Home » Blog » ท่าออกกำลังกาย » ดึงข้อ (Pull-Up) ทำยังไงให้ได้ครั้งแรก? คู่มือฝึก 25 ท่า จากมือใหม่ถึงระดับนักกีฬา

ดึงข้อ (Pull-Up) ทำยังไงให้ได้ครั้งแรก? คู่มือฝึก 25 ท่า จากมือใหม่ถึงระดับนักกีฬา

ดึงข้อ (Pull-Up) ทำยังไงให้ได้ครั้งแรก? คู่มือ 25 ท่า จากมือใหม่ถึงขั้นสูง

งานวิจัยจากวารสารกีฬาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายพบว่าดึงข้อคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังและแขนได้ครอบคลุมที่สุดในบรรดาท่าไม่มีอุปกรณ์ทั้งหมด และยังเป็นท่าที่กองทัพและหน่วยงานด้านสมรรถภาพร่างกายทั่วโลกใช้ทดสอบความแข็งแรงของส่วนบนลำตัวมาหลายสิบปีแล้วค่ะ เหตุผลง่ายมาก เพราะมันทดสอบความแข็งแรงจริงๆ ที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ไม่ใช่ความแข็งแรงที่เครื่องช่วยให้ดูดีขึ้น

แต่นี่คือความจริงที่หลายคนไม่รู้ค่ะ คนส่วนใหญ่ที่ดึงข้อไม่ได้ ไม่ได้ดึงข้อไม่ได้เพราะอ่อนแอเกินไป แต่เพราะไม่เคยฝึกในแบบที่ถูกต้อง กล้ามเนื้อที่ดึงข้อต้องการไม่ได้อยู่ในท่าที่คนส่วนใหญ่ฝึกกันค่ะ การทำแลทพูลดาวน์หรือดัมเบลโรว์ตลอดชีวิตไม่ได้แปลว่าจะดึงข้อได้ เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวและการประสานงานของกล้ามเนื้อในดึงข้อนั้นเฉพาะตัวมากค่ะ บทความนี้รวบรวม 25 ท่าดึงข้อตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับที่นักกีฬาอาชีพยังต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะทำได้ค่ะ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะยังแขวนอยู่กับบาร์แล้วขยับไม่ได้เลย หรือดึงได้ 15 ครั้งแล้วอยากก้าวไปอีกระดับ บทความนี้มีคำตอบให้ค่ะ


กายวิภาคและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังดึงข้อ

ก่อนจะเริ่มฝึก การเข้าใจว่าร่างกายทำงานยังไงระหว่างดึงข้อจะช่วยให้ฝึกได้ถูกต้องและเร็วขึ้นมากค่ะ

กล้ามเนื้อที่ทำงานทั้งหมด

ดึงข้อไม่ใช่ท่าหลังอย่างเดียวค่ะ มันคือท่าที่กล้ามเนื้อส่วนบนลำตัวเกือบทั้งหมดทำงานพร้อมกัน แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้

กลุ่มแรกคือกล้ามเนื้อหลักที่รับภาระหนักที่สุดค่ะ ได้แก่กล้ามเนื้อหลังกว้างที่อยู่สองข้างของหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในส่วนบนลำตัวและเป็นตัวหลักที่ดึงลำตัวขึ้น กล้ามเนื้อหน้าแขนที่ทำงานหนักมากในการงอข้อศอก และกล้ามเนื้อรอบสะบักที่ทำหน้าที่ดึงสะบักลงและเข้าหากันตลอดการเคลื่อนไหว

กลุ่มที่สองคือกล้ามเนื้อเสริมที่ทำงานร่วมกันค่ะ ได้แก่กล้ามเนื้อหลังบนและกล้ามเนื้อรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกลางหลัง ไหล่หลัง กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่ต้องเกร็งตลอดเวลาเพื่อป้องกันลำตัวแกว่ง และกล้ามเนื้อหลังแขนในบางท่าขั้นสูงค่ะ

การมีแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงจะช่วยให้ลำตัวนิ่งและส่งแรงได้เต็มที่ หากคุณยังไม่มั่นใจในความแข็งแรงของ core สามารถฝึกเพิ่มเติมจากบทความ Plank หรือ ท่าแพลงก์ เพื่อเสริมความแข็งแรงแกนกลางลำตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการดึงข้อทุกระดับ


ทำไมดึงข้อถึงคุ้มค่าที่สุด

ดึงข้อให้ประโยชน์ที่ท่าอื่นให้ไม่ได้สามอย่างค่ะ

อย่างแรกคือฝึกกล้ามเนื้อในแนวดิ่งค่ะ การดึงในแนวดิ่งเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่แลทพูลดาวน์จำลองได้แต่ไม่เหมือนกันทุกประการ เพราะในดึงข้อลำตัวเคลื่อนที่ขึ้นจริงๆ ร่างกายต้องประสานกล้ามเนื้อในแบบที่เครื่องทำแทนไม่ได้

อย่างที่สองคือสร้างความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ค่ะ คือความแข็งแรงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเอง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สมรรถภาพร่างกายที่แม่นยำกว่าตัวเลขน้ำหนักที่ยกได้เสมอ คนที่ดึงข้อได้ 15 ครั้งมีสมรรถภาพร่างกายส่วนบนที่ดีกว่าคนที่เบนช์เพรสได้ 100 กิโลแต่ดึงข้อได้แค่ 3 ครั้งในหลายมิติค่ะ

อย่างที่สามคือสร้างรูปร่างได้ชัดเจนที่สุดค่ะ กล้ามเนื้อหลังกว้างที่พัฒนาจากดึงข้อคือสิ่งที่สร้างรูปร่างตัว V ในผู้ชายและทำให้เอวดูเล็กลงในผู้หญิง ไม่มีท่าไหนทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าดึงข้อค่ะ

นอกจากการดึงข้อแล้ว การฝึกไหล่และหลังส่วนบนเพิ่มเติมจะช่วยสร้างรูปร่างช่วงบนให้ชัดขึ้น คุณสามารถดูตัวอย่างจาก 15 ท่าเล่นไหล่ ที่ช่วยพัฒนาไหล่และหลังส่วนบนอย่างครบทุกมิติ เพื่อเสริมความสมดุลของกล้ามเนื้อ


Pull-Up vs Chin-Up vs Neutral Grip ต่างกันยังไง

นี่คือความสับสนที่พบบ่อยที่สุดในการดึงข้อค่ะ และการเลือกผิดอาจทำให้พัฒนาช้าหรือเจ็บโดยไม่จำเป็น

Pull-Up คือการจับบาร์โดยหันฝ่ามือออกด้านนอกค่ะ ท่านี้เน้นกล้ามเนื้อหลังกว้างมากที่สุดและเป็นท่าที่ยากที่สุดในสามแบบ เพราะหน้าแขนอยู่ในมุมที่ช่วยได้น้อยกว่า

Chin-Up คือการจับบาร์โดยหันฝ่ามือเข้าหาตัวค่ะ ท่านี้ง่ายกว่า Pull-Up ประมาณ 20–30% เพราะหน้าแขนทำงานได้เต็มที่มากกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากสร้างความแข็งแรงฐานก่อน

Neutral Grip คือการจับบาร์หรือที่จับโดยให้ฝ่ามือหันเข้าหากันค่ะ ท่านี้ปลอดภัยกับข้อไหล่และข้อศอกมากที่สุด และยังกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังได้ดีมากด้วย เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่หรืออยากสลับท่าเพื่อลดความเสี่ยงบาดเจ็บค่ะ

ระดับผู้เริ่มต้น 8 ท่า

สำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้ หรือทำได้แค่ 1–3 ครั้ง ก่อนเข้าท่าแรก ขอพูดเรื่องนึงก่อนค่ะ หลายคนข้ามส่วนนี้ไปเพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่มือใหม่แล้ว แต่จริงๆ แล้วท่าในระดับนี้คือรากฐานที่คนดึงข้อได้ 20 ครั้งก็ยังกลับมาฝึกอยู่เลยค่ะ เพราะมันสร้างสิ่งที่สำคัญที่สุดในดึงข้อนั่นคือการควบคุมสะบักและการประสานงานของกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง ถ้าข้ามส่วนนี้ไป สิ่งที่สร้างขึ้นมาทีหลังจะไม่มั่นคงค่ะ


ท่าที่ 1: Dead Hang

ระดับ: เริ่มต้นสุด | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Dead Hang — แสดงการแขวนตัวบนบาร์แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย
Dead Hang — แสดงการแขวนตัวบนบาร์แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และมือ

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Dead Hang คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของดึงข้อค่ะ และหลายคนมองข้ามมันไปเพราะดูง่ายเกินไป แต่ความจริงคือการแขวนอยู่บนบาร์อย่างถูกต้องนั้นไม่ง่ายเลยสำหรับมือใหม่ค่ะ

Dead Hang ทำสามอย่างพร้อมกันค่ะ หนึ่งคือยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หดตึงจากการนั่งทำงานตลอดวัน สองคือสร้างความแข็งแรงของมือและการจับบาร์ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยใช้มือในการออกแรง และสามคือสอนให้ไหล่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มดึงค่ะ งานวิจัยจากวารสารกายภาพบำบัดพบว่าการฝึก Dead Hang สม่ำเสมอช่วยลดอาการปวดไหล่และปรับปรุงความยืดหยุ่นของข้อไหล่ได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์ — จับบาร์ด้วยมือทั้งสองข้างกว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทั้งหมดพันรอบบาร์ให้แน่นค่ะ ไม่ใช่แค่วางฝ่ามือบนบาร์
  2. ปล่อยน้ำหนักลง — ค่อยๆ ยกเท้าออกจากพื้นหรือก้าวออกจากที่รองเท้า ปล่อยให้น้ำหนักตัวทั้งหมดถ่ายลงที่มือและบาร์ ตอนนี้แขนเหยียดสุดค่ะ
  3. ตรวจสอบตำแหน่งไหล่ — นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดค่ะ ให้ไหล่ยกขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกำลังพยักไหล่ขึ้น ไม่ใช่ปล่อยไหล่ห้อยลงสุด เพราะการปล่อยไหล่ห้อยสุดกดดันเส้นเอ็นและข้อต่อไหล่โดยไม่จำเป็นค่ะ
  4. เกร็งแกนกลางลำตัว — เกร็งหน้าท้องเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลำตัวแกว่งไปมา ขาเหยียดตรงหรืองอเข่าเล็กน้อยก็ได้ค่ะ แล้วแต่ความสบาย
  5. หายใจสม่ำเสมอ — หายใจเข้าออกช้าๆ สม่ำเสมอตลอดเวลาที่แขวนอยู่ อย่ากลั้นหายใจค่ะ
  6. ค้างให้ได้ตามเวลาที่กำหนด — ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามือจะหลุด ให้บีบบาร์ให้แน่นขึ้นและโฟกัสที่การหายใจค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: วางเท้าบนม้านั่งหรือกล่องเพื่อรับน้ำหนักบางส่วน แล้วค่อยๆ ลดน้ำหนักที่เท้ารับลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเท้าลอยพ้นพื้นได้เองค่ะ
  • ยากกว่า: หมุนฝ่ามือเข้าหาตัว เปลี่ยนเป็น Chin-Up Grip แทน จะยากขึ้นเพราะมุมแรงบิดที่ข้อมือต่างกันค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ปล่อยไหล่ห้อยลงสุด — เป็นข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดค่ะ เพราะกดดันเส้นเอ็นและถุงน้ำในข้อไหล่โดยตรง ให้ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยตลอดเวลา
  • ลำตัวแกว่งไปมา — เกิดจากแกนกลางลำตัวไม่ได้เกร็ง ให้บีบหน้าท้องและขาเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อลดการแกว่ง
  • จับบาร์ไม่แน่นพอ — ถ้ามือหลุดเร็วผิดปกติให้ลองเปลี่ยนมาใช้ Chalk หรือถุงมือออกกำลังกายช่วยก่อนค่ะ

💡 Tips

ถ้าแขวนได้แค่ 10 วินาทีในครั้งแรก ไม่ต้องท้อค่ะ ความแข็งแรงของมือและการจับพัฒนาได้เร็วมากในช่วงแรก แค่ฝึกทุกวันหรือวันเว้นวัน ภายใน 2 สัปดาห์จะแขวนได้นานขึ้นสองเท่าเลยค่ะ

Dead Hang ยังช่วยเสริม grip strength และ shoulder stability ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับการฝึก bodyweight หลายท่า รวมถึงโปรแกรมสร้างกล้ามท้อง เช่น โปรแกรมสร้างกล้ามหน้าท้องและ core ที่ทำได้ที่บ้าน ซึ่งช่วยเพิ่มการควบคุมลำตัวระหว่างดึงข้อ


เซ็ตและเวลาแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
มือใหม่มาก 3 10–15 วินาที 60 วินาที
กำลังพัฒนา 3 20–30 วินาที 60 วินาที
แข็งแรงพอสมควร 3 45–60 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 2: Scapular Pull-Up

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Scapular Pull-Up — แสดงการแขวนบาร์แล้วดึงสะบักลงและเข้าหากันโดยที่แขนยังเหยียดอยู่
Scapular Pull-Up — แสดงการแขวนบาร์แล้วดึงสะบักลงและเข้าหากันโดยที่แขนยังเหยียดอยู่

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อรอบสะบัก กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่าง และกล้ามเนื้อหลังกลาง

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Scapular Pull-Up คือท่าที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ค่ะ และเป็นท่าที่คนส่วนใหญ่ข้ามไปเพราะไม่รู้ว่ามีอยู่

ปัญหาหลักของคนที่ดึงข้อไม่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแรงของแขนค่ะ แต่อยู่ที่ไม่รู้จักวิธีใช้สะบักในการเริ่มต้นการเคลื่อนไหว การดึงข้อที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนเสมอ ไม่ใช่งอข้อศอกขึ้นเลย คนที่งอข้อศอกก่อนจะใช้หน้าแขนและไหล่มากเกินไปและดึงขึ้นได้น้อยกว่ามากค่ะ

Scapular Pull-Up สอนการเคลื่อนไหวนี้โดยตรง และเป็นท่าที่นักกายภาพบำบัดใช้ในการ Rehab ไหล่ด้วยค่ะ เพราะมันสร้างความมั่นคงของข้อไหล่ได้ดีมาก


วิธีทำ

  1. เริ่มจาก Dead Hang — แขวนบาร์ในท่า Dead Hang มาตรฐานค่ะ แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย
  2. หายใจเข้าเต็มที่ — ก่อนทำทุกครั้งให้หายใจเข้าเต็มปอดก่อนค่ะ เพื่อให้แกนกลางลำตัวแข็งแรงพอ
  3. ดึงสะบักลงและเข้าหากัน — นี่คือส่วนหลักค่ะ ให้คิดว่ากำลังพยายามเอาสะบักสองข้างมาบีบดินสอที่อยู่ตรงกลางหลัง แขนไม่งอเลยนะคะ เป็นแค่การเคลื่อนไหวที่สะบักเท่านั้น ลำตัวจะยกขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 5–10 เซนติเมตรค่ะ
  4. หยุดค้างตอนบนสุด — ค้างไว้ 2 วินาทีตอนที่สะบักดึงลงและเข้าหากันเต็มที่ค่ะ รู้สึกตึงที่หลังกลางและหลังล่าง
  5. ปล่อยสะบักกลับขึ้น — ค่อยๆ ปล่อยสะบักกลับขึ้นสู่ตำแหน่งเริ่มต้นช้าๆ นับ 2–3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลาค่ะ อย่าปล่อยตกลงทันที

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ทำในท่า Australian Pull-Up หรือ Ring Row แทน ซึ่งลำตัวเฉียงและน้ำหนักที่ต้องยกน้อยกว่ามากค่ะ
  • ยากกว่า: เพิ่มการค้างที่ตำแหน่งบนสุดนานขึ้นเป็น 5 วินาที หรือเพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • งอข้อศอกระหว่างทำ — นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดค่ะ แขนต้องเหยียดตรงตลอด การเคลื่อนไหวทั้งหมดมาจากสะบักเท่านั้น
  • ทำเร็วเกินไป — ท่านี้ต้องช้าและรู้สึกทุกมิลลิเมตรค่ะ ถ้าทำเร็วจะไม่ได้ผลและสูญเสียประโยชน์ของท่าไปทั้งหมด
  • ไม่รู้สึกอะไรที่หลัง — ถ้าทำแล้วรู้สึกที่ไหล่มากกว่าหลัง แสดงว่าไหล่ทำงานแทนสะบักอยู่ค่ะ ให้ลองนึกภาพว่ากำลัง “เหน็บปีก” เข้าหาสะโพกแทนค่ะ

💡 Tips

ลองทำท่านี้หน้ากระจกก่อนนะคะ การเห็นการเคลื่อนไหวของสะบักด้วยตาตัวเองจะช่วยให้เข้าใจท่าได้เร็วกว่าการอ่านคำอธิบายเยอะมากค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
มือใหม่ 3 8–10 60 วินาที
กำลังพัฒนา 4 10–12 60 วินาที
เน้น Mind-Muscle 3 10 (ช้ามาก) 90 วินาที

ท่าที่ 3: Flexed Arm Hang

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Flexed Arm Hang — แสดงการแขวนบาร์ในท่าข้อศอกงอ คางอยู่เหนือบาร์
Flexed Arm Hang — แสดงการแขวนบาร์ในท่าข้อศอกงอ คางอยู่เหนือบาร์

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Flexed Arm Hang คือวิธีที่ตรงที่สุดในการสร้างความแข็งแรงที่จำเป็นสำหรับดึงข้อค่ะ เพราะมันฝึกกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ยากที่สุดของดึงข้อ นั่นคือตำแหน่งบนสุดที่คางอยู่เหนือบาร์

หลักการที่อยู่เบื้องหลังท่านี้เรียกว่า Isometric Training ค่ะ คือการฝึกกล้ามเนื้อในขณะที่ความยาวของกล้ามเนื้อไม่เปลี่ยนแปลง งานวิจัยพบว่า Isometric Training ในมุมที่กล้ามเนื้ออ่อนแอที่สุดช่วยเพิ่มความแข็งแรงในมุมนั้นได้เร็วกว่าการทำท่าเต็มๆ ถึง 30% ค่ะ และตำแหน่งบนสุดของดึงข้อคือมุมที่คนส่วนใหญ่อ่อนแอที่สุดพอดี


