Home » Blog » ท่าออกกำลังกาย » 15 ท่าเล่นหลังแขน ทั้งใช้เครื่องและไม่ใช้เครื่อง ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

15 ท่าเล่นหลังแขน ทั้งใช้เครื่องและไม่ใช้เครื่อง ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

15 ท่าเล่นหลังแขน ทั้งใช้เครื่องและไม่ใช้เครื่อง ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ทำความรู้จักกล้ามหลังแขนให้ลึกกว่าที่เคย ก่อนจะเล่นต้องรู้ว่ากำลังฝึกอะไรอยู่

คนที่เล่นหลังแขนมาหลายปีแล้วยังไม่เห็นผล ส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่ากล้ามมัดนี้ทำงานอย่างไร มีกี่หัว และแต่ละหัวต้องการท่าแบบไหนถึงจะโดนค่ะ

ปุนิ่มพูดเรื่องนี้บ่อยมากในฐานะเทรนเนอร์ที่สมาร์ทยิม ฟิตเนส ไทยแลนด์ เพราะเห็นซ้ำๆ มาตลอดว่าคนส่วนใหญ่เล่นหลังแขนแบบไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เห็นคนอื่นทำท่าไหนก็ทำตาม แต่ไม่เคยรู้สึกเลยว่ากล้ามหลังแขนกำลังทำงานอยู่จริงๆ ผลที่ได้คือเสียเวลาฝึกไปมากโดยไม่ได้อะไรคืนมาเลยค่ะ

กล้ามหลังแขนหรือที่เรียกในภาษาชาวบ้านว่ากล้ามด้านหลังของต้นแขนนั้น เป็นกล้ามเนื้อที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิดมากค่ะ มันประกอบด้วยสามหัวหลักที่ทำงานร่วมกันแต่มีบทบาทและจุดเน้นที่แตกต่างกันออกไป การเข้าใจโครงสร้างนี้คือก้าวแรกที่จะทำให้การฝึกได้ผลจริงค่ะ

หัวแรก – หัวยาว

หัวยาวของกล้ามหลังแขนเป็นหัวที่ใหญ่ที่สุดในสามหัว และเป็นหัวเดียวที่มีจุดเกาะต้นอยู่ที่กระดูกสะบัก ไม่ใช่กระดูกต้นแขนเหมือนอีกสองหัว ความพิเศษของหัวนี้คือมันทอดผ่านข้อต่อสองจุดทั้งข้อไหล่และข้อศอก ทำให้ท่าที่มีแขนยกขึ้นเหนือศีรษะสามารถยืดหัวนี้ได้อย่างเต็มที่และกระตุ้นการเติบโตได้สูงสุด หัวยาวคือส่วนที่ทำให้แขนดูใหญ่และหนาเมื่อมองจากด้านหลัง และเป็นส่วนที่สร้างความลึกของกล้ามแขนเมื่อมองจากด้านข้างค่ะ

ปุนิ่มให้ความสำคัญกับหัวยาวมากเป็นพิเศษในช่วงเตรียมตัวประกวด เพราะในเวทีฟิสิคหญิงที่ปุนิ่มแข่งมาทั้ง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา และ เปยาปคลาสสิค 2023 ที่ลำปาง ท่าโพสต์ที่ต้องยกแขนขึ้นเหนือศีรษะนั้นแสดงให้เห็นพัฒนาการของหัวยาวได้ชัดมากค่ะ

หัวที่สอง – หัวด้านข้าง

หัวด้านข้างอยู่ที่ด้านนอกของต้นแขนและเป็นหัวที่มองเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อมองแขนจากด้านหน้าหรือด้านข้าง มันคือส่วนที่ทำให้แขนดูแยกชัดและมีรูปทรงสวยงามเมื่อมองจากมุมต่างๆ หัวด้านข้างตอบสนองได้ดีต่อท่าที่แขนอยู่ในแนวขนานกับลำตัวและมีการเหยียดข้อศอกออกค่ะ

หัวที่สาม – หัวด้านใน

หัวด้านในอยู่ลึกกว่าสองหัวแรกและมักถูกมองข้ามมากที่สุด แต่จริงๆ แล้วมันทำงานตลอดเวลาในทุกท่าเล่นหลังแขน เป็นหัวที่ให้ความแน่นและความหนาของกล้ามแขนในภาพรวม การพัฒนาหัวด้านในทำให้กล้ามหลังแขนดูเต็มและสมบูรณ์จากทุกมุมค่ะ

ทำไมกล้ามหลังแขนถึงสำคัญกว่าที่คิด

ข้อเท็จจริงที่คนมักมองข้ามคือกล้ามหลังแขนคิดเป็นสัดส่วนถึง 60-65% ของมวลกล้ามเนื้อแขนทั้งหมดค่ะ แปลง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้แขนใหญ่จริงๆ ต้องเน้นหลังแขนมากกว่าหน้าแขนเสียอีก คนที่เล่นแต่หน้าแขนโดยละเลยหลังแขนจะได้แขนที่ดูไม่สมดุลและเล็กกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมากค่ะ

นอกจากนี้กล้ามหลังแขนยังมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดันประตู การยกของขึ้นชั้นวาง หรือแม้แต่การเล่นกีฬาต่างๆ กล้ามหลังแขนที่แข็งแรงช่วยให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้นทั้งหมดค่ะ

8 ท่าเล่นหลังแขนแบบไม่ใช้เครื่อง ทำได้ทุกที่ ได้ผลจริง

ไม่ต้องรอให้มีอุปกรณ์ครบ ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาไปยิม เพราะ 8 ท่าต่อไปนี้ใช้แค่น้ำหนักตัวและพื้นที่เล็กๆ ก็สร้างกล้ามหลังแขนได้จริงค่ะ

ปุนิ่มเชื่อเสมอว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการออกกำลังกายไม่ใช่การขาดอุปกรณ์ แต่คือการขาดความรู้ว่าจะทำอะไรได้บ้างโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ค่ะ ทุกท่าในหัวข้อนี้ปุนิ่มเคยใช้จริงทั้งในช่วงที่ไม่มียิม ช่วงเดินทาง และช่วงที่ต้องการอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นจริงในยิมค่ะ

ท่าที่ 1 – วิดพื้นแบบมือแคบเน้นหลังแขน

กล้ามที่โดนหลัก: หัวด้านข้างและหัวด้านในของกล้ามหลังแขน กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าอกด้านใน หัวไหล่ด้านหน้า จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. คว่ำตัวลงบนพื้นราบ วางมือทั้งสองข้างให้ชิดกันจนนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของทั้งสองมือแตะกันหรืออยู่ห่างกันไม่เกิน 5 เซนติเมตร มือวางตำแหน่งใต้หน้าอกส่วนล่างพอดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป
  2. เหยียดขาทั้งสองข้างตึงตรงไปด้านหลัง ปลายเท้าวางบนพื้น ระยะห่างของเท้าประมาณกว้างเท่าหัวไหล่เพื่อความมั่นคง
  3. เกร็งกล้ามหน้าท้องให้แน่นเหมือนกำลังจะถูกต่อยท้อง เกร็งกล้ามก้นพร้อมกัน ร่างกายตั้งแต่หัวจรดส้นเท้าต้องอยู่ในแนวเส้นตรงสมบูรณ์ ห้ามให้สะโพกห้อยลงหรือยกสูงเกินไปเด็ดขาด
  4. มองพื้นด้านหน้าห่างออกไปประมาณหนึ่งฝ่ามือ คอและกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับลำตัว ห้ามก้มหน้าหรือเงยคอ
  5. ก่อนลดตัวลงให้หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ โดยนับ 1-2-3 วินาทีในใจระหว่างลง ข้อศอกกางออกด้านข้างเล็กน้อยตามธรรมชาติ ไม่บังคับให้ชิดลำตัวหรือกางออกกว้างเกินไป
  6. ลดตัวลงต่อเนื่องจนหน้าอกอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 2-3 เซนติเมตรเท่านั้น อย่าวางหน้าอกลงพื้น แต่ต้องลงให้ต่ำพอที่จะรู้สึกแรงตึงที่กล้ามหลังแขนอย่างเต็มที่
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุดนี้ 1-2 วินาทีเต็มๆ รู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนทั้งสองข้าง ถ้ายังไม่รู้สึกแสดงว่าลดตัวลงไม่ต่ำพอค่ะ
  8. หายใจออกพร้อมกับดันตัวขึ้นกลับในเวลาประมาณ 1 วินาที ดันผ่านฝ่ามือให้แน่น บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดตอนที่แขนเกือบตึงสุด ค้างบีบไว้ 1 วินาทีก่อนเริ่มลดตัวลงใหม่

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: สิ่งที่ทำให้ท่านี้โดนหลังแขนมากกว่าวิดพื้นทั่วไปคือตำแหน่งของมือที่แคบกว่าค่ะ เมื่อมือแคบลง สัดส่วนการทำงานของกล้ามหน้าอกจะลดลงและกล้ามหลังแขนต้องรับภาระมากขึ้นแทน ปุนิ่มสังเกตเห็นความแตกต่างชัดมากตอนเปลี่ยนจากมือกว้างมาเป็นมือแคบ กล้ามหลังแขนปวดมากขึ้นหลังวันถัดไปชัดเจนเลยค่ะ อีกเรื่องที่อยากเน้นคือช่วงนับ 3 วินาทีขณะลดตัวลงนั้นสำคัญกว่าช่วงดันขึ้นมากค่ะ กล้ามเนื้อทำงานหนักที่สุดในช่วงที่ต้านแรงโน้มถ่วงขณะลง ไม่ใช่ตอนดันขึ้น คนที่รีบลดตัวลงเร็วๆ กำลังทิ้งโอกาสพัฒนากล้ามทิ้งไปครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ท่าที่ 2 – จีบข้อศอกพยุงตัวจากขอบเก้าอี้หรือม้านั่ง

กล้ามที่โดนหลัก: หัวด้านข้างและหัวด้านในของกล้ามหลังแขน กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหน้า หน้าอกด้านล่าง จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นำเก้าอี้หรือม้านั่งที่มั่นคงมาวางไว้ด้านหลัง ความสูงของที่นั่งควรอยู่ในระดับเดียวกับความสูงของเข่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อยืนตรง
  2. หันหลังเข้าหาเก้าอี้ ย่อตัวลงนั่งที่ขอบเก้าอี้เล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างที่ขอบด้านหน้าของที่นั่ง มือกว้างประมาณเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย นิ้วมือชี้ไปทางเท้า
  3. เดินเท้าออกไปด้านหน้าจนสะโพกออกมาพ้นขอบเก้าอี้แล้ว ขาเหยียดตรงหรืองอเข่าประมาณ 90 องศาก็ได้ตามระดับความยากที่ต้องการ ยิ่งขาตรงยิ่งยากเพราะแขนต้องรับน้ำหนักมากขึ้น
  4. ไหล่ดึงลงต่ำและดึงไปด้านหลังเล็กน้อย ห้ามยักไหล่ขึ้นเด็ดขาดเพราะถ้าไหล่ขึ้นแสดงว่ากล้ามหลังแขนไม่ได้ทำงานหลักแล้ว
  5. เกร็งกล้ามหลังแขนก่อนเริ่มลดตัวลง หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ ลดสะโพกลงโดยการงอข้อศอกออกด้านหลัง ไม่ใช่ลดสะโพกตกตรงลงพื้น ข้อศอกต้องชี้ไปด้านหลังตลอดเวลา
  6. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที จนข้อศอกงอประมาณ 90 องศา หรือจนรู้สึกแรงตึงที่กล้ามหลังแขนและหน้าอกส่วนล่างอย่างชัดเจน
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1-2 วินาที ตรวจสอบว่าข้อศอกยังชี้ไปด้านหลังอยู่ ไม่กางออกด้านข้าง
  8. หายใจออกพร้อมกับดันมือลงที่ขอบเก้าอี้เพื่อดันตัวขึ้นกลับ เหยียดข้อศอกขึ้นช้าๆ บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นตอนแขนเกือบตึง ค้าง 1 วินาทีแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูง่ายแต่คนทำผิดกันเยอะมากค่ะ สิ่งที่ผิดบ่อยที่สุดคือการปล่อยให้ไหล่ยักขึ้นระหว่างลดตัวลง เมื่อไหล่ยักขึ้นหมายความว่ากล้ามหัวไหล่กำลังรับภาระแทนกล้ามหลังแขน ผลคือหัวไหล่เมื่อยแต่หลังแขนไม่โตค่ะ ปุนิ่มแก้ปัญหานี้โดยก่อนเริ่มแต่ละรอบจะดึงไหล่ลงต่ำและกดไหล่ย้อนไปด้านหลังก่อนเสมอ แล้วรักษาท่านั้นตลอดการเคลื่อนไหวทั้งรอบ ลองทำดูแล้วจะรู้สึกกล้ามหลังแขนทำงานชัดขึ้นมากค่ะ อีกเรื่องหนึ่งคืออย่าลดตัวลงต่ำเกินไปจนรู้สึกเจ็บหัวไหล่ด้านหน้า ถ้าเจ็บให้ลดลงแค่ 70-80 องศาก่อนค่ะ

ท่าที่ 3 – วิดพื้นแบบแขนชิดลำตัวเน้นหลังแขนสุดขีด

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัวพร้อมกัน กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหน้า หน้าอกด้านใน จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 8-12 ครั้ง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. คว่ำตัวลงบนพื้น วางมือกว้างเท่าหัวไหล่ใต้หน้าอก เหยียดขาตึงตรงไปด้านหลัง เกร็งหน้าท้องและก้นให้แน่น ร่างกายเป็นแนวตรงสมบูรณ์
  2. นี่คือจุดที่ต่างจากวิดพื้นทั่วไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ ก่อนเริ่มลดตัวลงให้หนีบข้อศอกทั้งสองข้างเข้าชิดสีข้างลำตัวให้แน่นที่สุด เหมือนกำลังหนีบกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ที่สีข้างทั้งสองข้าง
  3. รักษาการหนีบข้อศอกนี้ตลอดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ห้ามกางข้อศอกออกแม้แต่นิดเดียว
  4. หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ นับ 1-2-3 วินาที ข้อศอกยังคงหนีบชิดลำตัวตลอด รู้สึกถึงแรงตึงมหาศาลที่กล้ามหลังแขน มากกว่าวิดพื้นปกติเยอะมาก
  5. ลดลงจนหน้าอกเกือบแตะพื้น แต่ไม่วาง ข้อศอกยังชี้ไปด้านหลังและอยู่ชิดสีข้างลำตัวตลอด
  6. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 2 วินาทีเต็ม บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นสุดๆ ระหว่างค้าง
  7. หายใจออกพร้อมกับดันตัวขึ้นกลับในเวลาประมาณ 1-2 วินาที ยังคงหนีบข้อศอกชิดลำตัวตลอดช่วงดันขึ้น
  8. เมื่อแขนเกือบตึงสุดให้บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดและค้างไว้ 1 วินาที ก่อนเริ่มลดตัวลงใหม่

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ยากกว่าวิดพื้นมือแคบมากค่ะ เพราะการหนีบข้อศอกชิดลำตัวทำให้กล้ามหน้าอกช่วยได้น้อยมาก ภาระเกือบทั้งหมดตกอยู่ที่กล้ามหลังแขน ถ้าทำครบ 8 ครั้งไม่ได้ในช่วงแรกให้คุกเข่าลงก่อนแล้วค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบเต็มตัว ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าที่สองในชุดเล่นหลังแขนแบบไม่มีอุปกรณ์เสมอ เพราะหลังจากวอร์มอัพด้วยท่าที่ 1 แล้ว ร่างกายพร้อมรับความท้าทายที่มากกว่านี้ได้แล้วค่ะ

ท่าที่ 4 – แพลงก์ดันตัวขึ้นลงเน้นหลังแขน

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัว หัวไหล่ กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าท้อง แผ่นหลัง กล้ามรอบสะโพก จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10 ครั้งต่อข้าง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าแพลงก์แบบวางข้อศอก ข้อศอกวางบนพื้นตรงใต้ไหล่พอดี แขนท่อนล่างขนานกัน ลำตัวตึงตรงเป็นแนวเส้นตรงตั้งแต่หัวจรดส้นเท้า เกร็งหน้าท้องและก้นให้แน่นที่สุด
  2. มองพื้นลงตรงๆ ไม่เงยหน้าหรือก้มหน้า คอและกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับลำตัว
  3. เริ่มจากมือขวาก่อน วางฝ่ามือขวาลงบนพื้นแทนที่ข้อศอก ดันผ่านฝ่ามือขวาให้ข้อศอกขวาลอยขึ้นพ้นพื้น
  4. ทำเช่นเดียวกันกับมือซ้าย ดันผ่านฝ่ามือซ้ายจนได้ท่าแพลงก์แบบมือตึงทั้งสองข้าง ร่างกายยังคงเป็นแนวตรงตลอด ห้ามให้สะโพกยกสูงขึ้นหรือห้อยลงระหว่างเปลี่ยนท่า
  5. บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่จุดสูงสุด ค้าง 1 วินาที
  6. ลดข้อศอกขวาลงกลับสู่พื้นก่อน ตามด้วยข้อศอกซ้าย กลับสู่ท่าแพลงก์แบบข้อศอกเหมือนเดิม ต้านแรงโน้มถ่วงในช่วงลดลงอย่างช้าๆ นับ 2 วินาที
  7. ตลอดการเคลื่อนไหวต้องรักษาสะโพกให้นิ่งที่สุด ห้ามส่ายสะโพกซ้ายขวาหรือขึ้นลง
  8. ทำสลับมือที่เริ่มก่อนในแต่ละรอบเพื่อให้ทั้งสองข้างทำงานเท่ากัน

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูเหมือนง่ายแต่ทดสอบทั้งกล้ามหลังแขนและกล้ามแกนกลางลำตัวพร้อมกันค่ะ สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษคือมันบังคับให้ร่างกายต้องรักษาสมดุลในขณะที่กล้ามหลังแขนกำลังทำงานหนัก ทำให้กล้ามแกนกลางลำตัวต้องเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพตลอดเวลา เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อหลายกลุ่มพร้อมกันโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลยค่ะ ถ้ารู้สึกว่าสะโพกส่ายมากให้ลดความเร็วลงและโฟกัสการรักษาสมดุลมากกว่าการทำให้ครบจำนวนค่ะ

ท่าที่ 5 – วิดพื้นแบบช้าสุดขีดเน้นช่วงลง

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัว กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าอก หัวไหล่ แกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 5-6 ครั้ง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลางถึงสูง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าวิดพื้นมือแคบ วางมือชิดกันใต้หน้าอก เหยียดขาตึงตรง เกร็งหน้าท้องและก้น ร่างกายเป็นแนวเส้นตรง
  2. ก่อนเริ่มลดตัวลงให้หายใจเข้าลึกๆ เต็มปอด
  3. เริ่มลดตัวลงช้าๆ โดยนับ 1-2-3-4-5 วินาทีในใจระหว่างลง ทุกมิลลิเมตรของการเคลื่อนไหวต้องควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ห้ามปล่อยตัวหล่นลงเร็ว
  4. ระหว่างที่ค่อยๆ ลดตัวลงให้โฟกัสความรู้สึกไปที่กล้ามหลังแขนอย่างเต็มที่ รู้สึกถึงการยืดออกและการทำงานอย่างหนักของกล้ามมัดนี้ตลอดทาง
  5. เมื่อถึงจุดต่ำสุดที่หน้าอกอยู่ห่างพื้นประมาณ 2-3 เซนติเมตร ให้หยุดค้างไว้ 3 วินาทีเต็มๆ ระหว่างค้างให้บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. ค่อยๆ ดันตัวขึ้นกลับช้าๆ นับ 3 วินาทีตอนขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่ตอนลงอย่างเดียว
  7. เมื่อแขนเกือบตึงสุดให้บีบกล้ามหลังแขนแน่นสุดๆ และค้างไว้ 2 วินาที
  8. ทำซ้ำโดยรักษาจังหวะช้าๆ นี้ตลอดทุกครั้งในทุกรอบ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มใช้ในช่วงสุดท้ายก่อนขึ้นเวทีประกวดทุกครั้งค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวช้าสุดขีดบังคับให้เส้นใยกล้ามเนื้อทุกเส้นต้องทำงานพร้อมกัน ไม่มีโอกาสโกงด้วยแรงเหวี่ยงเลย ทำแค่ 5 ครั้งในจังหวะนี้เหนื่อยกว่าวิดพื้นเร็วๆ 20 ครั้งแน่นอนค่ะ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกการฝึกแบบนี้ว่าการฝึกแบบต้านแรงโน้มถ่วง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการเคลื่อนไหวเร็วที่น้ำหนักเท่ากันค่ะ

ท่าที่ 6 – จีบข้อศอกขณะนอนคว่ำยกตัวบนพื้น

กล้ามที่โดนหลัก: หัวยาวของกล้ามหลังแขน กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหลัง กล้ามสะบัก จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนคว่ำบนพื้น หน้าผากวางบนพื้นหรือหันหน้าไปด้านข้างตามสะดวก แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงไปด้านหน้าเหนือศีรษะ ฝ่ามือคว่ำลง
  2. เกร็งกล้ามก้นและกล้ามหลังส่วนล่างเล็กน้อย ยกหน้าอกและแขนขึ้นพ้นพื้นเล็กน้อย ประมาณ 5-10 เซนติเมตร
  3. ในท่านี้แขนยังคงเหยียดตรงอยู่เหนือศีรษะ รู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนหัวยาวซึ่งถูกยืดออกอย่างเต็มที่ในท่านี้
  4. ค่อยๆ งอข้อศอกลงโดยดึงมือทั้งสองข้างมาทางหูและดึงข้อศอกลงสู่พื้น เหมือนกำลังทำท่ากายวิภาคของท่ากดหลังแขนเหนือศีรษะ
  5. งอข้อศอกลงจนมืออยู่ระดับเดียวกับหูหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ข้อศอกชี้ขึ้นฟ้าตลอดเวลา
  6. หยุดค้างที่จุดนี้ 2 วินาที รู้สึกถึงการหดตัวของกล้ามหลังแขนหัวยาวอย่างชัดเจน
  7. เหยียดข้อศอกกลับออกไปด้านหน้าช้าๆ นับ 3 วินาที กลับสู่ท่าเริ่มต้น
  8. ทำซ้ำต่อเนื่องโดยรักษาการยกหน้าอกพ้นพื้นตลอดทั้งรอบ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้แปลกกว่าท่าอื่นๆ เพราะมันฝึกหัวยาวของกล้ามหลังแขนในมุมที่ท่าวิดพื้นทั่วไปทำไม่ได้ค่ะ เมื่อแขนเหยียดตรงเหนือศีรษะ หัวยาวจะถูกยืดออกอย่างเต็มที่ และเมื่องอข้อศอกลงหัวยาวจะหดตัวอย่างสมบูรณ์ เป็นช่วงการเคลื่อนไหวเต็มสูงสุดที่หัวยาวจะได้รับค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้ในวันที่ไม่มีดัมเบลหรือเครื่องเพื่อฝึกหัวยาวโดยเฉพาะ เพราะส่วนใหญ่ท่าที่ไม่มีอุปกรณ์มักโดนแค่หัวด้านข้างและหัวด้านในมากกว่าค่ะ

ท่าที่ 7 – วิดพื้นแบบหยุดค้างกลางทาง

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัว กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าอก หัวไหล่ แกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 6-8 ครั้ง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: สูง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าวิดพื้นมือแคบ วางมือชิดกัน เหยียดขาตึงตรง เกร็งหน้าท้องและก้น ร่างกายเป็นแนวตรง
  2. ลดตัวลงช้าๆ นับ 2 วินาที จนข้อศอกงอประมาณ 45 องศาเท่านั้น ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด
  3. หยุดค้างในตำแหน่ง 45 องศานี้เป็นเวลา 3 วินาทีเต็มๆ ห้ามขยับใดๆ ทั้งนั้น บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นสุดๆ ระหว่างค้าง
  4. ลดตัวลงต่อไปอีกจนถึงจุดต่ำสุดที่หน้าอกเกือบแตะพื้น ช้าๆ นับ 2 วินาที
  5. หยุดค้างที่จุดต่ำสุดอีก 2 วินาที
  6. ดันตัวขึ้นกลับช้าๆ จนข้อศอกงอประมาณ 45 องศาอีกครั้ง
  7. หยุดค้างอีก 3 วินาทีที่ตำแหน่ง 45 องศานี้อีกครั้ง
  8. ดันตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้นจนสุด บีบกล้ามหลังแขนแน่นค้าง 2 วินาที แล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้หนักมากค่ะ ทำได้แค่ 4-5 ครั้งในช่วงแรกก็ถือว่าดีมากแล้ว เหตุผลที่ท่านี้ได้ผลดีมากคือการหยุดค้างกลางทางสองจุดทำให้กล้ามหลังแขนต้องทำงานแบบที่เรียกว่าแรงเท่ากันตลอดกระบวนการ ซึ่งกระตุ้นเส้นใยกล้ามเนื้อได้ครบถ้วนมากกว่าการเคลื่อนไหวต่อเนื่องทั่วไปค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายในชุดไม่มีอุปกรณ์เพราะมันเผาผลาญกล้ามหลังแขนได้หมดจดก่อนจบเซสชั่นจริงๆ ค่ะ

ท่าที่ 8 – วิดพื้นสลับจากเข่าถึงเท้าตรงในชุดเดียวกัน

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัว กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าอก หัวไหล่ แกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงสูง (ปรับได้)

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าวิดพื้นแบบคุกเข่า วางมือแคบชิดกัน เข่าทั้งสองวางบนพื้น ลำตัวตั้งแต่หัวเข่าถึงไหล่เป็นแนวเส้นตรง เกร็งหน้าท้อง
  2. ทำวิดพื้นแบบคุกเข่า 5 ครั้งโดยใช้จังหวะช้า 3 วินาทีลง 1 วินาทีขึ้น บีบกล้ามหลังแขนแน่นทุกครั้ง
  3. หลังจากครบ 5 ครั้งแบบคุกเข่า ให้ยกเข่าขึ้นพ้นพื้นทันทีเปลี่ยนเป็นท่าเต็มตัว เหยียดขาตึงตรง
  4. ทำวิดพื้นแบบเต็มตัวต่ออีก 5 ครั้งในจังหวะเดียวกัน ช้า 3 วินาทีลง 1 วินาทีขึ้น
  5. หลังครบ 5 ครั้งแบบเต็มตัว ให้คุกเข่ากลับมาทันทีโดยไม่พัก
  6. ทำสลับไปมาระหว่างคุกเข่าและเต็มตัวแบบนี้จนกว่าจะทำท่าเต็มตัวไม่ขึ้นแล้ว ให้จบรอบด้วยการทำแบบคุกเข่าต่อจนล้มเหลวจริงๆ
  7. พัก 90 วินาทีแล้วเริ่มรอบใหม่

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ปุนิ่มเรียกว่าท่าไม่มีที่จบค่ะ เพราะมันถูกออกแบบให้คุณสามารถปรับระดับความยากได้แบบเรียลไทม์ระหว่างที่กล้ามเริ่มล้า เมื่อแบบเต็มตัวไม่ไหวแล้วก็เปลี่ยนเป็นแบบคุกเข่าต่อได้ทันที ทำให้กล้ามหลังแขนทำงานนานกว่าการทำท่าเดียวอย่างเดียวมากค่ะ เทคนิคนี้เรียกว่าการลดระดับลงระหว่างรอบ ซึ่งนักเพาะกายระดับสูงใช้กันมากในช่วงที่ต้องการเผาผลาญกล้ามให้หมดจดค่ะ

7 ท่าเล่นหลังแขน แบบใช้เครื่องและอุปกรณ์ เพิ่มความเข้มข้นอีกระดับ

7 ท่าเล่นหลังแขน แบบใช้เครื่องและอุปกรณ์ เพิ่มความเข้มข้นอีกระดับ

อุปกรณ์ที่ดีไม่ได้ทำให้คุณโตขึ้นอัตโนมัติ แต่มันเปิดโอกาสให้คุณกระตุ้นกล้ามในมุมที่น้ำหนักตัวทำไม่ได้ ใช้มันอย่างฉลาดและใช้ฟอร์มที่ถูกต้องค่ะ

หลังจากที่ปุนิ่มผ่านการฝึกมากกว่า 10 ปีและได้รับใบรับรองเทรนเนอร์จากสมาร์ทเทรนเนอร์ รุ่นที่ 27 สิ่งที่เรียนรู้มาตลอดคือน้ำหนักภายนอกไม่ว่าจะเป็นดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องสายเคเบิล ล้วนเป็นแค่เครื่องมือค่ะ ถ้าใช้เครื่องมือผิดวิธีก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าใช้ถูกวิธีมันจะพาการพัฒนาไปถึงระดับที่น้ำหนักตัวอย่างเดียวไม่มีทางไปถึงได้ค่ะ

ท่าที่ 1 – กดดัมเบลหลังแขนเหนือศีรษะแบบนั่ง

กล้ามที่โดนหลัก: หัวยาวของกล้ามหลังแขนเป็นหลัก กล้ามที่ช่วยรอง: หัวด้านข้างและหัวด้านในของกล้ามหลังแขน หัวไหล่ น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 5-8 กิโลกรัม ผู้ชาย 10-15 กิโลกรัม จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นั่งบนม้านั่งที่มีพนักพิงหรือเก้าอี้ที่มั่นคง หลังตรงแนบพนักพิงเล็กน้อย เท้าวางราบบนพื้น กว้างเท่าหัวไหล่
  2. ถือดัมเบลหนึ่งอันด้วยมือทั้งสองข้าง โดยประสานมือทั้งสองไว้ที่ด้านบนของดัมเบล นิ้วมือทั้งสองมือประสานกันอย่างมั่นคง ฝ่ามือหงายขึ้นรองรับน้ำหนักของดัมเบล
  3. ยกดัมเบลขึ้นเหนือศีรษะโดยยกจากหน้าตัว แขนเหยียดตึงขึ้นตรง ดัมเบลอยู่เหนือกระหม่อมพอดี
  4. ก่อนลดดัมเบลลง ให้ตั้งข้อศอกให้ชี้ขึ้นฟ้าตรงๆ ทั้งสองข้าง ห้ามให้ข้อศอกกางออกด้านข้างเด็ดขาด นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในท่านี้
  5. หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ งอข้อศอกลงด้านหลังศีรษะช้าๆ นับ 1-2-3 วินาที ดัมเบลเคลื่อนลงมาทางด้านหลังของศีรษะ
  6. ลดลงจนรู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนหัวยาวอย่างเต็มที่ ดัมเบลควรอยู่ระดับต้นคอหรือท้ายทอยด้านหลัง แต่ห้ามให้ดัมเบลไปกดที่ท้ายทอยโดยตรง
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุดนี้ 2 วินาทีเต็ม รู้สึกถึงการยืดออกของหัวยาวอย่างสมบูรณ์ ถ้ายังไม่รู้สึกแสดงว่าลดลงไม่ต่ำพอหรือข้อศอกกางออกเกินไปค่ะ
  8. หายใจออกพร้อมกับเหยียดข้อศอกขึ้นกลับช้าๆ นับ 2 วินาที บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดตอนที่แขนเกือบตึงสุด ค้างบีบไว้ 2 วินาทีก่อนเริ่มลดลงใหม่

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ดีที่สุดสำหรับหัวยาวของกล้ามหลังแขนค่ะ เหตุผลคือเมื่อแขนยกขึ้นเหนือศีรษะและดัมเบลอยู่ด้านหลัง หัวยาวจะถูกยืดออกอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งงานวิจัยด้านกีฬาพิสูจน์แล้วว่าการยืดกล้ามเนื้อออกสูงสุดก่อนหดตัวช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการไม่ยืดออกเต็มที่อย่างมีนัยสำคัญค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าแรกในชุดเล่นหลังแขนด้วยอุปกรณ์เสมอ เพราะต้องการกระตุ้นหัวยาวให้เต็มที่ก่อนที่กล้ามจะล้าในท่าถัดไปค่ะ สิ่งที่ต้องระวังมากในท่านี้คือน้ำหนักต้องไม่หนักเกินจนควบคุมไม่ได้ เพราะดัมเบลที่อยู่เหนือศีรษะและด้านหลังนั้นอันตรายมากถ้าหลุดมือค่ะ

ท่าที่ 2 – กดดัมเบลหลังแขนแบบโน้มตัวสองข้างพร้อมกัน

กล้ามที่โดนหลัก: หัวด้านข้างและหัวด้านในของกล้ามหลังแขน กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหลัง กล้ามสะบัก น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง 3-5 กิโลกรัม ผู้ชาย 6-10 กิโลกรัม จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนแยกขากว้างเท่าหัวไหล่ ถือดัมเบลสองข้าง ฝ่ามือหันเข้าหากัน
  2. โน้มตัวไปข้างหน้าโดยงอสะโพก ไม่ใช่งอหลัง ลำตัวขนานกับพื้นหรือทำมุมประมาณ 45-70 องศากับพื้น หลังตรงไม่โค้ง มองลงพื้นตรงๆ
  3. งอข้อศอกทั้งสองข้างขึ้นจนต้นแขนขนานกับพื้นหรือสูงกว่าเล็กน้อย ข้อศอกอยู่ระดับเดียวกับหลังหรือสูงกว่าเล็กน้อย ดัมเบลทั้งสองอยู่ด้านล่างข้อศอก
  4. เกร็งหน้าท้องและกล้ามหลังให้แน่น ไหล่ดึงลงต่ำ ห้ามยักไหล่ขึ้น นี่คือท่าเริ่มต้นของท่านี้
  5. หายใจออก จากนั้นเหยียดข้อศอกทั้งสองข้างพร้อมกันไปด้านหลังช้าๆ นับ 2 วินาที จนแขนตึงตรงขนานกับพื้นหรือเหนือกว่าเล็กน้อย
  6. บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดที่จุดสูงสุดนี้ รู้สึกถึงการหดตัวอย่างเต็มที่ ค้างไว้ 2-3 วินาทีเต็ม
  7. หายใจเข้าพร้อมกับค่อยๆ งอข้อศอกกลับลงช้าๆ นับ 3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง กลับสู่ท่าเริ่มต้น
  8. ทำซ้ำโดยรักษาลำตัวให้นิ่งตลอดทั้งรอบ ห้ามโยกลำตัวช่วยเหวี่ยงดัมเบลขึ้น

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: จุดสูงสุดของท่านี้คือช่วงที่กล้ามหลังแขนหดตัวได้เต็มที่ที่สุดค่ะ การค้าง 2-3 วินาทีที่จุดสูงสุดนั้นสำคัญมากเพราะบังคับให้กล้ามอยู่ในสภาวะหดตัวสูงสุดนานพอที่จะกระตุ้นการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปุนิ่มสังเกตว่าถ้าไม่ค้างที่จุดสูงสุดเลยผลลัพธ์จะด้อยกว่าการค้างมากค่ะ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในท่านี้คือการใช้น้ำหนักหนักเกินไปจนต้องโยกลำตัวช่วยเหวี่ยงขึ้น ถ้าต้องโยกตัวให้ลดน้ำหนักลงทันทีและทำฟอร์มให้สมบูรณ์ก่อนค่ะ

ท่าที่ 3 – กดบาร์เบลหลังแขนแบบนอน

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัวพร้อมกัน โดยเฉพาะหัวด้านข้างและหัวด้านใน กล้ามที่ช่วยรอง: หน้าอก หัวไหล่ด้านหน้า น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: ผู้หญิง บาร์เปล่า 5-10 กิโลกรัม ผู้ชาย 20-30 กิโลกรัม จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 90 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลางถึงสูง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนหงายบนม้านั่งให้มั่นคง หัว หลัง และก้นแนบม้านั่งตลอดเวลา เท้าวางราบบนพื้นกว้างเท่าหัวไหล่ เพื่อความมั่นคง
  2. จับบาร์เบลด้วยมือทั้งสองข้างแคบกว่าหัวไหล่ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ฝ่ามือคว่ำลง นิ้วมือกำแน่น
  3. ยกบาร์เบลขึ้นจากที่วางโดยเหยียดแขนตรงขึ้นเหนือหน้าอก แขนตั้งฉากกับพื้น นี่คือท่าเริ่มต้น
  4. เกร็งหน้าท้อง หลังแนบม้านั่ง ไหล่ดึงลงต่ำ ก่อนเริ่มลดบาร์ลงให้ตั้งข้อศอกให้ชี้ขึ้นฟ้าตรงๆ ทั้งสองข้าง
  5. หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นค่อยๆ งอข้อศอกให้บาร์เคลื่อนลงมาทางหน้าผากช้าๆ นับ 1-2-3 วินาที ข้อศอกชี้ขึ้นตลอด ห้ามกางออกด้านข้าง
  6. หยุดเมื่อบาร์อยู่สูงจากหน้าผากประมาณ 3-5 เซนติเมตร ค้างไว้ 2 วินาที ห้ามให้บาร์แตะหน้าผากเด็ดขาดเนื่องจากอันตราย
  7. รู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนอย่างเต็มที่ขณะค้าง
  8. หายใจออกพร้อมกับเหยียดข้อศอกขึ้นกลับช้าๆ นับ 2 วินาที บีบกล้ามหลังแขนแน่นที่สุดตอนที่แขนเกือบตึงสุด ค้าง 1 วินาทีแล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยมากที่สุดในบรรดาทุกท่าที่แนะนำมาค่ะ เพราะบาร์เบลอยู่เหนือใบหน้าและถ้าแขนหมดแรงกลางคันโดยไม่มีคนช่วยอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้ ปุนิ่มแนะนำอย่างยิ่งให้มีคนช่วยยืนดูข้างๆ เสมอโดยเฉพาะเมื่อเพิ่มน้ำหนักขึ้น และเริ่มจากน้ำหนักเบาๆ จนมั่นใจในฟอร์มก่อนแล้วค่อยเพิ่ม อีกเรื่องที่อยากเน้นคืออย่าล็อกข้อศอกแข็งตอนแขนตึงสุด เพราะจะเพิ่มแรงกดที่ข้อต่อมากเกินไป ให้หยุดก่อนที่จะตึงสุดประมาณ 5-10 องศาค่ะ

ท่าที่ 4 – กดสายเคเบิลหลังแขนแบบยืนด้วยแท่งตรง

กล้ามที่โดนหลัก: หัวด้านข้างของกล้ามหลังแขนเป็นหลัก กล้ามที่ช่วยรอง: หัวด้านในและหัวยาวของกล้ามหลังแขน น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่มทีละน้อย จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนหน้าเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่สูงกว่าระดับหัว จับแท่งตรงด้วยมือทั้งสองข้างแคบกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ฝ่ามือคว่ำลง
  2. ถอยหลังออกมาจากเครื่องหนึ่งก้าวเพื่อให้สายตึง รู้สึกแรงดึงที่กล้ามหลังแขนเล็กน้อยแม้อยู่ในท่าเริ่มต้น
  3. งอข้อศอกขึ้นจนอยู่ระดับหน้าอกหรือสูงกว่าเล็กน้อย นี่คือท่าเริ่มต้น ข้อศอกแนบชิดลำตัวทั้งสองข้าง
  4. ยืนตรง ไหล่ดึงลงต่ำ เกร็งหน้าท้องเล็กน้อย ห้ามโยกตัวช่วยดันลงเด็ดขาด
  5. หายใจออก จากนั้นเหยียดข้อศอกลงช้าๆ นับ 2 วินาที ดันแท่งลงจนแขนตึงตรงด้านล่าง ข้อศอกต้องอยู่นิ่งชิดลำตัวตลอดเวลา ห้ามเคลื่อนที่
  6. บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุดที่จุดต่ำสุด ค้างไว้ 2-3 วินาทีเต็ม รู้สึกถึงการหดตัวอย่างสมบูรณ์ของหัวด้านข้างชัดมาก
  7. หายใจเข้าพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยให้สายดึงมือขึ้นกลับช้าๆ นับ 3-4 วินาที ต้านแรงดึงของสายเคเบิลตลอดทาง อย่าปล่อยให้สายดึงมือขึ้นเร็ว
  8. กลับสู่ท่าเริ่มต้นที่ข้อศอกงอระดับหน้าอก ยังรักษาแรงตึงไว้ ไม่ปล่อยให้กล้ามหย่อนสนิทก่อนเริ่มรอบถัดไป

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ข้อดีของสายเคเบิลที่ดัมเบลและบาร์เบลทำไม่ได้คือแรงดึงสม่ำเสมอตลอดช่วงการเคลื่อนไหวสมบูรณ์ค่ะ เมื่อใช้ดัมเบลแรงที่กล้ามรับจะน้อยสุดตอนแขนตึงและหนักสุดตอนข้อศอกงอ 90 องศา แต่สายเคเบิลดึงต้านตลอดทุกมิลลิเมตร ทำให้กล้ามทำงานสม่ำเสมอมากกว่า ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นประจำในโปรแกรมเล่นหลังแขนเสมอโดยเฉพาะในช่วงเตรียมแข่ง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา เพราะสายเคเบิลช่วยให้กล้ามหัวด้านข้างแตกชัดได้ดีมากค่ะ เทคนิคพิเศษที่ปุนิ่มใช้คือตอนบีบแน่นที่จุดต่ำสุดจะหมุนข้อมือออกด้านนอกเล็กน้อยพร้อมกัน วิธีนี้ทำให้กล้ามหัวด้านข้างหดตัวได้เต็มกว่าปกติมากค่ะ

ท่าที่ 5 – กดสายเคเบิลหลังแขนด้วยเชือก

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัว โดยเฉพาะหัวด้านข้างและการแยกของกล้าม กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหน้า น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนหน้าเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่สูงกว่าระดับหัว เปลี่ยนอุปกรณ์จากแท่งตรงมาเป็นเชือก จับเชือกด้วยมือทั้งสองข้าง ฝ่ามือหันเข้าหากัน
  2. ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวจนสายตึง งอข้อศอกขึ้นจนอยู่ระดับหน้าอก ข้อศอกแนบชิดลำตัว
  3. ยืนตรง เกร็งหน้าท้อง ไหล่ดึงลงต่ำ
  4. หายใจออก เหยียดข้อศอกลงช้าๆ นับ 2 วินาที
  5. เมื่อแขนเกือบตึงสุดให้แยกปลายเชือกออกด้านข้างทั้งสองข้างพร้อมกัน โดยหมุนข้อมือออกด้านนอก จนฝ่ามือหงายขึ้นและมือทั้งสองอยู่ด้านข้างต้นขา
  6. ที่จุดนี้บีบกล้ามหลังแขนให้แน่นที่สุด รู้สึกถึงการหดตัวอย่างสมบูรณ์ที่ทุกหัวของกล้ามหลังแขน ค้างไว้ 2-3 วินาที
  7. ค่อยๆ หมุนข้อมือกลับและรวมปลายเชือกเข้าหากันพร้อมกับค่อยๆ งอข้อศอกขึ้นกลับช้าๆ นับ 3-4 วินาที ต้านแรงดึงตลอดทาง
  8. กลับสู่ท่าเริ่มต้น รักษาแรงตึงไว้แล้วเริ่มซ้ำ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: การแยกปลายเชือกออกด้านข้างที่จุดต่ำสุดนั้นคือเทคนิคที่เปลี่ยนท่านี้จากท่าธรรมดาเป็นท่าที่พิเศษมากค่ะ เพราะการหมุนข้อมือออกขณะเหยียดแขนบังคับให้กล้ามหลังแขนโดยเฉพาะหัวด้านข้างต้องหดตัวอย่างสมบูรณ์มากกว่าการดันลงตรงๆ ด้วยแท่งตรง ปุนิ่มเรียนรู้เทคนิคนี้จากการเตรียมตัวประกวดและสังเกตว่ากล้ามหลังแขนแตกชัดขึ้นมากเมื่อเพิ่มการหมุนข้อมือเข้าไปค่ะ ถ้าใครยังทำไม่ได้ในช่วงแรกให้ฝึกท่ากดด้วยแท่งตรงก่อนจนชำนาญแล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้เชือกค่ะ

ท่าที่ 6 – กดสายเคเบิลหลังแขนแบบโน้มตัวด้วยเชือกมือเดียว

กล้ามที่โดนหลัก: หลังแขนทั้งสามหัวของข้างที่ฝึก โดยเน้นการทำงานแยกข้างเพื่อแก้ความไม่สมดุล กล้ามที่ช่วยรอง: หัวไหล่ด้านหลัง กล้ามสะบัก น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้งต่อข้าง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนด้านข้างเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่สูงระดับเดียวกับไหล่หรือสูงกว่าเล็กน้อย ต่อเชือกหรือที่จับมือเดียว จับด้วยมือขวาก่อน ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัว
  2. ถอยออกมาจากเครื่องหนึ่งก้าว โน้มตัวไปข้างหน้าจนลำตัวทำมุมประมาณ 45-60 องศากับพื้น มือซ้ายวางบนเข่าซ้ายเพื่อพยุงตัว
  3. งอข้อศอกขวาขึ้นจนต้นแขนขนานกับพื้น ข้อศอกอยู่ระดับเดียวกับหลังหรือสูงกว่าเล็กน้อย นี่คือท่าเริ่มต้น
  4. เกร็งหน้าท้อง หลังตรงไม่โค้ง มองลงพื้น
  5. หายใจออก เหยียดข้อศอกขวาไปด้านหลังช้าๆ นับ 2 วินาที จนแขนตึงตรงขนานกับพื้น
  6. บีบกล้ามหลังแขนแน่นที่สุดที่จุดสูงสุด พร้อมกับหมุนข้อมือออกด้านนอกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มการหดตัว ค้างไว้ 2-3 วินาที
  7. หายใจเข้าพร้อมกับงอข้อศอกกลับลงช้าๆ นับ 3-4 วินาที ต้านแรงดึงของสายเคเบิลตลอดทาง
  8. ทำครบจำนวนแล้วสลับมาทำข้างซ้ายในทันที ปรับให้ยืนในทิศทางตรงข้ามกับเครื่อง

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่าแบบมือเดียวนี้มีประโยชน์พิเศษที่ท่าสองมือทำไม่ได้ค่ะ คือมันช่วยตรวจสอบและแก้ไขความไม่สมดุลระหว่างแขนสองข้างได้ คนส่วนใหญ่มีแขนข้างหนึ่งแข็งแรงกว่าอีกข้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อทำสองมือพร้อมกันมือที่แข็งแรงกว่ามักรับภาระมากกว่าและมือที่อ่อนแอกว่าก็ไม่พัฒนาเต็มที่ แต่เมื่อทำมือเดียวแต่ละข้างต้องทำงานด้วยตัวเองเต็มๆ ช่วยให้สองข้างพัฒนาสมดุลกันได้ดีกว่าค่ะ ปุนิ่มสังเกตเห็นความแตกต่างของแขนสองข้างชัดขึ้นมากหลังเริ่มใช้ท่ามือเดียวอย่างสม่ำเสมอ และใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าสองข้างจะสมดุลกันค่ะ

ท่าที่ 7 – กดสายเคเบิลหลังแขนเหนือศีรษะแบบยืน

กล้ามที่โดนหลัก: หัวยาวของกล้ามหลังแขนเป็นหลัก กล้ามที่ช่วยรอง: หัวด้านข้างและหัวด้านใน หัวไหล่ น้ำหนักแนะนำเริ่มต้น: เริ่มเบาๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 75 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนหน้าเครื่องสายเคเบิล ปรับรอกให้อยู่ต่ำกว่าระดับเอวหรือต่ำสุด ต่อเชือกหรือที่จับมือเดียว จับด้วยมือขวา ฝ่ามือหันเข้าหาลำตัว
  2. หันหลังให้เครื่อง ยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ งอข้อศอกขวาลงด้านหลัง ให้มือขวาอยู่ด้านหลังศีรษะระดับท้ายทอย สายเคเบิลจะพาดผ่านด้านข้างลำตัวขึ้นไปหลังศีรษะ
  3. ยืนตรง เกร็งหน้าท้อง ขาซ้ายก้าวออกไปด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อรับแรงและรักษาสมดุล มือซ้ายจับเอวหรือวางบนหน้าอกเพื่อช่วยรักษาท่า
  4. ข้อศอกขวาต้องชี้ขึ้นฟ้าตรงๆ ตลอดทั้งท่า ห้ามให้ข้อศอกกางออกด้านข้าง
  5. ในท่าเริ่มต้นนี้รู้สึกถึงแรงตึงที่กล้ามหลังแขนหัวยาวอย่างชัดเจน เพราะมันถูกยืดออกอย่างเต็มที่ในท่านี้
  6. หายใจออก เหยียดข้อศอกขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาที จนแขนตึงตรงขึ้นเหนือศีรษะ บีบกล้ามหลังแขนแน่นที่สุดที่จุดสูงสุด ค้าง 2 วินาที
  7. หายใจเข้าพร้อมกับงอข้อศอกกลับลงด้านหลังช้าๆ นับ 3-4 วินาที ต้านแรงดึงของสายเคเบิลตลอดทาง กลับสู่ท่าเริ่มต้น
  8. ทำครบจำนวนแล้วสลับมาทำข้างซ้าย

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มโปรดปรานที่สุดสำหรับหัวยาวของกล้ามหลังแขนเลยค่ะ เพราะมันรวมสองสิ่งที่ดีที่สุดไว้ด้วยกันคือการยืดหัวยาวออกอย่างเต็มที่เหมือนท่าเหนือศีรษะ และแรงดึงสม่ำเสมอตลอดช่วงการเคลื่อนไหวของสายเคเบิล ทำให้หัวยาวถูกกระตุ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในช่วงยืดและหดตัว ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายก่อนจบชุดเล่นหลังแขนเสมอในช่วงเตรียมแข่ง ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ เพราะมันเผาผลาญหัวยาวได้หมดจดจริงๆ ค่ะ

วิธีจัดโปรแกรมเล่นหลังแขนให้ได้ผลสูงสุด

การมีท่าออกกำลังกายครบ 15 ท่าในมือยังไม่พอค่ะ สิ่งที่จะทำให้กล้ามหลังแขนโตจริงๆ คือการรู้ว่าจะเอาท่าเหล่านี้มาจัดเรียงอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปุนิ่มเรียนรู้เรื่องการจัดโปรแกรมผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายปีค่ะ ช่วงแรกที่เริ่มเตรียมตัวประกวดฟิตเนสก็เล่นสะเปะสะปะ ไม่มีโครงสร้าง ผลที่ได้คือพัฒนาช้ามากและเจ็บบ่อยโดยไม่จำเป็น กว่าจะเข้าใจหลักการที่ถูกต้องและนำมาพัฒนาจนได้แชมป์ระดับประเทศในวัย 45 ปี ต้องผ่านการเรียนรู้มาอย่างยาวนานค่ะ

หลักการจัดลำดับท่าที่ถูกต้อง

กฎทองที่ปุนิ่มยึดมาตลอดคือเริ่มจากท่าที่ยากและหนักที่สุดก่อนเสมอค่ะ เหตุผลคือพลังงานและสมาธิสูงสุดอยู่ในช่วงต้นของการฝึก ถ้าเริ่มด้วยท่าง่ายๆ แล้วค่อยไปท่าหนักทีหลัง กล้ามจะล้าไปก่อนแล้วและไม่สามารถทำท่าหนักได้เต็มที่

ลำดับที่แนะนำสำหรับการเล่นหลังแขนครบชุดคือ เริ่มจากท่าที่ใช้กล้ามหลายมัดพร้อมกันอย่างวิดพื้นหรือกดบาร์เบลก่อน ตามด้วยท่าที่ใช้ดัมเบลหรือสายเคเบิลแบบสองข้าง และปิดท้ายด้วยท่าแบบมือเดียวหรือท่าเผาผลาญสุดท้ายค่ะ

โปรแกรมสำหรับมือใหม่

ใช้เวลา 30-40 นาทีต่อครั้ง เล่น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เว้นระยะ 48 ชั่วโมงระหว่างครั้ง

ครั้งที่หนึ่งเลือกท่าที่ 1 วิดพื้นมือแคบ 4 รอบ ท่าที่ 2 จีบข้อศอกพยุงตัว 3 รอบ และท่าที่ 9 กดดัมเบลเหนือศีรษะ 3 รอบ ครั้งที่สองเลือกท่าที่ 3 วิดพื้นแขนชิดลำตัว 4 รอบ ท่าที่ 10 กดดัมเบลโน้มตัว 3 รอบ และท่าที่ 12 กดสายเคเบิลแท่งตรง 3 รอบค่ะ

โปรแกรมสำหรับระดับกลาง

ใช้เวลา 45-60 นาทีต่อครั้ง เล่น 3 ครั้งต่อสัปดาห์

ครั้งที่หนึ่งโฟกัสหัวยาว เลือกท่าที่ 9 กดดัมเบลเหนือศีรษะ ท่าที่ 15 กดสายเคเบิลเหนือศีรษะ และท่าที่ 6 จีบข้อศอกขณะนอนคว่ำ ครั้งที่สองโฟกัสหัวด้านข้าง เลือกท่าที่ 12 กดสายเคเบิลแท่งตรง ท่าที่ 13 กดสายเคเบิลด้วยเชือก และท่าที่ 1 วิดพื้นมือแคบ ครั้งที่สามเล่นรวมทุกหัว เลือกท่าที่ 11 กดบาร์เบลนอน ท่าที่ 10 กดดัมเบลโน้มตัว และท่าที่ 14 กดสายเคเบิลมือเดียวค่ะ

ตารางสรุปโปรแกรมตามระดับ

ระดับ ครั้งต่อสัปดาห์ ท่าต่อครั้ง รอบต่อท่า ครั้งต่อรอบ เวลาพักระหว่างรอบ
มือใหม่ 2 ครั้ง 3 ท่า 3-4 รอบ 12-15 ครั้ง 60 วินาที
ระดับกลาง 3 ครั้ง 4-5 ท่า 4 รอบ 10-12 ครั้ง 75 วินาที
ก้าวหน้า 3-4 ครั้ง 5-6 ท่า 4-5 รอบ 8-15 ครั้ง 90 วินาที

ข้อผิดพลาดที่ทำให้หลังแขนไม่โต แม้เล่นหนักแค่ไหนก็ตาม

ข้อผิดพลาดที่ทำให้หลังแขนไม่โต แม้เล่นหนักแค่ไหนก็ตาม

ความผิดพลาดในการเล่นหลังแขนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการขาดความพยายาม แต่มาจากความเข้าใจผิดที่สะสมมานานและถูกทำซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัยค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 1 – ข้อศอกกางออกด้านข้างระหว่างเล่น

นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเลยค่ะ เมื่อข้อศอกกางออกด้านข้างระหว่างทำท่ากดหลังแขน สัดส่วนการทำงานจะเปลี่ยนจากกล้ามหลังแขนไปสู่กล้ามหน้าอกและหัวไหล่แทน ผลคือหน้าอกและไหล่เมื่อย แต่หลังแขนแทบไม่ได้รับการกระตุ้นเลยค่ะ

วิธีแก้คือก่อนเริ่มทุกท่าให้ตั้งข้อศอกให้ชี้ขึ้นตรงๆ ก่อน และรักษาทิศทางนั้นตลอดการเคลื่อนไหว ถ้ายากให้ลดน้ำหนักลงก่อนแล้วโฟกัสท่าจนชำนาญก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 – ไม่บีบกล้ามที่จุดหดตัวสูงสุด

คนส่วนใหญ่เคลื่อนไหวต่อเนื่องโดยไม่หยุดบีบกล้ามที่จุดที่กล้ามหดตัวสูงสุดเลยค่ะ ซึ่งทำให้เสียโอกาสกระตุ้นกล้ามที่สำคัญมาก การหยุดบีบกล้ามไว้ 2-3 วินาทีที่จุดสูงสุดทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นได้มากกว่าการเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ปุนิ่มบีบแน่นทุกครั้งโดยไม่เคยข้ามมาตลอดหลายปีค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 – ใช้น้ำหนักหนักเกินจนฟอร์มพัง

น้ำหนักหนักที่ฟอร์มพังให้ผลน้อยกว่าน้ำหนักเบาที่ฟอร์มสมบูรณ์เสมอค่ะ เมื่อน้ำหนักหนักเกินไปร่างกายจะหากล้ามมัดอื่นมาช่วยโดยอัตโนมัติ เช่น การโยกลำตัว การยักไหล่ หรือการใช้แรงเหวี่ยง ทำให้กล้ามหลังแขนได้รับการกระตุ้นน้อยลงแทนที่จะมากขึ้นค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 – ละเลยหัวยาวของกล้ามหลังแขน

หัวยาวคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของกล้ามหลังแขนแต่ต้องการท่าเฉพาะที่มีแขนยกขึ้นเหนือศีรษะถึงจะกระตุ้นได้เต็มที่ คนที่เล่นแต่ท่ากดลงหรือท่าโน้มตัวโดยไม่มีท่าเหนือศีรษะเลย หัวยาวจะพัฒนาช้ากว่าที่ควรมากค่ะ ต้องมีท่าที่แขนยกเหนือศีรษะอย่างน้อย 1 ท่าในทุกครั้งที่เล่นหลังแขนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 5 – เล่นหลังแขนในวันเดียวกับกดอก

ท่ากดอกต่างๆ ใช้กล้ามหลังแขนเป็นกล้ามรองอยู่แล้ว ถ้าเล่นกดอกแล้วตามด้วยเล่นหลังแขนในวันเดียวกัน กล้ามหลังแขนจะล้าไปแล้วส่วนหนึ่งตั้งแต่ก่อนเริ่มเล่นหลังแขนจริงๆ ผลคือน้ำหนักที่ยกได้ลดลงและกระตุ้นกล้ามได้ไม่เต็มที่ ปุนิ่มแนะนำให้แยกวันเล่นหลังแขนออกจากวันกดอกอย่างน้อย 48 ชั่วโมงค่ะ

 

สาระน่ารู้จากงานวิจัย: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการสร้างกล้ามหลังแขน

ได้อ่านงานวิจัยและค้นพบว่าสิ่งที่นักฝึกระดับสูงรู้กันมานานนั้นมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจนค่ะ

งานวิจัยที่ 1 – การยืดกล้ามเนื้อก่อนหดตัวกับการสร้างกล้ามเนื้อ

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 54 คน เปรียบเทียบสองกลุ่มที่เล่นหลังแขนด้วยโปรแกรมเดียวกัน กลุ่มแรกเล่นเฉพาะท่าที่กล้ามไม่ได้ถูกยืดออกเต็มที่ เช่น ท่ากดลงและท่าโน้มตัวเท่านั้น กลุ่มที่สองเพิ่มท่าเหนือศีรษะซึ่งยืดหัวยาวออกเต็มที่เข้าไปด้วย ติดตามผล 10 สัปดาห์

ตัวชี้วัด กลุ่มไม่ยืดเต็มที่ กลุ่มยืดเต็มที่
มวลกล้ามหลังแขนที่เพิ่มขึ้น +5.2% +11.8%
ความหนากล้ามวัดด้วยคลื่นเสียง +7.4% +16.3%
ความแข็งแรงสูงสุด +12.1% +19.7%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ปุนิ่มยืนกรานให้ทุกคนต้องมีท่าเหนือศีรษะอย่างน้อยหนึ่งท่าในโปรแกรมเล่นหลังแขนเสมอค่ะ ความแตกต่างเกือบสองเท่าของมวลกล้ามที่เพิ่มขึ้นนั้นมหาศาลมากสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาจริงๆ ค่ะ

งานวิจัยที่ 2 – ช่วงเวลาค้างที่จุดหดตัวสูงสุดกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อ

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 48 คน เปรียบเทียบสามกลุ่มที่เล่นหลังแขนด้วยน้ำหนักและท่าเดียวกัน แต่ต่างกันที่ระยะเวลาค้างที่จุดหดตัวสูงสุด กลุ่มแรกไม่ค้างเลย กลุ่มที่สองค้าง 1 วินาที กลุ่มที่สามค้าง 3 วินาที ติดตามผล 8 สัปดาห์

กลุ่ม การทำงานของกล้าม มวลกล้ามที่เพิ่ม ความแข็งแรงที่เพิ่ม
ไม่ค้าง Baseline +4.1% +8.3%
ค้าง 1 วินาที +18% +7.2% +14.6%
ค้าง 3 วินาที +31% +10.8% +21.4%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 31% ในการทำงานของกล้ามโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนรอบเลยค่ะ นี่คือเหตุผลที่ปุนิ่มเน้นการค้าง 2-3 วินาทีที่จุดสูงสุดในทุกท่ามาตลอดค่ะ

งานวิจัยที่ 3 – ความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกหัวยาวกับขนาดกล้ามรวม

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 66 คน ศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มที่เน้นฝึกหัวยาวของกล้ามหลังแขนด้วยท่าเหนือศีรษะเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีท่าเหนือศีรษะในโปรแกรม ติดตามผล 12 สัปดาห์ โดยวัดขนาดกล้ามแต่ละหัวแยกกัน

ตัวชี้วัด กลุ่มมีท่าเหนือศีรษะ กลุ่มไม่มีท่าเหนือศีรษะ
ขนาดหัวยาวที่เพิ่ม +18.4% +6.2%
ขนาดหัวด้านข้างที่เพิ่ม +12.1% +11.8%
ขนาดรวมทั้งหมดที่เพิ่ม +14.8% +9.1%
รูปทรงกล้ามที่พอใจ (ผู้เข้าร่วมประเมิน) 87% 52%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: น่าสนใจมากที่หัวด้านข้างพัฒนาใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม แต่หัวยาวต่างกันเกือบสามเท่า และเมื่อรวมกันแล้วขนาดรวมต่างกันถึง 5.7% ซึ่งในระยะยาวจะสังเกตเห็นได้ชัดมากค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเล่นหลังแขน

  1. เล่นหลังแขนแล้วรู้สึกเมื่อยหัวไหล่มากกว่าหลังแขน ทำไม?

นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าฟอร์มมีปัญหาค่ะ สาเหตุหลักมักเกิดจากการยักไหล่ขึ้นระหว่างทำท่า ซึ่งทำให้กล้ามหัวไหล่รับภาระแทนกล้ามหลังแขน วิธีแก้คือก่อนเริ่มแต่ละท่าให้ดึงไหล่ลงต่ำและดึงไปด้านหลังเล็กน้อยก่อน แล้วรักษาท่านั้นตลอดการเคลื่อนไหว ถ้าไหล่ขึ้นระหว่างทำแสดงว่าน้ำหนักหนักเกินไปหรือกล้ามหลังแขนยังไม่แข็งแรงพอ ให้ลดน้ำหนักลงก่อนค่ะ

  1. ควรเล่นหลังแขนวันเดียวกับหน้าแขนหรือแยกวัน?

ทั้งสองแบบทำได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับโปรแกรมรวมของคุณ ถ้ามีวันเล่นแขนโดยเฉพาะก็เล่นทั้งหน้าและหลังแขนในวันเดียวกันได้เลย แต่ถ้าเล่นหลังแขนในวันเดียวกับกดหน้าอก ให้เล่นหลังแขนก่อนเสมอในขณะที่กล้ามยังสดอยู่ ไม่เล่นหลังแขนหลังจากกดอกมาแล้วเพราะกล้ามจะล้าไปแล้วค่ะ

  1. ผู้หญิงควรใช้น้ำหนักเท่าไหร่ในการเล่นหลังแขน?

ปุนิ่มแนะนำให้เริ่มจากน้ำหนักที่ทำ 15 ครั้งได้โดยยังรักษาฟอร์มสมบูรณ์ได้ตลอดค่ะ สำหรับผู้หญิงมือใหม่มักอยู่ที่ 3-5 กิโลกรัมสำหรับดัมเบล ระดับกลางอยู่ที่ 6-10 กิโลกรัม และระดับก้าวหน้าอยู่ที่ 10-15 กิโลกรัมขึ้นไปค่ะ แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่แนวทาง สิ่งที่สำคัญกว่าคือน้ำหนักที่ทำให้รู้สึกหนักในรอบสุดท้ายแต่ยังทำฟอร์มถูกต้องได้ค่ะ

  1. ทำไมหลังแขนถึงพัฒนาช้ากว่าหน้าแขน?

หลังแขนมีสามหัวซึ่งซับซ้อนกว่าหน้าแขนที่มีแค่สองหัว และแต่ละหัวต้องการท่าที่ต่างกันเพื่อพัฒนาได้เต็มที่ค่ะ ถ้าเล่นแต่ท่าเดิมซ้ำๆ จะพัฒนาได้แค่บางหัว ไม่ครบทั้งสามค่ะ นอกจากนี้คนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นหลังแขนตัวเองได้ง่ายเหมือนหน้าแขน จึงโฟกัสกล้ามระหว่างฝึกได้น้อยกว่า วิธีแก้คือหันข้างกระจกเวลาเล่นหลังแขนเพื่อให้สามารถเห็นและโฟกัสกล้ามมัดนั้นได้ชัดขึ้นค่ะ

  1. วิดพื้นกี่ครั้งถึงเทียบเท่าการกดดัมเบลหลังแขน?

ไม่มีตัวเลขตายตัวค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและระดับความแข็งแรงของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปวิดพื้นแบบมือแคบที่ทำช้าๆ 10 ครั้งในจังหวะ 3 วินาทีลง 1 วินาทีขึ้น จะให้การกระตุ้นกล้ามหลังแขนใกล้เคียงกับการกดดัมเบลหลังแขนในน้ำหนักที่เหมาะสม 10-12 ครั้งค่ะ สิ่งสำคัญคือฟอร์มและจังหวะมากกว่าการนับว่าครั้งเท่าไหร่

  1. ข้อศอกเจ็บตอนเล่นหลังแขน ควรทำอย่างไร?

ให้หยุดทันทีและพักก่อนค่ะ อาการเจ็บข้อศอกในการเล่นหลังแขนมักเกิดจากสามสาเหตุหลักคือน้ำหนักหนักเกินไป วอร์มอัพไม่เพียงพอ และเล่นบ่อยเกินไปจนข้อศอกไม่มีเวลาฟื้นตัว วิธีแก้เบื้องต้นคือพักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ วอร์มอัพข้อศอกและข้อมือให้นานขึ้นก่อนเล่นทุกครั้ง และลดน้ำหนักลง 30% เมื่อกลับมาเล่นใหม่ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์ค่ะ

  1. ควรเล่นหลังแขนก่อนหรือหลังวิ่ง?

เล่นหลังแขนก่อนวิ่งค่ะ เหตุผลคือการวิ่งต้องการพลังงานสำรองไว้มากสำหรับระบบหัวใจและหลอดเลือด ถ้าเล่นน้ำหนักก่อนจะทำให้วิ่งได้ประสิทธิภาพดีกว่าการวิ่งก่อนแล้วค่อยเล่นน้ำหนักตอนที่กล้ามล้าแล้ว นอกจากนี้การวิ่งยังช่วยอบอุ่นร่างกายในระดับหนึ่งซึ่งอาจทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักเบาขึ้นและเสียจังหวะการฝึกได้ค่ะ

  1. กินอาหารก่อนเล่นหลังแขนควรรอนานแค่ไหน?

ควรรออย่างน้อย 1.5-2 ชั่วโมงหลังกินอาหารมื้อหนักค่ะ ถ้ากินเพิ่งๆ แล้วเล่นหนักจะรู้สึกจุกและคลื่นไส้ระหว่างเล่นได้ ถ้าต้องการพลังงานเร็วก่อนเล่นให้กินกล้วยหนึ่งลูกหรือข้าวเกาะหนึ่งถ้วยประมาณ 30-45 นาทีก่อนเล่นได้ค่ะ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันเพราะการขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้มากค่ะ

  1. หลังแขนหย่อนจะแน่นขึ้นได้ไหมถ้าเล่นท่าเหล่านี้?

ได้แน่นอนค่ะ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการสร้างกล้ามเนื้อและการลดไขมันเป็นคนละเรื่องกัน การเล่นหลังแขนช่วยสร้างกล้ามเนื้อซึ่งทำให้แขนดูกระชับและมีรูปทรงมากขึ้น แต่ไขมันส่วนเกินที่ทำให้แขนดูหย่อนนั้นต้องอาศัยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแบบเผาผลาญไขมันควบคู่ไปด้วยค่ะ การทำทั้งสองอย่างพร้อมกันคือสูตรที่ได้ผลที่สุดค่ะ

  1. อายุ 50 ปีแล้วยังเล่นหลังแขนให้โตได้ไหม?

ได้แน่นอนค่ะ และปุนิ่มขอยืนยันในฐานะคนอายุ 45 ปีที่ยังแข่งขันในระดับประเทศอยู่ กล้ามเนื้อสามารถเติบโตและพัฒนาได้ในทุกช่วงอายุถ้าได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม สิ่งที่ต้องปรับสำหรับวัย 50 ปีขึ้นไปคือให้เวลาวอร์มอัพนานขึ้น เพิ่มเวลาพักระหว่างวันฝึก ฟังสัญญาณร่างกายให้มากขึ้น และให้ความสำคัญกับการนอนหลับและโปรตีนมากกว่าตอนอายุน้อยค่ะ อายุไม่ใช่อุปสรรค การไม่เริ่มต่างหากที่เป็นอุปสรรคค่ะ

สรุป: หลังแขนที่แข็งแรงสร้างได้ ไม่ว่าจะเริ่มจากที่ไหน

15 ท่าที่ปุนิ่มแนะนำมาทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการลอกตำราค่ะ แต่มาจากการลงมือทำ ล้มเหลว ลุกขึ้น และพัฒนาซ้ำๆ มากกว่า 10 ปีในวงการนี้

สิ่งที่ปุนิ่มอยากให้ทุกคนจำจากบทความนี้มีสามเรื่องหลักค่ะ เรื่องแรกคือกล้ามหลังแขนมีสามหัวที่ต้องการท่าที่ต่างกัน อย่าเล่นแต่ท่าเดิมซ้ำๆ เพราะจะพัฒนาได้ไม่ครบ เรื่องที่สองคือฟอร์มสมบูรณ์และการบีบกล้ามที่จุดสูงสุดสำคัญกว่าน้ำหนักที่หนักเสมอ และเรื่องที่สามคือความสม่ำเสมอในการฝึกควบคู่กับการพักฟื้นที่เพียงพอคือกุญแจที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ค่ะ

ปุนิ่มเริ่มต้นจากคนธรรมดาที่ไม่มีพื้นฐานกีฬาใดๆ ผ่านการทำงานโรงงาน รับราชการ และพนักงานขาย กว่าจะมาเป็นนักแข่งที่ได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 และ ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ในวัย 45 ปีอย่างทุกวันนี้ ทุกอย่างเริ่มจากวันแรกที่ตัดสินใจลงมือทำค่ะ

วันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นคือวันนี้เลยค่ะ 💪

 

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม