ แต่นี่คือแค่จุดอ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่กฎตายตัว
เล่นกี่วันต่อสัปดาห์ถึงจะเห็นผล
งานวิจัยจากวารสารการแพทย์การกีฬาอเมริกันพบว่าการออกกำลังกาย 2–3 วันต่อสัปดาห์ให้ผลการพัฒนากล้ามเนื้อไม่ต่างจาก 4–5 วันต่อสัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มมือใหม่ค่ะ แปลว่าถ้าเพิ่งเริ่มต้น 3 วันต่อสัปดาห์เพียงพอมากแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนวันคือความสม่ำเสมอค่ะ คนที่เล่น 3 วันต่อสัปดาห์สม่ำเสมอตลอด 6 เดือนได้ผลดีกว่าคนที่เล่น 5 วันต่อสัปดาห์ในช่วงแรก แล้วหยุดเพราะเหนื่อยหรือบาดเจ็บมากเสมอค่ะ
ต้องกินโปรตีนเยอะไหม
ต้องการมากกว่าคนทั่วไปค่ะ แต่ไม่ได้ต้องการมากแบบที่คนส่วนใหญ่คิด ปริมาณที่งานวิจัยแนะนำสำหรับคนที่เล่นเวทเทรนนิ่งคือโปรตีนประมาณ 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าน้ำหนัก 60 กิโลก็คือโปรตีนประมาณ 96–132 กรัมต่อวัน ฟังดูเยอะแต่จริงๆ ได้จากอาหารปกติได้ไม่ยากค่ะ ไข่ 2 ฟองให้โปรตีน 12 กรัม อกไก่ 100 กรัมให้ประมาณ 31 กรัม ปลาทูน่ากระป๋องให้ประมาณ 25 กรัม สิ่งที่สำคัญกว่าปริมาณโปรตีนรวมต่อวันคือการกระจายโปรตีนออกเป็นหลายมื้อค่ะ งานวิจัยพบว่าร่างกายสังเคราะห์โปรตีนได้ดีที่สุดเมื่อได้รับโปรตีนประมาณ 20–40 กรัมต่อมื้อ ไม่ใช่กินโปรตีนทั้งหมดในมื้อเดียว
ปวดกล้ามเนื้อหลังเล่นปกติไหม ควรหยุดไหม
ปวดกล้ามเนื้อหลังเล่นแบบที่เรียกว่า อาการล้าของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นช้า นั้นปกติมากค่ะ และมักเกิดขึ้น 24–48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย ไม่ใช่ทันที เป็นสัญญาณที่ดีว่ากล้ามเนื้อได้รับการกระตุ้นและกำลังซ่อมแซมตัวเองค่ะ แต่มีความเจ็บอีกแบบที่ต้องแยกออกจากกันค่ะ นั่นคือความเจ็บในข้อต่อ เจ็บแบบแปลบๆ หรือเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างเล่น ไม่ใช่หลังเล่น อันนี้คือสัญญาณเตือนที่ต้องหยุดทันทีและตรวจสอบท่าหรือน้ำหนักที่ใช้ค่ะ สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อปกติ ไม่ต้องหยุดเล่นค่ะ แต่ให้หลีกเลี่ยงการเล่นกล้ามเนื้อส่วนเดิมซ้ำในวันที่ยังปวดอยู่มาก ให้พักกล้ามเนื้อส่วนนั้นอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนค่ะ
ผู้หญิงควรเล่นท่าไหนเพิ่มเป็นพิเศษ
ไม่มีท่าที่ผู้หญิงต้องทำและผู้ชายไม่ต้องทำค่ะ แต่มีท่าที่ผู้หญิงหลายคนได้ประโยชน์มากเป็นพิเศษจากสองเหตุผล เหตุผลแรกคือเป้าหมายที่ต่างกันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่อยากพัฒนาสะโพกและขามากกว่าผู้ชาย ดังนั้นการเพิ่มกลูทบริดจ์ ลันจ์ และสควอทให้มากขึ้นในโปรแกรมจึงสมเหตุสมผลมากค่ะ เหตุผลที่สองคือโครงสร้างร่างกายค่ะ ผู้หญิงมีกระดูกเชิงกรานที่กว้างกว่า ทำให้มีความเสี่ยงหัวเข่าพับเข้าด้านในตอนสควอทมากกว่า การเสริมท่าไซด์ไลอิ้งฮิปแอบดักชั่นเพื่อเสริมกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างจึงสำคัญมากค่ะ
อายุ 40–50 ปีเริ่มเล่นเวทได้ไหม
ได้ค่ะ และยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts พบว่าผู้สูงอายุที่เริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งแม้จะอายุ 70–80 ปี ยังสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 10–15% ภายใน 12 สัปดาห์ค่ะ ร่างกายตอบสนองต่อการฝึกได้ในทุกช่วงอายุ แต่มีสิ่งที่ต้องปรับสำหรับคนที่อายุมากกว่าค่ะ หนึ่งคือการอบอุ่นร่างกายต้องนานขึ้น สองคือพักฟื้นระหว่างวันที่ออกกำลังกายควรนานขึ้นเป็น 2 วันแทน 1 วัน และสามคือให้ความสำคัญกับท่าที่มีแรงกระแทกต่ำก่อน เช่น ดัมเบลกอบเล็ตสควอทแทนบาร์เบลแบ็คสควอทในช่วงแรกค่ะ
กินอะไรก่อนและหลังเล่น
ก่อนเล่นประมาณ 1–2 ชั่วโมงควรกินคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายสักเล็กน้อยค่ะ เช่น ข้าวกับไข่ กล้วย หรือขนมปังโฮลวีท เพื่อให้มีพลังงานพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย อย่าเล่นตอนท้องว่างสนิทเพราะจะเหนื่อยเร็วและแรงน้อยกว่าปกติค่ะ
หลังเล่นภายใน 30–60 นาทีคือช่วงที่ร่างกายดูดซึมโปรตีนได้ดีที่สุดค่ะ เรียกว่าหน้าต่างแห่งโอกาส การกินโปรตีน 20–30 กรัมในช่วงนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อซ่อมแซมและพัฒนาได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นไข่ต้ม อกไก่ โปรตีนเชค หรือนมก็ได้ค่ะ
นอนไม่พอส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อไหม
ส่งผลมากค่ะ และนี่คือเรื่องที่คนมักมองข้ามที่สุด กล้ามเนื้อไม่ได้พัฒนาตอนที่คุณเล่นเวทค่ะ แต่พัฒนาตอนที่คุณนอนหลับ เพราะช่วงหลับลึกคือช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตออกมาสูงที่สุด และใช้โปรตีนซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดระหว่างฝึก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chicago พบว่าคนที่นอนหลับแค่ 5 ชั่วโมงต่อคืนมีระดับฮอร์โมนเพศชายลดลงถึง 15% ภายในแค่ 1 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างกล้ามเนื้อค่ะ พูดง่ายๆ คือถ้าเล่นหนักแต่นอนน้อย ผลลัพธ์ที่ได้จะน้อยกว่าที่ควรได้มากค่ะ การนอนหลับ 7–9 ชั่วโมงต่อคืนไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพทั่วไป แต่คือส่วนหนึ่งของโปรแกรมเวทเทรนนิ่งที่ขาดไม่ได้เลย
บทสรุป: เริ่มวันนี้ดีกว่าเริ่มวันที่สมบูรณ์แบบ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว มีเรื่องเดียวที่อยากให้จำติดมือกลับไปค่ะ
ร่างกายคุณตอบสนองต่อสิ่งที่คุณทำ ไม่ใช่สิ่งที่คุณวางแผน
หลายคนใช้เวลาหาโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบ หาอุปกรณ์ที่ดีที่สุด รอให้ตารางชีวิตลงตัวก่อน รอให้พร้อมกว่านี้ก่อน แต่ระหว่างที่รออยู่นั้น กล้ามเนื้อก็สลายไปเรื่อยๆ ทุกวันโดยไม่รอค่ะ ความจริงที่งานวิจัยยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ โปรแกรมที่คุณทำได้จริงและทำสม่ำเสมอให้ผลดีกว่าโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดบนกระดาษเสมอค่ะ
ทบทวนสั้นๆ ก่อนไป
เวทเทรนนิ่งไม่ใช่แค่เรื่องของคนอยากกล้ามใหญ่ค่ะ มันคือการลงทุนในร่างกายระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนในทุกมิติ ตั้งแต่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น กระดูกที่หนาแน่นขึ้น ระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น ไปจนถึงคุณภาพชีวิตในอีก 20–30 ปีข้างหน้า ผู้ชายและผู้หญิงได้ประโยชน์จากท่าเดียวกันทั้งหมดค่ะ ไม่ต้องแยกโปรแกรม ไม่ต้องกลัวว่าจะกล้ามใหญ่เกิน และไม่ต้องมีอุปกรณ์ครบก็เริ่มได้เลยวันนี้ 20 ท่าในบทความนี้ไม่ได้สุ่มมาค่ะ แต่เลือกมาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการใช้งานจริงเพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนของร่างกาย ทำได้ทั้งที่บ้านและฟิตเนส และเหมาะกับทุกระดับตั้งแต่วันแรกจนถึงคนที่เล่นมาหลายปีแล้ว
สิ่งที่อยากให้ทำหลังอ่านจบ
ไม่ต้องเริ่มทุกอย่างพร้อมกันค่ะ แค่เลือกหนึ่งอย่างแล้วทำวันนี้เลย ถ้าไม่มีอุปกรณ์เลย ทำสควอท 3 เซ็ต ตอนนี้เลยค่ะ ถ้ามีดัมเบลอยู่ที่บ้าน ลองดัมเบลโรมาเนียนเดดลิฟท์ดูสักเซ็ตค่ะ ถ้าอยู่ในฟิตเนสแล้ว ลองเบนช์เพรสหรือบาร์เบลโรว์ดูค่ะ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบในวันแรก ไม่ต้องทำครบทุกท่า และไม่ต้องรู้สึกว่าต้องพร้อมกว่านี้ก่อน เพราะทุกเซ็ตที่คุณทำวันนี้คือการชะลอ Sarcopenia ไปอีกหนึ่งวัน และมันสะสมกันไปเรื่อยๆ ค่ะ
คำสุดท้าย
อายุ 30 ปีขึ้นไปร่างกายเริ่มเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่มันเปลี่ยนไปในทิศทางไหนนั้น คุณมีส่วนในการกำหนดได้มากกว่าที่คิด
เริ่มวันนี้ค่ะ ไม่ใช่พรุ่งนี้