วิธีทำ

  1. ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุด — ใช้ม้านั่ง กล่อง หรือให้คนช่วยดันขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ อย่าพยายามกระโดดขึ้นแรงๆ เพราะอาจบาดเจ็บได้
  2. จัดตำแหน่งให้ถูกต้อง — คางอยู่เหนือบาร์ ข้อศอกงอประมาณ 90 องศาหรือมากกว่า ไหล่ดึงลงและเข้าหากัน ไม่ใช่ยกขึ้น หน้าอกแอ่นเล็กน้อยค่ะ
  3. เกร็งทุกอย่าง — บีบมือให้แน่น เกร็งหลัง เกร็งหน้าแขน และเกร็งแกนกลางลำตัวพร้อมกันค่ะ ยิ่งเกร็งได้พร้อมกันมากเท่าไหร่ยิ่งค้างได้นานขึ้นเท่านั้น
  4. หายใจสม่ำเสมอ — หายใจเข้าออกสั้นๆ สม่ำเสมอตลอดเวลาค่ะ อย่ากลั้นหายใจเพราะจะทำให้อ่อนแรงเร็วขึ้น
  5. ค้างให้ได้ตามเวลาที่กำหนด — เมื่อรู้สึกว่าจะค้างไม่ไหวแล้ว ให้ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ แทนที่จะปล่อยตัวตกค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: วางปลายเท้าบนม้านั่งเพื่อรับน้ำหนักบางส่วนค่ะ แล้วค่อยๆ ลดน้ำหนักที่เท้ารับลงทีละน้อยเมื่อแข็งแรงขึ้น
  • ยากกว่า: ลดตำแหน่งข้อศอกลงมาเรื่อยๆ จนข้อศอกงอแค่ 90 องศา จะยากขึ้นมากเพราะเป็นมุมที่กล้ามเนื้อทำงานหนักที่สุดค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คางอยู่ใต้บาร์ — ถ้าคางอยู่ใต้บาร์แสดงว่าตำแหน่งไม่ถูกต้องค่ะ ต้องขึ้นให้สูงกว่านี้อีก
  • ไหล่ยกขึ้นสูง — ไหล่ต้องดึงลงตลอดเวลา ถ้าไหล่ยกขึ้นแสดงว่ากล้ามเนื้อสะบักไม่ได้ทำงานและข้อไหล่รับแรงแทนค่ะ
  • ลำตัวแกว่ง — ให้เกร็งแกนกลางลำตัวและบีบขาเข้าหากันเพื่อป้องกันการแกว่งค่ะ

💡 Tips

ถ้าค้างได้แค่ 5 วินาทีในครั้งแรก ไม่ต้องกังวลค่ะ ให้ทำหลายเซ็ตสั้นๆ แทนการพยายามค้างให้นานที่สุดในเซ็ตเดียว ตัวอย่างเช่น ทำ 6 เซ็ต เซ็ตละ 5 วินาที จะได้ผลดีกว่าทำ 1 เซ็ต 30 วินาทีมากค่ะ


เซ็ตและเวลาแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
มือใหม่มาก 4–6 5–10 วินาที 90 วินาที
กำลังพัฒนา 4 15–20 วินาที 90 วินาที
แข็งแรงพอสมควร 3 30 วินาที+ 2 นาที

ท่าที่ 4: Negative Pull-Up

ระดับ: เริ่มต้น-กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Negative Pull-Up — แสดงการค่อยๆ ลดตัวลงจากตำแหน่งคางเหนือบาร์
Negative Pull-Up — แสดงการค่อยๆ ลดตัวลงจากตำแหน่งคางเหนือบาร์

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Negative Pull-Up คือท่าที่สร้างความแข็งแรงได้เร็วที่สุดสำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้ค่ะ และมีหลักการวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจมากอยู่เบื้องหลัง กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงในการต้านแรง หรือที่เรียกว่า Eccentric Strength มากกว่าความแข็งแรงในการออกแรงดึง หรือ Concentric Strength ถึง 20–40% ค่ะ แปลว่าคนที่ดึงตัวขึ้นไม่ได้เลย ยังสามารถต้านน้ำหนักขณะลดตัวลงช้าๆ ได้ และการฝึกแบบนี้ต่อเนื่องจะสร้างความแข็งแรงได้เร็วมากค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยกีฬาในยุโรปพบว่านักกีฬาที่ฝึก Negative Pull-Up เป็นหลักสามารถดึงข้อครั้งแรกได้เร็วกว่ากลุ่มที่ฝึก Assisted Pull-Up ถึง 40% ค่ะ


วิธีทำ

  1. ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุด — ใช้ม้านั่งหรือกระโดดขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ ให้ขึ้นให้เร็วที่สุดเพราะส่วนนี้ไม่ใช่จุดฝึกหลัก
  2. จัดตำแหน่งสะบัก — ก่อนเริ่มลดตัวลง ให้ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนเสมอค่ะ นี่คือขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่ข้ามและทำให้ท่าได้ผลน้อยลงมาก
  3. ลดตัวลงช้าๆ — ค่อยๆ ยืดแขนออกและลดตัวลงช้าๆ ให้ใช้เวลาอย่างน้อย 3–5 วินาทีในการลดตัวจากตำแหน่งบนสุดจนถึงแขนเหยียดสุดค่ะ ยิ่งช้ายิ่งดี
  4. ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลา — รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลังและหน้าแขนกำลังต้านแรงที่พยายามดึงตัวลงอยู่ตลอดค่ะ ถ้าตัวตกลงอย่างรวดเร็วแสดงว่าไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อต้านเลย
  5. จบที่ Dead Hang — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วค้างในท่า Dead Hang สักครู่ก่อนขึ้นไปทำซ้ำค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ลดตัวลงแค่ครึ่งทางก่อนค่ะ จากคางเหนือบาร์ลงมาแค่ถึงข้อศอก 90 องศา แล้วค่อยขยายระยะทีหลัง
  • ยากกว่า: เพิ่มเวลาในการลดตัวเป็น 8–10 วินาทีค่ะ หรือเพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลดตัวลงเร็วเกินไป — นี่คือข้อผิดพลาดที่ทำให้ท่านี้ไม่ได้ผลเลยค่ะ ถ้าตัวตกลงเร็วกว่า 2 วินาทีแสดงว่าไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อต้านแรง
  • ข้ามการจัดสะบักก่อนลด — คนส่วนใหญ่รีบลดตัวลงทันทีโดยไม่ดึงสะบักก่อน ทำให้ไหล่รับแรงแทนหลังค่ะ
  • แกว่งลำตัวขณะลด — ให้เกร็งแกนกลางลำตัวตลอดเวลา ลำตัวต้องนิ่งสนิทขณะลดตัวลงค่ะ

💡 Tips

3 วินาทีคือขั้นต่ำ 5 วินาทีคือดี 8 วินาทีคือยอดเยี่ยมค่ะ ลองจับเวลาตัวเองทุกครั้งเพื่อให้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจน


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง เวลาต่อครั้ง พัก
มือใหม่ 4 3–4 3–4 วินาที 2 นาที
กำลังพัฒนา 4 4–5 5 วินาที 2 นาที
แข็งแรงพอสมควร 4 5–6 8 วินาที 2 นาที

ท่าที่ 5: Band Assisted Pull-Up

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + ยางยืดแบบวง

Band Assisted Pull-Up — แสดงการดึงข้อโดยมียางยืดพันบาร์และรองรับเข่าหรือเท้า
Band Assisted Pull-Up — แสดงการดึงข้อโดยมียางยืดพันบาร์และรองรับเข่าหรือเท้า

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Band Assisted Pull-Up คือวิธีที่ช่วยให้ฝึกรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องของดึงข้อได้ตั้งแต่วันแรกค่ะ โดยยางยืดจะช่วยรับน้ำหนักบางส่วนในช่วงที่ยากที่สุด ทำให้สามารถทำท่าเต็มๆ ได้แม้ยังไม่แข็งแรงพอ

ข้อดีที่สำคัญที่สุดของท่านี้เมื่อเทียบกับเครื่อง Assisted Pull-Up ในฟิตเนสคือยางยืดช่วยมากที่สุดตอนเริ่มต้นที่แขนเหยียดสุดซึ่งเป็นช่วงที่ยากที่สุดค่ะ และช่วยน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อดึงตัวขึ้นสูงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อยังต้องทำงานเองในช่วงบนสุดซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการพัฒนาค่ะ


วิธีทำ

  1. พันยางยืดบนบาร์ — พันยางยืดรอบบาร์ให้แน่นค่ะ ให้ยางห้อยลงมาเป็นวง
  2. วางเข่าหรือเท้าบนยาง — ก้าวขึ้นและวางเข่าข้างเดียวหรือสองข้างบนยางยืดค่ะ ถ้าวางเข่าจะได้รับการช่วยเหลือมากกว่าวางเท้า เลือกแบบที่ทำให้ดึงขึ้นได้ครบ Range of Motion ค่ะ
  3. จัดท่าเริ่มต้น — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ลำตัวตรงค่ะ
  4. ดึงสะบักลงก่อน — เหมือนกับ Scapular Pull-Up ค่ะ ให้ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนที่จะงอข้อศอกขึ้น
  5. ดึงตัวขึ้น — งอข้อศอกขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้างเล็กน้อย ดึงขึ้นจนคางเหนือบาร์ค่ะ
  6. ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลาค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดที่หนาและแข็งขึ้นค่ะ ยิ่งยางหนายิ่งช่วยมาก
  • ยากกว่า: เปลี่ยนจากวางเข่าเป็นวางเท้า และค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้ยางที่บางลงเรื่อยๆ จนในที่สุดไม่ต้องใช้ยางค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ยางที่หนาเกินไปตลอด — ยางที่ช่วยมากเกินไปทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควรค่ะ ให้ลดความหนาของยางลงทุก 2–3 สัปดาห์
  • ข้ามการดึงสะบักก่อน — เหมือนกับทุกท่าที่ผ่านมา สะบักต้องลงก่อนเสมอค่ะ
  • ยางหลุดกะทันหัน — ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางพันบาร์แน่นและวางเข่าหรือเท้าตรงกลางยางค่ะ ไม่ใช่ขอบ

💡 Tips

ซื้อยางยืดแบบวงมาหลายขนาดตั้งแต่แรกเลยค่ะ เริ่มจากหนาสุดแล้วค่อยๆ ลดลง การมียางหลายขนาดทำให้ปรับความยากได้ละเอียดกว่ามาก


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
มือใหม่ 3 5–8 2 นาที
กำลังพัฒนา 4 8–10 90 วินาที
ใกล้ทำได้เองแล้ว 4 6–8 (ยางบาง) 2 นาที

ท่าที่ 6: Jumping Pull-Up

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Jumping Pull-Up — แสดงการกระโดดขึ้นเพื่อช่วยดึงตัวขึ้น แล้วลดตัวลงช้าๆ
Jumping Pull-Up — แสดงการกระโดดขึ้นเพื่อช่วยดึงตัวขึ้น แล้วลดตัวลงช้าๆ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน ขา และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Jumping Pull-Up ดูเหมือนท่าที่โกงค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเครื่องมือฝึกที่มีประสิทธิภาพมากและใช้กันในโปรแกรมทหารและกองกำลังพิเศษทั่วโลก

ข้อดีของท่านี้คือสอนร่างกายให้คุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนไหวทั้งหมดของดึงข้อตั้งแต่ต้นค่ะ ทั้งการดึงขึ้นและการลดตัวลง และเพราะใช้แรงกระโดดช่วยในช่วงที่ยากที่สุด ทำให้สามารถทำจำนวนครั้งได้มากกว่าซึ่งสร้าง Volume ที่กล้ามเนื้อต้องการในการพัฒนาได้ค่ะ


วิธีทำ

  1. เตรียมท่า — ยืนใต้บาร์ เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ หัวเข่างอเล็กน้อยพร้อมกระโดดค่ะ
  2. กระโดดขึ้นพร้อมจับบาร์ — กระโดดขึ้นและจับบาร์พร้อมกัน ใช้แรงกระโดดช่วยดึงตัวขึ้นให้คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ ไม่ต้องกระโดดแรงมากเกินจำเป็น แค่พอที่จะช่วยให้ดึงตัวขึ้นได้
  3. หยุดค้างตอนบนสุด — เมื่อคางเหนือบาร์แล้วให้หยุดค้างสักครู่ค่ะ ดึงสะบักลงและเข้าหากัน รู้สึกตึงที่หลัง
  4. ลดตัวลงช้าๆ — นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดค่ะ ลดตัวลงช้าๆ นับ 3–5 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงเต็มที่ตลอดทาง
  5. ลงพื้นและเริ่มใหม่ — เมื่อเท้าแตะพื้น งอเข่าเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทก แล้วเตรียมกระโดดขึ้นใหม่ค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: กระโดดจากม้านั่งที่สูงขึ้นเพื่อลดระยะที่ต้องกระโดดค่ะ
  • ยากกว่า: ลดแรงกระโดดลงเรื่อยๆ จนกระโดดแทบไม่ออก กล้ามเนื้อจะต้องทำงานเองมากขึ้นค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • กระโดดแรงเกินไป — ถ้ากระโดดแรงมากจนลอยเหนือบาร์ไปไกล แสดงว่ากล้ามเนื้อแทบไม่ได้ทำงานเลยค่ะ ให้กระโดดแค่พอดีที่คางจะข้ามบาร์ไปได้
  • ลดตัวลงเร็วเกินไป — เหมือนกับ Negative Pull-Up ค่ะ ส่วนที่ลดตัวลงคือส่วนที่สร้างความแข็งแรงได้มากที่สุด

💡 Tips

ทำท่านี้ต่อด้วย Negative Pull-Up ในเซ็ตเดียวกันเลยค่ะ กระโดดขึ้นแล้วลดตัวลงช้าๆ พอแขนเหยียดสุดก็กระโดดขึ้นใหม่ ทำแบบนี้ต่อเนื่อง 5 ครั้ง จะได้ทั้ง Volume และ Eccentric Training ในเซ็ตเดียว


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
มือใหม่ 3 5–6 2 นาที
กำลังพัฒนา 4 6–8 90 วินาที

ท่าที่ 7: Ring Row

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: วงแหวนออกกำลังกาย หรือบาร์ต่ำ หรือโต๊ะ

Ring Row — แสดงการนอนเอียงจับวงแหวนแล้วดึงหน้าอกเข้าหาวงแหวน
Ring Row — แสดงการนอนเอียงจับวงแหวนแล้วดึงหน้าอกเข้าหาวงแหวน

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อหลังกลาง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Ring Row หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Australian Pull-Up เวอร์ชันวงแหวนคือท่าที่ปรับระดับความยากได้ละเอียดที่สุดในบรรดาท่าเริ่มต้นทั้งหมดค่ะ เพราะแค่เปลี่ยนมุมเอียงของลำตัวก็สามารถปรับน้ำหนักที่กล้ามเนื้อต้องยกได้ตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 80% ของน้ำหนักตัว

ท่านี้ยังเหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่ค่ะ เพราะวงแหวนที่หมุนได้อิสระช่วยให้ข้อมือ ข้อศอก และข้อไหล่เคลื่อนไหวในมุมที่เป็นธรรมชาติที่สุด ลดความเสี่ยงบาดเจ็บได้มากค่ะ


วิธีทำ

  1. จัดความสูงของวงแหวน — ตั้งวงแหวนให้อยู่ระดับประมาณเอวถึงหน้าอกค่ะ ยิ่งสูงยิ่งง่าย ยิ่งต่ำยิ่งยาก
  2. จับวงแหวนและเอนตัว — จับวงแหวนด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วเดินเท้าออกไปข้างหน้าจนลำตัวเอนทำมุมกับพื้นค่ะ มือใหม่ให้เริ่มที่มุมประมาณ 45 องศา
  3. จัดท่าร่างกาย — ลำตัวต้องตรงจากหัวถึงส้นเท้าเหมือนท่าพลังค์ค่ะ เกร็งแกนกลางลำตัว ไม่ให้สะโพกหย่อนลงหรือยกขึ้น
  4. ดึงสะบักก่อน — เหมือนกับทุกท่าค่ะ ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนงอข้อศอก
  5. ดึงหน้าอกเข้าหาวงแหวน — งอข้อศอกดึงตัวขึ้นจนหน้าอกแตะหรือเกือบแตะวงแหวนค่ะ ข้อศอกชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักเข้าหากันให้แน่นตอนบนสุดค่ะ
  7. ยืดแขนกลับช้าๆ — ลดตัวกลับลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่ค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: เดินเท้าออกน้อยลงให้ลำตัวตั้งขึ้นเกือบตรงค่ะ น้ำหนักที่ต้องยกจะน้อยลงมาก
  • ยากกว่า: เดินเท้าออกมากขึ้นจนลำตัวเกือบขนานกับพื้นค่ะ หรือวางเท้าบนม้านั่งเพื่อให้ลำตัวเอนไปข้างหลังมากกว่าแนวนอน

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • สะโพกหย่อนลงพื้น — เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากค่ะ ลำตัวต้องตรงเสมอ ให้เกร็งหน้าท้องและสะโพกตลอดเวลา
  • ดึงด้วยแขนล้วนๆ — ต้องเริ่มจากการดึงสะบักก่อนเสมอค่ะ ถ้าดึงด้วยแขนอย่างเดียวจะได้แค่ Bicep Curl ในท่าแปลกๆ ไม่ใช่ Row

💡 Tips

ถ้าไม่มีวงแหวน ใช้บาร์ราวบันได โต๊ะแข็งแรง หรือแม้แต่ขอบเตียงที่มั่นคงแทนได้เลยค่ะ Ring Row คือท่าที่ทำได้ทุกที่จริงๆ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
มือใหม่ 3 8–10 90 วินาที
กำลังพัฒนา 4 10–12 60 วินาที
เน้นความแข็งแรง 4 6–8 (ลำตัวเกือบขนานพื้น) 2 นาที

ท่าที่ 8: Australian Pull-Up

ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ต่ำ หรือราวบันได หรือโต๊ะแข็งแรง

Australian Pull-Up — แสดงการนอนใต้บาร์ต่ำ จับบาร์แล้วดึงหน้าอกเข้าหาบาร์ เท้าวางบนพื้น
Australian Pull-Up — แสดงการนอนใต้บาร์ต่ำ จับบาร์แล้วดึงหน้าอกเข้าหาบาร์ เท้าวางบนพื้น

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกลาง กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Australian Pull-Up คือสะพานที่เชื่อมระหว่างการนอนราบทำ Ring Row กับการแขวนดึงข้อเต็มตัวค่ะ และเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่มีความแข็งแรงพอสำหรับ Pull-Up เต็มๆ เพราะเท้ายังวางอยู่บนพื้นช่วยรับน้ำหนักบางส่วนอยู่

ชื่อ Australian มาจากที่ไหนก็ไม่แน่ชัดค่ะ แต่ท่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการ Calisthenics และถูกใช้ในโปรแกรมกองทัพหลายประเทศในฐานะท่าเตรียมความพร้อมสำหรับดึงข้อมาตรฐานค่ะ


วิธีทำ

  1. จัดความสูงของบาร์ — บาร์ควรอยู่สูงจากพื้นประมาณระดับสะโพกถึงอกค่ะ ยิ่งสูงยิ่งง่าย ยิ่งต่ำยิ่งยาก
  2. นอนใต้บาร์ — นอนหงายใต้บาร์ จับบาร์ด้วยมือทั้งสองข้างกว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่า ฝ่ามือหันออกด้านนอกค่ะ
  3. จัดตำแหน่งร่างกาย — เหยียดขาตรง วางส้นเท้าบนพื้น ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้า แขนเหยียดสุดค่ะ
  4. ดึงสะบักก่อนเสมอ — ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนงอข้อศอกค่ะ
  5. ดึงหน้าอกขึ้นหาบาร์ — งอข้อศอกดึงหน้าอกขึ้นไปแตะบาร์ค่ะ ให้ข้อศอกชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่ใช่ชี้ออกด้านหลัง
  6. หยุดค้างตอนบนสุด — หน้าอกแตะหรือเกือบแตะบาร์ค้างไว้ 1 วินาที บีบสะบักให้แน่นค่ะ
  7. ลดตัวลงช้าๆ — ยืดแขนออกช้าๆ นับ 2–3 วินาที กลับสู่จุดเริ่มต้นค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: งอเข่าแทนเหยียดขาตรงค่ะ การงอเข่าจะลดน้ำหนักที่ต้องยกลงมากเลย
  • ยากกว่า: วางเท้าบนม้านั่งแทนพื้นค่ะ ลำตัวจะเอนมากขึ้นและน้ำหนักที่กล้ามเนื้อต้องยกจะมากขึ้นตาม

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • สะโพกหย่อนลงพื้น — เหมือนกับ Ring Row ค่ะ ลำตัวต้องตรงตลอด
  • ดึงขึ้นมาแค่ครึ่งทาง — หน้าอกต้องแตะบาร์จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ดึงขึ้นมาแค่ครึ่งทางแล้วลงเลย เพราะจะไม่ได้ผลเต็มที่

💡 Tips

Australian Pull-Up เป็นท่าที่ทำได้ทุกที่จริงๆ ค่ะ ใช้ราวบันได ขอบโต๊ะที่แข็งแรง หรือแม้แต่ขอบรถถ้าจอดอยู่ก็ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงฟิตเนสก่อนค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
มือใหม่ 3 8–10 90 วินาที
กำลังพัฒนา 4 12–15 60 วินาที
เน้นความแข็งแรง 4 8–10 (เท้าบนม้านั่ง) 90 วินาที

ระดับกลาง 9 ท่า

สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้ 5–10 ครั้งแล้ว อยากพัฒนาต่อ ถึงระดับนี้แล้วแปลว่าร่างกายเริ่มเข้าใจรูปแบบการเคลื่อนไหวของดึงข้อแล้วค่ะ แต่นั่นก็คือจุดที่อันตรายที่สุดด้วย เพราะหลายคนพอทำได้ 5–6 ครั้งแล้วก็วนซ้ำท่าเดิมไปเรื่อยๆ โดยไม่เพิ่มความท้าทาย ผลคือกล้ามเนื้อหยุดพัฒนาและติดอยู่กับตัวเลขเดิมนานเป็นปีค่ะ 9 ท่าในระดับนี้จะทลายเพดานนั้นค่ะ


ท่าที่ 9: Pull-Up มาตรฐาน

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Pull-Up มาตรฐาน — แสดงการดึงตัวขึ้นจนคางเหนือบาร์ แขนเหยียดสุดตอนล่าง
Pull-Up มาตรฐาน — แสดงการดึงตัวขึ้นจนคางเหนือบาร์ แขนเหยียดสุดตอนล่าง

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และแกนกลางลำตัว

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Pull-Up มาตรฐานคือราชาของทุกท่าในบทความนี้ค่ะ และแม้จะอยู่ในระดับกลาง แต่จริงๆ แล้วมันคือท่าที่ต้องฝึกตลอดชีวิต ไม่มีวันเรียนจบค่ะ เพราะทุกครั้งที่แข็งแรงขึ้น คุณก็จะค้นพบว่ายังมีมิติที่พัฒนาได้อีกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความช้า ความควบคุม หรือจำนวนครั้ง

สิ่งที่ทำให้ Pull-Up แตกต่างจากท่าอื่นทั้งหมดคือมันวัดความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ได้ตรงที่สุดค่ะ ไม่สนว่าคุณหนักเท่าไหร่ ถ้าดึงข้อได้ 15 ครั้งแสดงว่าร่างกายส่วนบนแข็งแรงมากในระดับที่เครื่องออกกำลังกายไม่สามารถสร้างได้

งานวิจัยจากวารสารกีฬาศาสตร์อเมริกันพบว่า Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างได้สูงกว่าแลทพูลดาวน์ถึง 24% ในจำนวนน้ำหนักที่เท่ากัน เพราะร่างกายต้องประสานกล้ามเนื้อเสถียรภาพเพิ่มเติมที่เครื่องไม่ได้บังคับให้ทำงานค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์ให้ถูกต้อง — จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทุกนิ้วพันรอบบาร์แน่น โดยเฉพาะนิ้วก้อยและนิ้วนางที่คนมักจับหลวมโดยไม่รู้ตัวค่ะ
  2. เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุดทุกครั้งก่อนดึงขึ้น การไม่เหยียดสุดทำให้ Range of Motion สั้นลงและกล้ามเนื้อพัฒนาไม่เต็มที่ค่ะ
  3. ดึงสะบักลงก่อน — หายใจเข้าเต็มที่ แล้วดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนที่ข้อศอกจะงอขึ้นค่ะ นี่คือขั้นตอนที่แยกคนดึงข้อเป็นออกจากคนที่ดึงข้อด้วยแขนล้วนๆ
  4. ดึงตัวขึ้นในเส้นทางตรง — ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่ใช่ชี้ไปข้างหลัง ลำตัวตรงหรือเอนไปข้างหลังเล็กน้อยได้ แต่ไม่แกว่งค่ะ
  5. ดึงจนคางเหนือบาร์ — ดึงขึ้นจนคางอยู่เหนือบาร์ชัดเจนค่ะ ไม่ใช่แค่หน้าผากหรือจมูกถึงบาร์ คางต้องข้ามบาร์ไปจริงๆ
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนคางเหนือบาร์ให้หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ บีบสะบักเข้าหากันและรู้สึกตึงที่หลังกว้างทั้งสองข้าง
  7. ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงนับ 2–3 วินาทีจนแขนเหยียดสุดค่ะ อย่ารีบลงเพราะส่วนนี้คือครึ่งหนึ่งของการพัฒนา
  8. หายใจออกตอนดึงขึ้น — หายใจออกตอนที่ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการดึงขึ้นค่ะ ไม่ใช่กลั้นหายใจตลอด

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: เปลี่ยนเป็น Chin-Up แทนค่ะ หน้าแขนจะช่วยได้มากขึ้น
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด หรือทำแบบช้าพิเศษ ขึ้น 3 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 5 วินาทีค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • Kipping หรือแกว่งตัวช่วย — พบบ่อยมากในคนที่เรียนมาจาก CrossFit ค่ะ Kipping Pull-Up ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่เป็นคนละท่ากัน สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อต้องทำแบบ Strict เท่านั้น
  • คางไม่ข้ามบาร์ — Pull-Up ที่คางไม่ข้ามบาร์ไม่นับค่ะ ถ้าทำไม่ได้ให้ลดน้ำหนักตัวหรือใช้ยางช่วยก่อน
  • ไม่เหยียดแขนสุดตอนล่าง — การไม่เหยียดสุดเป็นการโกงที่คนทำโดยไม่รู้ตัวเพราะทำให้รู้สึกง่ายขึ้น แต่ทำให้กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่างไม่ได้พัฒนาค่ะ

💡 Tips

ลองใช้เทคนิค Hollow Body ระหว่างดึงค่ะ คือเกร็งหน้าท้องดึงกระดูกหัวเหน่าขึ้นเล็กน้อยและงอสะโพกเล็กน้อยตลอดเวลา ท่านี้ตัดการใช้หลังล่างช่วยและบังคับให้หลังกว้างทำงานหนักขึ้นเต็มๆ ค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เพิ่งเริ่มทำได้ 4 3–5 2 นาที
เพิ่มจำนวนครั้ง 5 5–8 2 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 3–5 (หนัก) 3 นาที

ท่าที่ 10: Chin-Up

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

Chin-Up — แสดงการจับบาร์โดยฝ่ามือหันเข้าหาตัว แล้วดึงตัวขึ้นจนคางเหนือบาร์
Chin-Up — แสดงการจับบาร์โดยฝ่ามือหันเข้าหาตัว แล้วดึงตัวขึ้นจนคางเหนือบาร์

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Chin-Up ไม่ใช่ท่าที่ง่ายกว่า Pull-Up แล้วจบแค่นั้นค่ะ มันคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อในสัดส่วนที่ต่างกันออกไป และมีข้อได้เปรียบที่ Pull-Up ไม่มีอยู่จุดหนึ่งค่ะ การหันฝ่ามือเข้าหาตัวทำให้หน้าแขนอยู่ในตำแหน่งที่ออกแรงได้เต็มที่มากขึ้น แปลว่า Chin-Up เป็นท่าที่สร้างหน้าแขนได้ดีที่สุดในบรรดาท่าดึงข้อทั้งหมด ดีกว่า Barbell Curl ในหลายกรณีด้วยซ้ำค่ะ เพราะหน้าแขนต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดแทนที่จะรับแค่น้ำหนักดัมเบล งานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research พบว่า Chin-Up กระตุ้นหน้าแขนได้สูงกว่า Pull-Up ถึง 35% ในขณะที่ให้การกระตุ้นหลังกว้างใกล้เคียงกันมากค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์ฝ่ามือเข้า — จับบาร์กว้างประมาณหัวไหล่หรือแคบกว่าเล็กน้อย ฝ่ามือหันเข้าหาตัวค่ะ นิ้วโป้งอยู่ด้านนอกของบาร์
  2. เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยค่ะ
  3. ดึงสะบักก่อน — เหมือนทุกท่าค่ะ สะบักลงก่อนข้อศอกงอ
  4. ดึงตัวขึ้น — ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและเข้าหาสีข้างมากกว่า Pull-Up เล็กน้อยค่ะ เพราะมุมของมือทำให้ข้อศอกเข้ามาชิดลำตัวได้มากกว่า
  5. ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ชัดเจนเหมือนกันค่ะ บางคนดึงสูงจนหน้าอกเกือบแตะบาร์ก็ได้ ยิ่งสูงยิ่งกระตุ้นหลังกว้างได้มากขึ้น
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักและบีบหน้าแขนพร้อมกันตอนบนสุดค่ะ จะรู้สึกตึงทั้งหลังและแขน
  7. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 2–3 วินาทีค่ะ แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: จับแคบลงอีกจนมือชิดกันค่ะ จะง่ายขึ้นเล็กน้อยเพราะแรงบิดที่ข้อมือลดลง
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดค่ะ หรือทำ Chin-Up แบบ Tempo คือขึ้น 2 วินาที ค้าง 3 วินาที ลง 4 วินาที

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ข้อมือบิดผิดทาง — ข้อมือต้องตรงตลอดค่ะ อย่าให้ข้อมือพับไปข้างหน้าหรือข้างหลัง เพราะจะกดดันเส้นเอ็นข้อมือโดยไม่จำเป็น
  • งอสะโพกเพื่อโกง — บางคนงอสะโพกขึ้นมาข้างหน้าตอนดึงขึ้นเพื่อช่วยให้ดึงได้ง่ายขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหลักทำงานน้อยลงค่ะ ให้ลำตัวตรงหรือ Hollow Body ตลอด

💡 Tips

ถ้าอยากหน้าแขนใหญ่แต่ Curl ไม่ค่อยได้ผล ลองเพิ่ม Chin-Up เข้า Routine ทุกสัปดาห์ค่ะ กล้ามเนื้อหน้าแขนที่ต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดซ้ำๆ พัฒนาได้เร็วและหนาแน่นกว่า Curl ธรรมดามากเลย


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เพิ่มจำนวนครั้ง 4 6–10 2 นาที
เพิ่มหน้าแขน 4 8–12 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 (หนัก) 3 นาที

ท่าที่ 11: Neutral Grip Pull-Up

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อแบบมีที่จับแนวขนาน หรือวงแหวน

[📷 ใส่รูป: Neutral Grip Pull-Up — แสดงการจับที่จับแนวขนานฝ่ามือหันเข้าหากัน แล้วดึงตัวขึ้น]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และ Brachialis

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Neutral Grip Pull-Up คือท่าที่นักกายภาพบำบัดแนะนำมากที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่หรือข้อศอกค่ะ เพราะการหันฝ่ามือเข้าหากันทำให้ข้อไหล่อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดระหว่างการดึง ลดแรงกดที่เส้นเอ็นและข้อต่อได้มากเมื่อเทียบกับทั้ง Pull-Up และ Chin-Up แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นค่ะคือ Neutral Grip กระตุ้นกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า Brachialis ได้สูงมาก ซึ่งคือกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้หน้าแขนและเป็นตัวที่ทำให้แขนดูหนาและใหญ่กว่าเมื่อพัฒนาขึ้นมาค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง Pull-Up และ Chin-Up ทำได้น้อยกว่า


วิธีทำ

  1. จับที่จับแนวขนาน — จับที่จับโดยให้ฝ่ามือหันเข้าหากัน กว้างประมาณหัวไหล่ค่ะ ถ้าไม่มีที่จับแนวขนานสามารถใช้วงแหวนออกกำลังกายแทนได้ค่ะ
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยค่ะ
  3. ดึงสะบักลงก่อน — สะบักลงและเข้าหากันก่อนข้อศอกงอเสมอค่ะ
  4. ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้น — ข้อศอกควรอยู่ชิดลำตัวและชี้ลงพื้นตลอดการดึงค่ะ ต่างจาก Pull-Up ที่ข้อศอกออกด้านข้างมากกว่า
  5. ดึงจนหน้าอกเกือบแตะที่จับ — Neutral Grip ช่วยให้ดึงสูงกว่า Pull-Up มาตรฐานได้ค่ะ ให้ดึงให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักและรู้สึกตึงที่หลังกว้างและกลางหลังพร้อมกันค่ะ
  7. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 2–3 วินาทีค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดช่วยเหมือน Band Assisted Pull-Up ค่ะ
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด หรือทำแบบแขวนวงแหวนซึ่งยากกว่าที่จับแข็งมากเพราะต้องคุมเสถียรภาพตลอดเวลาค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไป — ใน Neutral Grip ข้อศอกควรชิดลำตัวมากกว่า Pull-Up ค่ะ ถ้าข้อศอกออกมากเกินไปแสดงว่ากำลังทำ Pull-Up ในท่า Neutral แทนที่จะเป็น Neutral Grip Pull-Up จริงๆ
  • ที่จับแกว่ง — ถ้าใช้วงแหวนให้แน่ใจว่าล็อควงแหวนให้แน่นก่อนดึงทุกครั้งค่ะ

💡 Tips

ถ้าข้อไหล่หรือข้อศอกเริ่มเจ็บจาก Pull-Up หรือ Chin-Up ลองเปลี่ยนมาทำ Neutral Grip ทั้งหมดก่อนสัก 4–6 สัปดาห์ค่ะ หลายคนพบว่าอาการดีขึ้นมากและยังรักษาความแข็งแรงไว้ได้เกือบทั้งหมด


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
สุขภาพข้อต่อ 3 6–10 90 วินาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 8–12 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 2–3 นาที

ท่าที่ 12: Wide Grip Pull-Up

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Wide Grip Pull-Up — แสดงการจับบาร์กว้างมากกว่าหัวไหล่ชัดเจน แล้วดึงตัวขึ้น]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก และหลังบน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Wide Grip Pull-Up คือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนบนและส่วนนอกได้มากที่สุดในบรรดาทุกท่าค่ะ เพราะการจับกว้างทำให้ระยะการเคลื่อนไหวที่หัวไหล่สั้นลง แต่บังคับให้หลังกว้างต้องทำงานในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งคือมุมที่กระตุ้นส่วนนอกของหลังกว้างได้ดีที่สุดค่ะ ถ้าเป้าหมายคือรูปร่างตัว V ที่ชัดเจน Wide Grip Pull-Up คือท่าที่ต้องมีใน Routine ค่ะ เพราะส่วนนอกของหลังกว้างที่พัฒนาขึ้นคือสิ่งที่ทำให้ไหล่ดูกว้างและเอวดูแคบลงโดยปริยาย


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่อย่างน้อย 15–20 เซนติเมตร — มือควรอยู่ที่ประมาณ 1.5–2 เท่าของความกว้างหัวไหล่ค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ ตอนนี้จะรู้สึกว่าหลังกว้างยืดออกมากกว่าการจับแบบปกติ
  3. ดึงสะบักลงและออกด้านข้าง — ใน Wide Grip สะบักจะดึงลงและออกด้านข้างพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ลงลงอย่างเดียวค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังดึงข้อศอกลงพื้นและออกด้านข้างพร้อมกัน
  4. ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกเกือบแตะบาร์ — ใน Wide Grip ให้พยายามดึงให้สูงขึ้นกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เป้าหมายคือหน้าอกถึงบาร์ ไม่ใช่แค่คางค่ะ
  5. หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนนี้จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนนอกและส่วนบนอย่างชัดเจนมากค่ะ
  6. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาทีค่ะ Wide Grip ทำให้ช่วงลงสำคัญมากเพราะหลังกว้างต้องควบคุมน้ำหนักตลอด

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ลดความกว้างลงมาเป็นกว้างกว่าหัวไหล่แค่เล็กน้อยก่อนค่ะ แล้วค่อยๆ เพิ่มความกว้างขึ้น
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงและพยายามดึงจนหน้าอกแตะบาร์ทุกครั้งค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • จับกว้างเกินไป — มีเส้นที่ต้องระวังค่ะ ถ้าจับกว้างเกินไปจนข้อมือต้องพับออกด้านนอก จะกดดันข้อมือและข้อไหล่มากเกินไป กว้างที่ 1.5–2 เท่าของหัวไหล่คือขีดจำกัดที่ปลอดภัยค่ะ
  • Range of Motion สั้นลง — หลายคนทำ Wide Grip แต่ไม่เหยียดแขนสุดตอนล่างเพราะรู้สึกว่ายากขึ้น นี่คือการโกงที่ทำให้ประโยชน์ลดลงมากค่ะ

💡 Tips

Wide Grip Pull-Up เหนื่อยมือเร็วกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เพราะมุมแรงบิดที่ข้อมือมากกว่า ถ้ามือเป็นจุดอ่อน ลองใช้ Chalk หรือสายรัดข้อมือช่วยก่อนได้เลยค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เพิ่มกล้ามเนื้อหลังกว้าง 4 6–8 2 นาที
เน้นรูปร่าง 4 8–10 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 4–6 3 นาที

ท่าที่ 13: Close Grip Pull-Up

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Close Grip Pull-Up — แสดงการจับบาร์แคบกว่าหัวไหล่ แล้วดึงตัวขึ้น]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อหน้าอกส่วนใน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Close Grip Pull-Up เป็นท่าที่คนมักมองข้ามค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันกระตุ้นหลังกว้างส่วนล่างและตรงกลางได้มากกว่า Wide Grip อย่างมีนัยสำคัญ เพราะการจับแคบทำให้ข้อศอกดึงเข้าหาลำตัวมากกว่า ซึ่งเป็นทิศทางที่หลังกว้างส่วนล่างถนัดที่สุด นอกจากนั้น Close Grip ยังเป็นท่าเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับ One Arm Pull-Up ในระดับสูงด้วยค่ะ เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกันมาก


วิธีทำ

  1. จับบาร์แคบกว่าหัวไหล่ — มือห่างกันประมาณ 15–20 เซนติเมตร หรือแคบกว่านั้นได้ถ้าสบายค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
  3. ดึงสะบักลงและเข้าหากัน — ใน Close Grip สะบักจะดึงลงและเข้าหากันมากกว่า Wide Grip ค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังดึงข้อศอกลงพื้นตรงๆ ไม่ออกด้านข้าง
  4. ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกแตะบาร์ — Close Grip ช่วยให้ดึงสูงได้มากค่ะ พยายามดึงจนหน้าอกแตะบาร์ทุกครั้ง
  5. หยุดค้าง 1 วินาที — จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนล่างและกลางหลังมากกว่าท่าอื่นค่ะ
  6. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาทีค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: เพิ่มความกว้างขึ้นเล็กน้อยจนรู้สึกสบายค่ะ
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วง หรือทำแบบมือชิดกันจนนิ้วแตะกันค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ข้อมือบิดออกด้านนอก — เมื่อจับแคบข้อมือมักบิดตามไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ ให้ดูแลให้ข้อมือตรงตลอดเวลา
  • ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไป — ใน Close Grip ข้อศอกต้องอยู่ใกล้ลำตัวตลอดค่ะ ถ้าข้อศอกออกด้านข้างมากจะกลายเป็น Wide Grip แทน

💡 Tips

ลองสลับระหว่าง Wide Grip และ Close Grip ในวันเดียวกันค่ะ ทำ Wide Grip 3 เซ็ตก่อน พักแล้วทำ Close Grip อีก 3 เซ็ต วิธีนี้กระตุ้นหลังกว้างได้ครบทุกส่วนในวันเดียวเลยค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เพิ่มกล้ามเนื้อหลังล่าง 4 6–8 2 นาที
เพิ่มจำนวนครั้ง 4 8–10 90 วินาที

ท่าที่ 14: Commando Pull-Up

ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Commando Pull-Up — แสดงการจับบาร์แบบมือหันหน้าเข้าหากัน แล้วดึงหัวสลับข้างบาร์]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และแกนกลางลำตัว

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Commando Pull-Up คือท่าที่ออกมาจากการฝึกของหน่วยรบพิเศษจริงๆ ค่ะ และมันทำงานต่างจากทุกท่าที่ผ่านมาในจุดสำคัญหนึ่ง นั่นคือการสลับข้างทำให้กล้ามเนื้อแต่ละข้างต้องรับน้ำหนักไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีมากสำหรับ Archer Pull-Up และ One Arm Pull-Up ในระดับสูงค่ะ นอกจากนั้น Commando Pull-Up ยังกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมากกว่า Pull-Up ปกติอย่างเห็นได้ชัด เพราะการสลับหัวซ้ายขวาบังคับให้แกนกลางลำตัวต้องปรับตัวตลอดเวลาค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์แบบ Neutral Grip — ยืนหันหน้าขนานกับบาร์ จับบาร์โดยมือหนึ่งอยู่หน้ามืออีกข้าง ฝ่ามือทั้งสองหันเข้าหากันค่ะ
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุด ลำตัวห้อยตรงค่ะ
  3. ดึงสะบักลง — เหมือนทุกท่าค่ะ
  4. ดึงตัวขึ้นโดยเอาหัวไปข้างใดข้างหนึ่งของบาร์ — ดึงตัวขึ้นและเอาหัวไปทางด้านซ้ายของบาร์ก่อนค่ะ คางข้ามบาร์ไปด้านซ้าย
  5. ลดตัวลงและสลับข้าง — ลดตัวลงช้าๆ แล้วดึงขึ้นใหม่โดยคราวนี้เอาหัวไปด้านขวาของบาร์แทนค่ะ
  6. สลับข้างทุกครั้ง — ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ต่อเนื่องกันค่ะ นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อดึงขึ้นครบทั้งสองข้างค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: หยุดพัก Dead Hang สั้นๆ ระหว่างซ้ายและขวาก็ได้ค่ะ ไม่ต้องสลับต่อเนื่องทันที
  • ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนบนสุดข้างละ 2 วินาทีก่อนสลับค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • หมุนลำตัวมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติเมื่อเอาหัวไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ไม่ควรหมุนมากค่ะ ให้แกนกลางลำตัวเกร็งคุมการหมุน
  • ลืมสลับข้าง — บางคนดึงไปข้างเดิมซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัวค่ะ ให้นับเสียงดังๆ ว่าซ้าย ขวา ซ้าย ขวา

💡 Tips

ท่านี้เหมือนดึงข้อ 2 ท่าพร้อมกันค่ะ แต่ใช้ความพยายามน้อยกว่าเพราะน้ำหนักกระจายออกทั้งสองมือ เหมาะมากสำหรับวันที่อยากทำ Volume มากๆ แต่ไม่อยากเหนื่อยมากเกินไปค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เพิ่มความหลากหลาย 3 5–8 คู่ 2 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 6–10 คู่ 90 วินาที

ท่าที่ 15: L-Sit Pull-Up

ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: L-Sit Pull-Up — แสดงการยกขาขึ้นขนานพื้นระหว่างดึงข้อ ร่างกายทำรูปตัว L]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน แกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหน้าขา

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

L-Sit Pull-Up คือท่าที่เพิ่มองค์ประกอบที่ท่าอื่นทำไม่ได้เข้ามาในดึงข้อค่ะ นั่นคือการบังคับให้แกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานหนักสุดขีดตลอดการดึงทุกครั้ง เพราะการยกขาขึ้นขนานพื้นต้องการแรงจากกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกงออยู่ตลอดเวลา งานวิจัยพบว่า L-Sit Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้สูงกว่า Pull-Up ปกติถึง 3 เท่าค่ะ ในขณะที่ยังกระตุ้นหลังกว้างและหน้าแขนในระดับใกล้เคียงกัน แปลว่าคุณได้ทั้ง Pull-Up และ Core Training ในท่าเดียวค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
  2. ยกขาขึ้นขนานพื้น — ก่อนดึงขึ้นให้ยกขาขึ้นมาให้ขนานกับพื้นก่อนค่ะ รักษาตำแหน่งนี้ตลอดการดึง หน้าท้องจะเกร็งมากทันที
  3. ดึงสะบักลง — ดึงสะบักลงและเข้าหากัน ขณะที่ขายังยกอยู่ค่ะ นี่คือส่วนที่ยากที่สุดเพราะต้องคุมสองอย่างพร้อมกัน
  4. ดึงตัวขึ้นในท่า L — ดึงตัวขึ้นในขณะที่รักษาขาให้ขนานพื้นตลอดเวลาค่ะ ร่างกายทำรูปตัว L ตลอดการเคลื่อนไหว
  5. ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ค่ะ ขาต้องขนานพื้นอยู่
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — จะรู้สึกตึงที่หลังกว้าง หน้าท้อง และขาพร้อมกันค่ะ
  7. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาที รักษาขาขนานพื้นตลอดทางลงด้วยค่ะ
  8. ลดขาลงสุดท้าย — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วค่อยลดขาลงค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: งอเข่าแทนเหยียดขาตรงค่ะ ยกขาขึ้นแบบเข่างอ 90 องศา จะเบาลงมากเพราะระยะ Moment Arm สั้นลง
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักที่ข้อเท้า หรือทำแบบยกขาขึ้นเหนือ 90 องศา จนเกือบแนบกระดูกอกค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ขาตกลงระหว่างดึง — เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ถ้าขาตกลงแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ ให้ฝึก L-Sit บนพื้นก่อนค่ะ จนค้างได้ 30 วินาทีแล้วค่อยมาทำ L-Sit Pull-Up
  • หลังล่างแอ่น — เมื่อขาขึ้นหลังล่างมักแอ่นตามค่ะ ให้เกร็งหน้าท้องดึงกระดูกหัวเหน่าขึ้นเล็กน้อยเพื่อแก้ปัญหานี้

💡 Tips

ฝึก L-Sit บนพื้นหรือบน Parallette แยกต่างหากก่อนนำมารวมกับ Pull-Up ค่ะ เมื่อ L-Sit บนพื้นค้างได้ 20–30 วินาทีแล้วค่อยลองทำ L-Sit Pull-Up จะสำเร็จได้เร็วกว่ามาก


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เริ่มต้น 3 3–5 (เข่างอ) 2 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 4–6 2–3 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 3–5 (หนัก) 3 นาที

ท่าที่ 16: Archer Pull-Up

ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Archer Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นไปทางข้างหนึ่ง แขนข้างตรงข้ามเหยียดตรง]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Unilateral

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Archer Pull-Up คือก้าวสำคัญที่สุดก่อน One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่เพิ่มความไม่สมมาตรของการโหลดได้มากที่สุดในบรรดาท่าระดับกลาง หลักการคือแทนที่จะโหลดกล้ามเนื้อสองข้างเท่ากัน Archer Pull-Up บังคับให้ข้างหนึ่งรับน้ำหนักมากกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน เตรียมความพร้อมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อสำหรับการรับน้ำหนักตัวทั้งหมดด้วยแขนข้างเดียวค่ะ งานวิจัยพบว่านักกีฬาที่ฝึก Archer Pull-Up เป็นหลักก่อน One Arm Pull-Up สามารถทำ One Arm Pull-Up ได้เร็วกว่ากลุ่มที่ข้ามมาทำ One Arm Negative โดยตรงถึง 60% ค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้างกว่า Wide Grip — มือห่างกันมากกว่าปกติค่ะ ประมาณ 2 เท่าของความกว้างหัวไหล่หรือมากกว่า ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดทั้งสองข้างค่ะ
  3. ดึงสะบักข้างที่จะดึงขึ้นก่อน — เลือกข้างที่จะดึงขึ้นไปก่อน เช่นข้างซ้ายค่ะ แล้วดึงสะบักซ้ายลงและเข้าหากระดูกสันหลัง
  4. ดึงตัวขึ้นไปทางซ้าย — ดึงตัวขึ้นไปทางมือซ้าย ในขณะที่แขนขวาค่อยๆ เหยียดออกตรงๆ ตอนที่ตัวเคลื่อนขึ้นค่ะ เหมือนคันธนูกำลังดึงสายธนู มือซ้ายเป็นมือดึงสาย มือขวาเป็นมือถือคันธนูที่เหยียดตรง
  5. ดึงจนคางเหนือมือซ้าย — คางต้องข้ามมือซ้ายค่ะ แขนขวาเหยียดตรงหรือเกือบตรง
  6. หยุดค้าง 1 วินาที — รู้สึกตึงที่หลังกว้างและหน้าแขนซ้ายอย่างชัดเจนค่ะ
  7. ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวกลับมาตรงกลาง นับ 3 วินาทีค่ะ
  8. สลับข้าง — ทำข้างขวาค่ะ นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้าง

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดช่วยข้างที่ดึงขึ้นค่ะ หรือลดความเอียงลงโดยดึงขึ้นแค่ครึ่งทางในช่วงแรก
  • ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนบนสุดข้างละ 3 วินาทีก่อนสลับค่ะ หรือทำแบบแขนข้างที่เหยียดออกรับผ้าหรือสายเพื่อเพิ่มแรงต้าน

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • แขนที่เหยียดออกงออยู่ — แขนที่เหยียดต้องตรงหรือเกือบตรงตลอดค่ะ ถ้างออยู่แสดงว่าความกว้างในการจับไม่มากพอ หรือยังไม่แข็งแรงพอสำหรับท่านี้
  • ลำตัวหมุนมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติค่ะ แต่ไม่ควรหมุนมากกว่า 15–20 องศา

💡 Tips

เริ่มทำ Archer Pull-Up โดยแขนที่เหยียดออกงอแค่เล็กน้อยก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยๆ เหยียดออกให้ตรงขึ้นทีละสัปดาห์ การบังคับให้เหยียดตรงทันทีอาจทำให้บาดเจ็บข้อศอกได้ค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เริ่มต้น 3 2–3 คู่ 3 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 3–5 คู่ 3 นาที

ท่าที่ 17: Typewriter Pull-Up

ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Typewriter Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นแล้วเลื่อนลำตัวไปซ้ายขวาตลอดบาร์ในตำแหน่งบนสุด]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทั้งหมด

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Typewriter Pull-Up คือท่าที่สวยงามที่สุดในระดับกลางค่ะ และได้ชื่อมาจากการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนหัวพิมพ์ดีดที่เลื่อนไปมาตลอดกระดาษ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษคือการที่กล้ามเนื้อต้องทำงานในการควบคุมการเคลื่อนไหวด้านข้างค่ะ ซึ่งเป็นมิติที่ Pull-Up ปกติไม่มี การเลื่อนลำตัวไปซ้ายขวาในตำแหน่งบนสุดบังคับให้กล้ามเนื้อหลังแต่ละข้างทำงานสลับกันในน้ำหนักที่ต่างกัน เตรียมพร้อมสำหรับ Archer Pull-Up และ One Arm Pull-Up ได้ดีมากค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้าง — จับบาร์ประมาณ Wide Grip หรือกว้างกว่าค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  2. ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกระดับบาร์ — ดึงขึ้นสูงกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เป้าหมายคือหน้าอกอยู่ระดับบาร์หรือสูงกว่าเล็กน้อย
  3. รักษาตำแหน่งระดับบนสุด — ค้างอยู่ที่ระดับนี้ตลอดการเลื่อนค่ะ ไม่ลงมาต่ำกว่านี้
  4. เลื่อนลำตัวไปทางซ้าย — เลื่อนลำตัวไปทางมือซ้ายโดยงอข้อศอกซ้ายมากขึ้นและเหยียดข้อศอกขวาออกค่ะ หน้าอกเคลื่อนไปอยู่ใกล้มือซ้าย
  5. เลื่อนลำตัวไปทางขวา — เลื่อนลำตัวกลับมาตรงกลางแล้วไปทางขวาค่ะ เหมือนหัวพิมพ์ดีดเลื่อนไปมา
  6. ทำซ้ำให้ครบ — เลื่อนซ้าย-ขวา-ซ้าย-ขวา ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อเลื่อนครบทั้งสองข้างค่ะ
  7. ลดตัวลงช้าๆ — เมื่อครบแล้วค่อยลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: เลื่อนแค่ครึ่งทางก่อนค่ะ ไม่ต้องเลื่อนจนข้อศอกฝั่งตรงข้ามเหยียดสุด
  • ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนเลื่อนสุดแต่ละข้าง 2–3 วินาทีก่อนกลับมาตรงกลางค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลดตัวลงระหว่างเลื่อน — ต้องรักษาความสูงให้คงที่ตลอดการเลื่อนค่ะ ถ้าตัวลงต่ำกว่าเส้นบาร์แสดงว่าไม่มีความแข็งแรงพอสำหรับท่านี้ ให้กลับไปฝึก Archer Pull-Up ก่อนค่ะ
  • เลื่อนเร็วเกินไป — ท่านี้ต้องช้าและควบคุมได้ค่ะ ยิ่งช้ายิ่งกล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น

💡 Tips

ถ้าทำ Typewriter แล้วตัวสั่นมากหรือเลื่อนไม่ได้เลย ให้กลับไปเสริม Archer Pull-Up ให้แข็งแรงขึ้นก่อนค่ะ ความแข็งแรงจาก Archer จะทำให้ Typewriter ทำได้ง่ายขึ้นมากเลย


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง (คู่) พัก
เริ่มต้น 3 2–3 3 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 3–5 3 นาที

ระดับสูง 8 ท่า

สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้ 10+ ครั้งแล้ว อยากก้าวไปอีกระดับที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึง ต้องพูดตรงๆ ก่อนเลยค่ะ 8 ท่าในระดับนี้ไม่ใช่ท่าที่ทำได้ด้วยความพยายามธรรมดาค่ะ บางท่าต้องใช้เวลาฝึกหลายเดือนถึงหลายปีกว่าจะทำได้ครั้งแรก และบางท่าแม้แต่นักกีฬาที่ฝึกมา 5 ปีก็ยังทำไม่ได้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันมีคุณค่าค่ะ เพราะทุกครั้งที่ฝึกเข้าใกล้ท่าเหล่านี้ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม กล้ามเนื้อและระบบประสาทกำลังพัฒนาในระดับที่ท่าธรรมดาทำให้ไม่ได้ค่ะ


ท่าที่ 18: Weighted Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + เข็มขัดถ่วงน้ำหนัก หรือกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก

[📷 ใส่รูป: Weighted Pull-Up — แสดงการดึงข้อโดยมีน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดหรือกระเป๋าเป้]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และแกนกลางลำตัว

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Weighted Pull-Up คือเส้นทางที่ตรงที่สุดในการพัฒนาความแข็งแรงของดึงข้อในระยะยาวค่ะ และเป็นท่าที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในระดับสูงทั้งหมด หลักการ Progressive Overload บอกว่ากล้ามเนื้อพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อต้องเผชิญกับแรงต้านที่มากกว่าที่เคยเผชิญมาก่อนค่ะ การทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองซ้ำๆ โดยไม่เพิ่มความท้าทายคือการบอกให้กล้ามเนื้อหยุดพัฒนา Weighted Pull-Up คือคำตอบของปัญหานี้ค่ะ

งานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research ติดตามนักกีฬา 2 กลุ่มเป็นเวลา 12 สัปดาห์ค่ะ กลุ่มแรกทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มที่สองทำ Weighted Pull-Up จำนวนครั้งน้อยกว่าแต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นทุกสัปดาห์ ผลคือกลุ่มที่สองมีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อหลังกว้างมากกว่า 40% และความแข็งแรงสูงสุดมากกว่า 55% ค่ะ มีอีกเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ คนส่วนใหญ่คิดว่าการทำ Pull-Up ได้ 20 ครั้งแสดงว่าแข็งแรงมาก แต่ถ้าทำ Weighted Pull-Up ได้ด้วยน้ำหนักถ่วง 30 กิโลในจำนวน 5 ครั้ง นั่นแสดงถึงความแข็งแรงสูงสุดที่มากกว่าอย่างเปรียบไม่ได้ค่ะ เพราะความแข็งแรงสูงสุดคือรากฐานที่ทำให้ทำได้มากครั้งขึ้นในที่สุด


วิธีทำ

  1. เลือกและจัดน้ำหนัก — ถ้ามีเข็มขัดถ่วงน้ำหนักให้ใส่จานน้ำหนักห้อยที่โซ่ค่ะ ถ้าไม่มีให้ใส่ดัมเบลหรือจานน้ำหนักในกระเป๋าเป้แล้วสะพายหลัง เริ่มต้นด้วยน้ำหนักที่ทำให้ทำได้แค่ 3–5 ครั้งเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่น้ำหนักที่คิดว่าน่าจะไหว แต่น้ำหนักที่ทำให้ครั้งสุดท้ายยากจริงๆ
  2. จับบาร์และจัดท่า — จับบาร์ในแบบที่ถนัดที่สุดค่ะ Pull-Up หรือ Chin-Up ก็ได้ ให้น้ำหนักห้อยนิ่งก่อนที่จะเริ่มดึงค่ะ อย่าให้น้ำหนักแกว่งระหว่างดึงเพราะจะรบกวนการทรงตัว
  3. เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุดทุกครั้งค่ะ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น Dead Hang จะรู้สึกหนักมากกว่าปกติทันที ให้รับรู้ความรู้สึกนั้นและเตรียมร่างกายก่อนดึงค่ะ
  4. หายใจและเกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นกว่าปกติ — น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต้องการแกนกลางลำตัวที่แน่นกว่าเดิมมากค่ะ หายใจเข้าเต็มปอด กลั้นไว้ เกร็งทุกอย่างก่อนดึงทุกครั้ง
  5. ดึงสะบักลงก่อนเสมอ — ยิ่งหนักยิ่งสำคัญที่ต้องดึงสะบักก่อนค่ะ เพราะถ้าไม่ดึงสะบักก่อนเมื่อน้ำหนักหนักขึ้น ไหล่จะรับแรงแทนและเสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น
  6. ดึงตัวขึ้นแบบระเบิด — Weighted Pull-Up ใช้รูปแบบ Force Production ที่ต่างจาก Pull-Up ปกติค่ะ ให้ดึงขึ้นแบบระเบิดพลังออกมาตอนดึงขึ้น ไม่ใช่ค่อยๆ ดึง เพราะน้ำหนักที่หนักขึ้นต้องการแรงเริ่มต้นที่มากกว่า
  7. ลดตัวลงช้ากว่าปกติ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 4–5 วินาทีค่ะ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่ม Eccentric Phase มีค่ามากกว่าปกติมาก เพราะแรงที่กล้ามเนื้อต้องต้านขณะลงหนักกว่า
  8. พักให้ยาวพอ — Weighted Pull-Up ต้องการการฟื้นตัวของระบบประสาทมากกว่า Pull-Up ธรรมดาค่ะ พักอย่างน้อย 3 นาทีระหว่างเซ็ต ไม่ใช่ 90 วินาที

โปรแกรมเพิ่มน้ำหนักที่ได้ผล

นี่คือส่วนที่หลายคนทำผิดพลาดค่ะ การเพิ่มน้ำหนักแบบไม่มีระบบทำให้พัฒนาช้า วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ Double Progression ค่ะ คือกำหนดช่วงจำนวนครั้ง เช่น 3–5 ครั้ง และน้ำหนักคงที่ ทำจนทำได้ 5 ครั้งทุกเซ็ตแบบสบายแล้ว จึงเพิ่มน้ำหนักขึ้น 2.5–5 กิโล แล้วกลับไปทำ 3 ครั้งใหม่ วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ


ปรับระดับความยาก

  • เบากว่า: เริ่มที่น้ำหนัก 5 กิโลก่อนค่ะ แม้จะดูน้อยแต่หลายคนพบว่า 5 กิโลเพิ่มความยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • หนักกว่า: ท้าทายตัวเองด้วยน้ำหนัก 50% ของน้ำหนักตัวค่ะ ถ้าหนัก 70 กิโลก็คือถ่วงน้ำหนัก 35 กิโล ถ้าทำได้ 5 ครั้งนั่นคือระดับนักกีฬาจริงๆ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เพิ่มน้ำหนักเร็วเกินไป — ความโลภในการเพิ่มน้ำหนักคือสาเหตุหลักของการบาดเจ็บในท่านี้ค่ะ ถ้าท่าเสียแม้แต่นิดเดียวให้ลดน้ำหนักลงทันที
  • ข้ามการ Warm Up — Weighted Pull-Up ต้องการการ Warm Up ที่ยาวกว่าปกติมากค่ะ ให้ทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองอย่างน้อย 2–3 เซ็ตก่อนเสมอ
  • ทำบ่อยเกินไป — Weighted Pull-Up ใช้ทรัพยากรการฟื้นตัวมากกว่า Pull-Up ปกติ 2–3 เท่าค่ะ ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้งพอ ไม่ใช่ทุกวัน

💡 Tips

มีเทคนิคที่เรียกว่า Heavy-Light-Medium หรือ HLM ค่ะ คือสัปดาห์ที่ 1 ทำหนักสุดที่ทำได้ 3–5 ครั้ง สัปดาห์ที่ 2 ลดน้ำหนักลง 20% ทำ 6–8 ครั้ง สัปดาห์ที่ 3 ลดน้ำหนักลง 10% ทำ 5–6 ครั้ง แล้วกลับมาหนักสุดในสัปดาห์ที่ 4 แต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1 ประมาณ 2.5–5 กิโล วนซ้ำแบบนี้ทำให้ระบบประสาทฟื้นตัวได้พอและน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง น้ำหนักเพิ่ม พัก
เพิ่งเริ่มถ่วงน้ำหนัก 4 4–6 5–10 กิโล 3 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 6–8 10–20 กิโล 3 นาที
เพิ่มความแข็งแรงสูงสุด 5 2–4 20–40 กิโล 4–5 นาที

ท่าที่ 19: Behind The Neck Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Behind The Neck Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นจนบาร์อยู่หลังคอ ไม่ใช่หน้าหน้าผาก]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนบน กล้ามเนื้อรอบสะบักส่วนหลัง และกล้ามเนื้อหลังบน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Behind The Neck Pull-Up เป็นท่าที่มีความขัดแย้งกันในวงการฟิตเนสค่ะ บางคนบอกว่าอันตราย บางคนบอกว่าเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับหลังกว้างส่วนบน ความจริงอยู่ตรงกลางค่ะ ท่านี้อันตรายถ้าทำผิดวิธีหรือร่างกายยังไม่พร้อมค่ะ แต่ถ้า Shoulder Mobility ดีพอและทำถูกท่า มันกระตุ้นหลังกว้างส่วนบนและกล้ามเนื้อรอบสะบักส่วนหลังได้ในมุมที่ Pull-Up ปกติทำไม่ได้ เพราะการที่บาร์อยู่หลังคอทำให้ข้อไหล่ต้องอยู่ใน External Rotation เต็มที่และข้อศอกออกด้านข้างมากกว่าปกติค่ะ ก่อนทำท่านี้ให้ทดสอบ Shoulder Mobility ตัวเองก่อนค่ะ ลองยกแขนขึ้นเหนือหัวและงอข้อศอกลงด้านหลังโดยไม่เจ็บ ถ้าทำไม่ได้ยังไม่ควรทำท่านี้ค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้างมาก — จับบาร์กว้างกว่า Wide Grip ปกติค่ะ ประมาณ 2–2.5 เท่าของความกว้างหัวไหล่ การจับกว้างจะช่วยให้คอมีพื้นที่ผ่านบาร์ได้ค่ะ
  2. ก้มหัวไปข้างหน้าเล็กน้อย — ก้มคอลงเล็กน้อยโดยให้คางแตะหน้าอกเล็กน้อยค่ะ นี่คือการจัดตำแหน่งที่ทำให้บาร์ผ่านหลังคอได้โดยไม่กดกระดูกสันหลังส่วนคอโดยตรง
  3. ดึงสะบักลงและออกด้านข้าง — เหมือน Wide Grip แต่เน้นให้ข้อศอกออกด้านข้างมากยิ่งกว่าค่ะ
  4. ดึงตัวขึ้นจนบาร์อยู่หลังคอ — ดึงขึ้นจนบาร์ผ่านไปอยู่หลังคอค่ะ บาร์ควรแตะส่วนบนของกระดูกสันหลังส่วนคอ ไม่ใช่กลางคอ
  5. หยุดค้าง 1 วินาที — รู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนบนและรอบสะบักอย่างชัดเจนค่ะ
  6. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ ระวังไม่ให้บาร์กระแทกคอตอนลงด้วย

คำเตือนสำคัญ

ท่านี้มีความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและข้อไหล่ถ้าทำไม่ถูกวิธีค่ะ ห้ามทำถ้ามีประวัติบาดเจ็บคอหรือข้อไหล่ และควรให้ผู้เชี่ยวชาญดูท่าในครั้งแรกๆ ด้วยค่ะ


ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ทำแบบลดตัวลงหลังคอเท่านั้นก่อนค่ะ คือดึงขึ้นแบบปกติแต่ลดตัวลงโดยให้บาร์ไปอยู่หลังคอ เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับมุมนี้ก่อน
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ก้มคอก่อน — นี่คืออันตรายที่สุดค่ะ ถ้าไม่ก้มคอบาร์จะกดกระดูกสันหลังส่วนคอโดยตรงซึ่งอาจบาดเจ็บได้
  • จับแคบเกินไป — การจับแคบทำให้คอไม่มีพื้นที่ผ่านบาร์ค่ะ ต้องจับกว้างเสมอ
  • ฝืนทำทั้งที่ไหล่ตึง — ถ้า Shoulder Mobility ไม่พอและฝืนทำ เส้นเอ็นไหล่จะรับแรงผิดทิศทางและบาดเจ็บได้ค่ะ

💡 Tips

ทดสอบ Shoulder Mobility ก่อนทุกครั้งค่ะ ลองทำ Wall Angel หรือยืนพิงกำแพงแล้วเลื่อนแขนขึ้นลงตามกำแพง ถ้าแขนแตะกำแพงได้ตลอดโดยไม่เจ็บ Shoulder Mobility พร้อมสำหรับท่านี้ค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เรียนรู้ท่า 3 3–5 3 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 5–8 2–3 นาที

ท่าที่ 20: Clapping Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงมาก

[📷 ใส่รูป: Clapping Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นอย่างระเบิดพลังจนมือลอยออกจากบาร์แล้วปรบมือ]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และระบบประสาทพลังงานสูง

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Clapping Pull-Up คือท่าที่เปลี่ยนดึงข้อจาก Strength Training ไปสู่ Power Training ค่ะ และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก Strength คือความสามารถในการออกแรงมากค่ะ Power คือความสามารถในการออกแรงมากใน เวลาน้อยที่สุด ซึ่งคือสิ่งที่นักกีฬาทุกประเภทต้องการในการเคลื่อนไหวจริงๆ

งานวิจัยจาก European Journal of Applied Physiology พบว่าการฝึก Explosive Pull-Up เพิ่ม Rate of Force Development หรือความเร็วในการสร้างแรงของกล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนได้มากกว่าการฝึก Heavy Weighted Pull-Up ถึง 30% ค่ะ แปลว่าถ้าต้องการกล้ามเนื้อที่ไม่แค่แข็งแรงแต่ยังระเบิดพลังได้เร็วด้วย Clapping Pull-Up คือคำตอบค่ะ


วิธีทำ

  1. ทดสอบบาร์ก่อนเสมอ — Clapping Pull-Up สร้างแรงกระแทกที่บาร์มากกว่า Pull-Up ปกติหลายเท่าค่ะ ต้องแน่ใจว่าบาร์ยึดแน่นหนาอย่างสมบูรณ์ก่อนทำทุกครั้ง ถ้าบาร์ขยับได้แม้แต่นิดเดียวห้ามทำท่านี้เด็ดขาดค่ะ
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
  3. ดึงสะบักลงอย่างรวดเร็ว — ต่างจากท่าอื่นตรงที่ทุกอย่างต้องเร็วและระเบิดพลังออกมาค่ะ ดึงสะบักลงและงอข้อศอกขึ้นพร้อมกันแทบจะในขณะเดียวกัน
  4. ระเบิดพลังขึ้นอย่างเต็มที่ — ดึงตัวขึ้นด้วยพลังสูงสุดที่มีค่ะ เป้าหมายคือดึงขึ้นเร็วและแรงพอที่มือจะลอยออกจากบาร์โดยอัตโนมัติตอนสุดยอดของการดึง
  5. ปล่อยมือและปรบมือ — เมื่อมือลอยออกจากบาร์ให้ปรบมือ 1 ครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ เวลาที่มือลอยอยู่ในอากาศอาจแค่เศษวินาทีเดียวในช่วงแรก
  6. จับบาร์กลับ — จับบาร์กลับอย่างรวดเร็วก่อนที่ตัวจะตกลงมาค่ะ นี่คือส่วนที่ต้องการการฝึกฝนและความกล้าพอสมควร
  7. ลดตัวลงช้าๆ — เมื่อจับบาร์กลับได้แล้วให้ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ อย่าปล่อยตัวตกเพราะแรงกระแทกที่มือและข้อไหล่จะสูงมาก

การเตรียมพร้อมก่อนทำท่านี้

ท่านี้ต้องการการฝึกเตรียมพร้อมเฉพาะทางค่ะ ก่อนทำ Clapping Pull-Up ได้ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ก่อน หนึ่งคือต้องทำ Pull-Up ได้อย่างน้อย 15 ครั้งแบบ Strict ค่ะ สองคือต้องทำ Explosive Pull-Up ได้ก่อน คือดึงขึ้นเร็วมากจน Momentum พาตัวขึ้นสูงกว่าบาร์แต่ยังไม่ปล่อยมือ สามคือต้องทำ Chest-to-Bar Pull-Up ได้สบายแล้วค่ะ เพราะถ้าดึงขึ้นได้แค่คางพ้นบาร์แรงจะไม่พอสำหรับการปล่อยมือ


ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ทำแบบ Explosive Pull-Up ก่อนค่ะ คือดึงขึ้นเร็วมากแต่ไม่ปล่อยมือ แค่ให้รู้สึกว่า Momentum พาขึ้นเองตอนสุดยอด
  • ยากกว่า: ปรบมือสองครั้งก่อนจับบาร์กลับค่ะ หรือทำแบบ Double Clapping Pull-Up

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ทำทั้งที่ยังไม่พร้อม — นี่คืออันตรายที่สุดค่ะ ถ้าแรงไม่พอและมือลอยออกจากบาร์โดยที่ตัวไม่สูงพอ จะตกลงมาและบาดเจ็บ ต้องแน่ใจว่าทำ Explosive Pull-Up สูงกว่าบาร์ได้ก่อนค่ะ
  • ลดตัวลงเร็วเกินไปหลังจับบาร์กลับ — ข้อไหล่ต้องรับแรงกระแทกเมื่อจับบาร์กลับค่ะ การลดตัวลงช้าๆ ช่วยกระจายแรงกระแทกนั้น

💡 Tips

ฝึก Plyometric Push-Up ควบคู่กันไปด้วยค่ะ เพราะ Clapping Push-Up ฝึกระบบ Power ของ Push Pattern ในขณะที่ Clapping Pull-Up ฝึก Pull Pattern ทั้งสองท่าร่วมกันพัฒนา Power ของส่วนบนลำตัวได้ครบทุกมิติค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เรียนรู้ท่า 4 2–3 3 นาที
เพิ่ม Power 5 3–5 3–4 นาที

ท่าที่ 21: Chest-to-Bar Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Chest-to-Bar Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นสูงกว่า Pull-Up ปกติจนหน้าอกแตะบาร์]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างทุกส่วน กล้ามเนื้อรอบสะบักทั้งหมด หน้าแขน และหลังบน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Chest-to-Bar Pull-Up คือ Pull-Up ที่สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ เพราะ Range of Motion ที่ยาวกว่าทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดที่เกี่ยวข้องต้องทำงานครบทุกส่วนมากกว่า Pull-Up มาตรฐานที่คางแค่พ้นบาร์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกสิ่งนี้ว่า Full Contraction ค่ะ คือสภาวะที่กล้ามเนื้อหดตัวเต็มที่สุด ซึ่งสร้างการกระตุ้นและการพัฒนากล้ามเนื้อที่ดีกว่า Partial Range of Motion มากค่ะ

งานวิจัยจาก Journal of Sports Science พบว่า Chest-to-Bar Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่างได้มากกว่า Pull-Up มาตรฐานถึง 45% และกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบสะบักมากกว่า 38% ค่ะ แปลว่าถ้าอยากได้หลังที่หนาและกว้างอย่างแท้จริง Chest-to-Bar คือท่าที่ต้องฝึกค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์ในแบบที่ถนัด — Chest-to-Bar ทำได้ทั้ง Pull-Up Grip และ Chin-Up Grip ค่ะ แต่ Pull-Up Grip กว้างให้ Full Contraction ของหลังกว้างมากกว่า
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
  3. ดึงสะบักลงและเข้าหากันมากกว่าปกติ — ใน Chest-to-Bar การดึงสะบักลงต้องเป็นช่วงเริ่มต้นที่ยาวกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เพราะต้องเตรียมกล้ามเนื้อสำหรับ Range of Motion ที่ยาวกว่า
  4. เอนลำตัวไปข้างหลังเล็กน้อย — เอนลำตัวไปข้างหลังประมาณ 15–20 องศาขณะดึงขึ้นค่ะ นี่ไม่ใช่การโกง แต่คือการจัดแนวที่ช่วยให้หน้าอกสามารถแตะบาร์ได้จริงๆ เพราะถ้าลำตัวตั้งตรงสนิทหน้าอกจะชนบาร์ไม่ได้
  5. ดึงข้อศอกลงพื้นและเข้าหาสีข้าง — นึกว่ากำลังดึงข้อศอกลงพื้นตรงๆ ไม่ใช่ดึงออกด้านข้างค่ะ วิธีนี้บังคับให้หลังกว้างส่วนล่างและกลางหลังทำงานมากขึ้น
  6. ดึงจนหน้าอกแตะบาร์ — หน้าอกต้องแตะบาร์จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ใกล้ ตอนนี้ข้อศอกจะอยู่ต่ำกว่าบาร์และชี้ลงพื้น
  7. หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนนี้จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างและกลางหลังอย่างรุนแรงมากค่ะ บีบสะบักเข้าหากันให้สุด
  8. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ Range of Motion ที่ยาวกว่าแปลว่าช่วงลงมีคุณค่ามากกว่าด้วย

สิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อทำท่านี้ได้

คนที่ทำ Chest-to-Bar ไม่ได้ส่วนใหญ่ขาดสองอย่างค่ะ หนึ่งคือ Scapular Depression Strength หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ดึงสะบักลงในช่วงบนสุดของการดึง ให้เสริมด้วย Scapular Pull-Up และ Dead Hang นานๆ ค่ะ สองคือ Shoulder Extension Strength หรือความแข็งแรงของไหล่ในการดึงข้อศอกผ่านบาร์ ให้เสริมด้วย Straight Arm Pulldown บน Cable ค่ะ


ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: เป้าหมายที่กระดูกไหปลาร้าแตะบาร์ก่อนค่ะ ไม่ต้องหน้าอกแตะ แล้วค่อยๆ ดึงให้สูงขึ้นทีละนิด
  • ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงค่ะ Weighted Chest-to-Bar Pull-Up คือท่าที่นักกีฬา Gymnastics ระดับสูงใช้

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ Kipping ช่วย — หลายคนทำ Chest-to-Bar โดยใช้การแกว่งตัวช่วยค่ะ ซึ่งให้ผลต่างกันมาก Strict Chest-to-Bar ต้องการกล้ามเนื้อทำงานทั้งหมดตลอด Range of Motion
  • คอยื่นไปข้างหน้าแทนที่หน้าอกจะแตะบาร์ — บางคนยื่นคอไปข้างหน้าเพื่อให้รู้สึกว่าแตะบาร์แล้วค่ะ แต่นั่นไม่นับ หน้าอกส่วนล่างต้องสัมผัสบาร์

💡 Tips

ลองทำ Chest-to-Bar Negative ก่อนค่ะ คือขึ้นไปในตำแหน่งที่หน้าอกแตะบาร์โดยใช้ม้านั่งช่วย แล้วลดตัวลงช้าๆ 5 วินาที ทำแบบนี้จนกล้ามเนื้อในช่วง Full Contraction แข็งแรงพอแล้วค่อยดึงขึ้นเองค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
เรียนรู้ท่า 4 3–5 3 นาที
เพิ่มกล้ามเนื้อ 4 5–8 2–3 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 5 3–5 3–4 นาที

ท่าที่ 22: Around The World Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

[📷 ใส่รูป: Around The World Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นและเคลื่อนหัวหมุนรอบบาร์เป็นวงกลม]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างทุกส่วน กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทุกมัด

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Around The World Pull-Up คือท่าที่หลายคนเห็นในวิดีโอนักกายกรรมแล้วคิดว่าเป็นแค่ลูกเล่นค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างในหลายมุมต่างๆ ในท่าเดียว เพราะการที่ลำตัวเคลื่อนวนรอบบาร์บังคับให้กล้ามเนื้อทำงานในมุมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ท่านี้ทำได้พิเศษมากคือมันฝึก Shoulder Girdle Stability หรือความมั่นคงของโครงสร้างรอบไหล่ในการเคลื่อนไหวสามมิติค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่าดึงข้อตรงๆ ทุกท่าทำไม่ได้ค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์กว้างปานกลาง — จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  2. เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
  3. ดึงตัวขึ้นไปทางซ้ายก่อน — ดึงตัวขึ้นและเคลื่อนหัวไปทางซ้ายของบาร์ก่อนค่ะ เหมือนเริ่ม Archer Pull-Up ไปทางซ้าย
  4. เลื่อนลำตัวผ่านบาร์ไปทางขวา — ในขณะที่ยังอยู่สูง ให้เลื่อนลำตัวผ่านบาร์จากซ้ายไปขวาอย่างต่อเนื่องค่ะ เหมือน Typewriter Pull-Up แต่ต่อเนื่องมากกว่า
  5. ลดตัวลงทางขวา — หลังจากผ่านบาร์ไปทางขวาแล้วให้ลดตัวลงทางขวาค่ะ ลำตัวจะวนเป็นครึ่งวงกลมรอบบาร์
  6. ดึงขึ้นทางขวา — ดึงตัวขึ้นทางขวาอีกครั้งค่ะ เลื่อนผ่านบาร์กลับไปทางซ้าย แล้วลดลงทางซ้าย นั่นคือครบ 1 รอบสมบูรณ์ค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ทำแค่ครึ่งวงก่อนค่ะ คือดึงขึ้นซ้าย เลื่อนไปขวา ลงขวา แล้วหยุด พักแล้วกลับทิศทางค่ะ
  • ยากกว่า: ทำหลายรอบต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลดความสูงระหว่างเลื่อน — ต้องรักษาความสูงให้คงที่ตลอดการเลื่อนค่ะ ถ้าตัวตกต่ำลงระหว่างเลื่อนแสดงว่ายังไม่แข็งแรงพอ
  • เลื่อนเร็วเกินควบคุม — ท่านี้ต้องช้าและควบคุมได้ทุกจังหวะค่ะ ความเร็วที่มากเกินไปทำให้โมเมนตัมช่วยแทนกล้ามเนื้อ

💡 Tips

ฝึก Typewriter Pull-Up ให้ช้าและควบคุมได้ก่อนค่ะ เมื่อ Typewriter ทำได้ 5 ครั้งต่อเซ็ตแบบสบายแล้ว Around The World จะทำได้ไม่ยากนักค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต รอบ พัก
เรียนรู้ท่า 3 1–2 3 นาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 3–5 3 นาที

ท่าที่ 23: Uneven Pull-Up

ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + ผ้าขนหนูหรือสายเชือก

[📷 ใส่รูป: Uneven Pull-Up — แสดงการจับบาร์ด้วยมือหนึ่งและจับผ้าหรือเชือกที่ห้อยจากบาร์ด้วยมืออีกข้าง]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Heavily Asymmetric

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

Uneven Pull-Up คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อน One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่นักกีฬา Calisthenics ระดับโลกหลายคนบอกว่าช่วยพัฒนาได้มากที่สุดในบรรดาท่าเตรียมพร้อมทั้งหมด หลักการคือการที่มือหนึ่งจับบาร์และมืออีกข้างจับผ้าหรือเชือกที่ต่ำกว่าทำให้แขนสองข้างอยู่ในความยาวที่ต่างกัน แปลว่าแขนข้างที่จับบาร์ต้องรับน้ำหนักมากกว่าแขนข้างที่จับผ้าอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ยิ่งผ้าหรือเชือกยาว แขนข้างที่จับผ้าก็ยิ่งช่วยได้น้อยลง และแขนข้างที่จับบาร์ก็รับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสามารถพัฒนาไปสู่ One Arm Pull-Up ได้ค่ะ


วิธีทำ

  1. ผูกผ้าหรือเชือกบนบาร์ — ผูกผ้าขนหนูหรือสายเชือกบนบาร์ให้ห้อยลงมาในระยะที่มือจับได้ค่ะ เริ่มจากความยาวที่ทำให้แขนสองข้างงอเกือบเท่ากันก่อน แล้วค่อยๆ ยืดผ้าออกทีละนิดเพื่อเพิ่มความยาก
  2. จับบาร์ด้วยมือหลัก — มือที่ต้องการพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นจับบาร์โดยตรงค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
  3. จับผ้าด้วยมืออีกข้าง — มืออีกข้างจับผ้าที่ห้อยลงมาค่ะ ให้กำผ้าให้แน่นเพื่อความปลอดภัย
  4. เริ่มจาก Dead Hang — ห้อยตัวลงให้แขนทั้งสองเหยียดสุดค่ะ จะรู้สึกทันทีว่าน้ำหนักไม่เท่ากันทั้งสองข้าง
  5. ดึงสะบักทั้งสองข้างลง — ดึงสะบักทั้งสองข้างลงพร้อมกันค่ะ แม้น้ำหนักจะไม่เท่ากันแต่สะบักต้องทำงานทั้งสองข้าง
  6. ดึงตัวขึ้นโดยเน้นมือที่จับบาร์ — ดึงตัวขึ้นโดยให้มือที่จับบาร์ทำงานหนักกว่าค่ะ มือที่จับผ้าช่วยได้แต่ไม่ใช่ตัวหลัก
  7. ดึงจนคางเหนือมือที่จับบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ข้างที่จับบาร์โดยตรงค่ะ
  8. หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักข้างที่จับบาร์ให้แน่นค่ะ
  9. ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ ช่วงลงสำคัญมากเพราะบังคับให้กล้ามเนื้อข้างที่จับบาร์ต้องต้านน้ำหนักคนเดียวมากขึ้น
  10. สลับข้างทุกเซ็ต — ทำข้างหนึ่งครบแล้วพักแล้วสลับข้างค่ะ

โปรแกรมลดความช่วยเหลือจากผ้า

นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ Uneven Pull-Up พัฒนาไปสู่ One Arm Pull-Up ค่ะ เริ่มจากผ้าสั้นจนแขนสองข้างงอเกือบเท่ากัน ทำจนทำได้ 5 ครั้ง 3 เซ็ตแบบสบายแล้วจึงยืดผ้าออก 5–10 เซนติเมตร ยืดออกเรื่อยๆ ทีละน้อยจนในที่สุดแขนที่จับผ้าเหยียดตรงเกือบสมบูรณ์ค่ะ เมื่อถึงจุดนั้นแสดงว่าพร้อมสำหรับ One Arm Negative Pull-Up แล้วค่ะ


ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ใช้ผ้าสั้นให้แขนสองข้างอยู่ในระดับใกล้เคียงกันค่ะ
  • ยากกว่า: ยืดผ้าออกจนแขนข้างที่จับผ้าเหยียดออกเกือบตรงค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ผ้าหลุดมือ — กำผ้าให้แน่นด้วยนิ้วทุกนิ้วค่ะ ใช้ Chalk ถ้าจำเป็น ผ้าที่หลุดกะทันหันอาจทำให้ตกและบาดเจ็บได้
  • พึ่งพาผ้ามากเกินไป — ถ้าแขนข้างผ้าออกแรงเต็มที่เหมือนกัน ท่านี้จะกลายเป็น Pull-Up ธรรมดาที่มืออยู่ต่างระดับค่ะ ต้องบังคับให้มือที่จับบาร์ทำงานหนักกว่าเสมอ

💡 Tips

ถ่ายวิดีโอตัวเองจากด้านข้างขณะทำค่ะ คุณจะเห็นว่าร่างกายเอียงไปทางมือที่จับบาร์มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเอียงมากแสดงว่าแขนข้างนั้นทำงานหนักมากขึ้นตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง (ต่อข้าง) พัก
เริ่มต้น 3 3–5 3 นาที
พัฒนาสู่ One Arm 4 4–6 3–4 นาที

ท่าที่ 24: One Arm Negative

ระดับ: สูงมาก | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงอย่างสมบูรณ์

[📷 ใส่รูป: One Arm Negative — แสดงการลดตัวลงช้าๆ ด้วยแขนข้างเดียว แขนอีกข้างวางบนแขนที่ดึง]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Unilateral เต็มรูปแบบ

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

One Arm Negative คือประตูสู่ One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่ใช้หลักการเดียวกับ Negative Pull-Up ในระดับเริ่มต้น นั่นคือกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงในการต้านแรง Eccentric มากกว่าการออกแรง Concentric ถึง 20–40% ค่ะ แปลว่าคนที่ยังดึงตัวขึ้นด้วยแขนข้างเดียวไม่ได้เลย ยังอาจสามารถต้านน้ำหนักขณะลดตัวลงด้วยแขนข้างเดียวได้อยู่ค่ะ และการฝึกซ้ำๆ แบบนี้จะสร้างความแข็งแรงที่จำเป็นสำหรับ One Arm Pull-Up ในที่สุดค่ะ งานวิจัยพบว่านักกีฬาที่ใช้ One Arm Negative เป็นท่าหลักในการเตรียมพร้อมสามารถทำ One Arm Pull-Up ครั้งแรกได้เร็วกว่ากลุ่มที่ใช้วิธีอื่นโดยเฉลี่ยถึง 3 เดือนค่ะ


ข้อกำหนดก่อนทำท่านี้

ก่อนทำ One Arm Negative ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ก่อนค่ะ ต้องทำ Pull-Up ได้อย่างน้อย 15–20 ครั้ง Weighted Pull-Up ได้ด้วยน้ำหนัก 20 กิโลขึ้นไป Archer Pull-Up ได้ 5 คู่สบาย และ Uneven Pull-Up ด้วยแขนที่จับผ้าเหยียดเกือบตรงได้แล้วค่ะ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ยังไม่ถึงเวลาของท่านี้ค่ะ


วิธีทำ

  1. ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุดด้วยสองมือ — ดึงตัวขึ้นด้วยสองมือจนคางเหนือบาร์ค่ะ ใช้สองมือในขาขึ้นเสมอ นั่นไม่ใช่ส่วนที่ฝึกในท่านี้
  2. จัดมือที่จะใช้ลงตัวข้างเดียว — เลือกข้างที่จะฝึกค่ะ วางมือข้างนั้นบนบาร์แน่นๆ
  3. วางมืออีกข้างบนข้อมือหรือแขนท่อนล่าง — มืออีกข้างวางบนแขนท่อนล่างหรือข้อมือของมือที่จับบาร์ค่ะ ไม่ได้จับบาร์แต่ช่วยรักษาสมดุลเล็กน้อย นี่คือความแตกต่างจาก True One Arm Pull-Up ค่ะ
  4. ดึงสะบักข้างที่จับบาร์ลงให้แน่น — สะบักข้างนั้นต้องลงและเข้าหากระดูกสันหลังตลอดเวลาค่ะ ถ้าสะบักหลุดขึ้นไหล่จะรับแรงแทนและบาดเจ็บได้
  5. ลดตัวลงช้าๆ ด้วยแขนข้างเดียว — ค่อยๆ ยืดแขนที่จับบาร์ออกช้าๆ ลดตัวลงโดยใช้แขนข้างเดียวต้านน้ำหนักทั้งหมดค่ะ เป้าหมายคือใช้เวลาอย่างน้อย 5 วินาทีในการลดจากบนสุดจนแขนเหยียดสุด
  6. ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง — รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนข้างนั้นกำลังต้านแรงที่พยายามดึงตัวลงมาอยู่ตลอดเวลาค่ะ
  7. จบที่ Dead Hang สองมือ — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วให้จับบาร์กลับด้วยสองมือก่อนที่จะทำซ้ำค่ะ

ปรับระดับความยาก

  • ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดพันบาร์ช่วยรับน้ำหนักบางส่วนในช่วงแรกค่ะ
  • ยากกว่า: เพิ่มเวลาในการลดตัวลงเป็น 10 วินาทีค่ะ หรือวางมืออีกข้างที่ต้นขาแทนที่จะวางบนแขนที่จับบาร์

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัวตกลงเร็วเกินไป — ถ้าลดตัวลงน้อยกว่า 3 วินาทีแสดงว่าแรงยังไม่พอสำหรับท่านี้ค่ะ ให้กลับไปเสริม Uneven Pull-Up ก่อน
  • ไหล่ยกขึ้นสูง — สะบักต้องลงตลอดเวลาค่ะ ถ้าไหล่ยกขึ้นแสดงว่า Rotator Cuff รับแรงแทนกล้ามเนื้อหลักและเสี่ยงบาดเจ็บมาก
  • ลำตัวหมุนมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติค่ะ แต่ถ้าหมุนมากเกิน 30 องศาแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ

💡 Tips

ทำ One Arm Negative วันละ 2–3 เซ็ตต่อข้างค่ะ ไม่ต้องมากกว่านั้น เพราะท่านี้ใช้ทรัพยากรการฟื้นตัวมากมาย การฝึกมากเกินไปจะทำให้ฟื้นตัวไม่ทันและพัฒนาช้ากว่าการฝึกน้อยแต่สม่ำเสมอค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง (ต่อข้าง) เวลาต่อครั้ง พัก
เริ่มต้น 3 2–3 5 วินาที 4 นาที
พัฒนาสู่ One Arm 4 3–4 8–10 วินาที 4–5 นาที

ท่าที่ 25: One Arm Pull-Up

ระดับ: สูงสุด | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงอย่างสมบูรณ์แบบ

[📷 ใส่รูป: One Arm Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นด้วยแขนข้างเดียวอย่างสมบูรณ์ แขนอีกข้างอยู่ด้านหลังลำตัว]

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก แกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทุกมัดในร่างกายส่วนบน

ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ

One Arm Pull-Up คือยอดสุดของดึงข้อค่ะ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความแข็งแรงส่วนบนลำตัวที่ยากที่สุดในโลก ตัวเลขที่น่าสนใจมากค่ะ งานวิจัยประมาณการว่ามีประชากรโลกไม่ถึง 1% ที่สามารถทำ One Arm Pull-Up ได้แม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต และในนักกีฬาที่ฝึกดึงข้อเป็นประจำ มีไม่ถึง 5% ที่ทำได้ค่ะ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้ยากกว่าทุกท่าในระดับอื่นอย่างไม่มีจุดเปรียบเทียบคือมันไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อค่ะ แต่คือเรื่องของการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อหลักและกล้ามเนื้อเสถียรภาพทั้งหมดในระดับที่ซับซ้อนมาก ระบบประสาทต้องเรียนรู้การสั่งงานกล้ามเนื้อในรูปแบบที่ใหม่ทั้งหมดค่ะ และนั่นคือสาเหตุที่ต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนา ไม่ใช่แค่เรื่องของความแข็งแรง นักกีฬาที่ทำได้มักบอกว่าความรู้สึกตอนทำ One Arm Pull-Up ครั้งแรกสำเร็จไม่เหมือนกับการทำท่าออกกำลังกายอื่นใดค่ะ มันใกล้เคียงกับความรู้สึกของการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้มากกว่า


วิธีทำ

  1. เตรียมร่างกายและจิตใจ — One Arm Pull-Up ต้องการสมาธิและการเตรียมพร้อมมากกว่าทุกท่าค่ะ หายใจลึกๆ 3 ครั้ง เกร็งทุกกล้ามเนื้อในร่างกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมระบบประสาท
  2. จับบาร์ด้วยมือข้างเดียว — จับบาร์ด้วยมือข้างที่แข็งแรงกว่าก่อนค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทุกนิ้วพันรอบบาร์แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะนิ้วก้อยและนิ้วนาง
  3. วางแขนอีกข้างไว้ด้านหลัง — แขนอีกข้างวางไว้ด้านหลังลำตัวค่ะ ไม่ได้จับบาร์ ไม่ได้จับแขนที่ดึง แค่วางด้านหลังเพื่อรักษาสมดุลและป้องกันการหมุนของลำตัวค่ะ
  4. เริ่มจาก Dead Hang ข้างเดียว — ห้อยตัวลงด้วยแขนข้างเดียวค่ะ แขนเหยียดสุด สะบักยกขึ้นเล็กน้อย ลำตัวจะหมุนไปทางแขนที่จับบาร์เล็กน้อยตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ
  5. ดึงสะบักลงอย่างรุนแรง — ดึงสะบักข้างที่จับบาร์ลงและเข้าหากระดูกสันหลังอย่างแรงและเร็วค่ะ นี่คือจังหวะที่สำคัญที่สุดของท่าทั้งหมด ถ้าสะบักไม่ลงก่อน ไหล่จะรับแรงทั้งหมดและทำไม่ได้
  6. ระเบิดพลังดึงขึ้น — ดึงตัวขึ้นด้วยพลังสูงสุดที่มีค่ะ ข้อศอกดึงลงพื้นและเข้าหาสีข้าง ลำตัวจะหมุนไปทางแขนที่ดึงมากขึ้นระหว่างดึง ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ อย่าพยายามต้านการหมุนนั้นเพราะจะเสียพลังไปโดยเปล่าประโยชน์
  7. ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ค่ะ ตอนนี้ข้อศอกจะงออยู่มากและมุมระหว่างแขนกับลำตัวจะเล็กมาก
  8. หยุดค้าง 1 วินาที — ถ้าทำได้ถึงจุดนี้ หยุดค้างสักครู่ค่ะ รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทุกมัดที่ทำงานพร้อมกัน
  9. ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 5 วินาทีค่ะ ส่วนนี้สร้างกล้ามเนื้อได้มากที่สุดและสำคัญมากสำหรับการพัฒนาต่อไป
  10. ทำซ้ำหรือพักก็ได้ตามแรง — ถ้าทำครั้งแรกได้แล้วอาจไม่มีแรงทำครั้งที่สองทันทีค่ะ พัก 5 นาทีแล้วลองใหม่ได้เลย

โปรแกรมพัฒนาสู่ One Arm Pull-Up แบบเต็มรูปแบบ

นี่คือโปรแกรมที่ได้ผลมากที่สุดจากประสบการณ์ของนักกีฬา Calisthenics ระดับสูงค่ะ

สัปดาห์ที่ 1–4 ทำ One Arm Negative 4 เซ็ต 3 ครั้งต่อข้าง ด้วยเวลา 5 วินาทีต่อครั้ง พักสัปดาห์ละ 3 วันต่อสัปดาห์ค่ะ

สัปดาห์ที่ 5–8 เพิ่มเวลา Negative เป็น 8–10 วินาที และเริ่มทำ Uneven Pull-Up ด้วยผ้ายาวสุดควบคู่กันค่ะ

สัปดาห์ที่ 9–12 ลอง One Arm Pull-Up จริงๆ ครั้งละ 1–2 ครั้งต่อข้างต่อวัน แม้จะทำไม่ได้ก็ตาม เพราะความพยายามนั้นสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาทที่จำเป็นค่ะ


ปรับระดับความยาก

ไม่มีท่าที่ง่ายกว่านี้แล้วค่ะ ถ้าทำไม่ได้แปลว่ายังไม่พร้อมและต้องกลับไปพัฒนาท่าก่อนหน้า แต่ถ้าทำได้แล้วท้าทายตัวเองด้วยการเพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มน้ำหนักถ่วง หรือพัฒนาไปสู่ One Arm Muscle-Up ซึ่งเป็นท่าที่ยากที่สุดในโลก Calisthenics ค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ทำทั้งที่ยังไม่พร้อม — One Arm Pull-Up คือท่าที่บาดเจ็บได้ง่ายมากถ้าแรงไม่พอค่ะ เส้นเอ็น Biceps และข้อไหล่รับแรงมหาศาล ถ้าแรงไม่พอแรงนั้นจะทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ ต้องผ่านทุกขั้นตอนก่อนหน้าจริงๆ ค่ะ
  • ลำตัวหมุนเกินควบคุม — การหมุนเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าหมุนมากเกิน 45 องศาแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ
  • รีบทำให้ครบจำนวนแทนที่จะทำให้ถูกต้อง — One Arm Pull-Up 1 ครั้งที่ถูกต้องมีคุณค่ามากกว่า 5 ครั้งที่โกงเป็นร้อยเท่าค่ะ

💡 Tips

ถ้าทำได้แล้ว อย่าทำทุกวันค่ะ One Arm Pull-Up ต้องการการฟื้นตัวอย่างน้อย 48–72 ชั่วโมงต่อครั้ง เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้กล้ามเนื้อล้า แต่ทำให้ระบบประสาทล้าด้วย การทำบ่อยเกินไปโดยไม่พักพอทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเสี่ยงบาดเจ็บสูงมากค่ะ ทำสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งพอ แล้วใช้วันที่เหลือฝึก Weighted Pull-Up และ Archer Pull-Up เพื่อรักษาและพัฒนาความแข็งแรงต่อไปค่ะ


เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง (ต่อข้าง) พัก
ทำครั้งแรกให้ได้ 5 1 5 นาที
เพิ่มจำนวนครั้ง 4 2–3 5 นาที
เพิ่มน้ำหนัก 4 2–3 (+น้ำหนัก) 5–7 นาที

โปรแกรมฝึกแนะนำ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณมีความรู้เรื่องดึงข้อมากกว่าคนส่วนใหญ่ในฟิตเนสแล้วค่ะ

แต่ความรู้ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ การลงมือทำถึงสร้างค่ะ

โปรแกรมในส่วนนี้ออกแบบมาให้ใช้งานได้จริงสามระดับค่ะ ตั้งแต่คนที่ยังแขวนบาร์แล้วขยับไม่ได้เลย ไปจนถึงคนที่ดึงได้สิบครั้งแล้วอยากไปถึงยี่สิบ และคนที่อยากก้าวไปสู่ท่าขั้นสูงที่ต้องใช้ปีในการพัฒนาค่ะ


โปรแกรมที่ 1: จากศูนย์ถึงสิบครั้ง ใน 8 สัปดาห์

สำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้เลย หรือทำได้แค่หนึ่งถึงสามครั้ง


หลักการของโปรแกรมนี้

โปรแกรมนี้ใช้สองหลักการหลักค่ะ

หลักการแรกคือการฝึกบ่อยในปริมาณน้อยค่ะ แทนที่จะฝึกหนักมากในไม่กี่วัน ให้ฝึกบ่อยกว่าแต่ละครั้งไม่หักโหม เพราะการฝึกบ่อยสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาทได้เร็วกว่าและดีกว่าสำหรับท่าที่ต้องการการเรียนรู้ทักษะค่ะ งานวิจัยพบว่าสำหรับการพัฒนาดึงข้อในระยะแรก วิธีนี้ให้ผลดีกว่าการฝึกหนักสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ

หลักการที่สองคือความจำเพาะเจาะจงค่ะ แปลว่าถ้าอยากดึงข้อได้ ต้องฝึกในรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกับดึงข้อให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เพิ่มความแข็งแรงทั่วไปค่ะ


โครงสร้างของสัปดาห์

ทำสี่วันต่อสัปดาห์ค่ะ เช่น จันทร์ อังคาร พฤหัส เสาร์ หรือแบบใดก็ได้ที่มีวันพักอย่างน้อยหนึ่งวันแทรกอยู่บ้าง ไม่ต้องพักวันคั่นทุกวันเพราะโปรแกรมนี้ไม่ได้หักโหมเกินไปค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2: สร้างรากฐาน

เป้าหมายของสองสัปดาห์นี้ไม่ใช่การออกแรงมากค่ะ แต่คือการสอนร่างกายให้รู้จักตำแหน่งที่ถูกต้องของสะบักและการเคลื่อนไหวพื้นฐาน

วันที่ 1 และ 3

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
แขวนบาร์เหยียดแขนสุด 4 20–30 วินาที 60 วินาที
ดึงสะบักลงขณะแขวน 4 8–10 ครั้ง 60 วินาที
ดึงตัวลงช้า โดยเริ่มจากยืนบนม้านั่ง 4 3–4 ครั้ง ช้า 3 วินาที 2 นาที
ดึงข้อช่วยด้วยยางยืด 3 5–8 ครั้ง 90 วินาที

วันที่ 2 และ 4

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง 4 10–15 วินาที 90 วินาที
ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ 4 10–12 ครั้ง 60 วินาที
ดึงตัวลงช้า 3 4–5 ครั้ง ช้า 4 วินาที 2 นาที

สัปดาห์ที่ 3–4: เพิ่มปริมาณและความยาก

ร่างกายเริ่มคุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนไหวแล้วค่ะ ถึงเวลาเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้น

วันที่ 1 และ 3

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
แขวนบาร์เหยียดแขนสุด 4 40–60 วินาที 60 วินาที
ดึงตัวลงช้า 5 5 ครั้ง ช้า 5 วินาที 2 นาที
ดึงข้อช่วยด้วยยางยืด 4 6–8 ครั้ง 90 วินาที
กระโดดขึ้นแล้วลดตัวลงช้า 3 5–6 ครั้ง 2 นาที

วันที่ 2 และ 4

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง 4 20–30 วินาที 90 วินาที
ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ 4 12–15 ครั้ง 60 วินาที
ดึงตัวลงช้า 4 5–6 ครั้ง ช้า 5 วินาที 2 นาที
ดึงข้อช่วยด้วยยางยืดบาง 3 5–6 ครั้ง 2 นาที

สัปดาห์ที่ 5–6: เริ่มดึงข้อจริง

ถึงจุดนี้หลายคนจะเริ่มดึงข้อได้ครั้งแรกแล้วค่ะ แม้จะได้แค่ครั้งเดียวก็ถือว่าสำเร็จใหญ่หลวงมาก

วันที่ 1 และ 3

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
ดึงข้อจริง ไม่มีตัวช่วย 5 ทำให้ได้มากที่สุด 3 นาที
ดึงตัวลงช้า 4 5 ครั้ง ช้า 6 วินาที 2 นาที
ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ 3 12–15 ครั้ง 60 วินาที

วันที่ 2 และ 4

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง 3 30 วินาที 90 วินาที
ดึงข้อช่วยด้วยยางยืดบางที่สุด 4 6–8 ครั้ง 2 นาที
ดึงตัวลงช้า 4 5 ครั้ง ช้า 6–8 วินาที 2 นาที

สัปดาห์ที่ 7–8: ทุบสถิติ

สองสัปดาห์สุดท้ายคือการดันให้ถึงสิบครั้งค่ะ

วันที่ 1 และ 3

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
ดึงข้อจริง ไม่มีตัวช่วย 6 ทำให้ได้มากที่สุด 3 นาที
ดึงตัวลงช้า 3 5 ครั้ง ช้า 8 วินาที 2 นาที

วันที่ 2 และ 4

ท่า เซ็ต เวลาหรือครั้ง พัก
ดึงข้อจริง 5 ทำให้ได้มากที่สุด 3 นาที
ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ 3 15 ครั้ง 60 วินาที

สัญญาณว่าพัฒนาขึ้น

ไม่ต้องรอจนครบแปดสัปดาห์ค่ะ มีสัญญาณที่ชัดเจนระหว่างทางให้สังเกต

สัญญาณแรกคือแขวนบาร์ได้นานขึ้นทุกสัปดาห์โดยไม่รู้สึกว่ามือจะหลุดค่ะ สัญญาณที่สองคือการลดตัวลงช้าๆ เริ่มควบคุมได้มากขึ้น ตัวไม่ตกฮวบเหมือนสัปดาห์แรกๆ และสัญญาณที่สามคือรู้สึกตึงที่หลังกว้างตอนทำทุกท่า ไม่ใช่แค่รู้สึกที่แขนอย่างเดียวค่ะ ถ้ารู้สึกที่หลังแสดงว่าเริ่มใช้กล้ามเนื้อหลักได้ถูกต้องแล้ว


โปรแกรมที่ 2: จากสิบครั้ง ถึงยี่สิบครั้ง ใน 8 สัปดาห์

สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้แปดถึงสิบครั้งแล้ว อยากพัฒนาต่อ


หลักการของโปรแกรมนี้

คนที่ดึงข้อได้สิบครั้งแล้วมักติดอยู่กับตัวเลขนั้นนานเป็นปีค่ะ เพราะทำท่าเดิมซ้ำๆ ในปริมาณและความหนักเดิมๆ ซึ่งไม่มีวันทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

โปรแกรมนี้ใช้สองวิธีในการทลายเพดานนั้นค่ะ วิธีแรกคือการเพิ่มปริมาณรวมต่อสัปดาห์อย่างเป็นระบบ วิธีที่สองคือการเพิ่มความแข็งแรงสูงสุดด้วยการถ่วงน้ำหนัก เพราะคนที่ดึงข้อได้ยี่สิบครั้งไม่ได้แค่มีความทนทานมากกว่า แต่มีความแข็งแรงสูงสุดมากกว่าด้วยค่ะ


โครงสร้างของสัปดาห์

ทำสี่วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นวันหนักสองวันและวันเบาสองวันสลับกัน


สัปดาห์ที่ 1–2: ทดสอบและสร้างฐาน

ก่อนเริ่มโปรแกรมให้ทดสอบตัวเองก่อนค่ะ ดึงข้อให้ได้มากที่สุดในครั้งเดียวโดยไม่หยุดพัก จดตัวเลขไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของคุณค่ะ

วันหนัก — วันที่ 1 และ 3

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนัก 5 3–5 3 นาที
ดึงข้อมาตรฐานไม่มีน้ำหนัก 3 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
ดึงตัวลงช้า 3 5 ครั้ง ช้า 6 วินาที 2 นาที

วันเบา — วันที่ 2 และ 4

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 5 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสูงสุด 90 วินาที
ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว 4 8–10 90 วินาที
ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ 3 15 60 วินาที

สัปดาห์ที่ 3–4: เพิ่มปริมาณรวม

วัน ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
หนัก ดึงข้อถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 5 3–5 3 นาที
หนัก ดึงข้อมาตรฐาน 4 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
หนัก ดึงข้อกว้างพิเศษ 3 6–8 2 นาที
เบา ดึงข้อมาตรฐาน 6 5 90 วินาที
เบา ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว 4 10–12 90 วินาที

สัปดาห์ที่ 5–6: เพิ่มความหนาแน่น

ถึงช่วงนี้ควรดึงข้อถ่วงน้ำหนักได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้วค่ะ และดึงข้อปกติได้สิบสองถึงสิบสี่ครั้งแล้ว

วันหนัก

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนัก 6 3–5 3 นาที
ดึงข้อมาตรฐาน 3 ทำให้ได้มากที่สุด 2 นาที
ดึงตัวลงช้า 4 4 ครั้ง ช้า 8 วินาที 3 นาที

วันเบา

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 8 5 90 วินาที
ดึงข้อแคบ 3 8–10 90 วินาที
ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว 3 10–12 90 วินาที

สัปดาห์ที่ 7–8: ดันให้ถึงยี่สิบ

วันหนัก

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักที่สุดที่ทำได้ 5 2–4 4 นาที
ดึงข้อมาตรฐาน 4 ทำให้ได้มากที่สุด 3 นาที
ดึงตัวลงช้า 3 3 ครั้ง ช้า 10 วินาที 3 นาที

วันเบา

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 10 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสูงสุด 60 วินาที
ดึงข้อกว้างพิเศษ 3 6–8 2 นาที

ทำไมการถ่วงน้ำหนักจึงสำคัญในโปรแกรมนี้

หลายคนสงสัยว่าทำไมโปรแกรมที่เป้าหมายคือเพิ่มจำนวนครั้ง ถึงต้องถ่วงน้ำหนักด้วยค่ะ

คำตอบคือความแข็งแรงสูงสุดคือฐานของความทนทานค่ะ ถ้าความแข็งแรงสูงสุดของคุณคือดึงขึ้นได้สิบครั้งพอดี การดึงสิบครั้งแต่ละครั้งคือการออกแรงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคุณแข็งแรงขึ้นจนดึงได้ยี่สิบห้าครั้งเป็นสูงสุด การดึงสิบครั้งจะรู้สึกเป็นแค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของความสามารถสูงสุด ซึ่งแปลว่าทำซ้ำได้มากกว่ามากค่ะ

การถ่วงน้ำหนักเพิ่มความแข็งแรงสูงสุด ซึ่งในที่สุดจะทำให้จำนวนครั้งโดยไม่ถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามมาเองค่ะ


โปรแกรมที่ 3: พัฒนาสู่ท่าขั้นสูง ใน 12 สัปดาห์

สำหรับคนที่ดึงข้อได้สิบห้าครั้งขึ้นไปและอยากก้าวสู่ท่าระดับสูง


หลักการของโปรแกรมนี้

โปรแกรมนี้ต่างจากสองโปรแกรมก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงค่ะ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มจำนวนครั้งอีกต่อไป แต่คือการพัฒนาทักษะและความแข็งแรงเฉพาะทางที่ท่าขั้นสูงต้องการ

โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสามช่วงค่ะ แต่ละช่วงสี่สัปดาห์มีเป้าหมายต่างกัน


ช่วงที่ 1 — สัปดาห์ที่ 1–4: สร้างฐานความแข็งแรงไม่สมมาตร

เป้าหมายของช่วงนี้คือการเริ่มฝึกให้กล้ามเนื้อแต่ละข้างทำงานอิสระจากกันได้มากขึ้นค่ะ

ทำสี่วันต่อสัปดาห์

วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนัก 5 2–4 4 นาที
ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ 4 4–6 3 นาที
ดึงตัวลงช้าสิบวินาที 4 3 3 นาที

วันที่ 2 — การเคลื่อนไหวด้านข้าง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อแบบนักธนู 4 3–4 คู่ 3 นาที
ดึงข้อแบบพิมพ์ดีด 3 3–4 คู่ 3 นาที
ดึงข้อแบบทหาร 3 6–8 คู่ 2 นาที

วันที่ 3 — ปริมาณรวม

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 10 5 60 วินาที
ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว 4 8–10 90 วินาที

วันที่ 4 — ท่าเฉพาะทาง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อยกขาขนานพื้น 4 4–6 3 นาที
ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ 3 5–6 2 นาที
ดึงตัวลงช้า 3 4 ครั้ง ช้า 8 วินาที 2 นาที

ช่วงที่ 2 — สัปดาห์ที่ 5–8: พัฒนาความแข็งแรงแขนข้างเดียว

ถึงช่วงนี้ดึงข้อแบบนักธนูควรทำได้สบายแล้วค่ะ ถึงเวลาเริ่มเพิ่มภาระให้แขนแต่ละข้างมากขึ้น

วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักมาก 5 2–3 5 นาที
ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ 4 5–7 3 นาที
ดึงข้อระเบิดพลัง 4 3–5 3 นาที

วันที่ 2 — ฝึกแขนข้างเดียว

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อไม่สมมาตรถือผ้า 4 4–5 ต่อข้าง 3 นาที
ดึงข้อแบบนักธนู แขนเหยียดตรง 4 3–4 คู่ 3 นาที
ดึงตัวลงช้าแขนเดียว 3 3 ครั้ง ช้า 5 วินาที ต่อข้าง 4 นาที

วันที่ 3 — ปริมาณและความทนทาน

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 12 5 60 วินาที
ดึงข้อยกขาขนานพื้น 3 5–8 2 นาที

วันที่ 4 — ท่าระเบิดพลัง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อปรบมือ 4 3–4 3 นาที
ดึงข้อหมุนรอบบาร์ 3 2–3 รอบ 3 นาที
ดึงข้อระเบิดพลัง 3 5 2 นาที

ช่วงที่ 3 — สัปดาห์ที่ 9–12: ก้าวสู่ดึงข้อแขนเดียว

ช่วงสุดท้ายคือช่วงที่ทุกอย่างมารวมกันค่ะ

วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักที่สุด 5 1–3 5 นาที
ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ถ่วงน้ำหนัก 3 3–5 4 นาที

วันที่ 2 — ฝึกแขนเดียวโดยตรง

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงตัวลงช้าแขนเดียว 5 3 ครั้ง ช้า 8–10 วินาที ต่อข้าง 5 นาที
ดึงข้อไม่สมมาตรถือผ้ายาวสุด 4 4–5 ต่อข้าง 4 นาที
ลองดึงข้อแขนเดียวจริงๆ 3–5 1 ครั้ง ต่อข้าง 5 นาที

วันที่ 3 — รักษาปริมาณรวม

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อมาตรฐาน 10 5 60 วินาที
ดึงข้อแบบนักธนู 3 4–5 คู่ 3 นาที

วันที่ 4 — ท่าผสม

ท่า เซ็ต ครั้ง พัก
ดึงข้อปรบมือ 3 4–5 3 นาที
ดึงข้อยกขาขนานพื้น 3 6–8 2 นาที
ดึงตัวลงช้าแขนเดียว 3 3 ครั้ง ต่อข้าง 5 นาที

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทุกโปรแกรม

เรื่องการอบอุ่นร่างกาย

ทุกวันที่ฝึกดึงข้อต้องอบอุ่นร่างกายก่อนเสมอค่ะ ไม่ใช่แค่วอร์มอัพทั่วไป แต่ต้องอบอุ่นข้อไหล่และสะบักโดยตรง วิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มด้วยการหมุนไหล่สิบรอบทั้งสองทิศทาง ตามด้วยการยกแขนขึ้นข้างบนแล้วดึงลงช้าๆ สิบครั้ง แล้วจึงแขวนบาร์เหยียดแขนสุดสามสิบวินาที ก่อนจะเริ่มท่าแรกค่ะ

เรื่องการฟื้นตัว

สิ่งที่ทำลายโปรแกรมดีๆ มากที่สุดไม่ใช่ความขี้เกียจค่ะ แต่คือการไม่ฟื้นตัวให้พอ ถ้าไหล่หรือข้อศอกเริ่มเจ็บระหว่างฝึก ให้หยุดพักสามถึงห้าวันก่อนกลับมาฝึกใหม่ค่ะ การพักสามวันดีกว่าพักสามเดือนเพราะบาดเจ็บหนักมากค่ะ

เรื่องโปรตีน

ดึงข้อสร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหลังและแขนมากกว่าท่าออกกำลังกายส่วนบนทั่วไปค่ะ ต้องการโปรตีนอย่างน้อยหนึ่งจุดหกกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวันเพื่อการฟื้นตัวที่เหมาะสมค่ะ

เรื่องการนอน

กล้ามเนื้อหลังกว้างฟื้นตัวและเติบโตระหว่างการนอนหลับลึกค่ะ ถ้านอนน้อยกว่าเจ็ดชั่วโมง โปรแกรมดีแค่ไหนก็ให้ผลได้แค่ครึ่งเดียวค่ะ

คำถามที่พบบ่อย


ผู้หญิงดึงข้อได้ไหม

ได้ค่ะ และคำถามนี้เป็นคำถามที่อยากตอบมากที่สุดในบทความทั้งหมดเลย ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงดึงข้อไม่ได้เป็นหนึ่งในความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายที่สุดในวงการออกกำลังกายค่ะ และมันสร้างความเสียหายมากเพราะทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่เคยลองเลย ความจริงคือผู้หญิงมีกล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนครบถ้วนเหมือนผู้ชายทุกประการค่ะ และกล้ามเนื้อเหล่านั้นตอบสนองต่อการฝึกในแบบเดียวกันทุกอย่าง สิ่งที่ต่างกันคือฮอร์โมนเพศชายที่ผู้ชายมีมากกว่าทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้เร็วกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงสร้างไม่ได้ค่ะ เพียงแต่ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออริกอนพบว่าผู้หญิงที่ฝึกดึงข้อตามโปรแกรมที่ถูกต้องเป็นเวลาสิบสองสัปดาห์สามารถทำดึงข้อครั้งแรกได้เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงทำไม่ได้ แต่อยู่ที่โปรแกรมการฝึกส่วนใหญ่ออกแบบมาสำหรับผู้ชายและไม่ได้เน้นการสร้างความแข็งแรงสำหรับดึงข้อโดยตรงค่ะ ถ้าเป็นผู้หญิงและอยากดึงข้อได้ เริ่มจากโปรแกรมที่หนึ่งในส่วนก่อนหน้าได้เลยค่ะ ทำตามขั้นตอนครบถ้วน ใส่ใจกับการลดตัวลงช้าๆ เป็นพิเศษ และอย่าเชื่อใครที่บอกว่าทำไม่ได้ค่ะ


ดึงข้อทุกวันได้ไหม

ขึ้นอยู่กับว่าดึงอย่างไรค่ะ ถ้าหักโหมทุกวันจนหมดแรงทุกครั้ง ไม่ควรทำค่ะ เพราะกล้ามเนื้อต้องการเวลาซ่อมแซมระหว่างสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงหลังการฝึกหนัก การฝึกหนักทุกวันโดยไม่พักทำให้กล้ามเนื้อสลายมากกว่าสร้าง และเสี่ยงบาดเจ็บสะสมที่ข้อไหล่และข้อศอกสูงมากค่ะ แต่ถ้าทำแบบเบาๆ ไม่ถึงครึ่งของความสามารถสูงสุด ทำได้ทุกวันค่ะ และอาจได้ผลดีมากด้วย เพราะหลักการฝึกบ่อยในปริมาณน้อยที่พูดถึงในโปรแกรมที่หนึ่งนั้นอาศัยความถี่ในการฝึกเพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาท

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือทำดึงข้อห้าครั้งทุกครั้งที่ผ่านบาร์ค่ะ ถ้าผ่านบาร์วันละสิบครั้ง ก็ได้ดึงข้อห้าสิบครั้งต่อวันโดยที่ร่างกายไม่ล้าเลยค่ะ หลายคนใช้วิธีนี้แล้วจำนวนครั้งสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากค่ะ


ไม่มีบาร์ดึงข้อทำยังไง

มีทางเลือกมากกว่าที่คิดค่ะ ทางเลือกแรกที่ง่ายและถูกที่สุดคือประตูค่ะ บาร์ดึงข้อแบบพาดประตูราคาไม่แพงและติดตั้งได้ในห้านาทีโดยไม่ต้องเจาะผนัง ถอดเก็บได้เมื่อไม่ใช้ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากสำหรับสิ่งที่ใช้ได้ตลอดชีวิตค่ะ ทางเลือกที่สองคือสนามสาธารณะค่ะ ปัจจุบันสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพและเมืองใหญ่มีบาร์ดึงข้อติดตั้งไว้ฟรีค่ะ ทางเลือกที่สามสำหรับคนที่ยังฝึกขั้นเริ่มต้นคือราวบันได ขอบโต๊ะแข็งแรง หรือแม้แต่ท้ายรถที่จอดอยู่ค่ะ ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ทำได้กับทุกอย่างที่แข็งแรงพอรองรับน้ำหนักตัวและอยู่สูงจากพื้นระดับเอวถึงหน้าอกค่ะ


บาร์กี่สูงดีที่สุด

สำหรับดึงข้อมาตรฐาน บาร์ควรอยู่สูงพอที่เมื่อยืนแล้วยกแขนขึ้นเหยียดสุดยังไม่แตะบาร์ค่ะ เพราะต้องการพื้นที่สำหรับแขวนตัวเต็มที่ แต่ถ้าต้องเลือก บาร์ที่สูงกว่าดีกว่าบาร์ที่ต่ำกว่าค่ะ เพราะบาร์สูงช่วยให้งอเข่าขึ้นมาได้เมื่อต้องการลดน้ำหนักตัวระหว่างการเรียนรู้ และยังช่วยให้ทำท่าขั้นสูงอย่างดึงข้อยกขาขนานพื้นหรือดึงข้อแขนเดียวได้สะดวกกว่าค่ะ บาร์ที่ต่ำเกินไปจนต้องงอเข่าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นสร้างนิสัยที่ไม่ดีและจำกัดการพัฒนาในระยะยาวค่ะ


ปวดข้อไหล่ระหว่างดึงข้อปกติไหม

ไม่ปกติค่ะ และต้องแยกความเจ็บสองแบบออกจากกัน แบบแรกคือความรู้สึกตึงหรือล้าที่กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน หรือกล้ามเนื้อรอบสะบักค่ะ ความรู้สึกแบบนี้ปกติมากและเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อกำลังทำงานค่ะ แบบที่สองคือความเจ็บแปลบๆ ที่ข้อไหล่หรือข้อศอก ความเจ็บที่เกิดขึ้นตอนเริ่มดึงหรือตลอดการดึง หรือความเจ็บที่ยังอยู่นานหลังจากหยุดดึงแล้วค่ะ ความเจ็บแบบนี้บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ อาจเป็นท่าที่ผิด น้ำหนักที่มากเกินไป หรือการบาดเจ็บที่เริ่มสะสมค่ะ ถ้าเจ็บแบบที่สองให้หยุดทันทีและตรวจสอบสามอย่างค่ะ หนึ่งคือดูว่าไหล่ยกขึ้นสูงหรือปล่อยห้อยลงสุดตอนแขวนบาร์ไหม สองคือดูว่าดึงสะบักลงก่อนข้อศอกงอไหม และสามคือดูว่าข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไปหรือเปล่าค่ะ ปัญหาส่วนใหญ่มาจากสามจุดนี้ค่ะ


มือพองและเป็นตุ่มน้ำจะแก้ยังไง

มือพองและเป็นตุ่มน้ำตอนเริ่มต้นเป็นเรื่องปกติมากค่ะ เพราะผิวหนังยังไม่คุ้นเคยกับแรงเสียดทานจากบาร์ แต่ถ้าเป็นหนักมากหรือเป็นซ้ำบ่อยมีวิธีแก้ค่ะ

วิธีแรกคือปรับการจับบาร์ค่ะ หลายคนจับบาร์บริเวณรอยต่อระหว่างนิ้วกับฝ่ามือซึ่งเป็นจุดที่เกิดแรงเสียดทานสูงสุด ให้ลองจับบาร์ให้ลึกขึ้นเข้ามาในฝ่ามือเล็กน้อยค่ะ

วิธีที่สองคือใช้ผงแป้งหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตค่ะ ช่วยลดการเลื่อนของมือบนบาร์และลดแรงเสียดทานที่ก่อให้เกิดตุ่มน้ำได้มากค่ะ

วิธีที่สามคือดูแลมือหลังฝึกค่ะ ถ้าผิวแข็งและหนาขึ้นมากจนตุ่มน้ำเกิดใต้ผิวแข็ง ให้ใช้หินขัดส้นเท้าขัดผิวมือเบาๆ หลังอาบน้ำเพื่อไม่ให้ผิวแข็งหนาเกินไปค่ะ ผิวที่แข็งพอดีป้องกันตุ่มน้ำได้ แต่ผิวที่แข็งเกินไปกลับทำให้ตุ่มน้ำเกิดใต้ชั้นผิวแทนซึ่งเจ็บกว่าค่ะ


ดึงข้อมีประโยชน์อะไรนอกจากสร้างกล้ามเนื้อ

มากกว่าที่คิดค่ะ

ประโยชน์แรกคือสุขภาพข้อไหล่ค่ะ งานวิจัยพบว่าคนที่ฝึกดึงข้ออย่างถูกต้องสม่ำเสมอมีอัตราการบาดเจ็บข้อไหล่จากการออกกำลังกายต่ำกว่าคนที่ไม่ฝึกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะดึงข้อสร้างความมั่นคงรอบข้อไหล่จากทุกทิศทางค่ะ

ประโยชน์ที่สองคือสุขภาพหลังค่ะ กล้ามเนื้อหลังกว้างและกล้ามเนื้อรอบสะบักที่แข็งแรงจากดึงข้อเป็นโครงสร้างหลักที่รองรับกระดูกสันหลังส่วนบน คนที่ฝึกดึงข้อสม่ำเสมอมักมีอาการปวดหลังส่วนบนและต้นคอน้อยกว่าคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่ฝึกค่ะ

ประโยชน์ที่สามคือความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ที่ใช้ได้จริงค่ะ ความสามารถในการยกน้ำหนักตัวเองขึ้นมีประโยชน์ในสถานการณ์จริงมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การปีนป่ายในกิจกรรมกลางแจ้งไปจนถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องดึงตัวเองขึ้นจากพื้นที่สูงค่ะ


ดึงข้อช้าหรือเร็วดีกว่ากัน

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายค่ะ

ถ้าเป้าหมายคือสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง การดึงขึ้นแบบระเบิดพลังและลดลงช้าๆ ให้ผลดีที่สุดค่ะ เพราะการดึงขึ้นเร็วกระตุ้นเส้นใยกล้ามเนื้อแบบหดตัวเร็ว และการลดลงช้าสร้างความเสียหายเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อซ่อมแซมจนแข็งแรงขึ้นค่ะ

ถ้าเป้าหมายคือความทนทานหรือเพิ่มจำนวนครั้ง การดึงในจังหวะปกติสม่ำเสมอให้ผลดีกว่าค่ะ เพราะใช้พลังงานน้อยกว่าต่อครั้งและทำซ้ำได้มากกว่า

ถ้าเป้าหมายคือฝึกทักษะเฉพาะท่า เช่น ดึงข้อระเบิดพลังหรือดึงข้อแขนเดียว ต้องฝึกในความเร็วและรูปแบบที่ใกล้เคียงกับท่าจริงที่สุดค่ะ


อายุเท่าไหรก็ยังดึงข้อได้อยู่ไหม

ได้ค่ะ และมีหลักฐานที่ชัดเจนมากรองรับเรื่องนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ติดตามกลุ่มคนอายุหกสิบถึงเจ็ดสิบห้าปีที่เริ่มฝึกดึงข้อและท่าความแข็งแรงอื่นๆ พบว่าทุกคนในกลุ่มสามารถพัฒนากล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญภายในสิบสองสัปดาห์ค่ะ ร่างกายตอบสนองต่อการฝึกได้ในทุกช่วงอายุ สิ่งที่ต้องปรับสำหรับคนที่อายุมากขึ้นคืออบอุ่นร่างกายนานขึ้น พักระหว่างวันฝึกนานขึ้นเป็นสองถึงสามวันแทนหนึ่งวัน และเน้นความถูกต้องของท่ามากกว่าน้ำหนักหรือจำนวนครั้งในช่วงแรกค่ะ


ทำไมถึงเหนื่อยเร็วมากแค่ไม่กี่ครั้ง

มีสามสาเหตุหลักค่ะ

สาเหตุแรกคือจับบาร์ไม่ถูกต้องทำให้มือและแขนท่อนล่างเหนื่อยแทนที่จะเป็นหลังค่ะ ถ้าแขนล้าก่อนหลังแสดงว่าหลังยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ ให้โฟกัสที่การดึงสะบักลงก่อนข้อศอกงอค่ะ

สาเหตุที่สองคือหายใจไม่ถูกต้องค่ะ หลายคนกลั้นหายใจตลอดการดึงซึ่งทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและล้าเร็วมาก ให้หายใจออกตอนดึงขึ้นและหายใจเข้าตอนลดตัวลงค่ะ

สาเหตุที่สามคือพักระหว่างเซ็ตสั้นเกินไปค่ะ ดึงข้อต้องการการฟื้นตัวของระบบประสาทนานกว่าท่าออกกำลังกายทั่วไป พักสองถึงสามนาทีระหว่างเซ็ตไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความฉลาดในการฝึกค่ะ


บทสรุป: ดึงข้อไม่ใช่ท่าที่ทำได้หรือทำไม่ได้

มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้จำติดมือกลับไปจากบทความทั้งหมดนี้ค่ะ ดึงข้อไม่ใช่ท่าที่คุณทำได้หรือทำไม่ได้ค่ะ มันคือท่าที่คุณยังไม่ได้ฝึกอย่างถูกวิธีหรือฝึกมาพอค่ะ และนั่นคือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตลอดสองหมื่นห้าพันกว่าคำในบทความนี้ สิ่งที่พยายามถ่ายทอดไม่ใช่แค่วิธีทำท่าค่ะ แต่คือวิทยาศาสตร์และหลักการเบื้องหลังที่ทำให้เข้าใจว่าร่างกายทำงานอย่างไร ทำไมสะบักถึงต้องลงก่อน ทำไมการลดตัวลงช้าๆ ถึงสร้างความแข็งแรงได้เร็วกว่า และทำไมคนที่ดึงข้อไม่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อ่อนแอแต่แค่ยังไม่รู้วิธีที่ถูกต้องค่ะ


ทบทวนสั้นๆ ก่อนไป

ยี่สิบห้าท่าในบทความนี้ไม่ได้แยกจากกันค่ะ มันเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางค่ะ การแขวนบาร์เหยียดแขนสุดสอนให้รู้จักตำแหน่งของไหล่ที่ถูกต้อง การดึงสะบักลงสอนให้กล้ามเนื้อหลังเริ่มทำงาน การลดตัวลงช้าๆ สร้างความแข็งแรงก่อนที่จะดึงขึ้นได้เองค่ะ และเมื่อดึงขึ้นได้แล้ว เส้นทางยังไม่หมดค่ะ มีดึงข้อกว้าง ดึงข้อแคบ ดึงข้อยกขาขนานพื้น ดึงข้อแบบนักธนู ไปจนถึงดึงข้อแขนเดียวที่รอคุณอยู่ข้างหน้าค่ะ ทุกท่าในบทความนี้คือก้าวหนึ่งบนเส้นทางเดียวกันค่ะ ไม่มีใครข้ามจากศูนย์ไปหนึ่งร้อยในวันเดียว แต่ทุกคนที่เริ่มต้นวันนี้จะอยู่ใกล้จุดหมายมากกว่าคนที่รอค่ะ


สิ่งที่อยากให้ทำหลังอ่านจบ

อย่าปิดบทความแล้วแค่บันทึกเก็บไว้นะคะ ลุกขึ้นแล้วแขวนบาร์ตอนนี้เลยค่ะ แม้จะแขวนได้แค่สิบวินาที แม้จะรู้สึกว่าหนักมาก แม้จะยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าค่ะ เพราะนั่นคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด และมันห่างจากก้าวสุดท้ายในบทความนี้ไม่ถึงที่ที่คิดไว้ค่ะ ร่างกายคุณทำได้ค่ะ แค่ต้องให้โอกาสมันได้พิสูจน์ก่อน

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม