Home » Blog » ความรู้ » Bodyweight Training คืออะไร? คู่มือบอดี้เวท 10 ท่า สร้างกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์

Bodyweight Training คืออะไร? คู่มือบอดี้เวท 10 ท่า สร้างกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์

Bodyweight Training คืออะไร? 10 ท่าบอดี้เวท สร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงโดยไม่ใช้อุปกรณ์

มีคนกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจมากค่ะ พวกเขาไม่มีฟิตเนส ไม่มีดัมเบล ไม่มีบาร์เบล ไม่มีเครื่องออกกำลังกายแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าฟิตเนสทุกวันอย่างเปรียบไม่ได้ค่ะ พวกเขาคือนักกายกรรม นักยิมนาสติก และนักสู้โบราณค่ะ นักยิมนาสติกระดับโอลิมปิกไม่ได้สร้างร่างกายนั้นมาจากการนั่งบนเครื่องออกกำลังกายค่ะ แต่มาจากการบังคับให้ร่างกายแบกรับน้ำหนักตัวเองในมุมและรูปแบบที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ร่างกายมนุษย์ทำได้นั้นดูเหมือนฝืนกฎฟิสิกส์ค่ะ

แต่นี่ไม่ใช่บทความที่บอกให้เลิกใช้อุปกรณ์นะคะ บทความนี้ต้องการตอบคำถามที่ลึกกว่านั้นค่ะ ทำไมคนส่วนใหญ่ที่ฝึกบอดี้เวทถึงไม่ค่อยเห็นผล ทั้งที่หลักการมันพิสูจน์มาหลายพันปีแล้วว่าได้ผลจริงค่ะ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ท่าที่เลือก แต่อยู่ที่ความเข้าใจว่าร่างกายทำงานอย่างไรและต้องการอะไรถึงจะพัฒนาค่ะ บทความนี้จะอธิบายทั้งหมดนั้นค่ะ ตั้งแต่หลักการพื้นฐานที่หนังสือออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่เคยพูดถึง ไปจนถึงสิบท่าที่เลือกมาแล้วว่าครอบคลุมร่างกายทุกส่วนและสามารถท้าทายได้ตลอดชีวิตค่ะ

บอดี้เวทคืออะไร

นิยามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมาตลอด

ถ้าถามคนในฟิตเนสว่าบอดี้เวทคืออะไร คำตอบที่ได้มักจะเป็นประมาณนี้ค่ะ “ก็คือการออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ไงครับ วิดพื้น ซิทอัพ สควอท อะไรแบบนั้น”

คำตอบนั้นไม่ผิดค่ะ แต่มันขาดสิ่งสำคัญที่สุดไปทั้งหมดเลย บอดี้เวทในความหมายที่ถูกต้องคือระบบการฝึกความแข็งแรงที่ใช้น้ำหนักร่างกายตัวเองเป็นแรงต้านหลักค่ะ แต่คำสำคัญที่คนมองข้ามคือคำว่า ระบบ และคำว่า ฝึกความแข็งแรง ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายค่ะ ความแตกต่างระหว่างออกกำลังกายกับฝึกความแข็งแรงมีนัยสำคัญมากค่ะ การออกกำลังกายคือการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นหรือเผาแคลอรี ส่วนการฝึกความแข็งแรงคือการบังคับให้ร่างกายเผชิญกับแรงต้านที่มากกว่าที่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทปรับตัวและพัฒนาขึ้นค่ะ คนที่วิดพื้นยี่สิบครั้งทุกเช้าเป็นปีโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยกำลังออกกำลังกายค่ะ ไม่ใช่ฝึกความแข็งแรง และนั่นคือสาเหตุที่ทำไมหลายคนทำบอดี้เวทมาหลายปีแล้วยังรู้สึกว่าร่างกายไม่เปลี่ยนค่ะ


วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังทุกครั้งที่ทำ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอพาไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายตอนที่ทำบอดี้เวทในระดับจุลภาคก่อนค่ะ กล้ามเนื้อแต่ละมัดประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อหลายล้านเส้นที่มัดรวมกันเป็นชั้นๆ ค่ะ เส้นใยแต่ละเส้นประกอบด้วยโปรตีนสองชนิดที่เลื่อนสอดเข้าหากันตอนที่กล้ามเนื้อหดตัวค่ะ เมื่อแรงต้านที่กล้ามเนื้อต้องรับมากกว่าที่เส้นใยเหล่านั้นเคยรับมาก่อน เส้นใยบางส่วนจะเกิดการฉีกขาดระดับจุลภาคค่ะ ซึ่งฟังดูน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วคือสัญญาณที่ร่างกายต้องการค่ะ

เมื่อเกิดการฉีกขาดระดับจุลภาค ร่างกายจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์ดาวเทียมที่อยู่รอบๆ เส้นใยกล้ามเนื้อตื่นตัวและเริ่มกระบวนการซ่อมแซมค่ะ การซ่อมแซมนั้นไม่ได้แค่ปะผุให้กลับมาเหมือนเดิม แต่สร้างใหม่ให้หนาแน่นและแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อรับมือกับแรงต้านแบบเดิมได้ดีขึ้นในครั้งต่อไปค่ะ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่ากล้ามเนื้อเติบโตค่ะ สิ่งที่งานวิจัยจากวารสารสรีรวิทยาประยุกต์ยืนยันอย่างชัดเจนคือกระบวนการนี้ไม่ได้สนใจเลยว่าแรงต้านนั้นมาจากอะไรค่ะ จะเป็นบาร์เบล ดัมเบล ยางยืด หรือน้ำหนักตัวเอง กล้ามเนื้อตอบสนองต่อแรงต้านในแบบเดียวกันทุกประการค่ะ ตราบใดที่แรงต้านนั้นหนักพอที่จะกระตุ้นการฉีกขาดระดับจุลภาคได้


ทำไมบอดี้เวทส่วนใหญ่ที่คนทำถึงไม่ค่อยได้ผล

นี่คือ Insight ที่สำคัญที่สุดในบทความทั้งหมดค่ะ และเป็นเรื่องที่หนังสือออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่เคยพูดถึงตรงๆ บอดี้เวทที่คนทำกันส่วนใหญ่ไม่ได้ผลไม่ใช่เพราะบอดี้เวทไม่ดีพอค่ะ แต่เพราะมันไม่หนักพอที่จะกระตุ้นการเติบโตค่ะ

ลองนึกภาพนี้ค่ะ สัปดาห์แรกที่ทำวิดพื้นยี่สิบครั้ง ร่างกายต้องออกแรงมากพอสมควรค่ะ กล้ามเนื้อเหนื่อย เกิดการฉีกขาดระดับจุลภาค ร่างกายซ่อมแซมและแข็งแรงขึ้น สัปดาห์ที่สองวิดพื้นยี่สิบครั้งแบบเดิมเริ่มง่ายขึ้นเล็กน้อยค่ะ สัปดาห์ที่สี่ยี่สิบครั้งรู้สึกเหมือนวอร์มอัพค่ะ และตั้งแต่สัปดาห์ที่สี่เป็นต้นไป ไม่ว่าจะทำวิดพื้นยี่สิบครั้งไปอีกกี่ปี กล้ามเนื้อก็จะไม่พัฒนาขึ้นอีกแล้วค่ะ เพราะมันคุ้นเคยกับน้ำหนักนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว หลักการที่เรียกว่าการเพิ่มภาระต่อเนื่องคือหัวใจของการพัฒนากล้ามเนื้อค่ะ และบอดี้เวทมีสามวิธีหลักในการเพิ่มภาระต่อเนื่องที่ต่างจากการใช้อุปกรณ์ค่ะ

วิธีแรกคือการเปลี่ยนมุมค่ะ วิดพื้นธรรมดากับวิดพื้นเท้าบนเก้าอี้ไม่ใช่แค่ท่าที่ต่างกัน แต่คือการเพิ่มสัดส่วนของน้ำหนักตัวที่แขนต้องรับจากประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ไปเป็นเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ค่ะ เป็นการเพิ่มน้ำหนักโดยไม่ต้องหยิบดัมเบลเพิ่มค่ะ

วิธีที่สองคือการเปลี่ยนระยะเวลาค่ะ กล้ามเนื้อไม่ได้แค่รู้สึกว่าหนักแค่ไหน แต่รู้สึกด้วยว่าต้องรับแรงนั้นนานแค่ไหนค่ะ การลดตัวลงในวิดพื้นช้าๆ นับห้าวินาทีแทนที่จะลงหนึ่งวินาทีทำให้เวลาที่กล้ามเนื้อต้องอยู่ภายใต้แรงตึงนานขึ้นห้าเท่าค่ะ งานวิจัยจาก McMaster University พบว่าการเพิ่มเวลาที่กล้ามเนื้ออยู่ภายใต้แรงตึงกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อได้สูงกว่าการเพิ่มน้ำหนักในบางกรณีค่ะ

วิธีที่สามคือการลดฐานรองรับค่ะ ทุกครั้งที่ลดจำนวนจุดที่ร่างกายสัมผัสพื้นลง กล้ามเนื้อแต่ละมัดต้องรับภาระมากขึ้นและกล้ามเนื้อเสถียรภาพต้องทำงานหนักขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ สควอทสองขาง่ายกว่าสควอทขาเดียวไม่ใช่แค่เพราะขาเดียวรับน้ำหนักสองเท่า แต่เพราะทั้งร่างกายต้องทำงานพร้อมกันเพื่อป้องกันการล้มค่ะ


ความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างบอดี้เวทกับการใช้อุปกรณ์

ไม่มีคำตอบว่าอะไรดีกว่าค่ะ เพราะมันไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องตั้งแต่แรก สิ่งที่ต่างกันจริงๆ คือสิ่งที่แต่ละแบบทำได้ดีกว่าค่ะ บอดี้เวทเก่งในการสร้างความแข็งแรงเชิงการเคลื่อนไหวค่ะ คือความสามารถในการควบคุมร่างกายในอวกาศ ทรงตัวบนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง และประสานงานกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน เพราะทุกท่าบอดี้เวทต้องการกล้ามเนื้อเสถียรภาพทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีเครื่องช่วยค่ะ

การใช้อุปกรณ์เก่งในการเพิ่มความแข็งแรงสูงสุดและมวลกล้ามเนื้อในระยะยาวค่ะ เพราะสามารถเพิ่มน้ำหนักได้อย่างแม่นยำและไม่มีเพดานที่น้ำหนักตัวกำหนดค่ะ คนที่ฝึกทั้งสองแบบควบคู่กันได้ประโยชน์จากทั้งสองโลกค่ะ แต่คนที่ไม่มีอุปกรณ์หรือไม่มีเวลาไปฟิตเนสก็ยังพัฒนาร่างกายได้ไกลมากด้วยบอดี้เวทอย่างเดียวค่ะ ถ้าเข้าใจหลักการที่ถูกต้อง

ประโยชน์ที่คนมักมองข้าม

หนึ่ง – สร้างความแข็งแรงที่ใช้ได้จริงในชีวิต ไม่ใช่แค่ในฟิตเนส

มีความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างสองสิ่งนี้ค่ะ

สิ่งแรกคือความแข็งแรงที่วัดได้ในฟิตเนสค่ะ เช่น กดหน้าอกได้กี่กิโล สควอทได้กี่กิโล ตัวเลขเหล่านั้นดูดีในกระดาษและทำให้รู้สึกภูมิใจได้ค่ะ

สิ่งที่สองคือความแข็งแรงที่ใช้ได้จริงค่ะ คือความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่ไม่ได้ควบคุมได้ล่วงหน้า ทั้งการยกของหนักในมุมแปลกๆ การทรงตัวบนพื้นที่ลื่น การวิ่งหนีอันตราย หรือการรับมือกับแรงกระแทกที่ไม่คาดคิดค่ะ

ปัญหาของการฝึกด้วยเครื่องออกกำลังกายคือเครื่องทำหน้าที่ควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวให้ทั้งหมดค่ะ กล้ามเนื้อเสถียรภาพที่ทำหน้าที่ควบคุมทิศทางในชีวิตจริงแทบไม่ต้องทำงานเลย แปลว่าคนที่แข็งแรงมากในเครื่องออกกำลังกายอาจยังเจ็บหลังล่างตอนยกกระเป๋าเดินทางขึ้นหิ้งรถไฟได้อยู่ เพราะกล้ามเนื้อเสถียรภาพของเขายังอ่อนแอค่ะ

บอดี้เวทไม่มีเครื่องมาช่วยค่ะ ทุกครั้งที่ทำสควอท ลำตัวต้องควบคุมตัวเองในทุกทิศทางพร้อมกัน ทุกครั้งที่วิดพื้น แกนกลางลำตัวต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้สะโพกหย่อนลงพื้น ทุกท่าบอดี้เวทคือการฝึกระบบกล้ามเนื้อทั้งหมดพร้อมกัน ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อเป้าหมายค่ะ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยการกีฬาในสหราชอาณาจักรติดตามนักกีฬาสองกลุ่มเป็นเวลาหกเดือนค่ะ กลุ่มแรกฝึกด้วยเครื่องออกกำลังกายเป็นหลัก กลุ่มที่สองฝึกบอดี้เวทเป็นหลัก แม้กลุ่มแรกจะยกน้ำหนักได้มากกว่าในท่าที่กำหนด แต่กลุ่มที่สองทำผลงานได้ดีกว่าในการทดสอบการเคลื่อนไหวในชีวิตจริงทุกรายการค่ะ ทั้งความเร็วในการเปลี่ยนทิศทาง การทรงตัวบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ และความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกกะทันหัน

แกนกลางลำตัวคือศูนย์กลางของทุกท่าบอดี้เวท หาก core อ่อนแอ ท่าทุกท่าจะสูญเสียประสิทธิภาพ การฝึก Plank หรือท่าแพลงก์อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความมั่นคงของลำตัวและทำให้วิดพื้น ดึงข้อ และสควอทมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน


สอง — ระบบประสาทพัฒนาไปพร้อมกับกล้ามเนื้อ และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ

คนส่วนใหญ่คิดว่าการออกกำลังกายพัฒนากล้ามเนื้อค่ะ ซึ่งถูกต้อง แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่พัฒนาควบคู่กันไปที่คนมักมองข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นคือระบบประสาทค่ะ ลองนึกภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่หัดขับรถ สมองต้องคิดทุกอย่างอย่างมีสติค่ะ ต้องคิดว่าเมื่อไหรจะเหยียบเบรก เมื่อไหรจะหมุนพวงมาลัย มือจะวางตำแหน่งไหน ทุกอย่างใช้สมองส่วนหน้าที่ต้องการความตั้งใจเต็มที่ แต่พอขับรถมาสิบปี ร่างกายทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดเลยค่ะ

การเคลื่อนไหวของร่างกายทำงานแบบเดียวกันค่ะ ในระยะแรกของการฝึกบอดี้เวท สิ่งที่พัฒนามากที่สุดไม่ใช่กล้ามเนื้อค่ะ แต่คือการที่ระบบประสาทเรียนรู้วิธีส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยพบว่าในแปดถึงสิบสองสัปดาห์แรกของการฝึก ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาระบบประสาท ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของขนาดกล้ามเนื้อค่ะ บอดี้เวทพัฒนาระบบประสาทได้ดีกว่าการใช้เครื่องออกกำลังกายในหลายมิติค่ะ เพราะทุกท่าบอดี้เวทบังคับให้ระบบประสาทต้องประสานงานกล้ามเนื้อหลายกลุ่มพร้อมกันในสามมิติ ในขณะที่เครื่องออกกำลังกายจำกัดการเคลื่อนไหวให้อยู่ในแนวเดียวและตัดงานของระบบประสาทออกไปมากค่ะ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ในชีวิตจริงคือคนที่ฝึกบอดี้เวทสม่ำเสมอมักมีการทรงตัวดีขึ้น การประสานงานของร่างกายดีขึ้น และเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นในทุกกิจกรรมที่ทำ ไม่ใช่แค่ในท่าที่ฝึกค่ะ

การควบคุมร่างกายและการทรงตัวเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกท่าบอดี้เวท โดยเฉพาะการรักษาลำตัวให้นิ่งระหว่างเคลื่อนไหว การฝึก core เพิ่มเติม เช่น ท่า Plank และการฝึกแกนกลางลำตัว จะช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานประสานกันได้ดีขึ้น


สาม — ไม่มีเพดานถ้าเข้าใจหลักการ

นี่คือความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับบอดี้เวทค่ะ “บอดี้เวทมีเพดานเพราะน้ำหนักตัวมีจำกัด” ลองตอบคำถามนี้ก่อนค่ะ มีกี่คนในโลกที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง

วิดพื้นมือเดียวแบบลงช้าๆ นับห้าวินาทีและขึ้นแบบระเบิดพลัง สควอทขาเดียวลงจนก้นเกือบแตะพื้นแล้วดันขึ้นในหนึ่งจังหวะ ดึงข้อแขนเดียวแบบขึ้นช้าๆ นับสามวินาที หรือพลังค์แบบยกแขนและขาตรงข้ามพร้อมกันในขณะที่ลำตัวหมุนไม่ได้แม้แต่นิดเดียวค่ะ ถ้าตอบตามความจริง มีคนที่ทำสิ่งเหล่านั้นได้น้อยมากค่ะ แม้แต่นักกีฬาที่ฝึกมาสิบปีก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะทำได้ค่ะ เพดานของบอดี้เวทไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักตัวค่ะ แต่อยู่ที่ความสามารถในการออกแบบโปรแกรมที่ท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องการความเข้าใจในหลักการที่ลึกกว่าค่ะ ในบอดี้เวทมีตัวแปรที่ปรับได้อย่างน้อยเจ็ดอย่างในทุกท่าค่ะ ได้แก่ มุมของลำตัว ความเร็วของการเคลื่อนที่ขึ้น ความเร็วของการเคลื่อนที่ลง เวลาที่หยุดค้างที่จุดยากที่สุด จำนวนจุดสัมผัสพื้น ระยะห่างของมือหรือเท้า และการเพิ่มการเคลื่อนไหวของแขนหรือขาอีกด้านระหว่างทำค่ะ การเปลี่ยนตัวแปรเพียงหนึ่งอย่างในท่าที่ทำสบายๆ อยู่แล้วอาจทำให้ท่านั้นยากจนทำไม่ได้เลยทันทีค่ะ


สี่ — ป้องกันการบาดเจ็บได้ดีกว่าที่คิด

งานวิจัยจากวารสารเวชศาสตร์การกีฬาอังกฤษรวบรวมข้อมูลจากนักกีฬากว่าสองหมื่นคนเป็นเวลาสองปีค่ะ ผลที่ได้น่าสนใจมากค่ะ กลุ่มที่ฝึกบอดี้เวทเป็นหลักมีอัตราการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายต่ำกว่ากลุ่มที่ฝึกด้วยน้ำหนักภายนอกเป็นหลักอย่างมีนัยสำคัญในเกือบทุกส่วนของร่างกายค่ะ

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังนั้นลึกกว่าที่คิดค่ะ ร่างกายมีระบบป้องกันตัวเองที่ฉลาดมากค่ะ เรียกว่าการตอบสนองของระบบประสาทต่อความไม่มั่นคงค่ะ เมื่อร่างกายรู้สึกว่าน้ำหนักที่รับอยู่นั้นมากเกินกว่าที่กล้ามเนื้อเสถียรภาพจะรองรับได้ ระบบประสาทจะส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อหลักลดแรงลงโดยอัตโนมัติก่อนที่การบาดเจ็บจะเกิดขึ้นค่ะ

แปลง่ายๆ ว่าในบอดี้เวท ร่างกายโกงตัวเองให้หยุดก่อนที่จะเจ็บค่ะ เพราะทุกอย่างต้องควบคุมได้เองตลอดเวลา แต่เมื่อใช้น้ำหนักภายนอก โดยเฉพาะในเครื่องออกกำลังกายที่ควบคุมทิศทางให้ กล้ามเนื้อหลักสามารถออกแรงเกินกว่าที่กล้ามเนื้อเสถียรภาพจะรองรับได้ค่ะ เพราะระบบป้องกันตามธรรมชาตินั้นถูกตัดออกไปโดยเครื่องที่พยุงทิศทางการเคลื่อนไหวให้ค่ะ นั่นคือสาเหตุที่การบาดเจ็บจากการใช้เครื่องออกกำลังกายหนักๆ มักเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนค่ะ


ห้า — ฝึกได้ทุกที่ทุกเวลา และนั่นเปลี่ยนทุกอย่างในระยะยาว

นี่ฟังดูเหมือนข้อดีธรรมดาค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่กำหนดว่าใครจะประสบความสำเร็จในระยะยาวและใครจะไม่ประสบความสำเร็จค่ะ งานวิจัยด้านจิตวิทยาพฤติกรรมพบว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่ใช่ความขี้เกียจและไม่ใช่ขาดแรงจูงใจค่ะ แต่คือระยะห่างและความซับซ้อนของการเข้าถึงค่ะ ทุกขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจะลดโอกาสที่จะทำจริงลงค่ะ การต้องขับรถไปฟิตเนส หาที่จอดรถ เปลี่ยนชุด รอเครื่อง อาบน้ำ แล้วขับรถกลับ คือขั้นตอนมากกว่าสิบขั้นตอนที่อยู่ระหว่างความตั้งใจและการออกกำลังกายค่ะ ในวันที่เหนื่อยหรือยุ่งเป็นพิเศษ สิบขั้นตอนนั้นกลายเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการเลื่อนออกไปพรุ่งนี้ค่ะ

บอดี้เวทมีขั้นตอนระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำแค่ขั้นตอนเดียวค่ะ คือลุกขึ้นแล้วทำเลย ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ในโรงแรม ในสวนสาธารณะ หรือในห้องประชุมระหว่างพักกลางวันก็ตามค่ะ ผลในระยะยาวคือคนที่ฝึกบอดี้เวทมีอัตราการฝึกสม่ำเสมอตลอดหนึ่งปีสูงกว่าคนที่พึ่งพาฟิตเนสอย่างมีนัยสำคัญค่ะ และความสม่ำเสมอตลอดหนึ่งปีให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกหนักสามเดือนแล้วหยุดเสมอค่ะ

นี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มสร้างรูปร่างได้จากที่บ้านโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมฝึกหน้าท้องและ core ที่ทำได้ที่บ้าน ซึ่งใช้เพียงน้ำหนักตัวแต่สามารถพัฒนาความแข็งแรงและการควบคุมร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง


หก — สร้างความสัมพันธ์ที่แตกต่างกับร่างกายตัวเอง

นี่คือประโยชน์ที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ค่ะ แต่คนที่ฝึกบอดี้เวทมาสักพักมักบอกว่ามันคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ลึกที่สุดค่ะ เมื่อฝึกด้วยเครื่องออกกำลังกาย ความสำเร็จถูกวัดด้วยตัวเลขบนเครื่องค่ะ หมุนน้ำหนักขึ้น เพิ่มตัวเลข รู้สึกดีขึ้น ความสัมพันธ์กับร่างกายตัวเองถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์กับตัวเลขบนเครื่องค่ะ

เมื่อฝึกบอดี้เวท ไม่มีตัวเลขบนเครื่องให้ดูค่ะ สิ่งที่บอกว่าพัฒนาขึ้นคือความรู้สึกของร่างกายตัวเองค่ะ ท่าที่เมื่อสองเดือนก่อนทำได้แค่สามครั้งแล้วหมดแรง วันนี้ทำได้แปดครั้งอย่างสบาย ท่าที่เคยทำแล้วสั่นทั้งตัว วันนี้นิ่งและควบคุมได้ค่ะ ความรู้สึกนั้นสอนให้รู้จักร่างกายตัวเองในแบบที่ตัวเลขบนเครื่องไม่มีวันสอนได้ค่ะ และนั่นคือรากฐานของการดูแลร่างกายในระยะยาวที่แท้จริงค่ะ

สิบท่าเพิ่มกำลังกาย

ก่อนเข้าท่าแรก มีเรื่องสำคัญที่ต้องพูดก่อนค่ะ สิบท่าในส่วนนี้ไม่ได้เลือกมาเพราะดูดีหรือทำแล้วเหนื่อยมากค่ะ แต่เลือกมาเพราะแต่ละท่าครอบคลุมรูปแบบการเคลื่อนไหวหลักของร่างกายมนุษย์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ และทุกท่าสามารถท้าทายได้ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงนักกีฬาระดับสูงโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าเลยค่ะ แค่เปลี่ยนวิธีทำ รูปแบบการเคลื่อนไหวหลักของร่างกายมนุษย์มีหกแบบค่ะ ได้แก่ การดัน การดึง การย่อสะโพกลง การพับสะโพกไปข้างหน้า การหมุนลำตัว และการรักษาตำแหน่งนิ่งภายใต้แรงต้านค่ะ ท่าออกกำลังกายที่ดีต้องครอบคลุมทุกรูปแบบเหล่านี้ค่ะ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจริงๆ ต้องแข็งแรงในทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่บางส่วนค่ะ

ท่าที่ 1: วิดพื้น

[📷 ใส่รูป: วิดพื้นมาตรฐาน แสดงตำแหน่งมือกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้า]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การดันในแนวนอน กล้ามเนื้อหลัก: หน้าอก หัวไหล่ด้านหน้า หลังแขน และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

วิดพื้นคือท่าที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในโลกออกกำลังกายค่ะ ทุกคนรู้จัก แต่แทบไม่มีใครทำถูกต้องจริงๆ ค่ะ และความแตกต่างระหว่างวิดพื้นถูกกับผิดไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่คือความแตกต่างระหว่างการกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าอกได้เต็มที่กับการที่หลังแขนทำงานแทนทั้งหมดค่ะ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในอเมริกาวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อในวิดพื้นรูปแบบต่างๆ พบว่าวิดพื้นที่ทำถูกต้องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าอกได้ใกล้เคียงกับการกดหน้าอกด้วยบาร์เบลในน้ำหนักที่ใกล้เคียงกันค่ะ แต่วิดพื้นที่ทำผิดวิธีกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าอกได้น้อยกว่าถึง 40% ค่ะ สิ่งที่ทำให้วิดพื้นพิเศษกว่าการกดหน้าอกในเครื่องคือมันบังคับให้แกนกลางลำตัวทำงานตลอดเวลาค่ะ ร่างกายต้องแข็งเหมือนกระดาน ถ้าแกนกลางลำตัวอ่อนแอ สะโพกจะหย่อนหรือก้นจะยกขึ้น และทั้งสองอย่างนั้นบอกว่ากำลังโกงโดยไม่รู้ตัวค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนคว่ำหน้าลงบนพื้นค่ะ วางมือบนพื้นกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย นิ้วชี้ตั้งตรงขึ้นหรือหันออกด้านนอกเล็กน้อย ห้ามนิ้วชี้หันเข้าหากันเด็ดขาดเพราะจะกดดันข้อมือและข้อศอกสะสมจนบาดเจ็บในระยะยาวค่ะ
  2. กระจายน้ำหนักไปที่ฝ่ามือทั้งหมด ไม่ใช่แค่โคนมือค่ะ ให้รู้สึกว่าพยายามบิดมือออกด้านนอกเหมือนจะขันสกรูออกจากพื้น แต่มือไม่ได้เคลื่อนจริงๆ การบิดมือแบบนี้จะทำให้ข้อไหล่อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงและปลอดภัยกว่ามากค่ะ
  3. ดันตัวขึ้นมาจนแขนเกือบเหยียดสุดค่ะ ปลายเท้าทั้งสองข้างวางบนพื้น เท้าชิดกันหรือห่างกันเล็กน้อยก็ได้ค่ะ นี่คือตำแหน่งเริ่มต้นค่ะ
  4. เกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนเริ่มทุกครั้งค่ะ หายใจเข้าเต็มปอด กลั้นลมหายใจเบาๆ เกร็งหน้าท้องเหมือนกำลังจะโดนต่อยท้อง เกร็งก้นพร้อมกันด้วยค่ะ ตำแหน่งนี้ต้องคงอยู่ตลอดทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น
  5. ตรวจสอบว่าลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ มองพื้นห่างออกไปประมาณ 30 เซนติเมตรข้างหน้ามือ ไม่ใช่มองตรงระหว่างมือและไม่ใช่มองไปข้างหน้าค่ะ การมองพื้นตรงหน้าจะทำให้คอยื่นออกมาซึ่งสร้างแรงกดที่กระดูกสันหลังส่วนคอโดยไม่จำเป็นค่ะ
  6. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ข้อศอกพับออกด้านข้างทำมุมประมาณ 45 องศากับลำตัว ไม่ใช่ชี้ตรงออกด้านข้างสุดและไม่ใช่พับชิดลำตัวสุดค่ะ มุม 45 องศาคือตำแหน่งที่ข้อไหล่รับแรงน้อยที่สุดและกล้ามเนื้อหน้าอกทำงานได้มากที่สุดค่ะ
  7. ลดตัวลงจนหน้าอกแตะพื้นหรือเกือบแตะพื้นค่ะ ไม่ใช่แค่งอข้อศอกเล็กน้อยแล้วดันขึ้น การที่หน้าอกแตะพื้นแปลว่ากล้ามเนื้อหน้าอกยืดออกเต็มที่แล้วค่ะ ซึ่งคือจุดที่การกระตุ้นกล้ามเนื้อสูงที่สุดและให้ผลลัพธ์มากที่สุดค่ะ
  8. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1 วินาทีค่ะ ตรงนี้สำคัญมากเพราะเป็นการตัดแรงเหวี่ยงออกทั้งหมด บังคับให้กล้ามเนื้อต้องเริ่มต้นการดันจากศูนย์จริงๆ ซึ่งยากกว่าและได้ผลกว่ามากค่ะ
  9. ดันตัวขึ้นแบบระเบิดพลังค่ะ หายใจออกพร้อมกับการดันขึ้น ให้พลังทั้งหมดออกมาในจังหวะนี้ค่ะ
  10. ที่ตำแหน่งบนสุด อย่าล็อคข้อศอกแข็งทื่อค่ะ ให้งอเล็กน้อยและดันสะบักออกด้านข้างเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบสะบักด้วยค่ะ นี่คือส่วนที่คนส่วนใหญ่ข้ามไปและทำให้วิดพื้นได้ผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็นค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — วิดพื้นเข่าลงพื้น วางเข่าลงพื้นแทนเท้าค่ะ แต่ต้องรักษาลำตัวตรงจากหัวถึงเข่าเสมอ ห้ามก้นยกขึ้นเด็ดขาดเพราะจะทำให้หน้าอกและหัวไหล่ทำงานน้อยลงมากค่ะ ทำจนได้ 15 ครั้งสบายแล้วค่อยขยับไปวิดพื้นเต็มท่าค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — วิดพื้นเท้าบนเก้าอี้ ยกเท้าขึ้นวางบนเก้าอี้หรือโซฟาค่ะ การยกเท้าสูงขึ้นทำให้น้ำหนักตัวส่วนบนถ่ายลงที่แขนมากขึ้นประมาณ 15-20% กระตุ้นหน้าอกส่วนบนและหัวไหล่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — วิดพื้นแบบช้าพิเศษ ลงช้า 5 วินาที หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 3 วินาที ดันขึ้น 1 วินาทีค่ะ ท่านี้ทำให้วิดพื้นธรรมดาหนักขึ้นเกือบเท่าตัวโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลยค่ะ ถ้าทำได้ 8 ครั้งในรูปแบบนี้ถือว่าแข็งแรงมากแล้วค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — วิดพื้นไม่สมมาตร วางมือข้างหนึ่งบนพื้นปกติ มืออีกข้างวางบนลูกบอลหรือก้อนหินค่ะ น้ำหนักจะถ่ายไปที่มือข้างที่ต่ำกว่า เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับวิดพื้นมือเดียวค่ะ

ยากที่สุด — วิดพื้นมือเดียว เท้าถ่างกว้างกว่าปกติเพื่อทรงตัวค่ะ มือข้างที่ไม่ได้ใช้วางไว้หลังหลัง ลำตัวต้องไม่หมุนเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ ถ้าลำตัวหมุนแสดงว่าแกนกลางลำตัวยังไม่แข็งแรงพอและต้องกลับไปฝึกระดับก่อนหน้าก่อนค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ลดตัวลงไม่ถึง วิดพื้นครึ่งทางดูเหมือนทำได้มากครั้งแต่กระตุ้นกล้ามเนื้อน้อยกว่าวิดพื้นเต็มท่า 3 ครั้งอย่างมากค่ะ ถ้าลดตัวลงเต็มที่ไม่ได้ให้ลดระดับท่าลงก่อน อย่าโกงจำนวนครั้งค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — คอยื่นออกมาข้างหน้า คนส่วนใหญ่ยื่นคอออกมาข้างหน้าโดยไม่รู้ตัวตอนที่เหนื่อยแล้วค่ะ ให้มองพื้นห่างออกไปประมาณ 30 เซนติเมตรข้างหน้ามือตลอดเวลาค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — สะโพกหย่อนลง แกนกลางลำตัวอ่อนแอทำให้สะโพกหย่อนลงค่ะ ถ้าเกิดแบบนี้ให้หยุดทันทีเพราะกำลังกดดันกระดูกสันหลังส่วนล่างโดยตรงค่ะ พักแล้วเริ่มเซ็ตใหม่หรือลดระดับท่าลงค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 — ทำเร็วเกินไปโดยใช้แรงเหวี่ยง ถ้าลดตัวลงช้าๆ ไม่ได้หรือหยุดค้างที่จุดต่ำสุดไม่ได้ แสดงว่ากำลังใช้แรงเหวี่ยงช่วยอยู่ค่ะ ให้นับเสียงดังๆ ทุกครั้งเพื่อบังคับตัวเองให้ช้าลงค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

วิดพื้นที่ดีที่สุดไม่ใช่วิดพื้นที่ทำได้มากครั้งที่สุดค่ะ แต่คือวิดพื้นที่รู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหน้าอกมากที่สุดในทุกครั้งค่ะ ถ้าทำวิดพื้นแล้วรู้สึกเหนื่อยที่แขนมากกว่าที่หน้าอก แปลว่ายังทำไม่ถูกต้องและต้องกลับไปทบทวนขั้นตอนที่ 2 และขั้นตอนที่ 6 ใหม่ค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 5–8 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 8–12 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 (ยากขึ้น) 2–3 นาที

วิดพื้นไม่ได้ช่วยแค่หน้าอก แต่ยังพัฒนาไหล่และความมั่นคงของข้อไหล่ด้วย หากต้องการเสริมความแข็งแรงเพิ่มเติม สามารถฝึกจาก ท่าออกกำลังกายไหล่ที่ทำได้ทั้งที่บ้านและฟิตเนส เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ

ท่าที่ 2: สควอท

[📷 ใส่รูป: สควอทมาตรฐาน แสดงตำแหน่งเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ หัวเข่าตามแนวนิ้วเท้า หลังตรง]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การย่อสะโพกลง กล้ามเนื้อหลัก: ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อก้น และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

สควอทคือการเคลื่อนไหวที่มนุษย์ทำมาตั้งแต่เกิดค่ะ เด็กเล็กทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนนั่งสควอทได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีใครสอนค่ะ หลังตรง เข่าออกด้านข้าง ส้นเท้าติดพื้น ก้นลงต่ำกว่าเข่า แต่พอโตขึ้นและเริ่มนั่งเก้าอี้ทั้งวัน รูปแบบการเคลื่อนไหวที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดนั้นค่อยๆ หายไปค่ะ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นพบว่าคนที่สามารถนั่งลงกับพื้นและลุกขึ้นได้โดยไม่ใช้มือช่วยมีอัตราการมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ทำไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติค่ะ เพราะความสามารถนั้นสะท้อนถึงความแข็งแรงของขา ความยืดหยุ่นของข้อต่อ และการทำงานของระบบประสาทพร้อมกันค่ะ สควอทไม่ใช่แค่ท่าออกกำลังกายค่ะ มันคือการทดสอบว่าร่างกายยังทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็นไหมค่ะ


วิธีทำ

  1. ยืนตรงค่ะ เท้ากว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย นิ้วเท้าหันออกด้านนอกประมาณ 15-30 องศาค่ะ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบสำหรับมุมนี้เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างสะโพกต่างกันค่ะ ให้ลองยืนในมุมที่รู้สึกเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับตัวเองค่ะ
  2. แขนยื่นตรงไปข้างหน้าระดับไหล่เพื่อทรงตัวค่ะ หรือจะกอดอกก็ได้ถ้าสมดุลดีพอค่ะ
  3. หายใจเข้าเต็มปอดและเกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนเริ่มลงทุกครั้งค่ะ เหมือนกับวิดพื้น การเกร็งแกนกลางลำตัวก่อนลงคือสิ่งที่ป้องกันหลังล่างบาดเจ็บได้ดีที่สุดค่ะ
  4. เริ่มลดตัวลงโดยผลักสะโพกไปข้างหลังก่อนค่ะ ไม่ใช่งอเข่าลงตรงๆ ความแตกต่างนี้สำคัญมากค่ะ การผลักสะโพกไปข้างหลังก่อนทำให้น้ำหนักกระจายไปที่ขาทั้งหมด ในขณะที่การงอเข่าลงตรงๆ ทำให้น้ำหนักถ่ายไปที่เข่ามากเกินไปค่ะ
  5. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ให้เข่าเคลื่อนออกด้านข้างตามแนวนิ้วเท้าตลอดเวลา ห้ามเข่าพับเข้าหากันเด็ดขาดเพราะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการบาดเจ็บข้อเข่าในสควอทค่ะ
  6. ลดตัวลงจนต้นขาขนานพื้นหรือต่ำกว่าขนานพื้นค่ะ ถ้าส้นเท้าลอยขึ้นจากพื้นตอนลงต่ำ แสดงว่าน่องหรือข้อเท้าตึงเกินไปค่ะ ให้วางส้นเท้าบนแผ่นบางๆ ไปก่อนระหว่างที่ยืดน่องและข้อเท้าเพิ่มเติมค่ะ
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1 วินาทีค่ะ ตรงจุดนี้ให้ดันเข่าออกด้านข้างเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นให้ทำงานค่ะ
  8. ดันพื้นออกด้านล่างแบบระเบิดพลังเพื่อลุกขึ้นค่ะ หายใจออกพร้อมกับการลุกขึ้น ให้รู้สึกว่ากำลังดันพื้นออกไปไม่ใช่ดึงตัวเองขึ้นมาค่ะ ความแตกต่างของการรับรู้นี้ทำให้กล้ามเนื้อขาทำงานได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
  9. ที่ตำแหน่งบนสุดให้เกร็งก้นให้แน่นค่ะ 1 วินาที แล้วเริ่มลงใหม่ค่ะ การเกร็งก้นที่ตำแหน่งบนสุดทำให้กล้ามเนื้อก้นพัฒนาได้เร็วกว่าการไม่เกร็งมากค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — สควอทเก้าอี้ ยืนหน้าเก้าอี้ค่ะ ลดตัวลงช้าๆ จนก้นเกือบแตะเก้าอี้แล้วลุกขึ้น การที่มีเก้าอี้อยู่ด้านหลังช่วยให้มั่นใจว่าไม่ล้มและยังสอนให้ผลักสะโพกไปข้างหลังก่อนลงได้ดีมากค่ะ ทำจนได้ 15 ครั้งสบายแล้วค่อยเอาเก้าอี้ออกค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — สควอทแบบหยุดค้าง ลดตัวลงช้า 4 วินาที หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 3 วินาที ลุกขึ้นระเบิดพลังค่ะ การหยุดค้างตัดแรงเหวี่ยงออกทั้งหมดและบังคับให้กล้ามเนื้อขาต้องเริ่มต้นการดันจากศูนย์ค่ะ ยากกว่าสควอทธรรมดามากแต่ผลลัพธ์ดีกว่าเป็นเท่าตัวค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — สควอทก้าวเท้า แทนที่จะยืนแล้วลงพร้อมกันสองขา ให้ก้าวเท้าข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าแล้วลดตัวลงค่ะ ขาหน้ารับน้ำหนักหลัก ขาหลังช่วยทรงตัว เป็นการเปลี่ยนจากสองขาเป็นการทำงานข้างละข้างซึ่งยากขึ้นและดีต่อการพัฒนาความสมดุลค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — สควอทขาเดียว ยืนขาเดียว ยกขาอีกข้างขึ้นข้างหน้าหรือวางไว้หลังขาที่ยืนค่ะ ลดตัวลงช้าๆ จนต้นขาขนานพื้นแล้วดันขึ้นด้วยขาข้างเดียวค่ะ ท่านี้กระตุ้นกล้ามเนื้อขาและก้นได้เต็มที่มากและยังฝึกการทรงตัวในระดับสูงค่ะ

ยากที่สุด — สควอทขาเดียวลงต่ำ สควอทขาเดียวแต่ลดตัวลงจนก้นเกือบแตะส้นเท้าค่ะ ขาที่ยกขึ้นเหยียดตรงไปข้างหน้าขนานพื้นตลอดเวลา ท่านี้ต้องการความแข็งแรงของขา ความยืดหยุ่นของข้อเท้าและสะโพก และการทรงตัวในระดับที่นักกีฬาส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — เข่าพับเข้าหากัน เป็นข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดในสควอทค่ะ เมื่อเข่าพับเข้าหากัน แรงบิดที่ข้อเข่าสูงมากและสะสมจนเส้นเอ็นไขว้หน้าบาดเจ็บได้ค่ะ ให้จำไว้เสมอว่าเข่าต้องเคลื่อนตามแนวนิ้วเท้าตลอดทุกจังหวะค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — หลังล่างแอ่นมากเกินไป หลังล่างแอ่นมากตอนลงต่ำแสดงว่าสะโพกตึงหรือแกนกลางลำตัวอ่อนแอค่ะ ให้ฝึกยืดสะโพกและเกร็งแกนกลางลำตัวเพิ่มเติมก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ส้นเท้าลอยขึ้น ส้นเท้าลอยแสดงว่าน่องและข้อเท้าตึงเกินไปค่ะ นอกจากจะทำให้ทรงตัวยากแล้ว ยังทำให้น้ำหนักถ่ายไปที่หัวเข่าและนิ้วเท้ามากเกินไปค่ะ แก้ได้ด้วยการยืดน่องสม่ำเสมอก่อนและหลังฝึกค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 — ลงไม่ถึงขนานพื้น สควอทครึ่งทางกระตุ้นต้นขาได้น้อยกว่าสควอทเต็มท่ามากค่ะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อก้นที่จะทำงานหนักก็ต่อเมื่อลงต่ำกว่าขนานพื้นเท่านั้นค่ะ ถ้าลงไม่ถึงให้ลดระดับท่าลงก่อนค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

คนที่ปวดเข่าตอนสควอทส่วนใหญ่ไม่ได้ปวดเพราะสควอทอันตรายค่ะ แต่เพราะทำผิดท่าจนเข่ารับแรงแทนขาค่ะ สควอทที่ถูกต้องไม่ได้ทำลายเข่า แต่สร้างความแข็งแรงรอบข้อเข่าและป้องกันการบาดเจ็บในระยะยาวค่ะ ถ้าเข่าเจ็บตอนสควอทให้ตรวจสอบว่าเข่าพับเข้าหากันหรือเปล่า และลองลดความลึกลงก่อนค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8–12 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 10–15 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 (ยากขึ้น) 2–3 นาที

ท่าที่ 3: ลันจ์

[📷 ใส่รูป: ลันจ์มาตรฐาน แสดงการก้าวเท้าข้างหนึ่งออกไปข้างหน้า เข่าหลังเกือบแตะพื้น ลำตัวตรง]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การย่อสะโพกลงแบบไม่สมมาตร กล้ามเนื้อหลัก: ต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อก้น ต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อเสถียรภาพสะโพก


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ลันจ์คือท่าที่เปิดเผยความจริงของร่างกายค่ะ สควอทสองขาซ่อนความไม่สมมาตรระหว่างขาซ้ายและขาขวาได้ดีมากค่ะ เพราะขาที่แข็งแรงกว่าจะรับน้ำหนักแทนขาที่อ่อนแอกว่าโดยอัตโนมัติโดยที่รู้สึกไม่ออกเลยค่ะ แต่พอเปลี่ยนเป็นลันจ์ที่บังคับให้แต่ละขาทำงานแยกกัน ความแตกต่างระหว่างสองข้างจะปรากฏให้เห็นทันทีค่ะ

นั่นคือเหตุผลที่นักกายภาพบำบัดใช้ลันจ์เป็นเครื่องมือประเมินและแก้ไขความไม่สมดุลของร่างกายค่ะ และเหตุผลที่นักกีฬาอาชีพทุกประเภทมีลันจ์เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมฝึกเสมอค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวในชีวิตจริงและในกีฬาแทบทั้งหมดเกิดขึ้นบนขาข้างเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ขึ้นบันได หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว งานวิจัยจากวารสารชีวกลศาสตร์การกีฬาพบว่าลันจ์กระตุ้นกล้ามเนื้อก้นได้สูงกว่าสควอทมาตรฐานถึง 35% ค่ะ เพราะมุมของสะโพกที่ต่างกันบังคับให้กล้ามเนื้อก้นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของเชิงกรานตลอดเวลาค่ะ


วิธีทำ

  1. ยืนตรงค่ะ เท้าชิดกันหรือห่างกันเล็กน้อย มือวางบนสะโพกหรือยื่นออกด้านข้างเพื่อทรงตัวค่ะ
  2. หายใจเข้าเต็มปอดและเกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนก้าวเท้าทุกครั้งค่ะ แกนกลางลำตัวที่แน่นคือสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ลำตัวโยกซ้ายขวาระหว่างลันจ์ค่ะ
  3. ก้าวเท้าข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าในระยะที่ยาวพอสมควรค่ะ ระยะที่ถูกต้องคือเมื่อลดตัวลงแล้ว หน้าแข้งของขาหน้าต้องตั้งฉากกับพื้นหรือเอนไปข้างหน้าเล็กน้อยค่ะ ถ้าก้าวสั้นเกินไปหัวเข่าจะยื่นออกไปเกินนิ้วเท้ามากเกินควรค่ะ
  4. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ให้ลำตัวลงตรงๆ ไม่เอนไปข้างหน้าค่ะ ลำตัวที่เอนไปข้างหน้ามากเกินไปแสดงว่าสะโพกด้านหน้าตึงหรือขั้นตอนที่ 3 ก้าวสั้นเกินไปค่ะ
  5. ลดตัวลงจนเข่าหลังเกือบแตะพื้นแต่ไม่แตะจริงๆ ค่ะ ห่างจากพื้นประมาณ 2-3 เซนติเมตรค่ะ การที่เข่าหลังไม่แตะพื้นบังคับให้กล้ามเนื้อขาหลังต้องรับแรงตลอดเวลา ไม่ได้พักบนพื้นค่ะ
  6. ตรวจสอบตำแหน่งเข่าหน้าว่าเคลื่อนตามแนวนิ้วเท้าค่ะ ห้ามเข่าพับเข้าหากันเด็ดขาดเหมือนสควอทค่ะ ถ้าเข่าพับเข้าให้ดันเข่าออกด้านข้างเล็กน้อยโดยใช้กล้ามเนื้อก้นค่ะ
  7. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1 วินาทีค่ะ จุดนี้คือจุดที่ยากที่สุดและกระตุ้นกล้ามเนื้อได้มากที่สุดค่ะ
  8. ดันพื้นออกด้านล่างด้วยส้นเท้าของขาหน้าแบบระเบิดพลังเพื่อลุกขึ้นค่ะ หายใจออกพร้อมกับการลุกขึ้น ให้รู้สึกว่าส้นเท้าหน้ากำลังดันพื้นออกไปค่ะ การโฟกัสที่ส้นเท้าแทนนิ้วเท้าจะกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นและต้นขาด้านหลังมากกว่าค่ะ
  9. นำเท้ากลับมาชิดกันที่ตำแหน่งเริ่มต้นค่ะ แล้วสลับขาอีกข้างค่ะ นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้างค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — ลันจ์แบบมีแรงพยุง จับเก้าอี้หรือกำแพงด้วยมือข้างหนึ่งเพื่อช่วยทรงตัวค่ะ ทำแบบนี้จนรู้สึกมั่นใจกับการทรงตัวแล้วค่อยปล่อยมือค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — ลันจ์เดินหน้า แทนที่จะก้าวแล้วกลับมาจุดเดิม ให้ก้าวเดินหน้าต่อเนื่องค่ะ ขาหลังก้าวมาเป็นขาหน้าครั้งต่อไป เดินต่อเนื่องประมาณ 10 ก้าวแล้วกลับค่ะ การเดินต่อเนื่องเพิ่มความท้าทายด้านการทรงตัวและประสานงานของกล้ามเนื้อมากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — ลันจ์แบบหยุดค้าง ลดตัวลงช้า 4 วินาที หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 3 วินาที ดันขึ้นระเบิดพลังค่ะ เหมือนสควอทแบบหยุดค้างแต่ยากกว่าเพราะต้องรักษาสมดุลบนขาข้างเดียวในขณะที่ค้างอยู่ด้วยค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — ลันจ์กระโดด ลดตัวลงในลันจ์แล้วกระโดดขึ้นแบบระเบิดพลังค่ะ ระหว่างที่ลอยอยู่ในอากาศให้สลับขาหน้าและขาหลัง ลงพื้นในลันจ์ขาตรงข้ามค่ะ ท่านี้พัฒนาทั้งความแข็งแรงและพลังระเบิดของขาพร้อมกันค่ะ

ยากที่สุด — ลันจ์บัลแกเรีย วางเท้าหลังไว้บนเก้าอี้หรือโซฟาด้านหลังค่ะ ยืนด้วยขาหน้าขาเดียวแล้วลดตัวลงจนเข่าหลังเกือบแตะพื้นค่ะ ท่านี้กระตุ้นกล้ามเนื้อก้นและต้นขาได้ใกล้เคียงกับสควอทถ่วงน้ำหนักหนักๆ มากค่ะ เพราะขาหน้าต้องรับน้ำหนักเกือบทั้งหมดโดยลำพังค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ก้าวสั้นเกินไป เมื่อก้าวสั้นเกินไปหัวเข่าหน้าจะยื่นออกไปเกินนิ้วเท้ามากค่ะ ซึ่งไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนเชื่อแต่ทำให้รู้สึกไม่มั่นคงและลดการทำงานของกล้ามเนื้อก้นลงค่ะ ให้ก้าวยาวขึ้นอีกนิดเสมอถ้าไม่แน่ใจค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ลำตัวเอนไปข้างหน้า ลำตัวต้องตั้งตรงหรือเอนไปข้างหลังเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ การเอนไปข้างหน้ามากแสดงว่าสะโพกด้านหน้าตึงหรือแกนกลางลำตัวอ่อนแอค่ะ ให้ฝึกยืดสะโพกด้านหน้าและเกร็งแกนกลางลำตัวเพิ่มเติมค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ลำตัวโยกซ้ายขวา ลำตัวโยกแสดงว่ากล้ามเนื้อเสถียรภาพสะโพกอ่อนแอค่ะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อก้นด้านข้างที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชิงกรานเอียงค่ะ ให้ทำช้าลงและโฟกัสที่การรักษาเชิงกรานให้อยู่ในระดับเดียวกันตลอดค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 — ดันขึ้นด้วยนิ้วเท้าแทนส้นเท้า ถ้ารู้สึกว่าน่องทำงานหนักมากในลันจ์แสดงว่ากำลังดันขึ้นด้วยนิ้วเท้าค่ะ ให้กดส้นเท้าหน้าลงพื้นให้แน่นก่อนดันขึ้นทุกครั้งค่ะ ความแตกต่างนี้เปลี่ยนจากน่องทำงานหนักมาเป็นก้นและต้นขาทำงานหนักแทนค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

ถ้าขาข้างไหนสั่นมากกว่าอีกข้างตอนลันจ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ มันคือสัญญาณที่ร่างกายบอกว่าขาข้างนั้นอ่อนแอกว่าอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ให้เริ่มต้นทำขาข้างที่อ่อนแอกว่าก่อนเสมอในทุกเซ็ต และทำจำนวนครั้งเท่ากับขาข้างที่อ่อนแอ ไม่ใช่ขาข้างที่แข็งแรงค่ะ วิธีนี้จะค่อยๆ แก้ความไม่สมดุลระหว่างสองข้างได้ในระยะยาวค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6–8 ต่อข้าง 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 10–12 ต่อข้าง 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 5–6 ต่อข้าง (ยากขึ้น) 2–3 นาที

ท่าที่ 4: ดิปส์

[📷 ใส่รูป: ดิปส์มาตรฐาน แสดงการวางมือบนขอบเก้าอี้สองตัว ลำตัวลงต่ำจนข้อศอกงอ 90 องศา]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การดันในแนวตั้ง กล้ามเนื้อหลัก: หลังแขน หน้าอกส่วนล่าง และหัวไหล่ด้านหน้า


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ดิปส์คือท่าที่หลายคนข้ามไปเพราะคิดว่ามันแค่เสริมท่าวิดพื้นค่ะ แต่ความจริงคือดิปส์และวิดพื้นกระตุ้นกล้ามเนื้อในมุมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ วิดพื้นดันร่างกายออกจากพื้นในแนวนอนค่ะ แต่ดิปส์ดันร่างกายขึ้นในแนวตั้งค่ะ ความแตกต่างของทิศทางนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลังแขนส่วนที่ใกล้ข้อศอกและหน้าอกส่วนล่างต้องทำงานในมุมที่วิดพื้นกระตุ้นไม่ได้เลยค่ะ

งานวิจัยจากวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาพบว่าดิปส์กระตุ้นหลังแขนได้สูงกว่าการกดลงบนเครื่องถึง 40% ค่ะ เพราะร่างกายต้องควบคุมการเคลื่อนไหวในสามมิติพร้อมกันโดยไม่มีเครื่องช่วยค่ะ สิ่งที่ทำให้ดิปส์พิเศษมากในบรรดาท่าบอดี้เวทคือมันเป็นหนึ่งในไม่กี่ท่าที่กระตุ้นหน้าอกส่วนล่างได้อย่างเต็มที่ค่ะ คนที่วิดพื้นมาหลายปีแล้วหน้าอกยังดูแบนอยู่มักขาดการพัฒนาหน้าอกส่วนล่างนี้ค่ะ และดิปส์คือคำตอบค่ะ


วิธีทำ

  1. เตรียมอุปกรณ์ค่ะ ถ้ามีราวขนาน ให้จับราวทั้งสองข้างค่ะ ถ้าไม่มีให้ใช้เก้าอี้แข็งแรงสองตัวหรือขอบโต๊ะสองด้านแทนได้ค่ะ ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่ใช้รับน้ำหนักตัวได้อย่างมั่นคงก่อนทุกครั้งค่ะ
  2. วางมือบนราวหรือขอบเก้าอี้ให้กว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อยค่ะ ฝ่ามือหันเข้าหากันหรือหันไปข้างหน้าเล็กน้อยก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าข้อมือรู้สึกสบายแบบไหนมากกว่าค่ะ
  3. ดันตัวขึ้นจนแขนเกือบเหยียดสุดค่ะ ยกขาขึ้นให้พ้นพื้นโดยงอเข่าหรือเหยียดตรงก็ได้ค่ะ นี่คือตำแหน่งเริ่มต้นค่ะ
  4. เกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนลดตัวลงทุกครั้งค่ะ หายใจเข้าเต็มปอดและกลั้นเบาๆ เหมือนทุกท่าที่ผ่านมาค่ะ
  5. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ให้ข้อศอกพับออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่ใช่พับชิดลำตัวสนิทและไม่ใช่ออกด้านข้างมากเกินไปค่ะ ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไปจะย้ายแรงไปที่หน้าอก ข้อศอกชิดลำตัวเกินไปจะย้ายแรงไปที่หลังแขนล้วนๆ ค่ะ มุมกลางๆ คือจุดที่ทั้งสองส่วนทำงานพร้อมกันค่ะ
  6. เอนลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยขณะลดตัวลงค่ะ การเอนไปข้างหน้าเล็กน้อยจะกระตุ้นหน้าอกส่วนล่างมากขึ้นค่ะ ถ้าลำตัวตั้งตรงสนิทท่านี้จะกลายเป็นการกระตุ้นหลังแขนล้วนๆ โดยแทบไม่โดนหน้าอกเลยค่ะ
  7. ลดตัวลงจนข้อศอกงอประมาณ 90 องศาค่ะ อย่าลดต่ำกว่านี้ในช่วงแรกเพราะจะสร้างแรงกดที่ข้อไหล่สูงมากค่ะ เมื่อข้อไหล่แข็งแรงขึ้นแล้วค่อยลดให้ลึกขึ้นได้ค่ะ
  8. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1 วินาทีค่ะ
  9. ดันตัวขึ้นแบบระเบิดพลังค่ะ หายใจออกพร้อมกับการดันขึ้น ให้รู้สึกว่ากำลังดันราวลงพื้นแทนที่จะดันตัวเองขึ้นค่ะ การเปลี่ยนมุมมองนี้ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นค่ะ
  10. ที่ตำแหน่งบนสุดอย่าล็อคข้อศอกแข็งทื่อค่ะ ให้งอเล็กน้อยเหมือนวิดพื้นค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — ดิปส์เก้าอี้เท้าลงพื้น วางมือบนขอบเก้าอี้ด้านหลัง เท้าวางบนพื้นข้างหน้าค่ะ เท้าที่วางบนพื้นช่วยรับน้ำหนักบางส่วน ทำให้แขนต้องรับน้ำหนักน้อยลงค่ะ ยิ่งงอเข่ามากยิ่งง่าย ยิ่งเหยียดเข่าตรงยิ่งยากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — ดิปส์เก้าอี้เท้าบนเก้าอี้ วางมือบนขอบเก้าอี้ด้านหลังและวางเท้าบนเก้าอี้อีกตัวตรงหน้าค่ะ ท่านี้แขนต้องรับน้ำหนักตัวส่วนใหญ่ทั้งหมดแล้วค่ะ ยากกว่าเท้าลงพื้นอย่างเห็นได้ชัด

ยากขึ้นระดับ 2 — ดิปส์ราวขนาน ใช้ราวขนานหรือราวกั้นบันไดค่ะ ท่านี้ร่างกายห้อยอยู่อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีส่วนใดสัมผัสพื้นเลยค่ะ แขนต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมด 100% ค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — ดิปส์แบบหยุดค้าง ลดตัวลงช้า 5 วินาที หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 3 วินาที ดันขึ้นระเบิดพลังค่ะ ถ้าทำได้ 8 ครั้งในรูปแบบนี้ถือว่าหลังแขนแข็งแรงมากแล้วค่ะ

ยากที่สุด — ดิปส์ถ่วงน้ำหนัก ใส่จานน้ำหนักในกระเป๋าเป้หรือใช้เข็มขัดถ่วงน้ำหนักค่ะ เป็นวิธีเพิ่มภาระต่อเนื่องที่ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับท่านี้ค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ลดตัวลงเร็วเกินไป ดิปส์ที่ลดตัวลงเร็วๆ โดยใช้แรงเหวี่ยงทำให้ข้อไหล่รับแรงกระแทกสูงมากค่ะ การลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีไม่ใช่แค่เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ แต่คือการปกป้องข้อไหล่ด้วยค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ลดตัวลงต่ำเกินไปในช่วงแรก ข้อไหล่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับท่านี้ค่ะ การลดตัวลงต่ำกว่า 90 องศาในช่วงแรกสร้างแรงกดที่เส้นเอ็นข้อไหล่สูงมากค่ะ ให้ทำที่ 90 องศาก่อนสัก 4 สัปดาห์แล้วค่อยลึกขึ้นทีละนิดค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ไหล่ยกขึ้นสูง เมื่อเหนื่อยแล้วไหล่มักยกขึ้นหาหูโดยอัตโนมัติค่ะ ไหล่ที่ยกขึ้นแสดงว่ากล้ามเนื้อรอบสะบักไม่ได้ทำงาน และแรงทั้งหมดถูกส่งไปที่เส้นเอ็นข้อไหล่แทนค่ะ ให้ดึงไหล่ลงและออกด้านข้างเสมอค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 — ข้อมือเจ็บ ถ้าข้อมือเจ็บระหว่างทำดิปส์แสดงว่าน้ำหนักกดลงที่โคนมือมากเกินไปค่ะ ให้ลองปรับมุมของมือโดยหันฝ่ามือออกด้านนอกเล็กน้อยจนหาตำแหน่งที่ข้อมือรู้สึกเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

คนส่วนใหญ่ที่บอกว่าดิปส์เจ็บไหล่ไม่ได้เจ็บเพราะท่าอันตรายค่ะ แต่เพราะไหล่ยกขึ้นสูงและลดตัวลงเร็วเกินไปพร้อมกันค่ะ สองสิ่งนั้นรวมกันสร้างแรงกดที่เส้นเอ็นข้อไหล่สูงมากในเวลาสั้นๆ ค่ะ แก้ง่ายๆ ด้วยการดึงไหล่ลงก่อนเริ่มและลดตัวลงช้าๆ เสมอค่ะ ถ้าทำสองอย่างนี้ถูกต้องดิปส์คือหนึ่งในท่าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวไหล่ค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6–8 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 8–12 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 (ยากขึ้น) 2–3 นาที

ท่าที่ 5: พลังค์

[📷 ใส่รูป: พลังค์มาตรฐาน แสดงการวางแขนบนพื้น ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้า สะโพกไม่หย่อนหรือยกขึ้น]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การรักษาตำแหน่งนิ่งภายใต้แรงต้าน กล้ามเนื้อหลัก: แกนกลางลำตัวทุกส่วน หัวไหล่ หลังล่าง และกล้ามเนื้อก้น


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

พลังค์คือท่าที่ดูง่ายที่สุดในบทความนี้ค่ะ และนั่นคือเหตุผลที่คนทำผิดมากที่สุดด้วยค่ะ

พลังค์ที่ทำผิดยังรู้สึกเหนื่ออยู่ดีค่ะ แต่กล้ามเนื้อที่ควรทำงานกลับไม่ได้ทำงานเลยค่ะ คนส่วนใหญ่ค้างพลังค์ได้นานโดยที่สะโพกหย่อน หลังแอ่น และก้นลอยขึ้น ซึ่งหมายความว่ากำลังฝึกท่าที่ผิดซ้ำๆ นานเป็นเดือนโดยไม่รู้ตัวค่ะ

งานวิจัยจาก McGill University ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านกระดูกสันหลังชั้นนำของโลกพบว่าพลังค์ที่ทำถูกต้องกระตุ้นกล้ามเนื้อลึกรอบกระดูกสันหลังได้สูงกว่าซิทอัพและครันช์ทุกรูปแบบค่ะ เพราะมันฝึกให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นทำงานในแบบที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน คือการรักษาตำแหน่งของกระดูกสันหลังภายใต้แรงกดจากภายนอกค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนคว่ำหน้าลงค่ะ วางแขนบนพื้นโดยให้ข้อศอกอยู่ใต้หัวไหล่พอดี ไม่ยื่นออกไปข้างหน้าและไม่ถอยออกมาข้างหลังค่ะ
  2. กำมือหรือวางฝ่ามือแบนลงบนพื้นก็ได้ค่ะ แต่การกำมือและบิดข้อมือออกด้านนอกเล็กน้อยจะทำให้ข้อไหล่อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงกว่าค่ะ
  3. ดันตัวขึ้นมาพักบนปลายเท้าและแขนท่อนล่างค่ะ เท้าชิดกันหรือห่างกันเล็กน้อยก็ได้ค่ะ
  4. เกร็งทุกอย่างพร้อมกันค่ะ หน้าท้อง ก้น ขา และหัวไหล่พร้อมกันหมดเลยค่ะ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างพลังค์ที่ได้ผลกับพลังค์ที่ไม่ได้ผลค่ะ ถ้าเกร็งแค่หน้าท้องโดยไม่เกร็งก้นและขา กระดูกสันหลังส่วนล่างจะรับแรงแทนกล้ามเนื้อค่ะ
  5. ตรวจสอบว่าลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ วิธีที่ดีที่สุดคือขอให้คนถ่ายรูปจากด้านข้างค่ะ ถ้าไม่มีคนช่วยให้ทำพลังค์ข้างกระจกดูค่ะ
  6. คอต้องอยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังค่ะ มองพื้นห่างออกไปประมาณ 30 เซนติเมตรข้างหน้าข้อศอก ไม่ใช่มองลงพื้นตรงๆ และไม่ใช่แหงนหน้าขึ้นค่ะ
  7. หายใจสม่ำเสมอตลอดเวลาค่ะ หลายคนกลั้นหายใจระหว่างพลังค์ซึ่งทำให้ค้างได้นานขึ้นเทียมแต่กล้ามเนื้อแกนกลางทำงานน้อยลงค่ะ ให้หายใจเข้าออกช้าๆ สม่ำเสมอตลอดค่ะ
  8. ค้างในตำแหน่งนี้ตามเวลาที่กำหนดค่ะ ถ้าสะโพกเริ่มหย่อนหรือก้นเริ่มยกขึ้นให้หยุดทันทีค่ะ พลังค์ที่ฟอร์มพังดีกว่าพลังค์นานแต่ผิดท่าเสมอค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — พลังค์เข่าลงพื้น วางเข่าลงพื้นแทนปลายเท้าค่ะ แต่ต้องรักษาลำตัวตรงจากหัวถึงเข่าและเกร็งทุกอย่างเหมือนเดิมค่ะ ทำจนค้างได้ 30 วินาทีสบายแล้วค่อยขยับไปพลังค์เต็มท่าค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — พลังค์ยกขาสลับ ค้างในพลังค์ปกติแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ ค้าง 3 วินาที วางลง แล้วสลับขาอีกข้างค่ะ ลำตัวต้องไม่หมุนเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — พลังค์ยกแขนสลับ ค้างในพลังค์ปกติแล้วยกแขนข้างหนึ่งขึ้นตรงไปข้างหน้าค่ะ ค้าง 3 วินาที วางลง แล้วสลับอีกข้างค่ะ ยากกว่าการยกขามากเพราะจุดรองรับน้อยกว่าค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — พลังค์ยกแขนและขาตรงข้ามพร้อมกัน ยกแขนซ้ายและขาขวาพร้อมกันค่ะ ค้าง 3 วินาทีแล้วสลับค่ะ ท่านี้กระตุ้นแกนกลางลำตัวในระดับที่สูงมากและต้องการการประสานงานของระบบประสาทอย่างสูงค่ะ

ยากที่สุด — พลังค์บนมือเหยียดตรงพร้อมขยับ ทำพลังค์บนมือเหยียดตรงแทนแขนท่อนล่างค่ะ แล้วขยับมือออกไปข้างหน้าทีละก้าวเล็กๆ แล้วขยับกลับมาค่ะ การขยับในขณะค้างพลังค์บังคับให้แกนกลางลำตัวต้องทำงานในการต้านการหมุนตลอดเวลาค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — สะโพกหย่อนลง สะโพกหย่อนแสดงว่าแกนกลางลำตัวอ่อนแอเกินไปสำหรับเวลาที่ค้างอยู่ค่ะ ให้ลดเวลาลงจนทำได้โดยไม่หย่อนค่ะ 10 วินาทีที่ฟอร์มสมบูรณ์ดีกว่า 60 วินาทีที่สะโพกหย่อนตลอดค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ก้นยกสูง ก้นยกสูงแสดงว่ากำลังหนีความเหนื่อยโดยให้หลังรับแรงแทนค่ะ ลดก้นลงจนลำตัวตรงและเกร็งก้นให้แน่นค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ลืมหายใจ กลั้นหายใจระหว่างพลังค์เป็นสัญญาณว่าท่านั้นหนักเกินไปสำหรับระดับปัจจุบันค่ะ ให้ลดเวลาลงหรือลดระดับท่าลงจนหายใจได้สม่ำเสมอค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

ความลับของพลังค์ที่ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่การค้างให้นานที่สุดค่ะ แต่คือการเกร็งให้แน่นที่สุดตลอดเวลาที่ค้างอยู่ค่ะ พลังค์ 20 วินาทีที่เกร็งทุกกล้ามเนื้อเต็มที่ให้ผลดีกว่าพลังค์ 2 นาทีที่แค่ค้างอยู่โดยไม่ได้เกร็งอะไรจริงๆ ค่ะ ลองทดสอบตัวเองด้วยการเกร็งให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ในพลังค์สักครั้งค่ะ จะพบว่า 20 วินาทีนั้นหนักกว่าพลังค์ปกติ 2 นาทีมากค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
ผู้เริ่มต้น 3 20–30 วินาที 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 45–60 วินาที 60 วินาที
ระดับสูง 4 ท่ายากขึ้น 30–45 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 6: ฮิปฮิงจ์

[📷 ใส่รูป: ฮิปฮิงจ์มาตรฐาน แสดงการพับสะโพกไปข้างหน้าโดยหลังตรง เข่างอเล็กน้อย มือเลื่อนลงตามขา]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การพับสะโพกไปข้างหน้า กล้ามเนื้อหลัก: ต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อก้น หลังล่าง และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ฮิปฮิงจ์คือรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อและไม่เคยฝึกโดยตรงค่ะ ทุกครั้งที่ก้มลงหยิบของจากพื้น ทุกครั้งที่โน้มตัวไปข้างหน้า และทุกครั้งที่ยกของหนักขึ้นมาจากพื้น ร่างกายกำลังทำฮิปฮิงจ์ค่ะ ถ้าทำถูกวิธีกระดูกสันหลังปลอดภัยและกล้ามเนื้อก้นกับต้นขาด้านหลังรับแรงแทนค่ะ ถ้าทำผิดวิธีกระดูกสันหลังส่วนล่างรับแรงทั้งหมดค่ะ

นั่นคือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ปวดหลังล่างตอนยกของหนักค่ะ ไม่ใช่เพราะหลังอ่อนแอ แต่เพราะไม่รู้วิธีใช้สะโพกรับแรงแทนหลังค่ะ งานวิจัยพบว่าคนที่ฝึกฮิปฮิงจ์อย่างถูกต้องมีอัตราการปวดหลังล่างจากการยกของลดลงถึง 60% ภายในสามเดือนค่ะ เพราะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและก้นที่แข็งแรงขึ้นรับหน้าที่แทนกระดูกสันหลังได้ค่ะ


วิธีทำ

  1. ยืนตรงค่ะ เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ นิ้วเท้าหันตรงไปข้างหน้าหรือออกด้านนอกเล็กน้อยค่ะ
  2. วางมือบนสะโพกหรือปล่อยแขนห้อยข้างลำตัวค่ะ
  3. เกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นและหายใจเข้าเต็มปอดก่อนเริ่มทุกครั้งค่ะ
  4. เริ่มพับสะโพกไปข้างหน้าโดยดันก้นไปข้างหลังก่อนค่ะ ให้นึกว่ากำลังพยายามเอาก้นไปแตะกำแพงที่อยู่ข้างหลังค่ะ ไม่ใช่ก้มหัวลงค่ะ ความแตกต่างนี้สำคัญมากค่ะ
  5. หลังต้องตรงตลอดทุกจังหวะค่ะ ไม่ใช่ตั้งฉากกับพื้นแต่ตรงในแนวที่เอนไปข้างหน้าค่ะ ถ้าหลังโก่งแสดงว่าต้นขาด้านหลังตึงเกินไปหรือก้มลึกเกินกว่าที่ความยืดหยุ่นของต้นขาด้านหลังจะรองรับได้ค่ะ
  6. เข่างอเล็กน้อยตลอดเวลาค่ะ ไม่ใช่เหยียดตรงสนิทและไม่ใช่งอมากเหมือนสควอทค่ะ เข่าที่งอเล็กน้อยช่วยให้ต้นขาด้านหลังทำงานได้เต็มที่โดยไม่ตึงจนเกินไปค่ะ
  7. พับลงจนรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหลังชัดเจนค่ะ ไม่ต้องพับจนมือแตะพื้นในช่วงแรกค่ะ ให้หยุดที่จุดที่ต้นขาด้านหลังตึงแต่หลังยังตรงอยู่ค่ะ
  8. หยุดค้าง 1 วินาทีที่จุดต่ำสุดค่ะ รู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหลังและก้นค่ะ
  9. ดันสะโพกกลับไปข้างหน้าแบบระเบิดพลังเพื่อลุกขึ้นค่ะ หายใจออกพร้อมกับการลุกขึ้น เกร็งก้นแน่นที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ
  10. ยืนตรงที่ตำแหน่งบนสุด เกร็งก้นค้าง 1 วินาทีก่อนทำซ้ำค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — ฮิปฮิงจ์โดยพิงกำแพง ยืนห่างจากกำแพงประมาณ 30 เซนติเมตรค่ะ ดันก้นไปข้างหลังจนแตะกำแพงแล้วลุกขึ้นค่ะ กำแพงช่วยสอนให้รู้สึกว่าก้นต้องไปข้างหลังก่อนแทนที่จะก้มหัวลงค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — ฮิปฮิงจ์แบบหยุดค้าง พับลงช้า 4 วินาที หยุดค้างที่จุดที่ต้นขาด้านหลังตึงสุด 3 วินาที ลุกขึ้นระเบิดพลังค่ะ การหยุดค้างเพิ่มเวลาที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังต้องทำงานภายใต้แรงตึงได้มากค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — ฮิปฮิงจ์ขาเดียว ยืนขาเดียวค่ะ ยกขาอีกข้างขึ้นข้างหลังขนานพื้นขณะพับสะโพกไปข้างหน้าค่ะ ท่านี้กระตุ้นต้นขาด้านหลังและก้นของขาที่ยืนได้มากขึ้นมาก และยังฝึกการทรงตัวในระดับสูงค่ะ

ยากที่สุด — ฮิปฮิงจ์ขาเดียวแบบช้า เหมือนท่าก่อนหน้าแต่ลงช้า 5 วินาที หยุดค้าง 3 วินาที ลุกขึ้นระเบิดพลังค่ะ ถ้าทำได้ 8 ครั้งต่อข้างถือว่าต้นขาด้านหลังแข็งแรงมากค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — หลังโก่ง หลังโก่งคืออันตรายที่สุดในท่านี้ค่ะ แสดงว่าต้นขาด้านหลังตึงเกินไปหรือก้มลึกเกินไปค่ะ ให้ลดความลึกลงจนหลังตรงได้ก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — งอเข่ามากเกินไป ถ้าเข่างอมากจนกลายเป็นสควอท แสดงว่ากำลังหนีความตึงที่ต้นขาด้านหลังค่ะ ให้ลดการงอเข่าลงจนรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหลังชัดเจนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ก้มหัวแทนพับสะโพก หลายคนก้มหัวลงแทนที่จะดันก้นไปข้างหลังค่ะ ให้โฟกัสที่ก้นเสมอว่ากำลังดันไปข้างหลังอยู่ไหมค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

ฮิปฮิงจ์คือท่าที่ช่วยแก้ปวดหลังล่างได้ดีที่สุดท่าหนึ่งค่ะ แต่ต้องทำถูกวิธีเท่านั้น ถ้าหลังโก่งระหว่างทำ ท่านี้จะทำให้ปวดหลังมากขึ้นแทนค่ะ กุญแจสำคัญคือหยุดที่จุดที่หลังยังตรงอยู่เสมอ แล้วค่อยๆ เพิ่มความลึกขึ้นทีละนิดตามความยืดหยุ่นของต้นขาด้านหลังที่ดีขึ้นค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10–12 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 12–15 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 6–8 (ยากขึ้น) 2 นาที

ท่าที่ 7: ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: ดึงข้อมาตรฐาน แสดงการจับบาร์ฝ่ามือหันออก ดึงตัวขึ้นจนคางเหนือบาร์ แขนเหยียดสุดตอนล่าง]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การดึงในแนวตั้ง กล้ามเนื้อหลัก: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ดึงข้อคือราชาของท่าบอดี้เวทค่ะ ถ้าวิดพื้นคือราชาของการดัน ดึงข้อคือราชาของการดึงค่ะ และทั้งสองท่านี้ต้องมีในโปรแกรมทุกคนเสมอค่ะ เพราะร่างกายที่ฝึกแต่การดันโดยไม่ฝึกการดึงคือร่างกายที่ไม่สมดุลและเสี่ยงบาดเจ็บข้อไหล่สูงมากค่ะ

สิ่งที่ทำให้ดึงข้อพิเศษกว่าท่าดึงอื่นทุกท่าคือมันวัดความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ค่ะ คือความแข็งแรงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเองค่ะ ไม่สนว่าคุณหนักเท่าไหร่ ถ้าดึงข้อได้ 15 ครั้งแสดงว่าร่างกายส่วนบนแข็งแรงมากในระดับที่เครื่องออกกำลังกายวัดไม่ได้ค่ะ งานวิจัยพบว่าดึงข้อกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างได้สูงกว่าแลทพูลดาวน์ที่น้ำหนักเท่ากันถึง 24% ค่ะ เพราะร่างกายต้องประสานกล้ามเนื้อเสถียรภาพเพิ่มเติมที่เครื่องไม่ได้บังคับให้ทำงานค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทุกนิ้วพันรอบบาร์แน่นโดยเฉพาะนิ้วก้อยและนิ้วนางค่ะ
  2. แขวนตัวจนแขนเหยียดสุดค่ะ ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยตามธรรมชาติ นี่คือตำแหน่งเริ่มต้นที่ถูกต้องค่ะ
  3. หายใจเข้าเต็มปอดและเกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนดึงทุกครั้งค่ะ
  4. ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนที่ข้อศอกจะงอขึ้นค่ะ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่แยกคนที่ดึงข้อเป็นออกจากคนที่ดึงด้วยแขนล้วนๆ ค่ะ ถ้าข้อศอกงอก่อนสะบักลง แขนจะล้าก่อนหลังกว้างทำงานค่ะ
  5. ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้างเล็กน้อยค่ะ ลำตัวตรงหรือเอนไปข้างหลังเล็กน้อยได้ค่ะ แต่ไม่แกว่งค่ะ
  6. ดึงจนคางเหนือบาร์ชัดเจนค่ะ ไม่ใช่แค่หน้าผากหรือจมูกถึงบาร์ค่ะ คางต้องข้ามบาร์ไปจริงๆ ค่ะ
  7. หยุดค้าง 1 วินาทีที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ บีบสะบักเข้าหากันและรู้สึกตึงที่หลังกว้างทั้งสองข้างค่ะ
  8. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีจนแขนเหยียดสุดค่ะ อย่ารีบลงเพราะส่วนนี้คือครึ่งหนึ่งของการพัฒนาค่ะ
  9. หายใจออกตอนที่ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการดึงขึ้นค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — ดึงข้อช่วยด้วยยางยืด ผูกยางยืดบนบาร์แล้ววางเข่าหรือเท้าบนยางค่ะ ยางจะช่วยรับน้ำหนักบางส่วนในช่วงที่ยากที่สุด ค่อยๆ ลดความหนาของยางลงจนไม่ต้องใช้ยางค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — ดึงข้อแบบลดตัวลงช้า กระโดดขึ้นหรือใช้ม้านั่งขึ้นไปที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ แล้วลดตัวลงช้าๆ นับ 5–8 วินาทีค่ะ เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างความแข็งแรงสำหรับคนที่ยังดึงขึ้นเองไม่ได้ค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — ดึงข้อแบบหยุดค้าง ดึงขึ้นแล้วหยุดค้างที่กึ่งกลางทาง 3 วินาที แล้วดึงขึ้นต่อจนคางเหนือบาร์ค่ะ การหยุดค้างกลางทางตัดแรงเหวี่ยงออกทั้งหมดและบังคับให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้นมากค่ะ

ยากที่สุด — ดึงข้อถ่วงน้ำหนัก ใส่จานน้ำหนักในกระเป๋าเป้หรือใช้เข็มขัดถ่วงน้ำหนักค่ะ เป็นวิธีเพิ่มภาระต่อเนื่องที่ตรงที่สุดสำหรับคนที่ดึงได้ 10 ครั้งขึ้นไปแล้วค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — แกว่งตัวช่วย การแกว่งตัวช่วยให้ดึงได้มากครั้งขึ้นแต่กล้ามเนื้อหลังกว้างทำงานน้อยลงมากค่ะ และสร้างแรงกดที่กระดูกสันหลังส่วนล่างด้วยค่ะ ให้ทำแบบ Strict เสมอค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — คางไม่ข้ามบาร์ ดึงข้อที่คางไม่ข้ามบาร์ไม่นับค่ะ ถ้าทำไม่ได้ให้ลดระดับท่าลงก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ไม่เหยียดแขนสุดตอนล่าง การไม่เหยียดแขนสุดลดช่วงการเคลื่อนไหวและทำให้กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่างไม่ได้พัฒนาค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

ถ้าดึงข้อแล้วรู้สึกเหนื่อยที่แขนมากกว่าที่หลัง แสดงว่ายังไม่ได้ดึงสะบักลงก่อนข้อศอกงอค่ะ ลองทดสอบง่ายๆ ด้วยการแขวนบาร์แล้วดึงสะบักลงและเข้าหากันโดยไม่งอข้อศอกเลยค่ะ ถ้าทำถูกต้องลำตัวจะยกขึ้นมาเล็กน้อยและจะรู้สึกตึงที่หลังกว้างก่อนที่แขนจะเริ่มทำงานค่ะ นั่นคือความรู้สึกที่ต้องการในทุกครั้งที่ดึงข้อค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 4 3–5 2 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 6–10 2 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 3–5 (ถ่วงน้ำหนัก) 3 นาที

ท่าที่ 8: เมาน์เทนไคลม์เบอร์

[📷 ใส่รูป: เมาน์เทนไคลม์เบอร์ แสดงการยกเข่าสลับเข้าหาหน้าอกในตำแหน่งพลังค์บนมือเหยียดตรง]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การรักษาตำแหน่งภายใต้แรงต้านพร้อมการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อหลัก: แกนกลางลำตัว หน้าอก หัวไหล่ ต้นขาด้านหน้า และระบบหัวใจหลอดเลือด


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

เมาน์เทนไคลม์เบอร์คือท่าที่รวมทุกอย่างไว้ในท่าเดียวค่ะ มันคือพลังค์ที่เคลื่อนไหวค่ะ แปลว่าได้ทั้งการฝึกความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว การฝึกหัวใจและปอด และการฝึกการประสานงานของระบบประสาทพร้อมกันในท่าเดียวค่ะ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษกว่าการวิ่งหรือกระโดดค่ะ คือมันบังคับให้แกนกลางลำตัวต้องทำงานหนักเพื่อป้องกันไม่ให้สะโพกเด้งขึ้นลงทุกครั้งที่ยกเข่าค่ะ นั่นคือการฝึกแกนกลางลำตัวในสภาวะที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวในชีวิตจริงที่สุดค่ะ งานวิจัยพบว่าเมาน์เทนไคลม์เบอร์ 30 วินาทีแบบเร็วเผาแคลอรีได้ใกล้เคียงกับการวิ่งในความเร็วระดับกลางในเวลาเดียวกันค่ะ แต่ยังสร้างความแข็งแรงให้แขนและแกนกลางลำตัวไปพร้อมกันด้วยค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มในตำแหน่งพลังค์บนมือเหยียดตรงค่ะ มือวางกว้างเท่าหัวไหล่ ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ
  2. เกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนเริ่มทุกครั้งค่ะ ยิ่งแน่นยิ่งดีค่ะ
  3. ยกเข่าขวาขึ้นมาเข้าหาหน้าอกค่ะ ให้เข่าเข้าใกล้หน้าอกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้โดยที่สะโพกไม่ยกขึ้นค่ะ
  4. วางเท้าขวากลับตำแหน่งเดิมค่ะ แล้วยกเข่าซ้ายขึ้นมาเข้าหาหน้าอกทันทีค่ะ
  5. สลับขาซ้ายขวาต่อเนื่องค่ะ ความเร็วขึ้นอยู่กับเป้าหมายค่ะ ถ้าเป้าหมายคือสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางให้ทำช้าๆ และควบคุมได้ค่ะ ถ้าเป้าหมายคือฝึกหัวใจและปอดให้ทำเร็วขึ้นค่ะ
  6. สะโพกต้องอยู่นิ่งตลอดเวลาค่ะ ห้ามสะโพกเด้งขึ้นลงหรือแกว่งซ้ายขวาค่ะ นี่คือสัญญาณสำคัญที่บอกว่าแกนกลางลำตัวทำงานจริงๆ หรือเปล่าค่ะ
  7. หายใจสม่ำเสมอตลอดค่ะ ยิ่งทำเร็วยิ่งต้องหายใจถี่ขึ้นค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — เมาน์เทนไคลม์เบอร์ช้า ยกเข่าขึ้นค้าง 2 วินาทีแล้วค่อยวางลงค่ะ ความช้าทำให้แกนกลางลำตัวต้องทำงานนานขึ้นในแต่ละครั้งและง่ายกว่าในแง่ของการประสานงานค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — เมาน์เทนไคลม์เบอร์ข้ามตัว ยกเข่าขวาไปหาข้อศอกซ้ายแทนที่จะไปตรงๆ ค่ะ แล้วสลับค่ะ การเคลื่อนไหวแนวทแยงกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางด้านข้างได้มากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — เมาน์เทนไคลม์เบอร์บนพื้นเรียบแบบเร็วสุด ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยที่สะโพกยังนิ่งอยู่ค่ะ นาทีเดียวของท่านี้เทียบได้กับการวิ่งหลายนาทีในแง่ของการเผาแคลอรีค่ะ

ยากที่สุด — เมาน์เทนไคลม์เบอร์บนพื้นลื่น วางมือบนแผ่นรองหรือผ้าที่ลื่นค่ะ ความลื่นของพื้นผิวบังคับให้แขนและแกนกลางลำตัวต้องทำงานหนักขึ้นมากเพื่อรักษาตำแหน่งค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — สะโพกเด้งขึ้นลง สะโพกที่เด้งขึ้นลงตามจังหวะของเข่าแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่ได้ทำงานเลยค่ะ ให้ทำช้าลงและโฟกัสที่การรักษาสะโพกให้นิ่งก่อนที่จะเพิ่มความเร็วค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ก้นยกสูง เหมือนพลังค์ค่ะ ก้นที่ยกสูงแสดงว่ากำลังหนีความเหนื่อยโดยให้หลังรับแรงแทนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — เข่าไม่เข้าหาหน้าอกเต็มที่ การยกเข่าขึ้นมาแค่กึ่งกลางลดการกระตุ้นกล้ามเนื้อลงมากค่ะ ให้พยายามให้เข่าเข้าใกล้หน้าอกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ทุกครั้งค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

เมาน์เทนไคลม์เบอร์ช้าๆ และเมาน์เทนไคลม์เบอร์เร็วๆ คือท่าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ แบบช้าฝึกความแข็งแรงและการควบคุมของแกนกลางลำตัว แบบเร็วฝึกหัวใจและปอดและความสามารถในการรักษาฟอร์มภายใต้ความเหนื่อยค่ะ ทั้งสองแบบมีประโยชน์ต่างกันค่ะ อย่าทำแบบเดียวตลอดค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 20 วินาที 60 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อแกนกลาง 4 10–15 ครั้ง ต่อข้าง ช้า 90 วินาที
เผาแคลอรี 5 30–45 วินาที เร็ว 30 วินาที

ท่าที่ 9: ไพค์พุชอัพ

[📷 ใส่รูป: ไพค์พุชอัพ แสดงการวางมือและเท้าบนพื้น สะโพกยกสูงขึ้นเป็นรูปตัว V คว่ำ แล้วลดหัวลงระหว่างมือ]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การดันในแนวตั้ง กล้ามเนื้อหลัก: หัวไหล่ทุกส่วน หลังแขน และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ไพค์พุชอัพคือท่าที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างใหญ่ในบอดี้เวทส่วนใหญ่ค่ะ วิดพื้นดูแลหน้าอกและหัวไหล่ด้านหน้าได้ดีค่ะ ดิปส์ดูแลหลังแขนและหน้าอกส่วนล่างได้ดีค่ะ แต่หัวไหล่ส่วนบนซึ่งคือส่วนที่ทำให้ไหล่ดูกว้างและกลมเมื่อพัฒนาขึ้นนั้น ทั้งสองท่าไม่ได้กระตุ้นได้เต็มที่เลยค่ะ

ไพค์พุชอัพคือท่าที่กระตุ้นหัวไหล่ส่วนบนได้ตรงที่สุดในบอดี้เวทค่ะ เพราะการยกสะโพกสูงขึ้นทำให้ทิศทางของการดันเปลี่ยนจากแนวนอนเป็นแนวทแยงเข้าหาแนวตั้งค่ะ ซึ่งใกล้เคียงกับการกดไหล่เหนือหัวมากกว่าค่ะ มันยังเป็นท่าเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับการวิดพื้นกลับหัวซึ่งเป็นหนึ่งในท่าบอดี้เวทระดับสูงที่กระตุ้นหัวไหล่ได้มากที่สุดค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มในตำแหน่งพลังค์บนมือเหยียดตรงค่ะ มือวางกว้างเท่าหัวไหล่ค่ะ
  2. เดินเท้าเข้ามาหามือจนสะโพกยกสูงขึ้นเป็นรูปตัว V คว่ำค่ะ ยิ่งเดินเท้าเข้ามาใกล้มือมากเท่าไหร่ ท่านี้ยิ่งเน้นหัวไหล่มากขึ้นเท่านั้นค่ะ
  3. ขาเหยียดตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ถ้าน่องตึงเกินไปให้งอเข่าเล็กน้อยก็ได้ค่ะ แต่ยิ่งเหยียดตรงได้มากยิ่งดีค่ะ
  4. เกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นก่อนลดตัวลงทุกครั้งค่ะ
  5. ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ให้หัวลดลงไประหว่างมือทั้งสองข้างค่ะ หัวที่ลดลงไประหว่างมือคือสิ่งที่บังคับให้หัวไหล่ส่วนบนทำงานค่ะ ถ้าลดหัวลงด้านหน้าของมือจะกลายเป็นวิดพื้นธรรมดาค่ะ
  6. ลดลงจนหัวเกือบแตะพื้นหรือแตะพื้นจริงๆ ค่ะ
  7. หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ
  8. ดันตัวขึ้นแบบระเบิดพลังค่ะ หายใจออกพร้อมกับการดันขึ้นค่ะ
  9. กลับมาตำแหน่งสะโพกยกสูงค่ะ ไม่ใช่กลับมาตำแหน่งพลังค์ปกติค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — ไพค์พุชอัพสะโพกไม่สูงมาก เดินเท้าออกห่างจากมือมากขึ้นค่ะ สะโพกยังยกขึ้นอยู่แต่ไม่สูงเท่าตัว V ค่ะ ยิ่งสะโพกต่ำลงยิ่งใกล้เคียงวิดพื้นธรรมดามากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — ไพค์พุชอัพเท้าบนเก้าอี้ วางเท้าบนเก้าอี้แล้วทำไพค์พุชอัพค่ะ การยกเท้าสูงขึ้นเพิ่มน้ำหนักที่แขนต้องรับและทำให้มุมของการดันเข้าใกล้แนวตั้งมากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — ไพค์พุชอัพแบบหยุดค้าง ลงช้า 5 วินาที หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 3 วินาที ดันขึ้นระเบิดพลังค่ะ

ยากที่สุด — วิดพื้นกลับหัว ยืนหัวลงพิงกำแพงค่ะ วิดพื้นในท่ากลับหัว ท่านี้คือการดันน้ำหนักตัวทั้งหมดในแนวตั้งซึ่งกระตุ้นหัวไหล่ในระดับสูงมากค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — หัวลงด้านหน้ามือแทนระหว่างมือ ถ้าหัวลงด้านหน้าของมือท่านี้จะกลายเป็นวิดพื้นเอนไปข้างหน้าซึ่งกระตุ้นหน้าอกมากกว่าหัวไหล่ค่ะ ให้ลดหัวลงระหว่างมือทั้งสองข้างเสมอค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — สะโพกไม่สูงพอ ถ้าสะโพกไม่สูงพอท่านี้จะกลายเป็นวิดพื้นธรรมดาค่ะ ให้เดินเท้าเข้ามาใกล้มือให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไป ข้อศอกที่ออกด้านข้างมากในไพค์พุชอัพสร้างแรงกดที่ข้อไหล่สูงมากค่ะ ให้ให้ข้อศอกออกด้านข้างเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

คนที่ไหล่ดูไม่กลมและไม่กว้างทั้งที่วิดพื้นมาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่ขาดการพัฒนาหัวไหล่ส่วนบนค่ะ เพราะวิดพื้นเน้นหัวไหล่ด้านหน้าเป็นหลักค่ะ การเพิ่มไพค์พุชอัพเข้าโปรแกรมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งจะเปลี่ยนรูปทรงของไหล่ได้ชัดเจนภายในสองถึงสามเดือนค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6–8 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 8–12 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 5–7 (ยากขึ้น) 2–3 นาที

ท่าที่ 10: กลูทบริดจ์

[📷 ใส่รูป: กลูทบริดจ์ แสดงการนอนหงายเข่างอเท้าวางพื้น ยกสะโพกขึ้นจนลำตัวตรงจากไหล่ถึงเข่า]

รูปแบบการเคลื่อนไหว: การพับสะโพกไปข้างหลัง กล้ามเนื้อหลัก: กล้ามเนื้อก้นทุกส่วน ต้นขาด้านหลัง และแกนกลางลำตัว


ทำไมท่านี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

กล้ามเนื้อก้นคือกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ค่ะ และยังเป็นกล้ามเนื้อที่อ่อนแอที่สุดในคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ด้วยค่ะ เหตุผลคือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันค่ะ เมื่อนั่งนาน กล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้าจะหดตัวสั้นลงและตึงขึ้นค่ะ ในขณะที่กล้ามเนื้อก้นถูกยืดออกตลอดเวลาจนเริ่มลืมวิธีหดตัวที่มีประสิทธิภาพค่ะ นักกายภาพบำบัดเรียกภาวะนี้ว่า Gluteal Amnesia หรือก้นที่ลืมวิธีทำงานค่ะ

ผลลัพธ์ของก้นที่อ่อนแอคือปวดหลังล่าง ปวดเข่า และบาดเจ็บข้อสะโพกค่ะ เพราะเมื่อก้นทำงานไม่ได้ กล้ามเนื้ออื่นต้องทำงานแทนในแบบที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานนั้นค่ะ กลูทบริดจ์คือท่าที่ดีที่สุดในการปลุกกล้ามเนื้อก้นให้กลับมาทำงานค่ะ และงานวิจัยพบว่ามันกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นได้สูงกว่าสควอทและลันจ์ในบางการศึกษาค่ะ เพราะมุมของการเคลื่อนไหวตรงกับทิศทางที่กล้ามเนื้อก้นถนัดมากที่สุดค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ เข่างอขึ้นประมาณ 90 องศา เท้าวางบนพื้นห่างจากก้นพอดีค่ะ ไม่ใกล้เกินไปและไม่ไกลเกินไปค่ะ ระยะที่ถูกต้องคือเมื่อยกสะโพกขึ้นแล้วหน้าแข้งตั้งฉากกับพื้นพอดีค่ะ
  2. เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ค่ะ นิ้วเท้าหันตรงไปข้างหน้าหรือออกด้านนอกเล็กน้อยค่ะ
  3. แขนวางราบบนพื้นสองข้างลำตัวค่ะ ฝ่ามือหงายขึ้นหรือคว่ำลงก็ได้ค่ะ
  4. หายใจเข้าเต็มปอดและเกร็งหน้าท้องให้แน่นก่อนยกสะโพกทุกครั้งค่ะ
  5. กดส้นเท้าลงพื้นแน่นๆ ก่อนยกสะโพกขึ้นค่ะ การกดส้นเท้าลงพื้นก่อนคือสัญญาณที่บอกให้ก้นเริ่มทำงานค่ะ ถ้าไม่กดส้นเท้าก่อน น่องและต้นขาด้านหลังจะทำงานแทนก้นค่ะ
  6. ยกสะโพกขึ้นแบบระเบิดพลังค่ะ หายใจออกพร้อมกับการยกขึ้นค่ะ
  7. ยกขึ้นจนลำตัวตรงจากไหล่ถึงเข่าค่ะ ไม่ใช่แค่ยกสะโพกขึ้นมาเล็กน้อยค่ะ ต้องยกขึ้นจนสะโพกเหยียดออกเต็มที่ค่ะ
  8. เกร็งก้นให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ ค้างไว้ 2 วินาทีค่ะ นี่คือจุดที่กล้ามเนื้อก้นหดตัวเต็มที่ที่สุดค่ะ
  9. ลดสะโพกลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ อย่าวางสะโพกลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ ให้สะโพกห่างจากพื้นประมาณ 2–3 เซนติเมตรก่อนยกขึ้นใหม่ค่ะ วิธีนี้รักษาแรงตึงที่กล้ามเนื้อก้นตลอดเวลาและให้ผลดีกว่าการวางสะโพกลงพื้นแล้วยกขึ้นใหม่ค่ะ

การปรับระดับความยาก

ง่ายกว่า — กลูทบริดจ์แบบวางสะโพกลงพื้นทุกครั้ง ทำเหมือนปกติแต่วางสะโพกลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่คุ้นเคยกับการควบคุมก้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — กลูทบริดจ์แบบหยุดค้าง ยกสะโพกขึ้นแล้วหยุดค้างที่ตำแหน่งบนสุด 5 วินาทีค่ะ เกร็งก้นให้แน่นที่สุดตลอด 5 วินาทีนั้นค่ะ ถ้าก้นไม่ได้เกร็งแสดงว่ายังไม่ได้ทำถูกต้องค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — กลูทบริดจ์เท้าบนเก้าอี้ วางเท้าบนเก้าอี้หรือโซฟาแทนพื้นค่ะ การยกเท้าสูงขึ้นเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของสะโพกและกระตุ้นก้นส่วนล่างและต้นขาด้านหลังได้มากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 3 — กลูทบริดจ์ขาเดียว ยกขาข้างหนึ่งขึ้นเหยียดตรงค่ะ ยกสะโพกขึ้นด้วยขาที่วางบนพื้นข้างเดียวค่ะ ท่านี้กระตุ้นก้นได้เกือบสองเท่าของกลูทบริดจ์ปกติและยังฝึกการทรงตัวของเชิงกรานด้วยค่ะ

ยากที่สุด — กลูทบริดจ์ขาเดียวเท้าบนเก้าอี้ รวมสองท่าก่อนหน้าเข้าด้วยกันค่ะ วางเท้าบนเก้าอี้และยกขาอีกข้างขึ้นเหยียดตรงค่ะ ท่านี้กระตุ้นก้นในระดับที่ใกล้เคียงกับการยกน้ำหนักหนักๆ มากค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ไม่รู้สึกที่ก้นเลย ถ้าทำกลูทบริดจ์แล้วรู้สึกที่น่องหรือต้นขาด้านหลังมากกว่าที่ก้น แสดงว่ายังไม่ได้กดส้นเท้าลงพื้นก่อนยกขึ้นค่ะ ให้กดส้นเท้าลงพื้นแน่นๆ ก่อนทุกครั้งและโฟกัสที่ความรู้สึกที่ก้นค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — สะโพกยกขึ้นไม่สุด สะโพกต้องเหยียดออกเต็มที่ที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ ถ้ายกขึ้นแค่กึ่งกลางกล้ามเนื้อก้นส่วนบนจะไม่ถูกกระตุ้นค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — หลังล่างแอ่นมากเกินไป ถ้าหลังล่างแอ่นมากที่ตำแหน่งบนสุดแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่ได้เกร็งพอค่ะ ให้เกร็งหน้าท้องควบคู่กับการเกร็งก้นตลอดเวลาค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 4 — ลืมเกร็งก้นตอนบนสุด การยกสะโพกขึ้นโดยไม่เกร็งก้นคือการทำท่านี้โดยให้ต้นขาด้านหลังทำงานแทนทั้งหมดค่ะ ให้นึกว่ากำลังพยายามบีบก้อนผลไม้ด้วยก้นทั้งสองข้างที่ตำแหน่งบนสุดค่ะ


💡 Insight ที่คนมักไม่รู้

ถ้าทำกลูทบริดจ์แล้วรู้สึกที่ก้นไม่ค่อยได้เลย ให้ลองทำ Glute Activation ก่อนค่ะ คือนอนหงายแล้วเกร็งก้นให้แน่นสุดเป็นเวลา 5 วินาทีโดยไม่ยกสะโพกขึ้นค่ะ ทำซ้ำ 10 ครั้งค่ะ แค่นี้ช่วยปลุกระบบประสาทให้เริ่มส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อก้นได้ก่อนเริ่มท่าจริงค่ะ แล้วเมื่อทำกลูทบริดจ์ต่อจะรู้สึกที่ก้นได้ชัดเจนขึ้นมากทันทีค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 12–15 60 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อก้น 4 15–20 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 8–12 (ยากขึ้น) 2 นาที

โปรแกรมฝึก 4 สัปดาห์

ความรู้ทั้งหมดในบทความนี้ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่มีโครงสร้างที่ทำให้ลงมือทำได้จริงค่ะ ส่วนนี้รวบรวมโปรแกรมฝึกสามระดับที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทันทีค่ะ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ ไม่ต้องไปฟิตเนส และไม่ต้องใช้เวลามากกว่า 45 นาทีต่อวันค่ะ


ก่อนเริ่มโปรแกรม — ทดสอบตัวเองก่อน

ก่อนเลือกโปรแกรมให้ทดสอบสี่อย่างนี้ค่ะ

ทดสอบที่ 1 — วิดพื้น ทำให้ได้มากที่สุดโดยไม่หยุดพักค่ะ ลำตัวตรงตลอด หน้าอกแตะพื้นทุกครั้ง

ทดสอบที่ 2 — สควอท ทำให้ได้มากที่สุดโดยไม่หยุดพักค่ะ ลงต่ำกว่าขนานพื้นทุกครั้ง

ทดสอบที่ 3 — พลังค์ ค้างให้นานที่สุดโดยที่ลำตัวตรงตลอดค่ะ

ทดสอบที่ 4 — ดึงข้อ ทำให้ได้มากที่สุดโดยไม่หยุดพักค่ะ คางข้ามบาร์ทุกครั้ง

จดตัวเลขที่ได้ทั้งหมดไว้ค่ะ แล้วทดสอบซ้ำหลังจบโปรแกรม 4 สัปดาห์ เพื่อเห็นพัฒนาการที่วัดได้จริงค่ะ


เลือกโปรแกรมที่เหมาะกับตัวเอง

โปรแกรมผู้เริ่มต้น เหมาะกับคนที่วิดพื้นได้น้อยกว่า 10 ครั้ง สควอทได้น้อยกว่า 15 ครั้ง พลังค์ค้างได้น้อยกว่า 30 วินาที และดึงข้อได้น้อยกว่า 3 ครั้งค่ะ

โปรแกรมระดับกลาง เหมาะกับคนที่วิดพื้นได้ 10–20 ครั้ง สควอทได้ 15–30 ครั้ง พลังค์ค้างได้ 30–60 วินาที และดึงข้อได้ 3–8 ครั้งค่ะ

โปรแกรมระดับสูง เหมาะกับคนที่วิดพื้นได้มากกว่า 20 ครั้ง สควอทได้มากกว่า 30 ครั้ง พลังค์ค้างได้มากกว่า 60 วินาที และดึงข้อได้มากกว่า 8 ครั้งค่ะ


โปรแกรมผู้เริ่มต้น

เป้าหมาย: สร้างรากฐานที่ถูกต้องและเพิ่มความแข็งแรงพื้นฐานใน 4 สัปดาห์


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ค่ะ เว้นวันพักระหว่างวันฝึกทุกครั้ง เช่น จันทร์ พุธ ศุกร์ หรือ อังคาร พฤหัส เสาร์ก็ได้ค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2

วันฝึกทุกวัน — ทำเหมือนกันทั้ง 3 วัน

ท่า เซ็ต ครั้งหรือเวลา พัก
สควอท 3 10 90 วินาที
วิดพื้นเข่าลงพื้น 3 8 90 วินาที
กลูทบริดจ์ 3 12 60 วินาที
พลังค์เข่าลงพื้น 3 20 วินาที 60 วินาที
ฮิปฮิงจ์ 3 10 90 วินาที

ทุกท่าให้เน้นที่ฟอร์มที่ถูกต้องก่อนจำนวนครั้งค่ะ ถ้าฟอร์มพังให้หยุดและพักก่อนเสมอค่ะ


สัปดาห์ที่ 3–4

ถึงสัปดาห์ที่ 3 ร่างกายคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวพื้นฐานแล้วค่ะ ถึงเวลาเพิ่มความท้าทายค่ะ

วันที่ 1 — ส่วนล่างและแกนกลาง

ท่า เซ็ต ครั้งหรือเวลา พัก
สควอท 4 12 90 วินาที
ลันจ์ 3 8 ต่อข้าง 90 วินาที
กลูทบริดจ์ 3 15 60 วินาที
พลังค์เต็มท่า 3 20–30 วินาที 60 วินาที
ฮิปฮิงจ์ 3 12 90 วินาที

วันที่ 2 — ส่วนบน

ท่า เซ็ต ครั้งหรือเวลา พัก
วิดพื้นเต็มท่า 4 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
ดิปส์เก้าอี้เท้าลงพื้น 3 10 90 วินาที
ไพค์พุชอัพ 3 8 90 วินาที
พลังค์เต็มท่า 3 30 วินาที 60 วินาที

วันที่ 3 — ทั้งตัว

ท่า เซ็ต ครั้งหรือเวลา พัก
สควอท 3 15 90 วินาที
วิดพื้นเต็มท่า 3 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
กลูทบริดจ์ 3 15 60 วินาที
เมาน์เทนไคลม์เบอร์ 3 20 วินาที 60 วินาที
ลันจ์ 3 8 ต่อข้าง 90 วินาที

โปรแกรมระดับกลาง

เป้าหมาย: เพิ่มความแข็งแรงและปริมาณกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบใน 4 สัปดาห์


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นวันส่วนบนและวันส่วนล่างสลับกัน เช่น จันทร์ส่วนบน อังคารส่วนล่าง พฤหัสส่วนบน เสาร์ส่วนล่างค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2

วันส่วนบน

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
วิดพื้น 4 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
ดึงข้อ 4 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
ดิปส์ 3 10–12 90 วินาที
ไพค์พุชอัพ 3 10 90 วินาที
พลังค์ 3 45 วินาที 60 วินาที

วันส่วนล่าง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
สควอท 4 15–20 90 วินาที
ลันจ์ 4 10 ต่อข้าง 90 วินาที
กลูทบริดจ์ 4 15 60 วินาที
ฮิปฮิงจ์ 3 12 90 วินาที
เมาน์เทนไคลม์เบอร์ 3 30 วินาที 60 วินาที

สัปดาห์ที่ 3–4

เพิ่มความยากด้วยการเปลี่ยนไปใช้ท่าที่ยากขึ้นในทุกท่าค่ะ

วันส่วนบน

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
วิดพื้นเท้าบนเก้าอี้ 4 8–10 2 นาที
ดึงข้อแบบลดตัวช้า 4 5 ครั้ง ช้า 5 วินาที 3 นาที
ดิปส์ราวขนาน 3 8–10 2 นาที
ไพค์พุชอัพเท้าบนเก้าอี้ 3 8 2 นาที
พลังค์ยกแขนสลับ 3 8 ต่อข้าง 90 วินาที

วันส่วนล่าง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
สควอทแบบหยุดค้าง 4 10 2 นาที
ลันจ์บัลแกเรีย 4 8 ต่อข้าง 2 นาที
กลูทบริดจ์ขาเดียว 4 10 ต่อข้าง 90 วินาที
ฮิปฮิงจ์ขาเดียว 3 8 ต่อข้าง 90 วินาที
เมาน์เทนไคลม์เบอร์ข้ามตัว 3 30 วินาที 60 วินาที

โปรแกรมระดับสูง

เป้าหมาย: พัฒนาความแข็งแรงสูงสุดและก้าวสู่ท่าขั้นสูงใน 4 สัปดาห์


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นวันความแข็งแรงสูงสุดและวันปริมาณสลับกันค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2

วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุดส่วนบน

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
วิดพื้นมือเดียวแบบเตรียมพร้อม 5 4–5 ต่อข้าง 3 นาที
ดึงข้อแบบลดตัวช้า 8 วินาที 5 4 3 นาที
ดิปส์ราวขนานแบบหยุดค้าง 4 6 3 นาที
ไพค์พุชอัพเท้าสูง 4 8 2 นาที

วันที่ 2 — ความแข็งแรงสูงสุดส่วนล่าง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
สควอทขาเดียว 5 5 ต่อข้าง 3 นาที
ลันจ์บัลแกเรียแบบหยุดค้าง 4 5 ต่อข้าง 3 นาที
กลูทบริดจ์ขาเดียวเท้าบนเก้าอี้ 4 8 ต่อข้าง 2 นาที
ฮิปฮิงจ์ขาเดียวแบบช้า 4 6 ต่อข้าง 2 นาที

วันที่ 3 — ปริมาณส่วนบน

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
วิดพื้น 6 ทำให้ได้มากที่สุด 90 วินาที
ดึงข้อ 6 ทำให้ได้มากที่สุด 90 วินาที
ดิปส์ 4 12–15 90 วินาที
พลังค์ยกแขนขาตรงข้าม 4 8 ต่อข้าง 90 วินาที

วันที่ 4 — ปริมาณส่วนล่างและทั้งตัว

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
สควอท 5 20 90 วินาที
ลันจ์กระโดด 4 10 ต่อข้าง 2 นาที
กลูทบริดจ์ขาเดียว 4 12 ต่อข้าง 90 วินาที
เมาน์เทนไคลม์เบอร์เร็ว 5 30 วินาที 45 วินาที

สัปดาห์ที่ 3–4

เพิ่มความหนักในทุกท่าที่ทำได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มเวลาค้าง หรือขยับไปใช้ท่าที่ยากขึ้นในทุกท่าที่ทำได้แล้วค่ะ


สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทุกโปรแกรม Bodyweight Training

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทุกโปรแกรม

เรื่องการอบอุ่นร่างกาย

ทุกวันที่ฝึกต้องอบอุ่นร่างกายก่อน 5–10 นาทีเสมอค่ะ ไม่ใช่แค่การยืดตัวแบบนิ่งๆ แต่คือการเคลื่อนไหวแบบไดนามิกที่ปลุกข้อต่อและกล้ามเนื้อให้พร้อมก่อนรับแรงหนักค่ะ

วิธีที่ดีที่สุดคือทำในสิ่งที่กำลังจะฝึกในระดับที่เบากว่าค่ะ ถ้าวันนั้นจะวิดพื้นหนักๆ ให้เริ่มด้วยวิดพื้นเข่าลงพื้นเบาๆ 10 ครั้ง 2 เซ็ตก่อนค่ะ ถ้าจะสควอทหนักๆ ให้เริ่มด้วยสควอทน้ำหนักเบาๆ หรือสควอทลงเก้าอี้ก่อนค่ะ

เรื่องการฟื้นตัว

การฟื้นตัวไม่ใช่การขี้เกียจค่ะ มันคือส่วนที่สำคัญที่สุดของโปรแกรมฝึกค่ะ กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตระหว่างการฝึก แต่เติบโตระหว่างการพักค่ะ ถ้าฝึกทุกวันโดยไม่พักพอ กล้ามเนื้อจะสลายมากกว่าสร้างค่ะ

สัญญาณที่บอกว่าพักไม่พอค่ะ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการฝึกลดลงต่อเนื่องหลายวัน นอนหลับยากหรือหลับแล้วยังรู้สึกเหนื่อย หงุดหวิดง่ายกว่าปกติ และเจ็บกล้ามเนื้อเรื้อรังในจุดเดิมนานกว่า 72 ชั่วโมงค่ะ

ถ้าเกิดสัญญาณเหล่านี้ให้พักเพิ่ม 1–2 วันก่อนค่ะ

เรื่องโภชนาการ

บอดี้เวทสร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อและต้องการโปรตีนในการซ่อมแซมและเติบโตค่ะ ต้องการโปรตีนอย่างน้อย 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ ถ้าหนัก 65 กิโลก็ต้องการโปรตีนอย่างน้อย 104 กรัมต่อวันค่ะ

ไม่ต้องซื้ออาหารเสริมราคาแพงค่ะ ไข่ ปลา อกไก่ เต้าหู้ และถั่วต่างๆ ให้โปรตีนเพียงพอถ้ากินอย่างสม่ำเสมอค่ะ


คำถามที่พบบ่อย

บอดี้เวทสร้างกล้ามเนื้อได้จริงไหมถ้าไม่ใช้อุปกรณ์

ได้ค่ะ แต่มีเงื่อนไขสำคัญหนึ่งอย่างค่ะ กล้ามเนื้อพัฒนาได้เมื่อถูกบังคับให้เผชิญกับแรงต้านที่มากกว่าที่เคยเผชิญมาก่อนค่ะ แหล่งที่มาของแรงต้านนั้นไม่สำคัญค่ะ สำคัญแค่ว่ามันหนักพอไหมค่ะ

ปัญหาของคนที่ฝึกบอดี้เวทแล้วไม่เห็นผลส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะบอดี้เวทไม่ได้ผลค่ะ แต่เพราะทำท่าเดิมซ้ำๆ ในจำนวนครั้งเดิมโดยไม่เพิ่มความท้าทายค่ะ ถ้าเพิ่มความยากขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยใช้สามวิธีที่พูดถึงในบทความ กล้ามเนื้อจะพัฒนาได้ต่อเนื่องค่ะ


ควรฝึกบ่อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับระดับและเป้าหมายค่ะ แต่มีหลักการทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกคนค่ะ

สำหรับผู้เริ่มต้น 3 วันต่อสัปดาห์เพียงพอค่ะ เพราะร่างกายต้องการเวลาปรับตัวกับการเคลื่อนไหวใหม่ๆ และฟื้นตัวระหว่างวันฝึกค่ะ

สำหรับระดับกลางและสูง 4 วันต่อสัปดาห์ให้ผลดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ค่ะ เพราะแบ่งการฝึกส่วนบนและส่วนล่างออกจากกันทำให้แต่ละส่วนได้ฟื้นตัวพอก่อนถูกฝึกซ้ำค่ะ

สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนวันคือความสม่ำเสมอตลอดหลายเดือนค่ะ 3 วันต่อสัปดาห์สม่ำเสมอตลอดหนึ่งปีให้ผลดีกว่า 6 วันต่อสัปดาห์นาน 2 เดือนแล้วหยุดอย่างเปรียบไม่ได้ค่ะ


เจ็บกล้ามเนื้อหลังฝึกปกติไหม

ต้องแยกความเจ็บสองแบบออกจากกันค่ะ

แบบแรกคือความรู้สึกตึงหรือล้าที่กล้ามเนื้อที่เกิดขึ้น 24–48 ชั่วโมงหลังการฝึกค่ะ ความรู้สึกแบบนี้ปกติมากและเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อกำลังซ่อมแซมตัวเองค่ะ

แบบที่สองคือความเจ็บแปลบๆ ที่ข้อต่อ ความเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างฝึก หรือความเจ็บที่ยังอยู่นานกว่า 72 ชั่วโมงค่ะ ความเจ็บแบบนี้บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติค่ะ ให้หยุดพักและตรวจสอบว่าทำท่าถูกต้องหรือเปล่าก่อนกลับมาฝึกค่ะ

ถ้าเจ็บกล้ามเนื้อมากจนเดินลำบากหรือยกแขนไม่ขึ้น แสดงว่าฝึกหนักเกินไปในครั้งแรกค่ะ ให้ลดปริมาณการฝึกลงในครั้งต่อไปและเพิ่มขึ้นทีละน้อยค่ะ


ถ้าไม่มีเวลามากจะฝึกแค่ไหนพอ

มีการศึกษาที่น่าสนใจมากค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในแคนาดาพบว่าการฝึกเพียง 10 นาทีต่อวันแต่สม่ำเสมอทุกวันให้ผลการพัฒนากล้ามเนื้อใกล้เคียงกับการฝึก 45 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ในระยะแรกค่ะ ถ้ามีเวลาแค่ 10–15 นาที ให้เลือกทำ 3 ท่าที่ครอบคลุมร่างกายทุกส่วนค่ะ เช่น สควอท วิดพื้น และพลังค์ค่ะ ทำ 3 เซ็ตต่อท่าโดยพักน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ 10 นาทีที่ทำทุกวันดีกว่า 1 ชั่วโมงที่ทำเดือนละครั้งเสมอค่ะ


อายุเท่าไหรก็เริ่มได้ไหม

ได้ค่ะ และมีหลักฐานชัดเจนมากรองรับเรื่องนี้ค่ะ งานวิจัยพบว่าคนอายุ 70–80 ปีที่เริ่มฝึกความแข็งแรงสามารถพัฒนากล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญในเวลาเพียง 3 เดือนค่ะ ร่างกายตอบสนองต่อการฝึกได้ในทุกช่วงอายุค่ะ

สิ่งที่ต้องปรับสำหรับคนที่อายุมากขึ้นมีสองอย่างค่ะ หนึ่งคืออบอุ่นร่างกายนานขึ้นก่อนฝึกค่ะ สองคือพักระหว่างวันฝึกนานขึ้นเป็น 2 วันแทน 1 วันค่ะ นอกนั้นหลักการทุกอย่างเหมือนกันเลยค่ะ


ทำบอดี้เวทแล้วน้ำหนักตัวจะเพิ่มหรือลดลง

ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กินค่ะ ไม่ใช่ท่าที่ทำค่ะ การฝึกบอดี้เวทสร้างกล้ามเนื้อซึ่งหนักกว่าไขมันในปริมาตรเดียวกันค่ะ แปลว่าน้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกแม้ว่าร่างกายจะดูกระชับขึ้นก็ตามค่ะ

ถ้าเป้าหมายคือลดน้ำหนักตัว โภชนาการคือตัวแปรที่สำคัญที่สุดค่ะ การฝึกบอดี้เวทช่วยได้มากในการรักษากล้ามเนื้อระหว่างการลดน้ำหนักค่ะ เพราะถ้าลดน้ำหนักโดยไม่ฝึกความแข็งแรงควบคู่กัน น้ำหนักที่ลดลงมาจากทั้งไขมันและกล้ามเนื้อค่ะ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องการค่ะ


ต้องกินโปรตีนมากแค่ไหน

อย่างน้อย 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันค่ะ นี่คือตัวเลขที่งานวิจัยหลายชิ้นสรุปตรงกันว่าเพียงพอสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อในคนทั่วไปค่ะ

ตัวอย่างง่ายๆ ค่ะ ไข่ 1 ฟองมีโปรตีนประมาณ 6 กรัม อกไก่ 100 กรัมมีโปรตีนประมาณ 31 กรัม ปลาทูน่ากระป๋อง 1 กระป๋องมีโปรตีนประมาณ 25 กรัมค่ะ ถ้ากินอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกมื้อไม่ยากที่จะได้ปริมาณที่เพียงพอค่ะ


บทสรุป: ร่างกายที่แข็งแรงที่สุดในชีวิตของคุณอยู่ห่างออกไปแค่การตัดสินใจครั้งเดียว

มีความจริงที่อยากให้จำติดมือกลับไปค่ะ อุปกรณ์ราคาแพง ฟิตเนสหรูหรา และโปรแกรมซับซ้อนไม่ใช่สิ่งที่กำหนดว่าคุณจะแข็งแรงได้แค่ไหนค่ะ สิ่งที่กำหนดคือความสม่ำเสมอและความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้องค่ะ

ตลอดบทความนี้มีสิ่งที่พยายามถ่ายทอดอยู่สองอย่างค่ะ อย่างแรกคือหลักการค่ะ กล้ามเนื้อพัฒนาได้เมื่อถูกบังคับให้เผชิญกับความท้าทายที่มากกว่าเดิมค่ะ วิธีเพิ่มความท้าทายในบอดี้เวทไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักแต่คือการเปลี่ยนมุม เปลี่ยนความเร็ว และลดฐานรองรับค่ะ และร่างกายไม่สนใจเลยว่าแรงต้านนั้นมาจากอุปกรณ์ราคาแพงหรือมาจากน้ำหนักของตัวเองค่ะ อย่างที่สองคือความสม่ำเสมอค่ะ โปรแกรมที่ดีที่สุดในโลกไม่มีประโยชน์ถ้าทำได้แค่สองสัปดาห์แล้วหยุดค่ะ โปรแกรมที่เรียบง่ายแต่ทำได้ทุกวันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอค่ะ


สิบท่าในบทความนี้ออกแบบมาให้ครอบคลุมร่างกายทุกส่วนค่ะ วิดพื้นและดิปส์ดูแลการดันค่ะ ดึงข้อดูแลการดึงค่ะ สควอทและลันจ์ดูแลขาค่ะ ฮิปฮิงจ์และกลูทบริดจ์ดูแลก้นและต้นขาด้านหลังค่ะ พลังค์ดูแลแกนกลางลำตัวค่ะ เมาน์เทนไคลม์เบอร์ดูแลระบบหัวใจและปอดค่ะ และไพค์พุชอัพดูแลหัวไหล่ค่ะ

ทั้งสิบท่านี้ไม่มีวันล้าสมัยค่ะ เพราะทุกท่ามีเวอร์ชันที่ยากกว่าที่รอให้พัฒนาไปถึงอยู่เสมอค่ะ คนที่วิดพื้นได้ 50 ครั้งยังไม่ถึงเพดานของวิดพื้นมือเดียวค่ะ คนที่สควอทได้ 100 ครั้งยังไม่ถึงเพดานของสควอทขาเดียวลงต่ำค่ะ ร่างกายที่แข็งแรงที่สุดในชีวิตของคุณไม่ได้ต้องการอุปกรณ์ค่ะ ต้องการแค่การลุกขึ้นและเริ่มต้นค่ะ และที่ดีที่สุดคือคุณสามารถเริ่มต้นได้ตอนนี้เลยค่ะ โดยไม่ต้องรอวันจันทร์ ไม่ต้องรอซื้ออุปกรณ์ และไม่ต้องรอให้พร้อมกว่านี้ค่ะ เพราะวันที่พร้อมที่สุดคือวันนี้ค่ะ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม