งานวิจัยจากวารสารกีฬาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายพบว่าดึงข้อคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังและแขนได้ครอบคลุมที่สุดในบรรดาท่าไม่มีอุปกรณ์ทั้งหมด และยังเป็นท่าที่กองทัพและหน่วยงานด้านสมรรถภาพร่างกายทั่วโลกใช้ทดสอบความแข็งแรงของส่วนบนลำตัวมาหลายสิบปีแล้วค่ะ เหตุผลง่ายมาก เพราะมันทดสอบความแข็งแรงจริงๆ ที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ไม่ใช่ความแข็งแรงที่เครื่องช่วยให้ดูดีขึ้น
แต่นี่คือความจริงที่หลายคนไม่รู้ค่ะ คนส่วนใหญ่ที่ดึงข้อไม่ได้ ไม่ได้ดึงข้อไม่ได้เพราะอ่อนแอเกินไป แต่เพราะไม่เคยฝึกในแบบที่ถูกต้อง กล้ามเนื้อที่ดึงข้อต้องการไม่ได้อยู่ในท่าที่คนส่วนใหญ่ฝึกกันค่ะ การทำแลทพูลดาวน์หรือดัมเบลโรว์ตลอดชีวิตไม่ได้แปลว่าจะดึงข้อได้ เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวและการประสานงานของกล้ามเนื้อในดึงข้อนั้นเฉพาะตัวมากค่ะ บทความนี้รวบรวม 25 ท่าดึงข้อตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับที่นักกีฬาอาชีพยังต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะทำได้ค่ะ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะยังแขวนอยู่กับบาร์แล้วขยับไม่ได้เลย หรือดึงได้ 15 ครั้งแล้วอยากก้าวไปอีกระดับ บทความนี้มีคำตอบให้ค่ะ
กายวิภาคและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังดึงข้อ
ก่อนจะเริ่มฝึก การเข้าใจว่าร่างกายทำงานยังไงระหว่างดึงข้อจะช่วยให้ฝึกได้ถูกต้องและเร็วขึ้นมากค่ะ
กล้ามเนื้อที่ทำงานทั้งหมด
ดึงข้อไม่ใช่ท่าหลังอย่างเดียวค่ะ มันคือท่าที่กล้ามเนื้อส่วนบนลำตัวเกือบทั้งหมดทำงานพร้อมกัน แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้
กลุ่มแรกคือกล้ามเนื้อหลักที่รับภาระหนักที่สุดค่ะ ได้แก่กล้ามเนื้อหลังกว้างที่อยู่สองข้างของหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในส่วนบนลำตัวและเป็นตัวหลักที่ดึงลำตัวขึ้น กล้ามเนื้อหน้าแขนที่ทำงานหนักมากในการงอข้อศอก และกล้ามเนื้อรอบสะบักที่ทำหน้าที่ดึงสะบักลงและเข้าหากันตลอดการเคลื่อนไหว
กลุ่มที่สองคือกล้ามเนื้อเสริมที่ทำงานร่วมกันค่ะ ได้แก่กล้ามเนื้อหลังบนและกล้ามเนื้อรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกลางหลัง ไหล่หลัง กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่ต้องเกร็งตลอดเวลาเพื่อป้องกันลำตัวแกว่ง และกล้ามเนื้อหลังแขนในบางท่าขั้นสูงค่ะ
การมีแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงจะช่วยให้ลำตัวนิ่งและส่งแรงได้เต็มที่ หากคุณยังไม่มั่นใจในความแข็งแรงของ core สามารถฝึกเพิ่มเติมจากบทความ Plank หรือ ท่าแพลงก์ เพื่อเสริมความแข็งแรงแกนกลางลำตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการดึงข้อทุกระดับ
ทำไมดึงข้อถึงคุ้มค่าที่สุด
ดึงข้อให้ประโยชน์ที่ท่าอื่นให้ไม่ได้สามอย่างค่ะ
อย่างแรกคือฝึกกล้ามเนื้อในแนวดิ่งค่ะ การดึงในแนวดิ่งเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่แลทพูลดาวน์จำลองได้แต่ไม่เหมือนกันทุกประการ เพราะในดึงข้อลำตัวเคลื่อนที่ขึ้นจริงๆ ร่างกายต้องประสานกล้ามเนื้อในแบบที่เครื่องทำแทนไม่ได้
อย่างที่สองคือสร้างความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ค่ะ คือความแข็งแรงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเอง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สมรรถภาพร่างกายที่แม่นยำกว่าตัวเลขน้ำหนักที่ยกได้เสมอ คนที่ดึงข้อได้ 15 ครั้งมีสมรรถภาพร่างกายส่วนบนที่ดีกว่าคนที่เบนช์เพรสได้ 100 กิโลแต่ดึงข้อได้แค่ 3 ครั้งในหลายมิติค่ะ
อย่างที่สามคือสร้างรูปร่างได้ชัดเจนที่สุดค่ะ กล้ามเนื้อหลังกว้างที่พัฒนาจากดึงข้อคือสิ่งที่สร้างรูปร่างตัว V ในผู้ชายและทำให้เอวดูเล็กลงในผู้หญิง ไม่มีท่าไหนทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าดึงข้อค่ะ
นอกจากการดึงข้อแล้ว การฝึกไหล่และหลังส่วนบนเพิ่มเติมจะช่วยสร้างรูปร่างช่วงบนให้ชัดขึ้น คุณสามารถดูตัวอย่างจาก 15 ท่าเล่นไหล่ ที่ช่วยพัฒนาไหล่และหลังส่วนบนอย่างครบทุกมิติ เพื่อเสริมความสมดุลของกล้ามเนื้อ
Pull-Up vs Chin-Up vs Neutral Grip ต่างกันยังไง
นี่คือความสับสนที่พบบ่อยที่สุดในการดึงข้อค่ะ และการเลือกผิดอาจทำให้พัฒนาช้าหรือเจ็บโดยไม่จำเป็น
Pull-Up คือการจับบาร์โดยหันฝ่ามือออกด้านนอกค่ะ ท่านี้เน้นกล้ามเนื้อหลังกว้างมากที่สุดและเป็นท่าที่ยากที่สุดในสามแบบ เพราะหน้าแขนอยู่ในมุมที่ช่วยได้น้อยกว่า
Chin-Up คือการจับบาร์โดยหันฝ่ามือเข้าหาตัวค่ะ ท่านี้ง่ายกว่า Pull-Up ประมาณ 20–30% เพราะหน้าแขนทำงานได้เต็มที่มากกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากสร้างความแข็งแรงฐานก่อน
Neutral Grip คือการจับบาร์หรือที่จับโดยให้ฝ่ามือหันเข้าหากันค่ะ ท่านี้ปลอดภัยกับข้อไหล่และข้อศอกมากที่สุด และยังกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังได้ดีมากด้วย เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่หรืออยากสลับท่าเพื่อลดความเสี่ยงบาดเจ็บค่ะ
ระดับผู้เริ่มต้น 8 ท่า
สำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้ หรือทำได้แค่ 1–3 ครั้ง ก่อนเข้าท่าแรก ขอพูดเรื่องนึงก่อนค่ะ หลายคนข้ามส่วนนี้ไปเพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่มือใหม่แล้ว แต่จริงๆ แล้วท่าในระดับนี้คือรากฐานที่คนดึงข้อได้ 20 ครั้งก็ยังกลับมาฝึกอยู่เลยค่ะ เพราะมันสร้างสิ่งที่สำคัญที่สุดในดึงข้อนั่นคือการควบคุมสะบักและการประสานงานของกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง ถ้าข้ามส่วนนี้ไป สิ่งที่สร้างขึ้นมาทีหลังจะไม่มั่นคงค่ะ
ท่าที่ 1: Dead Hang
ระดับ: เริ่มต้นสุด | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และมือ
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Dead Hang คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของดึงข้อค่ะ และหลายคนมองข้ามมันไปเพราะดูง่ายเกินไป แต่ความจริงคือการแขวนอยู่บนบาร์อย่างถูกต้องนั้นไม่ง่ายเลยสำหรับมือใหม่ค่ะ
Dead Hang ทำสามอย่างพร้อมกันค่ะ หนึ่งคือยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หดตึงจากการนั่งทำงานตลอดวัน สองคือสร้างความแข็งแรงของมือและการจับบาร์ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยใช้มือในการออกแรง และสามคือสอนให้ไหล่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มดึงค่ะ งานวิจัยจากวารสารกายภาพบำบัดพบว่าการฝึก Dead Hang สม่ำเสมอช่วยลดอาการปวดไหล่และปรับปรุงความยืดหยุ่นของข้อไหล่ได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์ — จับบาร์ด้วยมือทั้งสองข้างกว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทั้งหมดพันรอบบาร์ให้แน่นค่ะ ไม่ใช่แค่วางฝ่ามือบนบาร์
- ปล่อยน้ำหนักลง — ค่อยๆ ยกเท้าออกจากพื้นหรือก้าวออกจากที่รองเท้า ปล่อยให้น้ำหนักตัวทั้งหมดถ่ายลงที่มือและบาร์ ตอนนี้แขนเหยียดสุดค่ะ
- ตรวจสอบตำแหน่งไหล่ — นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดค่ะ ให้ไหล่ยกขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกำลังพยักไหล่ขึ้น ไม่ใช่ปล่อยไหล่ห้อยลงสุด เพราะการปล่อยไหล่ห้อยสุดกดดันเส้นเอ็นและข้อต่อไหล่โดยไม่จำเป็นค่ะ
- เกร็งแกนกลางลำตัว — เกร็งหน้าท้องเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลำตัวแกว่งไปมา ขาเหยียดตรงหรืองอเข่าเล็กน้อยก็ได้ค่ะ แล้วแต่ความสบาย
- หายใจสม่ำเสมอ — หายใจเข้าออกช้าๆ สม่ำเสมอตลอดเวลาที่แขวนอยู่ อย่ากลั้นหายใจค่ะ
- ค้างให้ได้ตามเวลาที่กำหนด — ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามือจะหลุด ให้บีบบาร์ให้แน่นขึ้นและโฟกัสที่การหายใจค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: วางเท้าบนม้านั่งหรือกล่องเพื่อรับน้ำหนักบางส่วน แล้วค่อยๆ ลดน้ำหนักที่เท้ารับลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเท้าลอยพ้นพื้นได้เองค่ะ
- ยากกว่า: หมุนฝ่ามือเข้าหาตัว เปลี่ยนเป็น Chin-Up Grip แทน จะยากขึ้นเพราะมุมแรงบิดที่ข้อมือต่างกันค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ปล่อยไหล่ห้อยลงสุด — เป็นข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดค่ะ เพราะกดดันเส้นเอ็นและถุงน้ำในข้อไหล่โดยตรง ให้ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยตลอดเวลา
- ลำตัวแกว่งไปมา — เกิดจากแกนกลางลำตัวไม่ได้เกร็ง ให้บีบหน้าท้องและขาเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อลดการแกว่ง
- จับบาร์ไม่แน่นพอ — ถ้ามือหลุดเร็วผิดปกติให้ลองเปลี่ยนมาใช้ Chalk หรือถุงมือออกกำลังกายช่วยก่อนค่ะ
💡 Tips
ถ้าแขวนได้แค่ 10 วินาทีในครั้งแรก ไม่ต้องท้อค่ะ ความแข็งแรงของมือและการจับพัฒนาได้เร็วมากในช่วงแรก แค่ฝึกทุกวันหรือวันเว้นวัน ภายใน 2 สัปดาห์จะแขวนได้นานขึ้นสองเท่าเลยค่ะ
Dead Hang ยังช่วยเสริม grip strength และ shoulder stability ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับการฝึก bodyweight หลายท่า รวมถึงโปรแกรมสร้างกล้ามท้อง เช่น โปรแกรมสร้างกล้ามหน้าท้องและ core ที่ทำได้ที่บ้าน ซึ่งช่วยเพิ่มการควบคุมลำตัวระหว่างดึงข้อ
เซ็ตและเวลาแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | เวลา | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่มาก | 3 | 10–15 วินาที | 60 วินาที |
| กำลังพัฒนา | 3 | 20–30 วินาที | 60 วินาที |
| แข็งแรงพอสมควร | 3 | 45–60 วินาที | 90 วินาที |
ท่าที่ 2: Scapular Pull-Up
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อรอบสะบัก กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่าง และกล้ามเนื้อหลังกลาง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Scapular Pull-Up คือท่าที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ค่ะ และเป็นท่าที่คนส่วนใหญ่ข้ามไปเพราะไม่รู้ว่ามีอยู่
ปัญหาหลักของคนที่ดึงข้อไม่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแรงของแขนค่ะ แต่อยู่ที่ไม่รู้จักวิธีใช้สะบักในการเริ่มต้นการเคลื่อนไหว การดึงข้อที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนเสมอ ไม่ใช่งอข้อศอกขึ้นเลย คนที่งอข้อศอกก่อนจะใช้หน้าแขนและไหล่มากเกินไปและดึงขึ้นได้น้อยกว่ามากค่ะ
Scapular Pull-Up สอนการเคลื่อนไหวนี้โดยตรง และเป็นท่าที่นักกายภาพบำบัดใช้ในการ Rehab ไหล่ด้วยค่ะ เพราะมันสร้างความมั่นคงของข้อไหล่ได้ดีมาก
วิธีทำ
- เริ่มจาก Dead Hang — แขวนบาร์ในท่า Dead Hang มาตรฐานค่ะ แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย
- หายใจเข้าเต็มที่ — ก่อนทำทุกครั้งให้หายใจเข้าเต็มปอดก่อนค่ะ เพื่อให้แกนกลางลำตัวแข็งแรงพอ
- ดึงสะบักลงและเข้าหากัน — นี่คือส่วนหลักค่ะ ให้คิดว่ากำลังพยายามเอาสะบักสองข้างมาบีบดินสอที่อยู่ตรงกลางหลัง แขนไม่งอเลยนะคะ เป็นแค่การเคลื่อนไหวที่สะบักเท่านั้น ลำตัวจะยกขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 5–10 เซนติเมตรค่ะ
- หยุดค้างตอนบนสุด — ค้างไว้ 2 วินาทีตอนที่สะบักดึงลงและเข้าหากันเต็มที่ค่ะ รู้สึกตึงที่หลังกลางและหลังล่าง
- ปล่อยสะบักกลับขึ้น — ค่อยๆ ปล่อยสะบักกลับขึ้นสู่ตำแหน่งเริ่มต้นช้าๆ นับ 2–3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลาค่ะ อย่าปล่อยตกลงทันที
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ทำในท่า Australian Pull-Up หรือ Ring Row แทน ซึ่งลำตัวเฉียงและน้ำหนักที่ต้องยกน้อยกว่ามากค่ะ
- ยากกว่า: เพิ่มการค้างที่ตำแหน่งบนสุดนานขึ้นเป็น 5 วินาที หรือเพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- งอข้อศอกระหว่างทำ — นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดค่ะ แขนต้องเหยียดตรงตลอด การเคลื่อนไหวทั้งหมดมาจากสะบักเท่านั้น
- ทำเร็วเกินไป — ท่านี้ต้องช้าและรู้สึกทุกมิลลิเมตรค่ะ ถ้าทำเร็วจะไม่ได้ผลและสูญเสียประโยชน์ของท่าไปทั้งหมด
- ไม่รู้สึกอะไรที่หลัง — ถ้าทำแล้วรู้สึกที่ไหล่มากกว่าหลัง แสดงว่าไหล่ทำงานแทนสะบักอยู่ค่ะ ให้ลองนึกภาพว่ากำลัง “เหน็บปีก” เข้าหาสะโพกแทนค่ะ
💡 Tips
ลองทำท่านี้หน้ากระจกก่อนนะคะ การเห็นการเคลื่อนไหวของสะบักด้วยตาตัวเองจะช่วยให้เข้าใจท่าได้เร็วกว่าการอ่านคำอธิบายเยอะมากค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 60 วินาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 10–12 | 60 วินาที |
| เน้น Mind-Muscle | 3 | 10 (ช้ามาก) | 90 วินาที |
ท่าที่ 3: Flexed Arm Hang
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Flexed Arm Hang คือวิธีที่ตรงที่สุดในการสร้างความแข็งแรงที่จำเป็นสำหรับดึงข้อค่ะ เพราะมันฝึกกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ยากที่สุดของดึงข้อ นั่นคือตำแหน่งบนสุดที่คางอยู่เหนือบาร์
หลักการที่อยู่เบื้องหลังท่านี้เรียกว่า Isometric Training ค่ะ คือการฝึกกล้ามเนื้อในขณะที่ความยาวของกล้ามเนื้อไม่เปลี่ยนแปลง งานวิจัยพบว่า Isometric Training ในมุมที่กล้ามเนื้ออ่อนแอที่สุดช่วยเพิ่มความแข็งแรงในมุมนั้นได้เร็วกว่าการทำท่าเต็มๆ ถึง 30% ค่ะ และตำแหน่งบนสุดของดึงข้อคือมุมที่คนส่วนใหญ่อ่อนแอที่สุดพอดี
วิธีทำ
- ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุด — ใช้ม้านั่ง กล่อง หรือให้คนช่วยดันขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ อย่าพยายามกระโดดขึ้นแรงๆ เพราะอาจบาดเจ็บได้
- จัดตำแหน่งให้ถูกต้อง — คางอยู่เหนือบาร์ ข้อศอกงอประมาณ 90 องศาหรือมากกว่า ไหล่ดึงลงและเข้าหากัน ไม่ใช่ยกขึ้น หน้าอกแอ่นเล็กน้อยค่ะ
- เกร็งทุกอย่าง — บีบมือให้แน่น เกร็งหลัง เกร็งหน้าแขน และเกร็งแกนกลางลำตัวพร้อมกันค่ะ ยิ่งเกร็งได้พร้อมกันมากเท่าไหร่ยิ่งค้างได้นานขึ้นเท่านั้น
- หายใจสม่ำเสมอ — หายใจเข้าออกสั้นๆ สม่ำเสมอตลอดเวลาค่ะ อย่ากลั้นหายใจเพราะจะทำให้อ่อนแรงเร็วขึ้น
- ค้างให้ได้ตามเวลาที่กำหนด — เมื่อรู้สึกว่าจะค้างไม่ไหวแล้ว ให้ค่อยๆ ลดตัวลงช้าๆ แทนที่จะปล่อยตัวตกค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: วางปลายเท้าบนม้านั่งเพื่อรับน้ำหนักบางส่วนค่ะ แล้วค่อยๆ ลดน้ำหนักที่เท้ารับลงทีละน้อยเมื่อแข็งแรงขึ้น
- ยากกว่า: ลดตำแหน่งข้อศอกลงมาเรื่อยๆ จนข้อศอกงอแค่ 90 องศา จะยากขึ้นมากเพราะเป็นมุมที่กล้ามเนื้อทำงานหนักที่สุดค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คางอยู่ใต้บาร์ — ถ้าคางอยู่ใต้บาร์แสดงว่าตำแหน่งไม่ถูกต้องค่ะ ต้องขึ้นให้สูงกว่านี้อีก
- ไหล่ยกขึ้นสูง — ไหล่ต้องดึงลงตลอดเวลา ถ้าไหล่ยกขึ้นแสดงว่ากล้ามเนื้อสะบักไม่ได้ทำงานและข้อไหล่รับแรงแทนค่ะ
- ลำตัวแกว่ง — ให้เกร็งแกนกลางลำตัวและบีบขาเข้าหากันเพื่อป้องกันการแกว่งค่ะ
💡 Tips
ถ้าค้างได้แค่ 5 วินาทีในครั้งแรก ไม่ต้องกังวลค่ะ ให้ทำหลายเซ็ตสั้นๆ แทนการพยายามค้างให้นานที่สุดในเซ็ตเดียว ตัวอย่างเช่น ทำ 6 เซ็ต เซ็ตละ 5 วินาที จะได้ผลดีกว่าทำ 1 เซ็ต 30 วินาทีมากค่ะ
เซ็ตและเวลาแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | เวลา | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่มาก | 4–6 | 5–10 วินาที | 90 วินาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 15–20 วินาที | 90 วินาที |
| แข็งแรงพอสมควร | 3 | 30 วินาที+ | 2 นาที |
ท่าที่ 4: Negative Pull-Up
ระดับ: เริ่มต้น-กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Negative Pull-Up คือท่าที่สร้างความแข็งแรงได้เร็วที่สุดสำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้ค่ะ และมีหลักการวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจมากอยู่เบื้องหลัง กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงในการต้านแรง หรือที่เรียกว่า Eccentric Strength มากกว่าความแข็งแรงในการออกแรงดึง หรือ Concentric Strength ถึง 20–40% ค่ะ แปลว่าคนที่ดึงตัวขึ้นไม่ได้เลย ยังสามารถต้านน้ำหนักขณะลดตัวลงช้าๆ ได้ และการฝึกแบบนี้ต่อเนื่องจะสร้างความแข็งแรงได้เร็วมากค่ะ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยกีฬาในยุโรปพบว่านักกีฬาที่ฝึก Negative Pull-Up เป็นหลักสามารถดึงข้อครั้งแรกได้เร็วกว่ากลุ่มที่ฝึก Assisted Pull-Up ถึง 40% ค่ะ
วิธีทำ
- ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุด — ใช้ม้านั่งหรือกระโดดขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ ให้ขึ้นให้เร็วที่สุดเพราะส่วนนี้ไม่ใช่จุดฝึกหลัก
- จัดตำแหน่งสะบัก — ก่อนเริ่มลดตัวลง ให้ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนเสมอค่ะ นี่คือขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่ข้ามและทำให้ท่าได้ผลน้อยลงมาก
- ลดตัวลงช้าๆ — ค่อยๆ ยืดแขนออกและลดตัวลงช้าๆ ให้ใช้เวลาอย่างน้อย 3–5 วินาทีในการลดตัวจากตำแหน่งบนสุดจนถึงแขนเหยียดสุดค่ะ ยิ่งช้ายิ่งดี
- ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลา — รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลังและหน้าแขนกำลังต้านแรงที่พยายามดึงตัวลงอยู่ตลอดค่ะ ถ้าตัวตกลงอย่างรวดเร็วแสดงว่าไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อต้านเลย
- จบที่ Dead Hang — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วค้างในท่า Dead Hang สักครู่ก่อนขึ้นไปทำซ้ำค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ลดตัวลงแค่ครึ่งทางก่อนค่ะ จากคางเหนือบาร์ลงมาแค่ถึงข้อศอก 90 องศา แล้วค่อยขยายระยะทีหลัง
- ยากกว่า: เพิ่มเวลาในการลดตัวเป็น 8–10 วินาทีค่ะ หรือเพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ลดตัวลงเร็วเกินไป — นี่คือข้อผิดพลาดที่ทำให้ท่านี้ไม่ได้ผลเลยค่ะ ถ้าตัวตกลงเร็วกว่า 2 วินาทีแสดงว่าไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อต้านแรง
- ข้ามการจัดสะบักก่อนลด — คนส่วนใหญ่รีบลดตัวลงทันทีโดยไม่ดึงสะบักก่อน ทำให้ไหล่รับแรงแทนหลังค่ะ
- แกว่งลำตัวขณะลด — ให้เกร็งแกนกลางลำตัวตลอดเวลา ลำตัวต้องนิ่งสนิทขณะลดตัวลงค่ะ
💡 Tips
3 วินาทีคือขั้นต่ำ 5 วินาทีคือดี 8 วินาทีคือยอดเยี่ยมค่ะ ลองจับเวลาตัวเองทุกครั้งเพื่อให้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจน
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | เวลาต่อครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 4 | 3–4 | 3–4 วินาที | 2 นาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 4–5 | 5 วินาที | 2 นาที |
| แข็งแรงพอสมควร | 4 | 5–6 | 8 วินาที | 2 นาที |
ท่าที่ 5: Band Assisted Pull-Up
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + ยางยืดแบบวง

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Band Assisted Pull-Up คือวิธีที่ช่วยให้ฝึกรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องของดึงข้อได้ตั้งแต่วันแรกค่ะ โดยยางยืดจะช่วยรับน้ำหนักบางส่วนในช่วงที่ยากที่สุด ทำให้สามารถทำท่าเต็มๆ ได้แม้ยังไม่แข็งแรงพอ
ข้อดีที่สำคัญที่สุดของท่านี้เมื่อเทียบกับเครื่อง Assisted Pull-Up ในฟิตเนสคือยางยืดช่วยมากที่สุดตอนเริ่มต้นที่แขนเหยียดสุดซึ่งเป็นช่วงที่ยากที่สุดค่ะ และช่วยน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อดึงตัวขึ้นสูงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อยังต้องทำงานเองในช่วงบนสุดซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการพัฒนาค่ะ
วิธีทำ
- พันยางยืดบนบาร์ — พันยางยืดรอบบาร์ให้แน่นค่ะ ให้ยางห้อยลงมาเป็นวง
- วางเข่าหรือเท้าบนยาง — ก้าวขึ้นและวางเข่าข้างเดียวหรือสองข้างบนยางยืดค่ะ ถ้าวางเข่าจะได้รับการช่วยเหลือมากกว่าวางเท้า เลือกแบบที่ทำให้ดึงขึ้นได้ครบ Range of Motion ค่ะ
- จัดท่าเริ่มต้น — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ลำตัวตรงค่ะ
- ดึงสะบักลงก่อน — เหมือนกับ Scapular Pull-Up ค่ะ ให้ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนที่จะงอข้อศอกขึ้น
- ดึงตัวขึ้น — งอข้อศอกขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้างเล็กน้อย ดึงขึ้นจนคางเหนือบาร์ค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดเวลาค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดที่หนาและแข็งขึ้นค่ะ ยิ่งยางหนายิ่งช่วยมาก
- ยากกว่า: เปลี่ยนจากวางเข่าเป็นวางเท้า และค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้ยางที่บางลงเรื่อยๆ จนในที่สุดไม่ต้องใช้ยางค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ยางที่หนาเกินไปตลอด — ยางที่ช่วยมากเกินไปทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควรค่ะ ให้ลดความหนาของยางลงทุก 2–3 สัปดาห์
- ข้ามการดึงสะบักก่อน — เหมือนกับทุกท่าที่ผ่านมา สะบักต้องลงก่อนเสมอค่ะ
- ยางหลุดกะทันหัน — ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางพันบาร์แน่นและวางเข่าหรือเท้าตรงกลางยางค่ะ ไม่ใช่ขอบ
💡 Tips
ซื้อยางยืดแบบวงมาหลายขนาดตั้งแต่แรกเลยค่ะ เริ่มจากหนาสุดแล้วค่อยๆ ลดลง การมียางหลายขนาดทำให้ปรับความยากได้ละเอียดกว่ามาก
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 5–8 | 2 นาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 8–10 | 90 วินาที |
| ใกล้ทำได้เองแล้ว | 4 | 6–8 (ยางบาง) | 2 นาที |
ท่าที่ 6: Jumping Pull-Up
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน ขา และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Jumping Pull-Up ดูเหมือนท่าที่โกงค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเครื่องมือฝึกที่มีประสิทธิภาพมากและใช้กันในโปรแกรมทหารและกองกำลังพิเศษทั่วโลก
ข้อดีของท่านี้คือสอนร่างกายให้คุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนไหวทั้งหมดของดึงข้อตั้งแต่ต้นค่ะ ทั้งการดึงขึ้นและการลดตัวลง และเพราะใช้แรงกระโดดช่วยในช่วงที่ยากที่สุด ทำให้สามารถทำจำนวนครั้งได้มากกว่าซึ่งสร้าง Volume ที่กล้ามเนื้อต้องการในการพัฒนาได้ค่ะ
วิธีทำ
- เตรียมท่า — ยืนใต้บาร์ เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ หัวเข่างอเล็กน้อยพร้อมกระโดดค่ะ
- กระโดดขึ้นพร้อมจับบาร์ — กระโดดขึ้นและจับบาร์พร้อมกัน ใช้แรงกระโดดช่วยดึงตัวขึ้นให้คางอยู่เหนือบาร์ค่ะ ไม่ต้องกระโดดแรงมากเกินจำเป็น แค่พอที่จะช่วยให้ดึงตัวขึ้นได้
- หยุดค้างตอนบนสุด — เมื่อคางเหนือบาร์แล้วให้หยุดค้างสักครู่ค่ะ ดึงสะบักลงและเข้าหากัน รู้สึกตึงที่หลัง
- ลดตัวลงช้าๆ — นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดค่ะ ลดตัวลงช้าๆ นับ 3–5 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วงเต็มที่ตลอดทาง
- ลงพื้นและเริ่มใหม่ — เมื่อเท้าแตะพื้น งอเข่าเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทก แล้วเตรียมกระโดดขึ้นใหม่ค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: กระโดดจากม้านั่งที่สูงขึ้นเพื่อลดระยะที่ต้องกระโดดค่ะ
- ยากกว่า: ลดแรงกระโดดลงเรื่อยๆ จนกระโดดแทบไม่ออก กล้ามเนื้อจะต้องทำงานเองมากขึ้นค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- กระโดดแรงเกินไป — ถ้ากระโดดแรงมากจนลอยเหนือบาร์ไปไกล แสดงว่ากล้ามเนื้อแทบไม่ได้ทำงานเลยค่ะ ให้กระโดดแค่พอดีที่คางจะข้ามบาร์ไปได้
- ลดตัวลงเร็วเกินไป — เหมือนกับ Negative Pull-Up ค่ะ ส่วนที่ลดตัวลงคือส่วนที่สร้างความแข็งแรงได้มากที่สุด
💡 Tips
ทำท่านี้ต่อด้วย Negative Pull-Up ในเซ็ตเดียวกันเลยค่ะ กระโดดขึ้นแล้วลดตัวลงช้าๆ พอแขนเหยียดสุดก็กระโดดขึ้นใหม่ ทำแบบนี้ต่อเนื่อง 5 ครั้ง จะได้ทั้ง Volume และ Eccentric Training ในเซ็ตเดียว
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 5–6 | 2 นาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 6–8 | 90 วินาที |
ท่าที่ 7: Ring Row
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: วงแหวนออกกำลังกาย หรือบาร์ต่ำ หรือโต๊ะ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อหลังกลาง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Ring Row หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Australian Pull-Up เวอร์ชันวงแหวนคือท่าที่ปรับระดับความยากได้ละเอียดที่สุดในบรรดาท่าเริ่มต้นทั้งหมดค่ะ เพราะแค่เปลี่ยนมุมเอียงของลำตัวก็สามารถปรับน้ำหนักที่กล้ามเนื้อต้องยกได้ตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 80% ของน้ำหนักตัว
ท่านี้ยังเหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่ค่ะ เพราะวงแหวนที่หมุนได้อิสระช่วยให้ข้อมือ ข้อศอก และข้อไหล่เคลื่อนไหวในมุมที่เป็นธรรมชาติที่สุด ลดความเสี่ยงบาดเจ็บได้มากค่ะ
วิธีทำ
- จัดความสูงของวงแหวน — ตั้งวงแหวนให้อยู่ระดับประมาณเอวถึงหน้าอกค่ะ ยิ่งสูงยิ่งง่าย ยิ่งต่ำยิ่งยาก
- จับวงแหวนและเอนตัว — จับวงแหวนด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วเดินเท้าออกไปข้างหน้าจนลำตัวเอนทำมุมกับพื้นค่ะ มือใหม่ให้เริ่มที่มุมประมาณ 45 องศา
- จัดท่าร่างกาย — ลำตัวต้องตรงจากหัวถึงส้นเท้าเหมือนท่าพลังค์ค่ะ เกร็งแกนกลางลำตัว ไม่ให้สะโพกหย่อนลงหรือยกขึ้น
- ดึงสะบักก่อน — เหมือนกับทุกท่าค่ะ ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนงอข้อศอก
- ดึงหน้าอกเข้าหาวงแหวน — งอข้อศอกดึงตัวขึ้นจนหน้าอกแตะหรือเกือบแตะวงแหวนค่ะ ข้อศอกชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย
- หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักเข้าหากันให้แน่นตอนบนสุดค่ะ
- ยืดแขนกลับช้าๆ — ลดตัวกลับลงช้าๆ นับ 2–3 วินาที แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่ค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: เดินเท้าออกน้อยลงให้ลำตัวตั้งขึ้นเกือบตรงค่ะ น้ำหนักที่ต้องยกจะน้อยลงมาก
- ยากกว่า: เดินเท้าออกมากขึ้นจนลำตัวเกือบขนานกับพื้นค่ะ หรือวางเท้าบนม้านั่งเพื่อให้ลำตัวเอนไปข้างหลังมากกว่าแนวนอน
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- สะโพกหย่อนลงพื้น — เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากค่ะ ลำตัวต้องตรงเสมอ ให้เกร็งหน้าท้องและสะโพกตลอดเวลา
- ดึงด้วยแขนล้วนๆ — ต้องเริ่มจากการดึงสะบักก่อนเสมอค่ะ ถ้าดึงด้วยแขนอย่างเดียวจะได้แค่ Bicep Curl ในท่าแปลกๆ ไม่ใช่ Row
💡 Tips
ถ้าไม่มีวงแหวน ใช้บาร์ราวบันได โต๊ะแข็งแรง หรือแม้แต่ขอบเตียงที่มั่นคงแทนได้เลยค่ะ Ring Row คือท่าที่ทำได้ทุกที่จริงๆ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 10–12 | 60 วินาที |
| เน้นความแข็งแรง | 4 | 6–8 (ลำตัวเกือบขนานพื้น) | 2 นาที |
ท่าที่ 8: Australian Pull-Up
ระดับ: เริ่มต้น | อุปกรณ์: บาร์ต่ำ หรือราวบันได หรือโต๊ะแข็งแรง

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกลาง กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Australian Pull-Up คือสะพานที่เชื่อมระหว่างการนอนราบทำ Ring Row กับการแขวนดึงข้อเต็มตัวค่ะ และเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่มีความแข็งแรงพอสำหรับ Pull-Up เต็มๆ เพราะเท้ายังวางอยู่บนพื้นช่วยรับน้ำหนักบางส่วนอยู่
ชื่อ Australian มาจากที่ไหนก็ไม่แน่ชัดค่ะ แต่ท่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการ Calisthenics และถูกใช้ในโปรแกรมกองทัพหลายประเทศในฐานะท่าเตรียมความพร้อมสำหรับดึงข้อมาตรฐานค่ะ
วิธีทำ
- จัดความสูงของบาร์ — บาร์ควรอยู่สูงจากพื้นประมาณระดับสะโพกถึงอกค่ะ ยิ่งสูงยิ่งง่าย ยิ่งต่ำยิ่งยาก
- นอนใต้บาร์ — นอนหงายใต้บาร์ จับบาร์ด้วยมือทั้งสองข้างกว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่า ฝ่ามือหันออกด้านนอกค่ะ
- จัดตำแหน่งร่างกาย — เหยียดขาตรง วางส้นเท้าบนพื้น ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้า แขนเหยียดสุดค่ะ
- ดึงสะบักก่อนเสมอ — ดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนงอข้อศอกค่ะ
- ดึงหน้าอกขึ้นหาบาร์ — งอข้อศอกดึงหน้าอกขึ้นไปแตะบาร์ค่ะ ให้ข้อศอกชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่ใช่ชี้ออกด้านหลัง
- หยุดค้างตอนบนสุด — หน้าอกแตะหรือเกือบแตะบาร์ค้างไว้ 1 วินาที บีบสะบักให้แน่นค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — ยืดแขนออกช้าๆ นับ 2–3 วินาที กลับสู่จุดเริ่มต้นค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: งอเข่าแทนเหยียดขาตรงค่ะ การงอเข่าจะลดน้ำหนักที่ต้องยกลงมากเลย
- ยากกว่า: วางเท้าบนม้านั่งแทนพื้นค่ะ ลำตัวจะเอนมากขึ้นและน้ำหนักที่กล้ามเนื้อต้องยกจะมากขึ้นตาม
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- สะโพกหย่อนลงพื้น — เหมือนกับ Ring Row ค่ะ ลำตัวต้องตรงตลอด
- ดึงขึ้นมาแค่ครึ่งทาง — หน้าอกต้องแตะบาร์จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ดึงขึ้นมาแค่ครึ่งทางแล้วลงเลย เพราะจะไม่ได้ผลเต็มที่
💡 Tips
Australian Pull-Up เป็นท่าที่ทำได้ทุกที่จริงๆ ค่ะ ใช้ราวบันได ขอบโต๊ะที่แข็งแรง หรือแม้แต่ขอบรถถ้าจอดอยู่ก็ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงฟิตเนสก่อนค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| มือใหม่ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| กำลังพัฒนา | 4 | 12–15 | 60 วินาที |
| เน้นความแข็งแรง | 4 | 8–10 (เท้าบนม้านั่ง) | 90 วินาที |
ระดับกลาง 9 ท่า
สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้ 5–10 ครั้งแล้ว อยากพัฒนาต่อ ถึงระดับนี้แล้วแปลว่าร่างกายเริ่มเข้าใจรูปแบบการเคลื่อนไหวของดึงข้อแล้วค่ะ แต่นั่นก็คือจุดที่อันตรายที่สุดด้วย เพราะหลายคนพอทำได้ 5–6 ครั้งแล้วก็วนซ้ำท่าเดิมไปเรื่อยๆ โดยไม่เพิ่มความท้าทาย ผลคือกล้ามเนื้อหยุดพัฒนาและติดอยู่กับตัวเลขเดิมนานเป็นปีค่ะ 9 ท่าในระดับนี้จะทลายเพดานนั้นค่ะ
ท่าที่ 9: Pull-Up มาตรฐาน
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Pull-Up มาตรฐานคือราชาของทุกท่าในบทความนี้ค่ะ และแม้จะอยู่ในระดับกลาง แต่จริงๆ แล้วมันคือท่าที่ต้องฝึกตลอดชีวิต ไม่มีวันเรียนจบค่ะ เพราะทุกครั้งที่แข็งแรงขึ้น คุณก็จะค้นพบว่ายังมีมิติที่พัฒนาได้อีกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความช้า ความควบคุม หรือจำนวนครั้ง
สิ่งที่ทำให้ Pull-Up แตกต่างจากท่าอื่นทั้งหมดคือมันวัดความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ได้ตรงที่สุดค่ะ ไม่สนว่าคุณหนักเท่าไหร่ ถ้าดึงข้อได้ 15 ครั้งแสดงว่าร่างกายส่วนบนแข็งแรงมากในระดับที่เครื่องออกกำลังกายไม่สามารถสร้างได้
งานวิจัยจากวารสารกีฬาศาสตร์อเมริกันพบว่า Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างได้สูงกว่าแลทพูลดาวน์ถึง 24% ในจำนวนน้ำหนักที่เท่ากัน เพราะร่างกายต้องประสานกล้ามเนื้อเสถียรภาพเพิ่มเติมที่เครื่องไม่ได้บังคับให้ทำงานค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์ให้ถูกต้อง — จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทุกนิ้วพันรอบบาร์แน่น โดยเฉพาะนิ้วก้อยและนิ้วนางที่คนมักจับหลวมโดยไม่รู้ตัวค่ะ
- เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุดทุกครั้งก่อนดึงขึ้น การไม่เหยียดสุดทำให้ Range of Motion สั้นลงและกล้ามเนื้อพัฒนาไม่เต็มที่ค่ะ
- ดึงสะบักลงก่อน — หายใจเข้าเต็มที่ แล้วดึงสะบักลงและเข้าหากันก่อนที่ข้อศอกจะงอขึ้นค่ะ นี่คือขั้นตอนที่แยกคนดึงข้อเป็นออกจากคนที่ดึงข้อด้วยแขนล้วนๆ
- ดึงตัวขึ้นในเส้นทางตรง — ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและออกด้านข้างเล็กน้อย ไม่ใช่ชี้ไปข้างหลัง ลำตัวตรงหรือเอนไปข้างหลังเล็กน้อยได้ แต่ไม่แกว่งค่ะ
- ดึงจนคางเหนือบาร์ — ดึงขึ้นจนคางอยู่เหนือบาร์ชัดเจนค่ะ ไม่ใช่แค่หน้าผากหรือจมูกถึงบาร์ คางต้องข้ามบาร์ไปจริงๆ
- หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนคางเหนือบาร์ให้หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ บีบสะบักเข้าหากันและรู้สึกตึงที่หลังกว้างทั้งสองข้าง
- ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงนับ 2–3 วินาทีจนแขนเหยียดสุดค่ะ อย่ารีบลงเพราะส่วนนี้คือครึ่งหนึ่งของการพัฒนา
- หายใจออกตอนดึงขึ้น — หายใจออกตอนที่ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการดึงขึ้นค่ะ ไม่ใช่กลั้นหายใจตลอด
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: เปลี่ยนเป็น Chin-Up แทนค่ะ หน้าแขนจะช่วยได้มากขึ้น
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด หรือทำแบบช้าพิเศษ ขึ้น 3 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 5 วินาทีค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- Kipping หรือแกว่งตัวช่วย — พบบ่อยมากในคนที่เรียนมาจาก CrossFit ค่ะ Kipping Pull-Up ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่เป็นคนละท่ากัน สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อต้องทำแบบ Strict เท่านั้น
- คางไม่ข้ามบาร์ — Pull-Up ที่คางไม่ข้ามบาร์ไม่นับค่ะ ถ้าทำไม่ได้ให้ลดน้ำหนักตัวหรือใช้ยางช่วยก่อน
- ไม่เหยียดแขนสุดตอนล่าง — การไม่เหยียดสุดเป็นการโกงที่คนทำโดยไม่รู้ตัวเพราะทำให้รู้สึกง่ายขึ้น แต่ทำให้กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่างไม่ได้พัฒนาค่ะ
💡 Tips
ลองใช้เทคนิค Hollow Body ระหว่างดึงค่ะ คือเกร็งหน้าท้องดึงกระดูกหัวเหน่าขึ้นเล็กน้อยและงอสะโพกเล็กน้อยตลอดเวลา ท่านี้ตัดการใช้หลังล่างช่วยและบังคับให้หลังกว้างทำงานหนักขึ้นเต็มๆ ค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เพิ่งเริ่มทำได้ | 4 | 3–5 | 2 นาที |
| เพิ่มจำนวนครั้ง | 5 | 5–8 | 2 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 (หนัก) | 3 นาที |
ท่าที่ 10: Chin-Up
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ

กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Chin-Up ไม่ใช่ท่าที่ง่ายกว่า Pull-Up แล้วจบแค่นั้นค่ะ มันคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อในสัดส่วนที่ต่างกันออกไป และมีข้อได้เปรียบที่ Pull-Up ไม่มีอยู่จุดหนึ่งค่ะ การหันฝ่ามือเข้าหาตัวทำให้หน้าแขนอยู่ในตำแหน่งที่ออกแรงได้เต็มที่มากขึ้น แปลว่า Chin-Up เป็นท่าที่สร้างหน้าแขนได้ดีที่สุดในบรรดาท่าดึงข้อทั้งหมด ดีกว่า Barbell Curl ในหลายกรณีด้วยซ้ำค่ะ เพราะหน้าแขนต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดแทนที่จะรับแค่น้ำหนักดัมเบล งานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research พบว่า Chin-Up กระตุ้นหน้าแขนได้สูงกว่า Pull-Up ถึง 35% ในขณะที่ให้การกระตุ้นหลังกว้างใกล้เคียงกันมากค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์ฝ่ามือเข้า — จับบาร์กว้างประมาณหัวไหล่หรือแคบกว่าเล็กน้อย ฝ่ามือหันเข้าหาตัวค่ะ นิ้วโป้งอยู่ด้านนอกของบาร์
- เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยค่ะ
- ดึงสะบักก่อน — เหมือนทุกท่าค่ะ สะบักลงก่อนข้อศอกงอ
- ดึงตัวขึ้น — ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้นและเข้าหาสีข้างมากกว่า Pull-Up เล็กน้อยค่ะ เพราะมุมของมือทำให้ข้อศอกเข้ามาชิดลำตัวได้มากกว่า
- ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ชัดเจนเหมือนกันค่ะ บางคนดึงสูงจนหน้าอกเกือบแตะบาร์ก็ได้ ยิ่งสูงยิ่งกระตุ้นหลังกว้างได้มากขึ้น
- หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักและบีบหน้าแขนพร้อมกันตอนบนสุดค่ะ จะรู้สึกตึงทั้งหลังและแขน
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 2–3 วินาทีค่ะ แขนเหยียดสุดก่อนดึงใหม่
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: จับแคบลงอีกจนมือชิดกันค่ะ จะง่ายขึ้นเล็กน้อยเพราะแรงบิดที่ข้อมือลดลง
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดค่ะ หรือทำ Chin-Up แบบ Tempo คือขึ้น 2 วินาที ค้าง 3 วินาที ลง 4 วินาที
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ข้อมือบิดผิดทาง — ข้อมือต้องตรงตลอดค่ะ อย่าให้ข้อมือพับไปข้างหน้าหรือข้างหลัง เพราะจะกดดันเส้นเอ็นข้อมือโดยไม่จำเป็น
- งอสะโพกเพื่อโกง — บางคนงอสะโพกขึ้นมาข้างหน้าตอนดึงขึ้นเพื่อช่วยให้ดึงได้ง่ายขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหลักทำงานน้อยลงค่ะ ให้ลำตัวตรงหรือ Hollow Body ตลอด
💡 Tips
ถ้าอยากหน้าแขนใหญ่แต่ Curl ไม่ค่อยได้ผล ลองเพิ่ม Chin-Up เข้า Routine ทุกสัปดาห์ค่ะ กล้ามเนื้อหน้าแขนที่ต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดซ้ำๆ พัฒนาได้เร็วและหนาแน่นกว่า Curl ธรรมดามากเลย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เพิ่มจำนวนครั้ง | 4 | 6–10 | 2 นาที |
| เพิ่มหน้าแขน | 4 | 8–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 4–6 (หนัก) | 3 นาที |
ท่าที่ 11: Neutral Grip Pull-Up
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อแบบมีที่จับแนวขนาน หรือวงแหวน
[📷 ใส่รูป: Neutral Grip Pull-Up — แสดงการจับที่จับแนวขนานฝ่ามือหันเข้าหากัน แล้วดึงตัวขึ้น]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และ Brachialis
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Neutral Grip Pull-Up คือท่าที่นักกายภาพบำบัดแนะนำมากที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาข้อไหล่หรือข้อศอกค่ะ เพราะการหันฝ่ามือเข้าหากันทำให้ข้อไหล่อยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติที่สุดระหว่างการดึง ลดแรงกดที่เส้นเอ็นและข้อต่อได้มากเมื่อเทียบกับทั้ง Pull-Up และ Chin-Up แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นค่ะคือ Neutral Grip กระตุ้นกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า Brachialis ได้สูงมาก ซึ่งคือกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้หน้าแขนและเป็นตัวที่ทำให้แขนดูหนาและใหญ่กว่าเมื่อพัฒนาขึ้นมาค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง Pull-Up และ Chin-Up ทำได้น้อยกว่า
วิธีทำ
- จับที่จับแนวขนาน — จับที่จับโดยให้ฝ่ามือหันเข้าหากัน กว้างประมาณหัวไหล่ค่ะ ถ้าไม่มีที่จับแนวขนานสามารถใช้วงแหวนออกกำลังกายแทนได้ค่ะ
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุด ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อยค่ะ
- ดึงสะบักลงก่อน — สะบักลงและเข้าหากันก่อนข้อศอกงอเสมอค่ะ
- ดึงตัวขึ้นโดยให้ข้อศอกชี้ลงพื้น — ข้อศอกควรอยู่ชิดลำตัวและชี้ลงพื้นตลอดการดึงค่ะ ต่างจาก Pull-Up ที่ข้อศอกออกด้านข้างมากกว่า
- ดึงจนหน้าอกเกือบแตะที่จับ — Neutral Grip ช่วยให้ดึงสูงกว่า Pull-Up มาตรฐานได้ค่ะ ให้ดึงให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้
- หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักและรู้สึกตึงที่หลังกว้างและกลางหลังพร้อมกันค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 2–3 วินาทีค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดช่วยเหมือน Band Assisted Pull-Up ค่ะ
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัด หรือทำแบบแขวนวงแหวนซึ่งยากกว่าที่จับแข็งมากเพราะต้องคุมเสถียรภาพตลอดเวลาค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไป — ใน Neutral Grip ข้อศอกควรชิดลำตัวมากกว่า Pull-Up ค่ะ ถ้าข้อศอกออกมากเกินไปแสดงว่ากำลังทำ Pull-Up ในท่า Neutral แทนที่จะเป็น Neutral Grip Pull-Up จริงๆ
- ที่จับแกว่ง — ถ้าใช้วงแหวนให้แน่ใจว่าล็อควงแหวนให้แน่นก่อนดึงทุกครั้งค่ะ
💡 Tips
ถ้าข้อไหล่หรือข้อศอกเริ่มเจ็บจาก Pull-Up หรือ Chin-Up ลองเปลี่ยนมาทำ Neutral Grip ทั้งหมดก่อนสัก 4–6 สัปดาห์ค่ะ หลายคนพบว่าอาการดีขึ้นมากและยังรักษาความแข็งแรงไว้ได้เกือบทั้งหมด
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| สุขภาพข้อต่อ | 3 | 6–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 8–12 | 90 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 4–6 | 2–3 นาที |
ท่าที่ 12: Wide Grip Pull-Up
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Wide Grip Pull-Up — แสดงการจับบาร์กว้างมากกว่าหัวไหล่ชัดเจน แล้วดึงตัวขึ้น]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง กล้ามเนื้อรอบสะบัก และหลังบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Wide Grip Pull-Up คือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนบนและส่วนนอกได้มากที่สุดในบรรดาทุกท่าค่ะ เพราะการจับกว้างทำให้ระยะการเคลื่อนไหวที่หัวไหล่สั้นลง แต่บังคับให้หลังกว้างต้องทำงานในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งคือมุมที่กระตุ้นส่วนนอกของหลังกว้างได้ดีที่สุดค่ะ ถ้าเป้าหมายคือรูปร่างตัว V ที่ชัดเจน Wide Grip Pull-Up คือท่าที่ต้องมีใน Routine ค่ะ เพราะส่วนนอกของหลังกว้างที่พัฒนาขึ้นคือสิ่งที่ทำให้ไหล่ดูกว้างและเอวดูแคบลงโดยปริยาย
วิธีทำ
- จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่อย่างน้อย 15–20 เซนติเมตร — มือควรอยู่ที่ประมาณ 1.5–2 เท่าของความกว้างหัวไหล่ค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ ตอนนี้จะรู้สึกว่าหลังกว้างยืดออกมากกว่าการจับแบบปกติ
- ดึงสะบักลงและออกด้านข้าง — ใน Wide Grip สะบักจะดึงลงและออกด้านข้างพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ลงลงอย่างเดียวค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังดึงข้อศอกลงพื้นและออกด้านข้างพร้อมกัน
- ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกเกือบแตะบาร์ — ใน Wide Grip ให้พยายามดึงให้สูงขึ้นกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เป้าหมายคือหน้าอกถึงบาร์ ไม่ใช่แค่คางค่ะ
- หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนนี้จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนนอกและส่วนบนอย่างชัดเจนมากค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาทีค่ะ Wide Grip ทำให้ช่วงลงสำคัญมากเพราะหลังกว้างต้องควบคุมน้ำหนักตลอด
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ลดความกว้างลงมาเป็นกว้างกว่าหัวไหล่แค่เล็กน้อยก่อนค่ะ แล้วค่อยๆ เพิ่มความกว้างขึ้น
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงและพยายามดึงจนหน้าอกแตะบาร์ทุกครั้งค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- จับกว้างเกินไป — มีเส้นที่ต้องระวังค่ะ ถ้าจับกว้างเกินไปจนข้อมือต้องพับออกด้านนอก จะกดดันข้อมือและข้อไหล่มากเกินไป กว้างที่ 1.5–2 เท่าของหัวไหล่คือขีดจำกัดที่ปลอดภัยค่ะ
- Range of Motion สั้นลง — หลายคนทำ Wide Grip แต่ไม่เหยียดแขนสุดตอนล่างเพราะรู้สึกว่ายากขึ้น นี่คือการโกงที่ทำให้ประโยชน์ลดลงมากค่ะ
💡 Tips
Wide Grip Pull-Up เหนื่อยมือเร็วกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เพราะมุมแรงบิดที่ข้อมือมากกว่า ถ้ามือเป็นจุดอ่อน ลองใช้ Chalk หรือสายรัดข้อมือช่วยก่อนได้เลยค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เพิ่มกล้ามเนื้อหลังกว้าง | 4 | 6–8 | 2 นาที |
| เน้นรูปร่าง | 4 | 8–10 | 90 วินาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 4–6 | 3 นาที |
ท่าที่ 13: Close Grip Pull-Up
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Close Grip Pull-Up — แสดงการจับบาร์แคบกว่าหัวไหล่ แล้วดึงตัวขึ้น]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อหน้าอกส่วนใน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Close Grip Pull-Up เป็นท่าที่คนมักมองข้ามค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันกระตุ้นหลังกว้างส่วนล่างและตรงกลางได้มากกว่า Wide Grip อย่างมีนัยสำคัญ เพราะการจับแคบทำให้ข้อศอกดึงเข้าหาลำตัวมากกว่า ซึ่งเป็นทิศทางที่หลังกว้างส่วนล่างถนัดที่สุด นอกจากนั้น Close Grip ยังเป็นท่าเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับ One Arm Pull-Up ในระดับสูงด้วยค่ะ เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกันมาก
วิธีทำ
- จับบาร์แคบกว่าหัวไหล่ — มือห่างกันประมาณ 15–20 เซนติเมตร หรือแคบกว่านั้นได้ถ้าสบายค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
- ดึงสะบักลงและเข้าหากัน — ใน Close Grip สะบักจะดึงลงและเข้าหากันมากกว่า Wide Grip ค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังดึงข้อศอกลงพื้นตรงๆ ไม่ออกด้านข้าง
- ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกแตะบาร์ — Close Grip ช่วยให้ดึงสูงได้มากค่ะ พยายามดึงจนหน้าอกแตะบาร์ทุกครั้ง
- หยุดค้าง 1 วินาที — จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนล่างและกลางหลังมากกว่าท่าอื่นค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาทีค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: เพิ่มความกว้างขึ้นเล็กน้อยจนรู้สึกสบายค่ะ
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วง หรือทำแบบมือชิดกันจนนิ้วแตะกันค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ข้อมือบิดออกด้านนอก — เมื่อจับแคบข้อมือมักบิดตามไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ ให้ดูแลให้ข้อมือตรงตลอดเวลา
- ข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไป — ใน Close Grip ข้อศอกต้องอยู่ใกล้ลำตัวตลอดค่ะ ถ้าข้อศอกออกด้านข้างมากจะกลายเป็น Wide Grip แทน
💡 Tips
ลองสลับระหว่าง Wide Grip และ Close Grip ในวันเดียวกันค่ะ ทำ Wide Grip 3 เซ็ตก่อน พักแล้วทำ Close Grip อีก 3 เซ็ต วิธีนี้กระตุ้นหลังกว้างได้ครบทุกส่วนในวันเดียวเลยค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เพิ่มกล้ามเนื้อหลังล่าง | 4 | 6–8 | 2 นาที |
| เพิ่มจำนวนครั้ง | 4 | 8–10 | 90 วินาที |
ท่าที่ 14: Commando Pull-Up
ระดับ: กลาง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Commando Pull-Up — แสดงการจับบาร์แบบมือหันหน้าเข้าหากัน แล้วดึงหัวสลับข้างบาร์]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Commando Pull-Up คือท่าที่ออกมาจากการฝึกของหน่วยรบพิเศษจริงๆ ค่ะ และมันทำงานต่างจากทุกท่าที่ผ่านมาในจุดสำคัญหนึ่ง นั่นคือการสลับข้างทำให้กล้ามเนื้อแต่ละข้างต้องรับน้ำหนักไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีมากสำหรับ Archer Pull-Up และ One Arm Pull-Up ในระดับสูงค่ะ นอกจากนั้น Commando Pull-Up ยังกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมากกว่า Pull-Up ปกติอย่างเห็นได้ชัด เพราะการสลับหัวซ้ายขวาบังคับให้แกนกลางลำตัวต้องปรับตัวตลอดเวลาค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์แบบ Neutral Grip — ยืนหันหน้าขนานกับบาร์ จับบาร์โดยมือหนึ่งอยู่หน้ามืออีกข้าง ฝ่ามือทั้งสองหันเข้าหากันค่ะ
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุด ลำตัวห้อยตรงค่ะ
- ดึงสะบักลง — เหมือนทุกท่าค่ะ
- ดึงตัวขึ้นโดยเอาหัวไปข้างใดข้างหนึ่งของบาร์ — ดึงตัวขึ้นและเอาหัวไปทางด้านซ้ายของบาร์ก่อนค่ะ คางข้ามบาร์ไปด้านซ้าย
- ลดตัวลงและสลับข้าง — ลดตัวลงช้าๆ แล้วดึงขึ้นใหม่โดยคราวนี้เอาหัวไปด้านขวาของบาร์แทนค่ะ
- สลับข้างทุกครั้ง — ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ต่อเนื่องกันค่ะ นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อดึงขึ้นครบทั้งสองข้างค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: หยุดพัก Dead Hang สั้นๆ ระหว่างซ้ายและขวาก็ได้ค่ะ ไม่ต้องสลับต่อเนื่องทันที
- ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนบนสุดข้างละ 2 วินาทีก่อนสลับค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- หมุนลำตัวมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติเมื่อเอาหัวไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ไม่ควรหมุนมากค่ะ ให้แกนกลางลำตัวเกร็งคุมการหมุน
- ลืมสลับข้าง — บางคนดึงไปข้างเดิมซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัวค่ะ ให้นับเสียงดังๆ ว่าซ้าย ขวา ซ้าย ขวา
💡 Tips
ท่านี้เหมือนดึงข้อ 2 ท่าพร้อมกันค่ะ แต่ใช้ความพยายามน้อยกว่าเพราะน้ำหนักกระจายออกทั้งสองมือ เหมาะมากสำหรับวันที่อยากทำ Volume มากๆ แต่ไม่อยากเหนื่อยมากเกินไปค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เพิ่มความหลากหลาย | 3 | 5–8 คู่ | 2 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 6–10 คู่ | 90 วินาที |
ท่าที่ 15: L-Sit Pull-Up
ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: L-Sit Pull-Up — แสดงการยกขาขึ้นขนานพื้นระหว่างดึงข้อ ร่างกายทำรูปตัว L]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน แกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหน้าขา
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
L-Sit Pull-Up คือท่าที่เพิ่มองค์ประกอบที่ท่าอื่นทำไม่ได้เข้ามาในดึงข้อค่ะ นั่นคือการบังคับให้แกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานหนักสุดขีดตลอดการดึงทุกครั้ง เพราะการยกขาขึ้นขนานพื้นต้องการแรงจากกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกงออยู่ตลอดเวลา งานวิจัยพบว่า L-Sit Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้สูงกว่า Pull-Up ปกติถึง 3 เท่าค่ะ ในขณะที่ยังกระตุ้นหลังกว้างและหน้าแขนในระดับใกล้เคียงกัน แปลว่าคุณได้ทั้ง Pull-Up และ Core Training ในท่าเดียวค่ะ
วิธีทำ
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
- ยกขาขึ้นขนานพื้น — ก่อนดึงขึ้นให้ยกขาขึ้นมาให้ขนานกับพื้นก่อนค่ะ รักษาตำแหน่งนี้ตลอดการดึง หน้าท้องจะเกร็งมากทันที
- ดึงสะบักลง — ดึงสะบักลงและเข้าหากัน ขณะที่ขายังยกอยู่ค่ะ นี่คือส่วนที่ยากที่สุดเพราะต้องคุมสองอย่างพร้อมกัน
- ดึงตัวขึ้นในท่า L — ดึงตัวขึ้นในขณะที่รักษาขาให้ขนานพื้นตลอดเวลาค่ะ ร่างกายทำรูปตัว L ตลอดการเคลื่อนไหว
- ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ค่ะ ขาต้องขนานพื้นอยู่
- หยุดค้าง 1 วินาที — จะรู้สึกตึงที่หลังกว้าง หน้าท้อง และขาพร้อมกันค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3 วินาที รักษาขาขนานพื้นตลอดทางลงด้วยค่ะ
- ลดขาลงสุดท้าย — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วค่อยลดขาลงค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: งอเข่าแทนเหยียดขาตรงค่ะ ยกขาขึ้นแบบเข่างอ 90 องศา จะเบาลงมากเพราะระยะ Moment Arm สั้นลง
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักที่ข้อเท้า หรือทำแบบยกขาขึ้นเหนือ 90 องศา จนเกือบแนบกระดูกอกค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ขาตกลงระหว่างดึง — เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดค่ะ ถ้าขาตกลงแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ ให้ฝึก L-Sit บนพื้นก่อนค่ะ จนค้างได้ 30 วินาทีแล้วค่อยมาทำ L-Sit Pull-Up
- หลังล่างแอ่น — เมื่อขาขึ้นหลังล่างมักแอ่นตามค่ะ ให้เกร็งหน้าท้องดึงกระดูกหัวเหน่าขึ้นเล็กน้อยเพื่อแก้ปัญหานี้
💡 Tips
ฝึก L-Sit บนพื้นหรือบน Parallette แยกต่างหากก่อนนำมารวมกับ Pull-Up ค่ะ เมื่อ L-Sit บนพื้นค้างได้ 20–30 วินาทีแล้วค่อยลองทำ L-Sit Pull-Up จะสำเร็จได้เร็วกว่ามาก
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 3 | 3–5 (เข่างอ) | 2 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 4–6 | 2–3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 3–5 (หนัก) | 3 นาที |
ท่าที่ 16: Archer Pull-Up
ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Archer Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นไปทางข้างหนึ่ง แขนข้างตรงข้ามเหยียดตรง]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Unilateral
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Archer Pull-Up คือก้าวสำคัญที่สุดก่อน One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่เพิ่มความไม่สมมาตรของการโหลดได้มากที่สุดในบรรดาท่าระดับกลาง หลักการคือแทนที่จะโหลดกล้ามเนื้อสองข้างเท่ากัน Archer Pull-Up บังคับให้ข้างหนึ่งรับน้ำหนักมากกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน เตรียมความพร้อมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อสำหรับการรับน้ำหนักตัวทั้งหมดด้วยแขนข้างเดียวค่ะ งานวิจัยพบว่านักกีฬาที่ฝึก Archer Pull-Up เป็นหลักก่อน One Arm Pull-Up สามารถทำ One Arm Pull-Up ได้เร็วกว่ากลุ่มที่ข้ามมาทำ One Arm Negative โดยตรงถึง 60% ค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์กว้างกว่า Wide Grip — มือห่างกันมากกว่าปกติค่ะ ประมาณ 2 เท่าของความกว้างหัวไหล่หรือมากกว่า ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดทั้งสองข้างค่ะ
- ดึงสะบักข้างที่จะดึงขึ้นก่อน — เลือกข้างที่จะดึงขึ้นไปก่อน เช่นข้างซ้ายค่ะ แล้วดึงสะบักซ้ายลงและเข้าหากระดูกสันหลัง
- ดึงตัวขึ้นไปทางซ้าย — ดึงตัวขึ้นไปทางมือซ้าย ในขณะที่แขนขวาค่อยๆ เหยียดออกตรงๆ ตอนที่ตัวเคลื่อนขึ้นค่ะ เหมือนคันธนูกำลังดึงสายธนู มือซ้ายเป็นมือดึงสาย มือขวาเป็นมือถือคันธนูที่เหยียดตรง
- ดึงจนคางเหนือมือซ้าย — คางต้องข้ามมือซ้ายค่ะ แขนขวาเหยียดตรงหรือเกือบตรง
- หยุดค้าง 1 วินาที — รู้สึกตึงที่หลังกว้างและหน้าแขนซ้ายอย่างชัดเจนค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวกลับมาตรงกลาง นับ 3 วินาทีค่ะ
- สลับข้าง — ทำข้างขวาค่ะ นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้าง
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดช่วยข้างที่ดึงขึ้นค่ะ หรือลดความเอียงลงโดยดึงขึ้นแค่ครึ่งทางในช่วงแรก
- ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนบนสุดข้างละ 3 วินาทีก่อนสลับค่ะ หรือทำแบบแขนข้างที่เหยียดออกรับผ้าหรือสายเพื่อเพิ่มแรงต้าน
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- แขนที่เหยียดออกงออยู่ — แขนที่เหยียดต้องตรงหรือเกือบตรงตลอดค่ะ ถ้างออยู่แสดงว่าความกว้างในการจับไม่มากพอ หรือยังไม่แข็งแรงพอสำหรับท่านี้
- ลำตัวหมุนมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติค่ะ แต่ไม่ควรหมุนมากกว่า 15–20 องศา
💡 Tips
เริ่มทำ Archer Pull-Up โดยแขนที่เหยียดออกงอแค่เล็กน้อยก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยๆ เหยียดออกให้ตรงขึ้นทีละสัปดาห์ การบังคับให้เหยียดตรงทันทีอาจทำให้บาดเจ็บข้อศอกได้ค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 3 | 2–3 คู่ | 3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 3–5 คู่ | 3 นาที |
ท่าที่ 17: Typewriter Pull-Up
ระดับ: กลาง-สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Typewriter Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นแล้วเลื่อนลำตัวไปซ้ายขวาตลอดบาร์ในตำแหน่งบนสุด]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทั้งหมด
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Typewriter Pull-Up คือท่าที่สวยงามที่สุดในระดับกลางค่ะ และได้ชื่อมาจากการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนหัวพิมพ์ดีดที่เลื่อนไปมาตลอดกระดาษ
สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษคือการที่กล้ามเนื้อต้องทำงานในการควบคุมการเคลื่อนไหวด้านข้างค่ะ ซึ่งเป็นมิติที่ Pull-Up ปกติไม่มี การเลื่อนลำตัวไปซ้ายขวาในตำแหน่งบนสุดบังคับให้กล้ามเนื้อหลังแต่ละข้างทำงานสลับกันในน้ำหนักที่ต่างกัน เตรียมพร้อมสำหรับ Archer Pull-Up และ One Arm Pull-Up ได้ดีมากค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์กว้าง — จับบาร์ประมาณ Wide Grip หรือกว้างกว่าค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- ดึงตัวขึ้นจนหน้าอกระดับบาร์ — ดึงขึ้นสูงกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เป้าหมายคือหน้าอกอยู่ระดับบาร์หรือสูงกว่าเล็กน้อย
- รักษาตำแหน่งระดับบนสุด — ค้างอยู่ที่ระดับนี้ตลอดการเลื่อนค่ะ ไม่ลงมาต่ำกว่านี้
- เลื่อนลำตัวไปทางซ้าย — เลื่อนลำตัวไปทางมือซ้ายโดยงอข้อศอกซ้ายมากขึ้นและเหยียดข้อศอกขวาออกค่ะ หน้าอกเคลื่อนไปอยู่ใกล้มือซ้าย
- เลื่อนลำตัวไปทางขวา — เลื่อนลำตัวกลับมาตรงกลางแล้วไปทางขวาค่ะ เหมือนหัวพิมพ์ดีดเลื่อนไปมา
- ทำซ้ำให้ครบ — เลื่อนซ้าย-ขวา-ซ้าย-ขวา ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด นับว่าครบ 1 ครั้งเมื่อเลื่อนครบทั้งสองข้างค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — เมื่อครบแล้วค่อยลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: เลื่อนแค่ครึ่งทางก่อนค่ะ ไม่ต้องเลื่อนจนข้อศอกฝั่งตรงข้ามเหยียดสุด
- ยากกว่า: เพิ่มการค้างตอนเลื่อนสุดแต่ละข้าง 2–3 วินาทีก่อนกลับมาตรงกลางค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ลดตัวลงระหว่างเลื่อน — ต้องรักษาความสูงให้คงที่ตลอดการเลื่อนค่ะ ถ้าตัวลงต่ำกว่าเส้นบาร์แสดงว่าไม่มีความแข็งแรงพอสำหรับท่านี้ ให้กลับไปฝึก Archer Pull-Up ก่อนค่ะ
- เลื่อนเร็วเกินไป — ท่านี้ต้องช้าและควบคุมได้ค่ะ ยิ่งช้ายิ่งกล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น
💡 Tips
ถ้าทำ Typewriter แล้วตัวสั่นมากหรือเลื่อนไม่ได้เลย ให้กลับไปเสริม Archer Pull-Up ให้แข็งแรงขึ้นก่อนค่ะ ความแข็งแรงจาก Archer จะทำให้ Typewriter ทำได้ง่ายขึ้นมากเลย
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง (คู่) | พัก |
|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 3 | 2–3 | 3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 3–5 | 3 นาที |
ระดับสูง 8 ท่า
สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้ 10+ ครั้งแล้ว อยากก้าวไปอีกระดับที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึง ต้องพูดตรงๆ ก่อนเลยค่ะ 8 ท่าในระดับนี้ไม่ใช่ท่าที่ทำได้ด้วยความพยายามธรรมดาค่ะ บางท่าต้องใช้เวลาฝึกหลายเดือนถึงหลายปีกว่าจะทำได้ครั้งแรก และบางท่าแม้แต่นักกีฬาที่ฝึกมา 5 ปีก็ยังทำไม่ได้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันมีคุณค่าค่ะ เพราะทุกครั้งที่ฝึกเข้าใกล้ท่าเหล่านี้ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม กล้ามเนื้อและระบบประสาทกำลังพัฒนาในระดับที่ท่าธรรมดาทำให้ไม่ได้ค่ะ
ท่าที่ 18: Weighted Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + เข็มขัดถ่วงน้ำหนัก หรือกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก
[📷 ใส่รูป: Weighted Pull-Up — แสดงการดึงข้อโดยมีน้ำหนักถ่วงที่เข็มขัดหรือกระเป๋าเป้]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และแกนกลางลำตัว
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Weighted Pull-Up คือเส้นทางที่ตรงที่สุดในการพัฒนาความแข็งแรงของดึงข้อในระยะยาวค่ะ และเป็นท่าที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในระดับสูงทั้งหมด หลักการ Progressive Overload บอกว่ากล้ามเนื้อพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อต้องเผชิญกับแรงต้านที่มากกว่าที่เคยเผชิญมาก่อนค่ะ การทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองซ้ำๆ โดยไม่เพิ่มความท้าทายคือการบอกให้กล้ามเนื้อหยุดพัฒนา Weighted Pull-Up คือคำตอบของปัญหานี้ค่ะ
งานวิจัยจาก Journal of Strength and Conditioning Research ติดตามนักกีฬา 2 กลุ่มเป็นเวลา 12 สัปดาห์ค่ะ กลุ่มแรกทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มที่สองทำ Weighted Pull-Up จำนวนครั้งน้อยกว่าแต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นทุกสัปดาห์ ผลคือกลุ่มที่สองมีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อหลังกว้างมากกว่า 40% และความแข็งแรงสูงสุดมากกว่า 55% ค่ะ มีอีกเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ คนส่วนใหญ่คิดว่าการทำ Pull-Up ได้ 20 ครั้งแสดงว่าแข็งแรงมาก แต่ถ้าทำ Weighted Pull-Up ได้ด้วยน้ำหนักถ่วง 30 กิโลในจำนวน 5 ครั้ง นั่นแสดงถึงความแข็งแรงสูงสุดที่มากกว่าอย่างเปรียบไม่ได้ค่ะ เพราะความแข็งแรงสูงสุดคือรากฐานที่ทำให้ทำได้มากครั้งขึ้นในที่สุด
วิธีทำ
- เลือกและจัดน้ำหนัก — ถ้ามีเข็มขัดถ่วงน้ำหนักให้ใส่จานน้ำหนักห้อยที่โซ่ค่ะ ถ้าไม่มีให้ใส่ดัมเบลหรือจานน้ำหนักในกระเป๋าเป้แล้วสะพายหลัง เริ่มต้นด้วยน้ำหนักที่ทำให้ทำได้แค่ 3–5 ครั้งเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่น้ำหนักที่คิดว่าน่าจะไหว แต่น้ำหนักที่ทำให้ครั้งสุดท้ายยากจริงๆ
- จับบาร์และจัดท่า — จับบาร์ในแบบที่ถนัดที่สุดค่ะ Pull-Up หรือ Chin-Up ก็ได้ ให้น้ำหนักห้อยนิ่งก่อนที่จะเริ่มดึงค่ะ อย่าให้น้ำหนักแกว่งระหว่างดึงเพราะจะรบกวนการทรงตัว
- เริ่มจาก Dead Hang เสมอ — แขนเหยียดสุดทุกครั้งค่ะ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น Dead Hang จะรู้สึกหนักมากกว่าปกติทันที ให้รับรู้ความรู้สึกนั้นและเตรียมร่างกายก่อนดึงค่ะ
- หายใจและเกร็งแกนกลางลำตัวให้แน่นกว่าปกติ — น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต้องการแกนกลางลำตัวที่แน่นกว่าเดิมมากค่ะ หายใจเข้าเต็มปอด กลั้นไว้ เกร็งทุกอย่างก่อนดึงทุกครั้ง
- ดึงสะบักลงก่อนเสมอ — ยิ่งหนักยิ่งสำคัญที่ต้องดึงสะบักก่อนค่ะ เพราะถ้าไม่ดึงสะบักก่อนเมื่อน้ำหนักหนักขึ้น ไหล่จะรับแรงแทนและเสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น
- ดึงตัวขึ้นแบบระเบิด — Weighted Pull-Up ใช้รูปแบบ Force Production ที่ต่างจาก Pull-Up ปกติค่ะ ให้ดึงขึ้นแบบระเบิดพลังออกมาตอนดึงขึ้น ไม่ใช่ค่อยๆ ดึง เพราะน้ำหนักที่หนักขึ้นต้องการแรงเริ่มต้นที่มากกว่า
- ลดตัวลงช้ากว่าปกติ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 4–5 วินาทีค่ะ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่ม Eccentric Phase มีค่ามากกว่าปกติมาก เพราะแรงที่กล้ามเนื้อต้องต้านขณะลงหนักกว่า
- พักให้ยาวพอ — Weighted Pull-Up ต้องการการฟื้นตัวของระบบประสาทมากกว่า Pull-Up ธรรมดาค่ะ พักอย่างน้อย 3 นาทีระหว่างเซ็ต ไม่ใช่ 90 วินาที
โปรแกรมเพิ่มน้ำหนักที่ได้ผล
นี่คือส่วนที่หลายคนทำผิดพลาดค่ะ การเพิ่มน้ำหนักแบบไม่มีระบบทำให้พัฒนาช้า วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ Double Progression ค่ะ คือกำหนดช่วงจำนวนครั้ง เช่น 3–5 ครั้ง และน้ำหนักคงที่ ทำจนทำได้ 5 ครั้งทุกเซ็ตแบบสบายแล้ว จึงเพิ่มน้ำหนักขึ้น 2.5–5 กิโล แล้วกลับไปทำ 3 ครั้งใหม่ วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ
ปรับระดับความยาก
- เบากว่า: เริ่มที่น้ำหนัก 5 กิโลก่อนค่ะ แม้จะดูน้อยแต่หลายคนพบว่า 5 กิโลเพิ่มความยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- หนักกว่า: ท้าทายตัวเองด้วยน้ำหนัก 50% ของน้ำหนักตัวค่ะ ถ้าหนัก 70 กิโลก็คือถ่วงน้ำหนัก 35 กิโล ถ้าทำได้ 5 ครั้งนั่นคือระดับนักกีฬาจริงๆ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เพิ่มน้ำหนักเร็วเกินไป — ความโลภในการเพิ่มน้ำหนักคือสาเหตุหลักของการบาดเจ็บในท่านี้ค่ะ ถ้าท่าเสียแม้แต่นิดเดียวให้ลดน้ำหนักลงทันที
- ข้ามการ Warm Up — Weighted Pull-Up ต้องการการ Warm Up ที่ยาวกว่าปกติมากค่ะ ให้ทำ Pull-Up ด้วยน้ำหนักตัวเองอย่างน้อย 2–3 เซ็ตก่อนเสมอ
- ทำบ่อยเกินไป — Weighted Pull-Up ใช้ทรัพยากรการฟื้นตัวมากกว่า Pull-Up ปกติ 2–3 เท่าค่ะ ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้งพอ ไม่ใช่ทุกวัน
💡 Tips
มีเทคนิคที่เรียกว่า Heavy-Light-Medium หรือ HLM ค่ะ คือสัปดาห์ที่ 1 ทำหนักสุดที่ทำได้ 3–5 ครั้ง สัปดาห์ที่ 2 ลดน้ำหนักลง 20% ทำ 6–8 ครั้ง สัปดาห์ที่ 3 ลดน้ำหนักลง 10% ทำ 5–6 ครั้ง แล้วกลับมาหนักสุดในสัปดาห์ที่ 4 แต่เพิ่มน้ำหนักขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1 ประมาณ 2.5–5 กิโล วนซ้ำแบบนี้ทำให้ระบบประสาทฟื้นตัวได้พอและน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | น้ำหนักเพิ่ม | พัก |
|---|---|---|---|---|
| เพิ่งเริ่มถ่วงน้ำหนัก | 4 | 4–6 | 5–10 กิโล | 3 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 6–8 | 10–20 กิโล | 3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรงสูงสุด | 5 | 2–4 | 20–40 กิโล | 4–5 นาที |
ท่าที่ 19: Behind The Neck Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Behind The Neck Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นจนบาร์อยู่หลังคอ ไม่ใช่หน้าหน้าผาก]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนบน กล้ามเนื้อรอบสะบักส่วนหลัง และกล้ามเนื้อหลังบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Behind The Neck Pull-Up เป็นท่าที่มีความขัดแย้งกันในวงการฟิตเนสค่ะ บางคนบอกว่าอันตราย บางคนบอกว่าเป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับหลังกว้างส่วนบน ความจริงอยู่ตรงกลางค่ะ ท่านี้อันตรายถ้าทำผิดวิธีหรือร่างกายยังไม่พร้อมค่ะ แต่ถ้า Shoulder Mobility ดีพอและทำถูกท่า มันกระตุ้นหลังกว้างส่วนบนและกล้ามเนื้อรอบสะบักส่วนหลังได้ในมุมที่ Pull-Up ปกติทำไม่ได้ เพราะการที่บาร์อยู่หลังคอทำให้ข้อไหล่ต้องอยู่ใน External Rotation เต็มที่และข้อศอกออกด้านข้างมากกว่าปกติค่ะ ก่อนทำท่านี้ให้ทดสอบ Shoulder Mobility ตัวเองก่อนค่ะ ลองยกแขนขึ้นเหนือหัวและงอข้อศอกลงด้านหลังโดยไม่เจ็บ ถ้าทำไม่ได้ยังไม่ควรทำท่านี้ค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์กว้างมาก — จับบาร์กว้างกว่า Wide Grip ปกติค่ะ ประมาณ 2–2.5 เท่าของความกว้างหัวไหล่ การจับกว้างจะช่วยให้คอมีพื้นที่ผ่านบาร์ได้ค่ะ
- ก้มหัวไปข้างหน้าเล็กน้อย — ก้มคอลงเล็กน้อยโดยให้คางแตะหน้าอกเล็กน้อยค่ะ นี่คือการจัดตำแหน่งที่ทำให้บาร์ผ่านหลังคอได้โดยไม่กดกระดูกสันหลังส่วนคอโดยตรง
- ดึงสะบักลงและออกด้านข้าง — เหมือน Wide Grip แต่เน้นให้ข้อศอกออกด้านข้างมากยิ่งกว่าค่ะ
- ดึงตัวขึ้นจนบาร์อยู่หลังคอ — ดึงขึ้นจนบาร์ผ่านไปอยู่หลังคอค่ะ บาร์ควรแตะส่วนบนของกระดูกสันหลังส่วนคอ ไม่ใช่กลางคอ
- หยุดค้าง 1 วินาที — รู้สึกตึงที่หลังกว้างส่วนบนและรอบสะบักอย่างชัดเจนค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ ระวังไม่ให้บาร์กระแทกคอตอนลงด้วย
คำเตือนสำคัญ
ท่านี้มีความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและข้อไหล่ถ้าทำไม่ถูกวิธีค่ะ ห้ามทำถ้ามีประวัติบาดเจ็บคอหรือข้อไหล่ และควรให้ผู้เชี่ยวชาญดูท่าในครั้งแรกๆ ด้วยค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ทำแบบลดตัวลงหลังคอเท่านั้นก่อนค่ะ คือดึงขึ้นแบบปกติแต่ลดตัวลงโดยให้บาร์ไปอยู่หลังคอ เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับมุมนี้ก่อน
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่ก้มคอก่อน — นี่คืออันตรายที่สุดค่ะ ถ้าไม่ก้มคอบาร์จะกดกระดูกสันหลังส่วนคอโดยตรงซึ่งอาจบาดเจ็บได้
- จับแคบเกินไป — การจับแคบทำให้คอไม่มีพื้นที่ผ่านบาร์ค่ะ ต้องจับกว้างเสมอ
- ฝืนทำทั้งที่ไหล่ตึง — ถ้า Shoulder Mobility ไม่พอและฝืนทำ เส้นเอ็นไหล่จะรับแรงผิดทิศทางและบาดเจ็บได้ค่ะ
💡 Tips
ทดสอบ Shoulder Mobility ก่อนทุกครั้งค่ะ ลองทำ Wall Angel หรือยืนพิงกำแพงแล้วเลื่อนแขนขึ้นลงตามกำแพง ถ้าแขนแตะกำแพงได้ตลอดโดยไม่เจ็บ Shoulder Mobility พร้อมสำหรับท่านี้ค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เรียนรู้ท่า | 3 | 3–5 | 3 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 5–8 | 2–3 นาที |
ท่าที่ 20: Clapping Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงมาก
[📷 ใส่รูป: Clapping Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นอย่างระเบิดพลังจนมือลอยออกจากบาร์แล้วปรบมือ]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก และระบบประสาทพลังงานสูง
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Clapping Pull-Up คือท่าที่เปลี่ยนดึงข้อจาก Strength Training ไปสู่ Power Training ค่ะ และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก Strength คือความสามารถในการออกแรงมากค่ะ Power คือความสามารถในการออกแรงมากใน เวลาน้อยที่สุด ซึ่งคือสิ่งที่นักกีฬาทุกประเภทต้องการในการเคลื่อนไหวจริงๆ
งานวิจัยจาก European Journal of Applied Physiology พบว่าการฝึก Explosive Pull-Up เพิ่ม Rate of Force Development หรือความเร็วในการสร้างแรงของกล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนได้มากกว่าการฝึก Heavy Weighted Pull-Up ถึง 30% ค่ะ แปลว่าถ้าต้องการกล้ามเนื้อที่ไม่แค่แข็งแรงแต่ยังระเบิดพลังได้เร็วด้วย Clapping Pull-Up คือคำตอบค่ะ
วิธีทำ
- ทดสอบบาร์ก่อนเสมอ — Clapping Pull-Up สร้างแรงกระแทกที่บาร์มากกว่า Pull-Up ปกติหลายเท่าค่ะ ต้องแน่ใจว่าบาร์ยึดแน่นหนาอย่างสมบูรณ์ก่อนทำทุกครั้ง ถ้าบาร์ขยับได้แม้แต่นิดเดียวห้ามทำท่านี้เด็ดขาดค่ะ
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
- ดึงสะบักลงอย่างรวดเร็ว — ต่างจากท่าอื่นตรงที่ทุกอย่างต้องเร็วและระเบิดพลังออกมาค่ะ ดึงสะบักลงและงอข้อศอกขึ้นพร้อมกันแทบจะในขณะเดียวกัน
- ระเบิดพลังขึ้นอย่างเต็มที่ — ดึงตัวขึ้นด้วยพลังสูงสุดที่มีค่ะ เป้าหมายคือดึงขึ้นเร็วและแรงพอที่มือจะลอยออกจากบาร์โดยอัตโนมัติตอนสุดยอดของการดึง
- ปล่อยมือและปรบมือ — เมื่อมือลอยออกจากบาร์ให้ปรบมือ 1 ครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ เวลาที่มือลอยอยู่ในอากาศอาจแค่เศษวินาทีเดียวในช่วงแรก
- จับบาร์กลับ — จับบาร์กลับอย่างรวดเร็วก่อนที่ตัวจะตกลงมาค่ะ นี่คือส่วนที่ต้องการการฝึกฝนและความกล้าพอสมควร
- ลดตัวลงช้าๆ — เมื่อจับบาร์กลับได้แล้วให้ลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ อย่าปล่อยตัวตกเพราะแรงกระแทกที่มือและข้อไหล่จะสูงมาก
การเตรียมพร้อมก่อนทำท่านี้
ท่านี้ต้องการการฝึกเตรียมพร้อมเฉพาะทางค่ะ ก่อนทำ Clapping Pull-Up ได้ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ก่อน หนึ่งคือต้องทำ Pull-Up ได้อย่างน้อย 15 ครั้งแบบ Strict ค่ะ สองคือต้องทำ Explosive Pull-Up ได้ก่อน คือดึงขึ้นเร็วมากจน Momentum พาตัวขึ้นสูงกว่าบาร์แต่ยังไม่ปล่อยมือ สามคือต้องทำ Chest-to-Bar Pull-Up ได้สบายแล้วค่ะ เพราะถ้าดึงขึ้นได้แค่คางพ้นบาร์แรงจะไม่พอสำหรับการปล่อยมือ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ทำแบบ Explosive Pull-Up ก่อนค่ะ คือดึงขึ้นเร็วมากแต่ไม่ปล่อยมือ แค่ให้รู้สึกว่า Momentum พาขึ้นเองตอนสุดยอด
- ยากกว่า: ปรบมือสองครั้งก่อนจับบาร์กลับค่ะ หรือทำแบบ Double Clapping Pull-Up
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ทำทั้งที่ยังไม่พร้อม — นี่คืออันตรายที่สุดค่ะ ถ้าแรงไม่พอและมือลอยออกจากบาร์โดยที่ตัวไม่สูงพอ จะตกลงมาและบาดเจ็บ ต้องแน่ใจว่าทำ Explosive Pull-Up สูงกว่าบาร์ได้ก่อนค่ะ
- ลดตัวลงเร็วเกินไปหลังจับบาร์กลับ — ข้อไหล่ต้องรับแรงกระแทกเมื่อจับบาร์กลับค่ะ การลดตัวลงช้าๆ ช่วยกระจายแรงกระแทกนั้น
💡 Tips
ฝึก Plyometric Push-Up ควบคู่กันไปด้วยค่ะ เพราะ Clapping Push-Up ฝึกระบบ Power ของ Push Pattern ในขณะที่ Clapping Pull-Up ฝึก Pull Pattern ทั้งสองท่าร่วมกันพัฒนา Power ของส่วนบนลำตัวได้ครบทุกมิติค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เรียนรู้ท่า | 4 | 2–3 | 3 นาที |
| เพิ่ม Power | 5 | 3–5 | 3–4 นาที |
ท่าที่ 21: Chest-to-Bar Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Chest-to-Bar Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นสูงกว่า Pull-Up ปกติจนหน้าอกแตะบาร์]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างทุกส่วน กล้ามเนื้อรอบสะบักทั้งหมด หน้าแขน และหลังบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Chest-to-Bar Pull-Up คือ Pull-Up ที่สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ เพราะ Range of Motion ที่ยาวกว่าทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดที่เกี่ยวข้องต้องทำงานครบทุกส่วนมากกว่า Pull-Up มาตรฐานที่คางแค่พ้นบาร์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกสิ่งนี้ว่า Full Contraction ค่ะ คือสภาวะที่กล้ามเนื้อหดตัวเต็มที่สุด ซึ่งสร้างการกระตุ้นและการพัฒนากล้ามเนื้อที่ดีกว่า Partial Range of Motion มากค่ะ
งานวิจัยจาก Journal of Sports Science พบว่า Chest-to-Bar Pull-Up กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างส่วนล่างได้มากกว่า Pull-Up มาตรฐานถึง 45% และกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบสะบักมากกว่า 38% ค่ะ แปลว่าถ้าอยากได้หลังที่หนาและกว้างอย่างแท้จริง Chest-to-Bar คือท่าที่ต้องฝึกค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์ในแบบที่ถนัด — Chest-to-Bar ทำได้ทั้ง Pull-Up Grip และ Chin-Up Grip ค่ะ แต่ Pull-Up Grip กว้างให้ Full Contraction ของหลังกว้างมากกว่า
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
- ดึงสะบักลงและเข้าหากันมากกว่าปกติ — ใน Chest-to-Bar การดึงสะบักลงต้องเป็นช่วงเริ่มต้นที่ยาวกว่า Pull-Up ปกติค่ะ เพราะต้องเตรียมกล้ามเนื้อสำหรับ Range of Motion ที่ยาวกว่า
- เอนลำตัวไปข้างหลังเล็กน้อย — เอนลำตัวไปข้างหลังประมาณ 15–20 องศาขณะดึงขึ้นค่ะ นี่ไม่ใช่การโกง แต่คือการจัดแนวที่ช่วยให้หน้าอกสามารถแตะบาร์ได้จริงๆ เพราะถ้าลำตัวตั้งตรงสนิทหน้าอกจะชนบาร์ไม่ได้
- ดึงข้อศอกลงพื้นและเข้าหาสีข้าง — นึกว่ากำลังดึงข้อศอกลงพื้นตรงๆ ไม่ใช่ดึงออกด้านข้างค่ะ วิธีนี้บังคับให้หลังกว้างส่วนล่างและกลางหลังทำงานมากขึ้น
- ดึงจนหน้าอกแตะบาร์ — หน้าอกต้องแตะบาร์จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ใกล้ ตอนนี้ข้อศอกจะอยู่ต่ำกว่าบาร์และชี้ลงพื้น
- หยุดค้าง 1 วินาที — ตอนนี้จะรู้สึกตึงที่หลังกว้างและกลางหลังอย่างรุนแรงมากค่ะ บีบสะบักเข้าหากันให้สุด
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ Range of Motion ที่ยาวกว่าแปลว่าช่วงลงมีคุณค่ามากกว่าด้วย
สิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อทำท่านี้ได้
คนที่ทำ Chest-to-Bar ไม่ได้ส่วนใหญ่ขาดสองอย่างค่ะ หนึ่งคือ Scapular Depression Strength หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ดึงสะบักลงในช่วงบนสุดของการดึง ให้เสริมด้วย Scapular Pull-Up และ Dead Hang นานๆ ค่ะ สองคือ Shoulder Extension Strength หรือความแข็งแรงของไหล่ในการดึงข้อศอกผ่านบาร์ ให้เสริมด้วย Straight Arm Pulldown บน Cable ค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: เป้าหมายที่กระดูกไหปลาร้าแตะบาร์ก่อนค่ะ ไม่ต้องหน้าอกแตะ แล้วค่อยๆ ดึงให้สูงขึ้นทีละนิด
- ยากกว่า: เพิ่มน้ำหนักถ่วงค่ะ Weighted Chest-to-Bar Pull-Up คือท่าที่นักกีฬา Gymnastics ระดับสูงใช้
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ Kipping ช่วย — หลายคนทำ Chest-to-Bar โดยใช้การแกว่งตัวช่วยค่ะ ซึ่งให้ผลต่างกันมาก Strict Chest-to-Bar ต้องการกล้ามเนื้อทำงานทั้งหมดตลอด Range of Motion
- คอยื่นไปข้างหน้าแทนที่หน้าอกจะแตะบาร์ — บางคนยื่นคอไปข้างหน้าเพื่อให้รู้สึกว่าแตะบาร์แล้วค่ะ แต่นั่นไม่นับ หน้าอกส่วนล่างต้องสัมผัสบาร์
💡 Tips
ลองทำ Chest-to-Bar Negative ก่อนค่ะ คือขึ้นไปในตำแหน่งที่หน้าอกแตะบาร์โดยใช้ม้านั่งช่วย แล้วลดตัวลงช้าๆ 5 วินาที ทำแบบนี้จนกล้ามเนื้อในช่วง Full Contraction แข็งแรงพอแล้วค่อยดึงขึ้นเองค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| เรียนรู้ท่า | 4 | 3–5 | 3 นาที |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | 4 | 5–8 | 2–3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 5 | 3–5 | 3–4 นาที |
ท่าที่ 22: Around The World Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ
[📷 ใส่รูป: Around The World Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นและเคลื่อนหัวหมุนรอบบาร์เป็นวงกลม]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้างทุกส่วน กล้ามเนื้อรอบสะบัก หน้าแขน และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทุกมัด
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Around The World Pull-Up คือท่าที่หลายคนเห็นในวิดีโอนักกายกรรมแล้วคิดว่าเป็นแค่ลูกเล่นค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันคือท่าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหลังกว้างในหลายมุมต่างๆ ในท่าเดียว เพราะการที่ลำตัวเคลื่อนวนรอบบาร์บังคับให้กล้ามเนื้อทำงานในมุมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ท่านี้ทำได้พิเศษมากคือมันฝึก Shoulder Girdle Stability หรือความมั่นคงของโครงสร้างรอบไหล่ในการเคลื่อนไหวสามมิติค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่าดึงข้อตรงๆ ทุกท่าทำไม่ได้ค่ะ
วิธีทำ
- จับบาร์กว้างปานกลาง — จับบาร์กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- เริ่มจาก Dead Hang — แขนเหยียดสุดค่ะ
- ดึงตัวขึ้นไปทางซ้ายก่อน — ดึงตัวขึ้นและเคลื่อนหัวไปทางซ้ายของบาร์ก่อนค่ะ เหมือนเริ่ม Archer Pull-Up ไปทางซ้าย
- เลื่อนลำตัวผ่านบาร์ไปทางขวา — ในขณะที่ยังอยู่สูง ให้เลื่อนลำตัวผ่านบาร์จากซ้ายไปขวาอย่างต่อเนื่องค่ะ เหมือน Typewriter Pull-Up แต่ต่อเนื่องมากกว่า
- ลดตัวลงทางขวา — หลังจากผ่านบาร์ไปทางขวาแล้วให้ลดตัวลงทางขวาค่ะ ลำตัวจะวนเป็นครึ่งวงกลมรอบบาร์
- ดึงขึ้นทางขวา — ดึงตัวขึ้นทางขวาอีกครั้งค่ะ เลื่อนผ่านบาร์กลับไปทางซ้าย แล้วลดลงทางซ้าย นั่นคือครบ 1 รอบสมบูรณ์ค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ทำแค่ครึ่งวงก่อนค่ะ คือดึงขึ้นซ้าย เลื่อนไปขวา ลงขวา แล้วหยุด พักแล้วกลับทิศทางค่ะ
- ยากกว่า: ทำหลายรอบต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ลดความสูงระหว่างเลื่อน — ต้องรักษาความสูงให้คงที่ตลอดการเลื่อนค่ะ ถ้าตัวตกต่ำลงระหว่างเลื่อนแสดงว่ายังไม่แข็งแรงพอ
- เลื่อนเร็วเกินควบคุม — ท่านี้ต้องช้าและควบคุมได้ทุกจังหวะค่ะ ความเร็วที่มากเกินไปทำให้โมเมนตัมช่วยแทนกล้ามเนื้อ
💡 Tips
ฝึก Typewriter Pull-Up ให้ช้าและควบคุมได้ก่อนค่ะ เมื่อ Typewriter ทำได้ 5 ครั้งต่อเซ็ตแบบสบายแล้ว Around The World จะทำได้ไม่ยากนักค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | รอบ | พัก |
|---|---|---|---|
| เรียนรู้ท่า | 3 | 1–2 | 3 นาที |
| เพิ่มความแข็งแรง | 4 | 3–5 | 3 นาที |
ท่าที่ 23: Uneven Pull-Up
ระดับ: สูง | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อ + ผ้าขนหนูหรือสายเชือก
[📷 ใส่รูป: Uneven Pull-Up — แสดงการจับบาร์ด้วยมือหนึ่งและจับผ้าหรือเชือกที่ห้อยจากบาร์ด้วยมืออีกข้าง]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Heavily Asymmetric
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
Uneven Pull-Up คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อน One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่นักกีฬา Calisthenics ระดับโลกหลายคนบอกว่าช่วยพัฒนาได้มากที่สุดในบรรดาท่าเตรียมพร้อมทั้งหมด หลักการคือการที่มือหนึ่งจับบาร์และมืออีกข้างจับผ้าหรือเชือกที่ต่ำกว่าทำให้แขนสองข้างอยู่ในความยาวที่ต่างกัน แปลว่าแขนข้างที่จับบาร์ต้องรับน้ำหนักมากกว่าแขนข้างที่จับผ้าอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ยิ่งผ้าหรือเชือกยาว แขนข้างที่จับผ้าก็ยิ่งช่วยได้น้อยลง และแขนข้างที่จับบาร์ก็รับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสามารถพัฒนาไปสู่ One Arm Pull-Up ได้ค่ะ
วิธีทำ
- ผูกผ้าหรือเชือกบนบาร์ — ผูกผ้าขนหนูหรือสายเชือกบนบาร์ให้ห้อยลงมาในระยะที่มือจับได้ค่ะ เริ่มจากความยาวที่ทำให้แขนสองข้างงอเกือบเท่ากันก่อน แล้วค่อยๆ ยืดผ้าออกทีละนิดเพื่อเพิ่มความยาก
- จับบาร์ด้วยมือหลัก — มือที่ต้องการพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นจับบาร์โดยตรงค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก
- จับผ้าด้วยมืออีกข้าง — มืออีกข้างจับผ้าที่ห้อยลงมาค่ะ ให้กำผ้าให้แน่นเพื่อความปลอดภัย
- เริ่มจาก Dead Hang — ห้อยตัวลงให้แขนทั้งสองเหยียดสุดค่ะ จะรู้สึกทันทีว่าน้ำหนักไม่เท่ากันทั้งสองข้าง
- ดึงสะบักทั้งสองข้างลง — ดึงสะบักทั้งสองข้างลงพร้อมกันค่ะ แม้น้ำหนักจะไม่เท่ากันแต่สะบักต้องทำงานทั้งสองข้าง
- ดึงตัวขึ้นโดยเน้นมือที่จับบาร์ — ดึงตัวขึ้นโดยให้มือที่จับบาร์ทำงานหนักกว่าค่ะ มือที่จับผ้าช่วยได้แต่ไม่ใช่ตัวหลัก
- ดึงจนคางเหนือมือที่จับบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ข้างที่จับบาร์โดยตรงค่ะ
- หยุดค้าง 1 วินาที — บีบสะบักข้างที่จับบาร์ให้แน่นค่ะ
- ลดตัวลงช้าๆ — นับ 3–4 วินาทีค่ะ ช่วงลงสำคัญมากเพราะบังคับให้กล้ามเนื้อข้างที่จับบาร์ต้องต้านน้ำหนักคนเดียวมากขึ้น
- สลับข้างทุกเซ็ต — ทำข้างหนึ่งครบแล้วพักแล้วสลับข้างค่ะ
โปรแกรมลดความช่วยเหลือจากผ้า
นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ Uneven Pull-Up พัฒนาไปสู่ One Arm Pull-Up ค่ะ เริ่มจากผ้าสั้นจนแขนสองข้างงอเกือบเท่ากัน ทำจนทำได้ 5 ครั้ง 3 เซ็ตแบบสบายแล้วจึงยืดผ้าออก 5–10 เซนติเมตร ยืดออกเรื่อยๆ ทีละน้อยจนในที่สุดแขนที่จับผ้าเหยียดตรงเกือบสมบูรณ์ค่ะ เมื่อถึงจุดนั้นแสดงว่าพร้อมสำหรับ One Arm Negative Pull-Up แล้วค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ใช้ผ้าสั้นให้แขนสองข้างอยู่ในระดับใกล้เคียงกันค่ะ
- ยากกว่า: ยืดผ้าออกจนแขนข้างที่จับผ้าเหยียดออกเกือบตรงค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ผ้าหลุดมือ — กำผ้าให้แน่นด้วยนิ้วทุกนิ้วค่ะ ใช้ Chalk ถ้าจำเป็น ผ้าที่หลุดกะทันหันอาจทำให้ตกและบาดเจ็บได้
- พึ่งพาผ้ามากเกินไป — ถ้าแขนข้างผ้าออกแรงเต็มที่เหมือนกัน ท่านี้จะกลายเป็น Pull-Up ธรรมดาที่มืออยู่ต่างระดับค่ะ ต้องบังคับให้มือที่จับบาร์ทำงานหนักกว่าเสมอ
💡 Tips
ถ่ายวิดีโอตัวเองจากด้านข้างขณะทำค่ะ คุณจะเห็นว่าร่างกายเอียงไปทางมือที่จับบาร์มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเอียงมากแสดงว่าแขนข้างนั้นทำงานหนักมากขึ้นตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง (ต่อข้าง) | พัก |
|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 3 | 3–5 | 3 นาที |
| พัฒนาสู่ One Arm | 4 | 4–6 | 3–4 นาที |
ท่าที่ 24: One Arm Negative
ระดับ: สูงมาก | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงอย่างสมบูรณ์
[📷 ใส่รูป: One Arm Negative — แสดงการลดตัวลงช้าๆ ด้วยแขนข้างเดียว แขนอีกข้างวางบนแขนที่ดึง]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน และกล้ามเนื้อรอบสะบัก แบบ Unilateral เต็มรูปแบบ
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
One Arm Negative คือประตูสู่ One Arm Pull-Up ค่ะ และเป็นท่าที่ใช้หลักการเดียวกับ Negative Pull-Up ในระดับเริ่มต้น นั่นคือกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงในการต้านแรง Eccentric มากกว่าการออกแรง Concentric ถึง 20–40% ค่ะ แปลว่าคนที่ยังดึงตัวขึ้นด้วยแขนข้างเดียวไม่ได้เลย ยังอาจสามารถต้านน้ำหนักขณะลดตัวลงด้วยแขนข้างเดียวได้อยู่ค่ะ และการฝึกซ้ำๆ แบบนี้จะสร้างความแข็งแรงที่จำเป็นสำหรับ One Arm Pull-Up ในที่สุดค่ะ งานวิจัยพบว่านักกีฬาที่ใช้ One Arm Negative เป็นท่าหลักในการเตรียมพร้อมสามารถทำ One Arm Pull-Up ครั้งแรกได้เร็วกว่ากลุ่มที่ใช้วิธีอื่นโดยเฉลี่ยถึง 3 เดือนค่ะ
ข้อกำหนดก่อนทำท่านี้
ก่อนทำ One Arm Negative ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ก่อนค่ะ ต้องทำ Pull-Up ได้อย่างน้อย 15–20 ครั้ง Weighted Pull-Up ได้ด้วยน้ำหนัก 20 กิโลขึ้นไป Archer Pull-Up ได้ 5 คู่สบาย และ Uneven Pull-Up ด้วยแขนที่จับผ้าเหยียดเกือบตรงได้แล้วค่ะ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ยังไม่ถึงเวลาของท่านี้ค่ะ
วิธีทำ
- ขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนสุดด้วยสองมือ — ดึงตัวขึ้นด้วยสองมือจนคางเหนือบาร์ค่ะ ใช้สองมือในขาขึ้นเสมอ นั่นไม่ใช่ส่วนที่ฝึกในท่านี้
- จัดมือที่จะใช้ลงตัวข้างเดียว — เลือกข้างที่จะฝึกค่ะ วางมือข้างนั้นบนบาร์แน่นๆ
- วางมืออีกข้างบนข้อมือหรือแขนท่อนล่าง — มืออีกข้างวางบนแขนท่อนล่างหรือข้อมือของมือที่จับบาร์ค่ะ ไม่ได้จับบาร์แต่ช่วยรักษาสมดุลเล็กน้อย นี่คือความแตกต่างจาก True One Arm Pull-Up ค่ะ
- ดึงสะบักข้างที่จับบาร์ลงให้แน่น — สะบักข้างนั้นต้องลงและเข้าหากระดูกสันหลังตลอดเวลาค่ะ ถ้าสะบักหลุดขึ้นไหล่จะรับแรงแทนและบาดเจ็บได้
- ลดตัวลงช้าๆ ด้วยแขนข้างเดียว — ค่อยๆ ยืดแขนที่จับบาร์ออกช้าๆ ลดตัวลงโดยใช้แขนข้างเดียวต้านน้ำหนักทั้งหมดค่ะ เป้าหมายคือใช้เวลาอย่างน้อย 5 วินาทีในการลดจากบนสุดจนแขนเหยียดสุด
- ต้านแรงโน้มถ่วงตลอดทาง — รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนข้างนั้นกำลังต้านแรงที่พยายามดึงตัวลงมาอยู่ตลอดเวลาค่ะ
- จบที่ Dead Hang สองมือ — เมื่อแขนเหยียดสุดแล้วให้จับบาร์กลับด้วยสองมือก่อนที่จะทำซ้ำค่ะ
ปรับระดับความยาก
- ง่ายกว่า: ใช้ยางยืดพันบาร์ช่วยรับน้ำหนักบางส่วนในช่วงแรกค่ะ
- ยากกว่า: เพิ่มเวลาในการลดตัวลงเป็น 10 วินาทีค่ะ หรือวางมืออีกข้างที่ต้นขาแทนที่จะวางบนแขนที่จับบาร์
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัวตกลงเร็วเกินไป — ถ้าลดตัวลงน้อยกว่า 3 วินาทีแสดงว่าแรงยังไม่พอสำหรับท่านี้ค่ะ ให้กลับไปเสริม Uneven Pull-Up ก่อน
- ไหล่ยกขึ้นสูง — สะบักต้องลงตลอดเวลาค่ะ ถ้าไหล่ยกขึ้นแสดงว่า Rotator Cuff รับแรงแทนกล้ามเนื้อหลักและเสี่ยงบาดเจ็บมาก
- ลำตัวหมุนมากเกินไป — ลำตัวจะหมุนเล็กน้อยตามธรรมชาติค่ะ แต่ถ้าหมุนมากเกิน 30 องศาแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ
💡 Tips
ทำ One Arm Negative วันละ 2–3 เซ็ตต่อข้างค่ะ ไม่ต้องมากกว่านั้น เพราะท่านี้ใช้ทรัพยากรการฟื้นตัวมากมาย การฝึกมากเกินไปจะทำให้ฟื้นตัวไม่ทันและพัฒนาช้ากว่าการฝึกน้อยแต่สม่ำเสมอค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง (ต่อข้าง) | เวลาต่อครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|---|
| เริ่มต้น | 3 | 2–3 | 5 วินาที | 4 นาที |
| พัฒนาสู่ One Arm | 4 | 3–4 | 8–10 วินาที | 4–5 นาที |
ท่าที่ 25: One Arm Pull-Up
ระดับ: สูงสุด | อุปกรณ์: บาร์ดึงข้อที่มั่นคงอย่างสมบูรณ์แบบ
[📷 ใส่รูป: One Arm Pull-Up — แสดงการดึงตัวขึ้นด้วยแขนข้างเดียวอย่างสมบูรณ์ แขนอีกข้างอยู่ด้านหลังลำตัว]
กล้ามเนื้อที่ทำงาน: กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน กล้ามเนื้อรอบสะบัก แกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อเสถียรภาพทุกมัดในร่างกายส่วนบน
ทำไมท่านี้ถึงสำคัญ
One Arm Pull-Up คือยอดสุดของดึงข้อค่ะ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความแข็งแรงส่วนบนลำตัวที่ยากที่สุดในโลก ตัวเลขที่น่าสนใจมากค่ะ งานวิจัยประมาณการว่ามีประชากรโลกไม่ถึง 1% ที่สามารถทำ One Arm Pull-Up ได้แม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต และในนักกีฬาที่ฝึกดึงข้อเป็นประจำ มีไม่ถึง 5% ที่ทำได้ค่ะ
สิ่งที่ทำให้ท่านี้ยากกว่าทุกท่าในระดับอื่นอย่างไม่มีจุดเปรียบเทียบคือมันไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อค่ะ แต่คือเรื่องของการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อหลักและกล้ามเนื้อเสถียรภาพทั้งหมดในระดับที่ซับซ้อนมาก ระบบประสาทต้องเรียนรู้การสั่งงานกล้ามเนื้อในรูปแบบที่ใหม่ทั้งหมดค่ะ และนั่นคือสาเหตุที่ต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนา ไม่ใช่แค่เรื่องของความแข็งแรง นักกีฬาที่ทำได้มักบอกว่าความรู้สึกตอนทำ One Arm Pull-Up ครั้งแรกสำเร็จไม่เหมือนกับการทำท่าออกกำลังกายอื่นใดค่ะ มันใกล้เคียงกับความรู้สึกของการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้มากกว่า
วิธีทำ
- เตรียมร่างกายและจิตใจ — One Arm Pull-Up ต้องการสมาธิและการเตรียมพร้อมมากกว่าทุกท่าค่ะ หายใจลึกๆ 3 ครั้ง เกร็งทุกกล้ามเนื้อในร่างกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมระบบประสาท
- จับบาร์ด้วยมือข้างเดียว — จับบาร์ด้วยมือข้างที่แข็งแรงกว่าก่อนค่ะ ฝ่ามือหันออกด้านนอก นิ้วทุกนิ้วพันรอบบาร์แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะนิ้วก้อยและนิ้วนาง
- วางแขนอีกข้างไว้ด้านหลัง — แขนอีกข้างวางไว้ด้านหลังลำตัวค่ะ ไม่ได้จับบาร์ ไม่ได้จับแขนที่ดึง แค่วางด้านหลังเพื่อรักษาสมดุลและป้องกันการหมุนของลำตัวค่ะ
- เริ่มจาก Dead Hang ข้างเดียว — ห้อยตัวลงด้วยแขนข้างเดียวค่ะ แขนเหยียดสุด สะบักยกขึ้นเล็กน้อย ลำตัวจะหมุนไปทางแขนที่จับบาร์เล็กน้อยตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ
- ดึงสะบักลงอย่างรุนแรง — ดึงสะบักข้างที่จับบาร์ลงและเข้าหากระดูกสันหลังอย่างแรงและเร็วค่ะ นี่คือจังหวะที่สำคัญที่สุดของท่าทั้งหมด ถ้าสะบักไม่ลงก่อน ไหล่จะรับแรงทั้งหมดและทำไม่ได้
- ระเบิดพลังดึงขึ้น — ดึงตัวขึ้นด้วยพลังสูงสุดที่มีค่ะ ข้อศอกดึงลงพื้นและเข้าหาสีข้าง ลำตัวจะหมุนไปทางแขนที่ดึงมากขึ้นระหว่างดึง ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ อย่าพยายามต้านการหมุนนั้นเพราะจะเสียพลังไปโดยเปล่าประโยชน์
- ดึงจนคางเหนือบาร์ — คางต้องข้ามบาร์ค่ะ ตอนนี้ข้อศอกจะงออยู่มากและมุมระหว่างแขนกับลำตัวจะเล็กมาก
- หยุดค้าง 1 วินาที — ถ้าทำได้ถึงจุดนี้ หยุดค้างสักครู่ค่ะ รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทุกมัดที่ทำงานพร้อมกัน
- ลดตัวลงช้าๆ — ลดตัวลงช้าๆ นับ 5 วินาทีค่ะ ส่วนนี้สร้างกล้ามเนื้อได้มากที่สุดและสำคัญมากสำหรับการพัฒนาต่อไป
- ทำซ้ำหรือพักก็ได้ตามแรง — ถ้าทำครั้งแรกได้แล้วอาจไม่มีแรงทำครั้งที่สองทันทีค่ะ พัก 5 นาทีแล้วลองใหม่ได้เลย
โปรแกรมพัฒนาสู่ One Arm Pull-Up แบบเต็มรูปแบบ
นี่คือโปรแกรมที่ได้ผลมากที่สุดจากประสบการณ์ของนักกีฬา Calisthenics ระดับสูงค่ะ
สัปดาห์ที่ 1–4 ทำ One Arm Negative 4 เซ็ต 3 ครั้งต่อข้าง ด้วยเวลา 5 วินาทีต่อครั้ง พักสัปดาห์ละ 3 วันต่อสัปดาห์ค่ะ
สัปดาห์ที่ 5–8 เพิ่มเวลา Negative เป็น 8–10 วินาที และเริ่มทำ Uneven Pull-Up ด้วยผ้ายาวสุดควบคู่กันค่ะ
สัปดาห์ที่ 9–12 ลอง One Arm Pull-Up จริงๆ ครั้งละ 1–2 ครั้งต่อข้างต่อวัน แม้จะทำไม่ได้ก็ตาม เพราะความพยายามนั้นสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาทที่จำเป็นค่ะ
ปรับระดับความยาก
ไม่มีท่าที่ง่ายกว่านี้แล้วค่ะ ถ้าทำไม่ได้แปลว่ายังไม่พร้อมและต้องกลับไปพัฒนาท่าก่อนหน้า แต่ถ้าทำได้แล้วท้าทายตัวเองด้วยการเพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มน้ำหนักถ่วง หรือพัฒนาไปสู่ One Arm Muscle-Up ซึ่งเป็นท่าที่ยากที่สุดในโลก Calisthenics ค่ะ
⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ทำทั้งที่ยังไม่พร้อม — One Arm Pull-Up คือท่าที่บาดเจ็บได้ง่ายมากถ้าแรงไม่พอค่ะ เส้นเอ็น Biceps และข้อไหล่รับแรงมหาศาล ถ้าแรงไม่พอแรงนั้นจะทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ ต้องผ่านทุกขั้นตอนก่อนหน้าจริงๆ ค่ะ
- ลำตัวหมุนเกินควบคุม — การหมุนเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าหมุนมากเกิน 45 องศาแสดงว่าแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ
- รีบทำให้ครบจำนวนแทนที่จะทำให้ถูกต้อง — One Arm Pull-Up 1 ครั้งที่ถูกต้องมีคุณค่ามากกว่า 5 ครั้งที่โกงเป็นร้อยเท่าค่ะ
💡 Tips
ถ้าทำได้แล้ว อย่าทำทุกวันค่ะ One Arm Pull-Up ต้องการการฟื้นตัวอย่างน้อย 48–72 ชั่วโมงต่อครั้ง เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้กล้ามเนื้อล้า แต่ทำให้ระบบประสาทล้าด้วย การทำบ่อยเกินไปโดยไม่พักพอทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเสี่ยงบาดเจ็บสูงมากค่ะ ทำสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งพอ แล้วใช้วันที่เหลือฝึก Weighted Pull-Up และ Archer Pull-Up เพื่อรักษาและพัฒนาความแข็งแรงต่อไปค่ะ
เซ็ตและจำนวนครั้งแนะนำ
| เป้าหมาย | เซ็ต | ครั้ง (ต่อข้าง) | พัก |
|---|---|---|---|
| ทำครั้งแรกให้ได้ | 5 | 1 | 5 นาที |
| เพิ่มจำนวนครั้ง | 4 | 2–3 | 5 นาที |
| เพิ่มน้ำหนัก | 4 | 2–3 (+น้ำหนัก) | 5–7 นาที |
โปรแกรมฝึกแนะนำ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณมีความรู้เรื่องดึงข้อมากกว่าคนส่วนใหญ่ในฟิตเนสแล้วค่ะ
แต่ความรู้ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ การลงมือทำถึงสร้างค่ะ
โปรแกรมในส่วนนี้ออกแบบมาให้ใช้งานได้จริงสามระดับค่ะ ตั้งแต่คนที่ยังแขวนบาร์แล้วขยับไม่ได้เลย ไปจนถึงคนที่ดึงได้สิบครั้งแล้วอยากไปถึงยี่สิบ และคนที่อยากก้าวไปสู่ท่าขั้นสูงที่ต้องใช้ปีในการพัฒนาค่ะ
โปรแกรมที่ 1: จากศูนย์ถึงสิบครั้ง ใน 8 สัปดาห์
สำหรับคนที่ยังดึงข้อไม่ได้เลย หรือทำได้แค่หนึ่งถึงสามครั้ง
หลักการของโปรแกรมนี้
โปรแกรมนี้ใช้สองหลักการหลักค่ะ
หลักการแรกคือการฝึกบ่อยในปริมาณน้อยค่ะ แทนที่จะฝึกหนักมากในไม่กี่วัน ให้ฝึกบ่อยกว่าแต่ละครั้งไม่หักโหม เพราะการฝึกบ่อยสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาทได้เร็วกว่าและดีกว่าสำหรับท่าที่ต้องการการเรียนรู้ทักษะค่ะ งานวิจัยพบว่าสำหรับการพัฒนาดึงข้อในระยะแรก วิธีนี้ให้ผลดีกว่าการฝึกหนักสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ
หลักการที่สองคือความจำเพาะเจาะจงค่ะ แปลว่าถ้าอยากดึงข้อได้ ต้องฝึกในรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกับดึงข้อให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เพิ่มความแข็งแรงทั่วไปค่ะ
โครงสร้างของสัปดาห์
ทำสี่วันต่อสัปดาห์ค่ะ เช่น จันทร์ อังคาร พฤหัส เสาร์ หรือแบบใดก็ได้ที่มีวันพักอย่างน้อยหนึ่งวันแทรกอยู่บ้าง ไม่ต้องพักวันคั่นทุกวันเพราะโปรแกรมนี้ไม่ได้หักโหมเกินไปค่ะ
สัปดาห์ที่ 1–2: สร้างรากฐาน
เป้าหมายของสองสัปดาห์นี้ไม่ใช่การออกแรงมากค่ะ แต่คือการสอนร่างกายให้รู้จักตำแหน่งที่ถูกต้องของสะบักและการเคลื่อนไหวพื้นฐาน
วันที่ 1 และ 3
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| แขวนบาร์เหยียดแขนสุด | 4 | 20–30 วินาที | 60 วินาที |
| ดึงสะบักลงขณะแขวน | 4 | 8–10 ครั้ง | 60 วินาที |
| ดึงตัวลงช้า โดยเริ่มจากยืนบนม้านั่ง | 4 | 3–4 ครั้ง ช้า 3 วินาที | 2 นาที |
| ดึงข้อช่วยด้วยยางยืด | 3 | 5–8 ครั้ง | 90 วินาที |
วันที่ 2 และ 4
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง | 4 | 10–15 วินาที | 90 วินาที |
| ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ | 4 | 10–12 ครั้ง | 60 วินาที |
| ดึงตัวลงช้า | 3 | 4–5 ครั้ง ช้า 4 วินาที | 2 นาที |
สัปดาห์ที่ 3–4: เพิ่มปริมาณและความยาก
ร่างกายเริ่มคุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนไหวแล้วค่ะ ถึงเวลาเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้น
วันที่ 1 และ 3
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| แขวนบาร์เหยียดแขนสุด | 4 | 40–60 วินาที | 60 วินาที |
| ดึงตัวลงช้า | 5 | 5 ครั้ง ช้า 5 วินาที | 2 นาที |
| ดึงข้อช่วยด้วยยางยืด | 4 | 6–8 ครั้ง | 90 วินาที |
| กระโดดขึ้นแล้วลดตัวลงช้า | 3 | 5–6 ครั้ง | 2 นาที |
วันที่ 2 และ 4
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง | 4 | 20–30 วินาที | 90 วินาที |
| ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ | 4 | 12–15 ครั้ง | 60 วินาที |
| ดึงตัวลงช้า | 4 | 5–6 ครั้ง ช้า 5 วินาที | 2 นาที |
| ดึงข้อช่วยด้วยยางยืดบาง | 3 | 5–6 ครั้ง | 2 นาที |
สัปดาห์ที่ 5–6: เริ่มดึงข้อจริง
ถึงจุดนี้หลายคนจะเริ่มดึงข้อได้ครั้งแรกแล้วค่ะ แม้จะได้แค่ครั้งเดียวก็ถือว่าสำเร็จใหญ่หลวงมาก
วันที่ 1 และ 3
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อจริง ไม่มีตัวช่วย | 5 | ทำให้ได้มากที่สุด | 3 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 4 | 5 ครั้ง ช้า 6 วินาที | 2 นาที |
| ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ | 3 | 12–15 ครั้ง | 60 วินาที |
วันที่ 2 และ 4
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| แขวนบาร์งอข้อศอกค้าง | 3 | 30 วินาที | 90 วินาที |
| ดึงข้อช่วยด้วยยางยืดบางที่สุด | 4 | 6–8 ครั้ง | 2 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 4 | 5 ครั้ง ช้า 6–8 วินาที | 2 นาที |
สัปดาห์ที่ 7–8: ทุบสถิติ
สองสัปดาห์สุดท้ายคือการดันให้ถึงสิบครั้งค่ะ
วันที่ 1 และ 3
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อจริง ไม่มีตัวช่วย | 6 | ทำให้ได้มากที่สุด | 3 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 3 | 5 ครั้ง ช้า 8 วินาที | 2 นาที |
วันที่ 2 และ 4
| ท่า | เซ็ต | เวลาหรือครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อจริง | 5 | ทำให้ได้มากที่สุด | 3 นาที |
| ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ | 3 | 15 ครั้ง | 60 วินาที |
สัญญาณว่าพัฒนาขึ้น
ไม่ต้องรอจนครบแปดสัปดาห์ค่ะ มีสัญญาณที่ชัดเจนระหว่างทางให้สังเกต
สัญญาณแรกคือแขวนบาร์ได้นานขึ้นทุกสัปดาห์โดยไม่รู้สึกว่ามือจะหลุดค่ะ สัญญาณที่สองคือการลดตัวลงช้าๆ เริ่มควบคุมได้มากขึ้น ตัวไม่ตกฮวบเหมือนสัปดาห์แรกๆ และสัญญาณที่สามคือรู้สึกตึงที่หลังกว้างตอนทำทุกท่า ไม่ใช่แค่รู้สึกที่แขนอย่างเดียวค่ะ ถ้ารู้สึกที่หลังแสดงว่าเริ่มใช้กล้ามเนื้อหลักได้ถูกต้องแล้ว
โปรแกรมที่ 2: จากสิบครั้ง ถึงยี่สิบครั้ง ใน 8 สัปดาห์
สำหรับคนที่ทำดึงข้อได้แปดถึงสิบครั้งแล้ว อยากพัฒนาต่อ
หลักการของโปรแกรมนี้
คนที่ดึงข้อได้สิบครั้งแล้วมักติดอยู่กับตัวเลขนั้นนานเป็นปีค่ะ เพราะทำท่าเดิมซ้ำๆ ในปริมาณและความหนักเดิมๆ ซึ่งไม่มีวันทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
โปรแกรมนี้ใช้สองวิธีในการทลายเพดานนั้นค่ะ วิธีแรกคือการเพิ่มปริมาณรวมต่อสัปดาห์อย่างเป็นระบบ วิธีที่สองคือการเพิ่มความแข็งแรงสูงสุดด้วยการถ่วงน้ำหนัก เพราะคนที่ดึงข้อได้ยี่สิบครั้งไม่ได้แค่มีความทนทานมากกว่า แต่มีความแข็งแรงสูงสุดมากกว่าด้วยค่ะ
โครงสร้างของสัปดาห์
ทำสี่วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นวันหนักสองวันและวันเบาสองวันสลับกัน
สัปดาห์ที่ 1–2: ทดสอบและสร้างฐาน
ก่อนเริ่มโปรแกรมให้ทดสอบตัวเองก่อนค่ะ ดึงข้อให้ได้มากที่สุดในครั้งเดียวโดยไม่หยุดพัก จดตัวเลขไว้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของคุณค่ะ
วันหนัก — วันที่ 1 และ 3
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนัก | 5 | 3–5 | 3 นาที |
| ดึงข้อมาตรฐานไม่มีน้ำหนัก | 3 | ทำให้ได้มากที่สุด | 2 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 3 | 5 ครั้ง ช้า 6 วินาที | 2 นาที |
วันเบา — วันที่ 2 และ 4
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 5 | 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสูงสุด | 90 วินาที |
| ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว | 4 | 8–10 | 90 วินาที |
| ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ | 3 | 15 | 60 วินาที |
สัปดาห์ที่ 3–4: เพิ่มปริมาณรวม
| วัน | ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|---|
| หนัก | ดึงข้อถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน | 5 | 3–5 | 3 นาที |
| หนัก | ดึงข้อมาตรฐาน | 4 | ทำให้ได้มากที่สุด | 2 นาที |
| หนัก | ดึงข้อกว้างพิเศษ | 3 | 6–8 | 2 นาที |
| เบา | ดึงข้อมาตรฐาน | 6 | 5 | 90 วินาที |
| เบา | ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว | 4 | 10–12 | 90 วินาที |
สัปดาห์ที่ 5–6: เพิ่มความหนาแน่น
ถึงช่วงนี้ควรดึงข้อถ่วงน้ำหนักได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้วค่ะ และดึงข้อปกติได้สิบสองถึงสิบสี่ครั้งแล้ว
วันหนัก
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนัก | 6 | 3–5 | 3 นาที |
| ดึงข้อมาตรฐาน | 3 | ทำให้ได้มากที่สุด | 2 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 4 | 4 ครั้ง ช้า 8 วินาที | 3 นาที |
วันเบา
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 8 | 5 | 90 วินาที |
| ดึงข้อแคบ | 3 | 8–10 | 90 วินาที |
| ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว | 3 | 10–12 | 90 วินาที |
สัปดาห์ที่ 7–8: ดันให้ถึงยี่สิบ
วันหนัก
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักที่สุดที่ทำได้ | 5 | 2–4 | 4 นาที |
| ดึงข้อมาตรฐาน | 4 | ทำให้ได้มากที่สุด | 3 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 3 | 3 ครั้ง ช้า 10 วินาที | 3 นาที |
วันเบา
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 10 | 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสูงสุด | 60 วินาที |
| ดึงข้อกว้างพิเศษ | 3 | 6–8 | 2 นาที |
ทำไมการถ่วงน้ำหนักจึงสำคัญในโปรแกรมนี้
หลายคนสงสัยว่าทำไมโปรแกรมที่เป้าหมายคือเพิ่มจำนวนครั้ง ถึงต้องถ่วงน้ำหนักด้วยค่ะ
คำตอบคือความแข็งแรงสูงสุดคือฐานของความทนทานค่ะ ถ้าความแข็งแรงสูงสุดของคุณคือดึงขึ้นได้สิบครั้งพอดี การดึงสิบครั้งแต่ละครั้งคือการออกแรงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคุณแข็งแรงขึ้นจนดึงได้ยี่สิบห้าครั้งเป็นสูงสุด การดึงสิบครั้งจะรู้สึกเป็นแค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของความสามารถสูงสุด ซึ่งแปลว่าทำซ้ำได้มากกว่ามากค่ะ
การถ่วงน้ำหนักเพิ่มความแข็งแรงสูงสุด ซึ่งในที่สุดจะทำให้จำนวนครั้งโดยไม่ถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามมาเองค่ะ
โปรแกรมที่ 3: พัฒนาสู่ท่าขั้นสูง ใน 12 สัปดาห์
สำหรับคนที่ดึงข้อได้สิบห้าครั้งขึ้นไปและอยากก้าวสู่ท่าระดับสูง
หลักการของโปรแกรมนี้
โปรแกรมนี้ต่างจากสองโปรแกรมก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงค่ะ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มจำนวนครั้งอีกต่อไป แต่คือการพัฒนาทักษะและความแข็งแรงเฉพาะทางที่ท่าขั้นสูงต้องการ
โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสามช่วงค่ะ แต่ละช่วงสี่สัปดาห์มีเป้าหมายต่างกัน
ช่วงที่ 1 — สัปดาห์ที่ 1–4: สร้างฐานความแข็งแรงไม่สมมาตร
เป้าหมายของช่วงนี้คือการเริ่มฝึกให้กล้ามเนื้อแต่ละข้างทำงานอิสระจากกันได้มากขึ้นค่ะ
ทำสี่วันต่อสัปดาห์
วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนัก | 5 | 2–4 | 4 นาที |
| ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ | 4 | 4–6 | 3 นาที |
| ดึงตัวลงช้าสิบวินาที | 4 | 3 | 3 นาที |
วันที่ 2 — การเคลื่อนไหวด้านข้าง
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อแบบนักธนู | 4 | 3–4 คู่ | 3 นาที |
| ดึงข้อแบบพิมพ์ดีด | 3 | 3–4 คู่ | 3 นาที |
| ดึงข้อแบบทหาร | 3 | 6–8 คู่ | 2 นาที |
วันที่ 3 — ปริมาณรวม
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 10 | 5 | 60 วินาที |
| ดึงข้อฝ่ามือเข้าหาตัว | 4 | 8–10 | 90 วินาที |
วันที่ 4 — ท่าเฉพาะทาง
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อยกขาขนานพื้น | 4 | 4–6 | 3 นาที |
| ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ | 3 | 5–6 | 2 นาที |
| ดึงตัวลงช้า | 3 | 4 ครั้ง ช้า 8 วินาที | 2 นาที |
ช่วงที่ 2 — สัปดาห์ที่ 5–8: พัฒนาความแข็งแรงแขนข้างเดียว
ถึงช่วงนี้ดึงข้อแบบนักธนูควรทำได้สบายแล้วค่ะ ถึงเวลาเริ่มเพิ่มภาระให้แขนแต่ละข้างมากขึ้น
วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักมาก | 5 | 2–3 | 5 นาที |
| ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ | 4 | 5–7 | 3 นาที |
| ดึงข้อระเบิดพลัง | 4 | 3–5 | 3 นาที |
วันที่ 2 — ฝึกแขนข้างเดียว
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อไม่สมมาตรถือผ้า | 4 | 4–5 ต่อข้าง | 3 นาที |
| ดึงข้อแบบนักธนู แขนเหยียดตรง | 4 | 3–4 คู่ | 3 นาที |
| ดึงตัวลงช้าแขนเดียว | 3 | 3 ครั้ง ช้า 5 วินาที ต่อข้าง | 4 นาที |
วันที่ 3 — ปริมาณและความทนทาน
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 12 | 5 | 60 วินาที |
| ดึงข้อยกขาขนานพื้น | 3 | 5–8 | 2 นาที |
วันที่ 4 — ท่าระเบิดพลัง
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อปรบมือ | 4 | 3–4 | 3 นาที |
| ดึงข้อหมุนรอบบาร์ | 3 | 2–3 รอบ | 3 นาที |
| ดึงข้อระเบิดพลัง | 3 | 5 | 2 นาที |
ช่วงที่ 3 — สัปดาห์ที่ 9–12: ก้าวสู่ดึงข้อแขนเดียว
ช่วงสุดท้ายคือช่วงที่ทุกอย่างมารวมกันค่ะ
วันที่ 1 — ความแข็งแรงสูงสุด
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อถ่วงน้ำหนักหนักที่สุด | 5 | 1–3 | 5 นาที |
| ดึงข้อหน้าอกแตะบาร์ถ่วงน้ำหนัก | 3 | 3–5 | 4 นาที |
วันที่ 2 — ฝึกแขนเดียวโดยตรง
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงตัวลงช้าแขนเดียว | 5 | 3 ครั้ง ช้า 8–10 วินาที ต่อข้าง | 5 นาที |
| ดึงข้อไม่สมมาตรถือผ้ายาวสุด | 4 | 4–5 ต่อข้าง | 4 นาที |
| ลองดึงข้อแขนเดียวจริงๆ | 3–5 | 1 ครั้ง ต่อข้าง | 5 นาที |
วันที่ 3 — รักษาปริมาณรวม
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อมาตรฐาน | 10 | 5 | 60 วินาที |
| ดึงข้อแบบนักธนู | 3 | 4–5 คู่ | 3 นาที |
วันที่ 4 — ท่าผสม
| ท่า | เซ็ต | ครั้ง | พัก |
|---|---|---|---|
| ดึงข้อปรบมือ | 3 | 4–5 | 3 นาที |
| ดึงข้อยกขาขนานพื้น | 3 | 6–8 | 2 นาที |
| ดึงตัวลงช้าแขนเดียว | 3 | 3 ครั้ง ต่อข้าง | 5 นาที |
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทุกโปรแกรม
เรื่องการอบอุ่นร่างกาย
ทุกวันที่ฝึกดึงข้อต้องอบอุ่นร่างกายก่อนเสมอค่ะ ไม่ใช่แค่วอร์มอัพทั่วไป แต่ต้องอบอุ่นข้อไหล่และสะบักโดยตรง วิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มด้วยการหมุนไหล่สิบรอบทั้งสองทิศทาง ตามด้วยการยกแขนขึ้นข้างบนแล้วดึงลงช้าๆ สิบครั้ง แล้วจึงแขวนบาร์เหยียดแขนสุดสามสิบวินาที ก่อนจะเริ่มท่าแรกค่ะ
เรื่องการฟื้นตัว
สิ่งที่ทำลายโปรแกรมดีๆ มากที่สุดไม่ใช่ความขี้เกียจค่ะ แต่คือการไม่ฟื้นตัวให้พอ ถ้าไหล่หรือข้อศอกเริ่มเจ็บระหว่างฝึก ให้หยุดพักสามถึงห้าวันก่อนกลับมาฝึกใหม่ค่ะ การพักสามวันดีกว่าพักสามเดือนเพราะบาดเจ็บหนักมากค่ะ
เรื่องโปรตีน
ดึงข้อสร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหลังและแขนมากกว่าท่าออกกำลังกายส่วนบนทั่วไปค่ะ ต้องการโปรตีนอย่างน้อยหนึ่งจุดหกกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวันเพื่อการฟื้นตัวที่เหมาะสมค่ะ
เรื่องการนอน
กล้ามเนื้อหลังกว้างฟื้นตัวและเติบโตระหว่างการนอนหลับลึกค่ะ ถ้านอนน้อยกว่าเจ็ดชั่วโมง โปรแกรมดีแค่ไหนก็ให้ผลได้แค่ครึ่งเดียวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้หญิงดึงข้อได้ไหม
ได้ค่ะ และคำถามนี้เป็นคำถามที่อยากตอบมากที่สุดในบทความทั้งหมดเลย ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงดึงข้อไม่ได้เป็นหนึ่งในความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายที่สุดในวงการออกกำลังกายค่ะ และมันสร้างความเสียหายมากเพราะทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่เคยลองเลย ความจริงคือผู้หญิงมีกล้ามเนื้อหลังกว้างและหน้าแขนครบถ้วนเหมือนผู้ชายทุกประการค่ะ และกล้ามเนื้อเหล่านั้นตอบสนองต่อการฝึกในแบบเดียวกันทุกอย่าง สิ่งที่ต่างกันคือฮอร์โมนเพศชายที่ผู้ชายมีมากกว่าทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้เร็วกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงสร้างไม่ได้ค่ะ เพียงแต่ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออริกอนพบว่าผู้หญิงที่ฝึกดึงข้อตามโปรแกรมที่ถูกต้องเป็นเวลาสิบสองสัปดาห์สามารถทำดึงข้อครั้งแรกได้เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงทำไม่ได้ แต่อยู่ที่โปรแกรมการฝึกส่วนใหญ่ออกแบบมาสำหรับผู้ชายและไม่ได้เน้นการสร้างความแข็งแรงสำหรับดึงข้อโดยตรงค่ะ ถ้าเป็นผู้หญิงและอยากดึงข้อได้ เริ่มจากโปรแกรมที่หนึ่งในส่วนก่อนหน้าได้เลยค่ะ ทำตามขั้นตอนครบถ้วน ใส่ใจกับการลดตัวลงช้าๆ เป็นพิเศษ และอย่าเชื่อใครที่บอกว่าทำไม่ได้ค่ะ
ดึงข้อทุกวันได้ไหม
ขึ้นอยู่กับว่าดึงอย่างไรค่ะ ถ้าหักโหมทุกวันจนหมดแรงทุกครั้ง ไม่ควรทำค่ะ เพราะกล้ามเนื้อต้องการเวลาซ่อมแซมระหว่างสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงหลังการฝึกหนัก การฝึกหนักทุกวันโดยไม่พักทำให้กล้ามเนื้อสลายมากกว่าสร้าง และเสี่ยงบาดเจ็บสะสมที่ข้อไหล่และข้อศอกสูงมากค่ะ แต่ถ้าทำแบบเบาๆ ไม่ถึงครึ่งของความสามารถสูงสุด ทำได้ทุกวันค่ะ และอาจได้ผลดีมากด้วย เพราะหลักการฝึกบ่อยในปริมาณน้อยที่พูดถึงในโปรแกรมที่หนึ่งนั้นอาศัยความถี่ในการฝึกเพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางระบบประสาท
ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือทำดึงข้อห้าครั้งทุกครั้งที่ผ่านบาร์ค่ะ ถ้าผ่านบาร์วันละสิบครั้ง ก็ได้ดึงข้อห้าสิบครั้งต่อวันโดยที่ร่างกายไม่ล้าเลยค่ะ หลายคนใช้วิธีนี้แล้วจำนวนครั้งสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากค่ะ
ไม่มีบาร์ดึงข้อทำยังไง
มีทางเลือกมากกว่าที่คิดค่ะ ทางเลือกแรกที่ง่ายและถูกที่สุดคือประตูค่ะ บาร์ดึงข้อแบบพาดประตูราคาไม่แพงและติดตั้งได้ในห้านาทีโดยไม่ต้องเจาะผนัง ถอดเก็บได้เมื่อไม่ใช้ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากสำหรับสิ่งที่ใช้ได้ตลอดชีวิตค่ะ ทางเลือกที่สองคือสนามสาธารณะค่ะ ปัจจุบันสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพและเมืองใหญ่มีบาร์ดึงข้อติดตั้งไว้ฟรีค่ะ ทางเลือกที่สามสำหรับคนที่ยังฝึกขั้นเริ่มต้นคือราวบันได ขอบโต๊ะแข็งแรง หรือแม้แต่ท้ายรถที่จอดอยู่ค่ะ ดึงข้อต่ำนอนใต้บาร์ทำได้กับทุกอย่างที่แข็งแรงพอรองรับน้ำหนักตัวและอยู่สูงจากพื้นระดับเอวถึงหน้าอกค่ะ
บาร์กี่สูงดีที่สุด
สำหรับดึงข้อมาตรฐาน บาร์ควรอยู่สูงพอที่เมื่อยืนแล้วยกแขนขึ้นเหยียดสุดยังไม่แตะบาร์ค่ะ เพราะต้องการพื้นที่สำหรับแขวนตัวเต็มที่ แต่ถ้าต้องเลือก บาร์ที่สูงกว่าดีกว่าบาร์ที่ต่ำกว่าค่ะ เพราะบาร์สูงช่วยให้งอเข่าขึ้นมาได้เมื่อต้องการลดน้ำหนักตัวระหว่างการเรียนรู้ และยังช่วยให้ทำท่าขั้นสูงอย่างดึงข้อยกขาขนานพื้นหรือดึงข้อแขนเดียวได้สะดวกกว่าค่ะ บาร์ที่ต่ำเกินไปจนต้องงอเข่าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นสร้างนิสัยที่ไม่ดีและจำกัดการพัฒนาในระยะยาวค่ะ
ปวดข้อไหล่ระหว่างดึงข้อปกติไหม
ไม่ปกติค่ะ และต้องแยกความเจ็บสองแบบออกจากกัน แบบแรกคือความรู้สึกตึงหรือล้าที่กล้ามเนื้อหลังกว้าง หน้าแขน หรือกล้ามเนื้อรอบสะบักค่ะ ความรู้สึกแบบนี้ปกติมากและเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อกำลังทำงานค่ะ แบบที่สองคือความเจ็บแปลบๆ ที่ข้อไหล่หรือข้อศอก ความเจ็บที่เกิดขึ้นตอนเริ่มดึงหรือตลอดการดึง หรือความเจ็บที่ยังอยู่นานหลังจากหยุดดึงแล้วค่ะ ความเจ็บแบบนี้บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ อาจเป็นท่าที่ผิด น้ำหนักที่มากเกินไป หรือการบาดเจ็บที่เริ่มสะสมค่ะ ถ้าเจ็บแบบที่สองให้หยุดทันทีและตรวจสอบสามอย่างค่ะ หนึ่งคือดูว่าไหล่ยกขึ้นสูงหรือปล่อยห้อยลงสุดตอนแขวนบาร์ไหม สองคือดูว่าดึงสะบักลงก่อนข้อศอกงอไหม และสามคือดูว่าข้อศอกออกด้านข้างมากเกินไปหรือเปล่าค่ะ ปัญหาส่วนใหญ่มาจากสามจุดนี้ค่ะ
มือพองและเป็นตุ่มน้ำจะแก้ยังไง
มือพองและเป็นตุ่มน้ำตอนเริ่มต้นเป็นเรื่องปกติมากค่ะ เพราะผิวหนังยังไม่คุ้นเคยกับแรงเสียดทานจากบาร์ แต่ถ้าเป็นหนักมากหรือเป็นซ้ำบ่อยมีวิธีแก้ค่ะ
วิธีแรกคือปรับการจับบาร์ค่ะ หลายคนจับบาร์บริเวณรอยต่อระหว่างนิ้วกับฝ่ามือซึ่งเป็นจุดที่เกิดแรงเสียดทานสูงสุด ให้ลองจับบาร์ให้ลึกขึ้นเข้ามาในฝ่ามือเล็กน้อยค่ะ
วิธีที่สองคือใช้ผงแป้งหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตค่ะ ช่วยลดการเลื่อนของมือบนบาร์และลดแรงเสียดทานที่ก่อให้เกิดตุ่มน้ำได้มากค่ะ
วิธีที่สามคือดูแลมือหลังฝึกค่ะ ถ้าผิวแข็งและหนาขึ้นมากจนตุ่มน้ำเกิดใต้ผิวแข็ง ให้ใช้หินขัดส้นเท้าขัดผิวมือเบาๆ หลังอาบน้ำเพื่อไม่ให้ผิวแข็งหนาเกินไปค่ะ ผิวที่แข็งพอดีป้องกันตุ่มน้ำได้ แต่ผิวที่แข็งเกินไปกลับทำให้ตุ่มน้ำเกิดใต้ชั้นผิวแทนซึ่งเจ็บกว่าค่ะ
ดึงข้อมีประโยชน์อะไรนอกจากสร้างกล้ามเนื้อ
มากกว่าที่คิดค่ะ
ประโยชน์แรกคือสุขภาพข้อไหล่ค่ะ งานวิจัยพบว่าคนที่ฝึกดึงข้ออย่างถูกต้องสม่ำเสมอมีอัตราการบาดเจ็บข้อไหล่จากการออกกำลังกายต่ำกว่าคนที่ไม่ฝึกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะดึงข้อสร้างความมั่นคงรอบข้อไหล่จากทุกทิศทางค่ะ
ประโยชน์ที่สองคือสุขภาพหลังค่ะ กล้ามเนื้อหลังกว้างและกล้ามเนื้อรอบสะบักที่แข็งแรงจากดึงข้อเป็นโครงสร้างหลักที่รองรับกระดูกสันหลังส่วนบน คนที่ฝึกดึงข้อสม่ำเสมอมักมีอาการปวดหลังส่วนบนและต้นคอน้อยกว่าคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่ฝึกค่ะ
ประโยชน์ที่สามคือความแข็งแรงเชิงสัมพัทธ์ที่ใช้ได้จริงค่ะ ความสามารถในการยกน้ำหนักตัวเองขึ้นมีประโยชน์ในสถานการณ์จริงมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การปีนป่ายในกิจกรรมกลางแจ้งไปจนถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องดึงตัวเองขึ้นจากพื้นที่สูงค่ะ
ดึงข้อช้าหรือเร็วดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายค่ะ
ถ้าเป้าหมายคือสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง การดึงขึ้นแบบระเบิดพลังและลดลงช้าๆ ให้ผลดีที่สุดค่ะ เพราะการดึงขึ้นเร็วกระตุ้นเส้นใยกล้ามเนื้อแบบหดตัวเร็ว และการลดลงช้าสร้างความเสียหายเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อซ่อมแซมจนแข็งแรงขึ้นค่ะ
ถ้าเป้าหมายคือความทนทานหรือเพิ่มจำนวนครั้ง การดึงในจังหวะปกติสม่ำเสมอให้ผลดีกว่าค่ะ เพราะใช้พลังงานน้อยกว่าต่อครั้งและทำซ้ำได้มากกว่า
ถ้าเป้าหมายคือฝึกทักษะเฉพาะท่า เช่น ดึงข้อระเบิดพลังหรือดึงข้อแขนเดียว ต้องฝึกในความเร็วและรูปแบบที่ใกล้เคียงกับท่าจริงที่สุดค่ะ
อายุเท่าไหรก็ยังดึงข้อได้อยู่ไหม
ได้ค่ะ และมีหลักฐานที่ชัดเจนมากรองรับเรื่องนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ติดตามกลุ่มคนอายุหกสิบถึงเจ็ดสิบห้าปีที่เริ่มฝึกดึงข้อและท่าความแข็งแรงอื่นๆ พบว่าทุกคนในกลุ่มสามารถพัฒนากล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญภายในสิบสองสัปดาห์ค่ะ ร่างกายตอบสนองต่อการฝึกได้ในทุกช่วงอายุ สิ่งที่ต้องปรับสำหรับคนที่อายุมากขึ้นคืออบอุ่นร่างกายนานขึ้น พักระหว่างวันฝึกนานขึ้นเป็นสองถึงสามวันแทนหนึ่งวัน และเน้นความถูกต้องของท่ามากกว่าน้ำหนักหรือจำนวนครั้งในช่วงแรกค่ะ
ทำไมถึงเหนื่อยเร็วมากแค่ไม่กี่ครั้ง
มีสามสาเหตุหลักค่ะ
สาเหตุแรกคือจับบาร์ไม่ถูกต้องทำให้มือและแขนท่อนล่างเหนื่อยแทนที่จะเป็นหลังค่ะ ถ้าแขนล้าก่อนหลังแสดงว่าหลังยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ ให้โฟกัสที่การดึงสะบักลงก่อนข้อศอกงอค่ะ
สาเหตุที่สองคือหายใจไม่ถูกต้องค่ะ หลายคนกลั้นหายใจตลอดการดึงซึ่งทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและล้าเร็วมาก ให้หายใจออกตอนดึงขึ้นและหายใจเข้าตอนลดตัวลงค่ะ
สาเหตุที่สามคือพักระหว่างเซ็ตสั้นเกินไปค่ะ ดึงข้อต้องการการฟื้นตัวของระบบประสาทนานกว่าท่าออกกำลังกายทั่วไป พักสองถึงสามนาทีระหว่างเซ็ตไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความฉลาดในการฝึกค่ะ
บทสรุป: ดึงข้อไม่ใช่ท่าที่ทำได้หรือทำไม่ได้
มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้จำติดมือกลับไปจากบทความทั้งหมดนี้ค่ะ ดึงข้อไม่ใช่ท่าที่คุณทำได้หรือทำไม่ได้ค่ะ มันคือท่าที่คุณยังไม่ได้ฝึกอย่างถูกวิธีหรือฝึกมาพอค่ะ และนั่นคือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตลอดสองหมื่นห้าพันกว่าคำในบทความนี้ สิ่งที่พยายามถ่ายทอดไม่ใช่แค่วิธีทำท่าค่ะ แต่คือวิทยาศาสตร์และหลักการเบื้องหลังที่ทำให้เข้าใจว่าร่างกายทำงานอย่างไร ทำไมสะบักถึงต้องลงก่อน ทำไมการลดตัวลงช้าๆ ถึงสร้างความแข็งแรงได้เร็วกว่า และทำไมคนที่ดึงข้อไม่ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อ่อนแอแต่แค่ยังไม่รู้วิธีที่ถูกต้องค่ะ
ทบทวนสั้นๆ ก่อนไป
ยี่สิบห้าท่าในบทความนี้ไม่ได้แยกจากกันค่ะ มันเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางค่ะ การแขวนบาร์เหยียดแขนสุดสอนให้รู้จักตำแหน่งของไหล่ที่ถูกต้อง การดึงสะบักลงสอนให้กล้ามเนื้อหลังเริ่มทำงาน การลดตัวลงช้าๆ สร้างความแข็งแรงก่อนที่จะดึงขึ้นได้เองค่ะ และเมื่อดึงขึ้นได้แล้ว เส้นทางยังไม่หมดค่ะ มีดึงข้อกว้าง ดึงข้อแคบ ดึงข้อยกขาขนานพื้น ดึงข้อแบบนักธนู ไปจนถึงดึงข้อแขนเดียวที่รอคุณอยู่ข้างหน้าค่ะ ทุกท่าในบทความนี้คือก้าวหนึ่งบนเส้นทางเดียวกันค่ะ ไม่มีใครข้ามจากศูนย์ไปหนึ่งร้อยในวันเดียว แต่ทุกคนที่เริ่มต้นวันนี้จะอยู่ใกล้จุดหมายมากกว่าคนที่รอค่ะ
สิ่งที่อยากให้ทำหลังอ่านจบ
อย่าปิดบทความแล้วแค่บันทึกเก็บไว้นะคะ ลุกขึ้นแล้วแขวนบาร์ตอนนี้เลยค่ะ แม้จะแขวนได้แค่สิบวินาที แม้จะรู้สึกว่าหนักมาก แม้จะยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าค่ะ เพราะนั่นคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด และมันห่างจากก้าวสุดท้ายในบทความนี้ไม่ถึงที่ที่คิดไว้ค่ะ ร่างกายคุณทำได้ค่ะ แค่ต้องให้โอกาสมันได้พิสูจน์ก่อน

