Home » Blog » ความรู้ » วิ่งจ๊อกกิ้ง คืออะไร ประโยชน์ เทคนิคฟอร์มที่ถูกต้อง โปรแกรม 8 สัปดาห์ และตารางอาหาร ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

วิ่งจ๊อกกิ้ง คืออะไร ประโยชน์ เทคนิคฟอร์มที่ถูกต้อง โปรแกรม 8 สัปดาห์ และตารางอาหาร ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

วิ่งจ๊อกกิ้ง คืออะไร ประโยชน์ เทคนิคฟอร์มที่ถูกต้อง โปรแกรม 8 สัปดาห์ และตารางอาหาร ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

วิ่งจ๊อกกิ้งคืออะไร และทำไมถึงเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคนทุกวัย

ในชีวิตของปุนิ่มมีการออกกำลังกายมาแล้วหลายร้อยประเภท แต่มีอยู่ประเภทเดียวที่ให้ผลกับร่างกายและจิตใจได้ครอบคลุมที่สุด ใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด และเข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับทุกคน นั่นคือการวิ่งจ๊อกกิ้งค่ะ

ปุนิ่มเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้งอย่างจริงจังเมื่อหลายปีก่อนในช่วงที่ยังทำงานโรงงานอยู่ค่ะ ตอนนั้นไม่มีเงินสมัครยิม ไม่มีเวลาออกกำลังกายมาก มีแค่รองเท้าวิ่งคู่เดียวและพื้นถนนหน้าบ้าน แต่การวิ่งจ๊อกกิ้งในตอนเช้าก่อนไปทำงานนั้นเปลี่ยนชีวิตปุนิ่มไปตลอดกาล ทั้งในแง่สุขภาพร่างกาย ความแข็งแกร่งของจิตใจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเป็นแชมป์ฟิสิคหญิงระดับประเทศในที่สุดค่ะ

การวิ่งจ๊อกกิ้งหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Jogging นั้นมีคำจำกัดความที่ชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาค่ะ มันคือการวิ่งในความเร็วที่ช้ากว่าการวิ่งระยะสั้นหรือวิ่งแข่งขัน แต่เร็วกว่าการเดินเร็ว โดยทั่วไปอยู่ที่ความเร็วประมาณ 6-9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับคนทั่วไปค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วตัวเลขคือความรู้สึกในร่างกาย ซึ่งปุนิ่มจะอธิบายอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะ

สิ่งที่ทำให้การวิ่งจ๊อกกิ้งพิเศษกว่าการออกกำลังกายแบบอื่นมีอยู่หลายเหตุผลค่ะ

เหตุผลแรกคือมันเป็นการออกกำลังกายแบบน้ำหนักตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ ในขณะที่วิ่ง น้ำหนักตัวเองคือแรงต้านที่ร่างกายต้องเอาชนะในทุกก้าว ทำให้กล้ามเนื้อหลายร้อยมัดทำงานพร้อมกัน ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานสูงสุด และกระดูกได้รับการกระตุ้นให้หนาแน่นขึ้นจากแรงกระแทกที่พอเหมาะพอดีของการวิ่งค่ะ

เหตุผลที่สองคือร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อการวิ่งโดยตรงค่ะ สรีรวิทยาของเราตั้งแต่รูปร่างของเท้า ความยาวของขา โครงสร้างของกระดูกเชิงกราน ไปจนถึงระบบการหายใจ ล้วนได้รับการออกแบบมาสำหรับการวิ่งในระยะไกลโดยเฉพาะค่ะ ดังนั้นการวิ่งจึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ธรรมชาติที่สุดสำหรับร่างกายมนุษย์ค่ะ

เหตุผลที่สามคือข้อกำหนดในการเริ่มต้นต่ำมากค่ะ ต้องการแค่รองเท้าที่เหมาะสมและพื้นที่สำหรับวิ่ง จะเป็นถนน สวนสาธารณะ ลู่วิ่ง หรือแม้แต่ลู่วิ่งในบ้านก็ได้ค่ะ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือสมาชิกยิม

ความแตกต่างระหว่างการวิ่งจ๊อกกิ้ง การวิ่งเร็ว และการเดินเร็ว

คนส่วนใหญ่สับสนระหว่างการวิ่งจ๊อกกิ้งกับการวิ่งเร็วอยู่บ่อยๆ ค่ะ ความแตกต่างหลักไม่ได้อยู่แค่ที่ความเร็วเท่านั้น แต่อยู่ที่ระบบพลังงานที่ร่างกายใช้ด้วยค่ะ

การวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่ในโซนที่ร่างกายใช้ออกซิเจนเป็นหลักในการผลิตพลังงาน ซึ่งเรียกว่าระบบแอโรบิกค่ะ ในโซนนี้ร่างกายสามารถใช้ทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นเชื้อเพลิงได้ และสามารถทำได้ต่อเนื่องนานหลายสิบนาทีถึงหลายชั่วโมงโดยไม่หมดแรงอย่างฉับพลัน

การวิ่งเร็วเข้าสู่โซนที่ร่างกายผลิตกรดแลคติกมากขึ้น ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อล้าและหมดแรงเร็วกว่า เหมาะสำหรับการฝึกความเร็วและความแข็งแกร่งของระบบหัวใจ แต่ไม่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันค่ะ

การเดินเร็วในทางกลับกันใช้พลังงานน้อยกว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งมากและไม่ได้กระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือดในระดับเดียวกัน แต่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับการวิ่งค่ะ

หากต้องการเข้าใจความแตกต่างระหว่างการวิ่งจ๊อกกิ้งกับการฝึกความเร็วแบบจริงจัง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิ่ง Tempo คืออะไร ซึ่งอธิบายเรื่องโซนหัวใจและระดับความเข้มข้นอย่างละเอียดค่ะ

Table of Contents

ประโยชน์ของการวิ่งจ๊อกกิ้งที่งานวิจัยพิสูจน์แล้ว ครอบคลุมทุกระบบในร่างกาย

ปุนิ่มเชื่อมาตลอดว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งไม่ได้แค่ทำให้ร่างกายดีขึ้น แต่เปลี่ยนคุณเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกด้านค่ะ ข้อนี้ฟังดูใหญ่โตมาก แต่หลังจากวิ่งมาหลายปีและเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองและลูกค้าหลายร้อยคน ปุนิ่มยืนยันได้ว่าเป็นความจริงค่ะ

ประโยชน์ที่ 1 – ระบบหัวใจและหลอดเลือด

การวิ่งจ๊อกกิ้งอย่างสม่ำเสมอทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ เมื่อหัวใจแข็งแรงขึ้นมันสามารถสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นในแต่ละครั้งที่เต้น ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลง คนที่วิ่งสม่ำเสมอมักมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ที่ 50-60 ครั้งต่อนาที เทียบกับคนทั่วไปที่ 70-80 ครั้งต่อนาทีค่ะ ซึ่งหมายความว่าหัวใจทำงานหนักน้อยลงในชีวิตประจำวันและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าค่ะ

นอกจากนี้การวิ่งยังช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ งานวิจัยจาก American Heart Association พบว่าการวิ่งเพียง 5-10 นาทีต่อวันในความเร็วช้าๆ ลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ถึง 45% ค่ะ

ปุนิ่มสังเกตเห็นในตัวเองชัดมากค่ะ ก่อนเริ่มวิ่งจริงจัง อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ที่ประมาณ 78 ครั้งต่อนาที แต่หลังจากวิ่งสม่ำเสมอมา 6 เดือน ลดลงเหลือ 58 ครั้งต่อนาทีค่ะ ความแตกต่างนี้รู้สึกได้ในชีวิตประจำวันเลย เพราะไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเดิมและมีพลังงานตลอดวันมากขึ้นค่ะ

ประโยชน์ที่ 2 – การลดน้ำหนักและไขมันสะสม

การวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่เผาผลาญแคลอรีสูงที่สุดต่อชั่วโมงค่ะ โดยเฉลี่ยการวิ่งจ๊อกกิ้งด้วยความเร็วปานกลางเผาผลาญแคลอรีประมาณ 400-600 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมงสำหรับคนน้ำหนัก 60-70 กิโลกรัมค่ะ แต่สิ่งที่พิเศษกว่าคือผลกระทบของการวิ่งต่ออัตราเผาผลาญหลังออกกำลังกายค่ะ

ปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า EPOC หรือการใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นหลังออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายยังคงเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่สูงกว่าปกติต่อเนื่องไปอีก 24-48 ชั่วโมงหลังจากวิ่งเสร็จค่ะ ซึ่งหมายความว่าประโยชน์ในการเผาผลาญของการวิ่งไม่ได้หยุดแค่ตอนที่วิ่งอยู่เท่านั้นค่ะ

ประโยชน์ที่ 3 – สุขภาพจิตและระบบประสาท

นี่คือประโยชน์ที่ปุนิ่มให้ความสำคัญมากที่สุดและพูดถึงบ่อยที่สุดในทุกคลาสที่สอนค่ะ การวิ่งกระตุ้นการหลั่งสารเคมีในสมองหลายชนิดที่ส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกและสภาพจิตใจค่ะ

เอนดอร์ฟินที่หลั่งออกมาระหว่างและหลังการวิ่งนั้นสร้างความรู้สึกปีติและพอใจที่นักวิ่งทั่วโลกเรียกว่า Runner’s High ค่ะ นอกจากนี้การวิ่งยังเพิ่มระดับเซโรโทนินและโดพามีนในสมอง ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความวิตกกังวล ต่อต้านภาวะซึมเศร้า และทำให้รู้สึกมีแรงบันดาลใจในชีวิตมากขึ้นค่ะ

ปุนิ่มผ่านช่วงที่ยากในชีวิตมาหลายครั้ง ทั้งปัญหาเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และความกดดันในการเตรียมตัวประกวด สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดในทุกครั้งคือการออกไปวิ่งในตอนเช้าค่ะ ไม่ต้องวิ่งนาน แค่ 20-30 นาที รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจชัดมากเลยค่ะ

ประโยชน์ที่ 4 – ความหนาแน่นของกระดูก

การวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นการออกกำลังกายแบบแรงกระแทก ซึ่งหมายความว่าในทุกก้าวที่วิ่งร่างกายจะส่งแรงกระแทกไปที่กระดูกค่ะ แรงกระแทกนี้กระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างมวลกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกแข็งแรงและหนาแน่นขึ้น

ซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนสูงกว่าผู้ชายค่ะ งานวิจัยพบว่าการวิ่งสม่ำเสมอสามารถลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วัยหนุ่มสาวค่ะ

ประโยชน์ที่ 5 – ระบบภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดีขึ้นค่ะ คนที่วิ่งจ๊อกกิ้งสม่ำเสมอป่วยด้วยโรคหวัดและไข้น้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อป่วยก็หายเร็วกว่าด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตามต้องระวังอย่าออกกำลังกายหนักเกินไปนะคะ เพราะการออกกำลังกายหนักมากเกินไปโดยไม่พักฟื้นเพียงพอกลับส่งผลตรงข้ามและทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงค่ะ การวิ่งจ๊อกกิ้งในระดับปานกลางอยู่ในโซนที่ดีที่สุดสำหรับระบบภูมิคุ้มกันพอดีเลยค่ะ

ประโยชน์ที่ 6 – คุณภาพการนอนหลับ

คนที่วิ่งสม่ำเสมอมักรายงานว่านอนหลับได้ดีขึ้น หลับเร็วขึ้น และตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นกว่าค่ะ เหตุผลคือการวิ่งช่วยควบคุมจังหวะของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย และลดระดับฮอร์โมนความเครียดที่มักรบกวนการนอนหลับค่ะ

ปุนิ่มแนะนำให้วิ่งในตอนเช้าหรือบ่ายค่ะ หลีกเลี่ยงการวิ่งภายใน 2 ชั่วโมงก่อนนอนเพราะจะทำให้ระดับอะดรีนาลีนสูงและนอนหลับยากขึ้นแทนค่ะ

ประโยชน์ที่ 7 – การชะลอการแก่ชรา

งานวิจัยในระยะยาวพบว่าการวิ่งสม่ำเสมอช่วยยืดอายุของเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก่ชราของเซลล์โดยตรงค่ะ คนที่วิ่งสม่ำเสมอมาตลอดชีวิตมักมีเทโลเมียร์ที่ยาวกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งหมายถึงเซลล์ที่อ่อนเยาว์กว่าและสุขภาพที่ดีกว่าในระยะยาวค่ะ

ปุนิ่มเชื่อว่านี่คือเหตุผลที่นักวิ่งหลายคนดูอ่อนกว่าอายุจริงค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างที่ผอมเพรียว แต่เป็นเรื่องของเซลล์ในร่างกายที่แท้จริงเลยค่ะ

กายวิภาคและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการวิ่งจ๊อกกิ้ง เข้าใจแล้วจะฝึกได้ฉลาดขึ้น

คนส่วนใหญ่คิดว่าการวิ่งใช้แค่ขาค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อมากกว่า 200 มัดพร้อมกัน การรู้ว่าแต่ละส่วนทำงานอย่างไรจะช่วยให้วิ่งได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพกว่ามากค่ะ

กลุ่มที่หนึ่ง – กล้ามขาหน้า

กล้ามต้นขาด้านหน้าหรือที่เรียกว่าควอดริเซปส์ประกอบด้วยสี่มัดย่อยที่ทำงานร่วมกันในการเหยียดเข่าและยกขาขึ้นค่ะ ในการวิ่งกลุ่มนี้ทำงานหนักมากในช่วงที่เท้าแตะพื้นและช่วงที่ดันตัวออกไปข้างหน้าค่ะ กล้ามกลุ่มนี้ที่ล้าและเจ็บหลังวิ่งระยะไกลเป็นสัญญาณปกติว่ากล้ามได้รับการกระตุ้นเพียงพอแล้วค่ะ

กลุ่มที่สอง – กล้ามขาหลัง

กล้ามต้นขาด้านหลังหรือที่เรียกว่าแฮมสตริงทำงานในช่วงที่ขาแกว่งไปข้างหน้าและในช่วงที่ดันพื้นออกไปค่ะ กล้ามกลุ่มนี้มักเป็นจุดอ่อนของนักวิ่งมือใหม่ที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่ายถ้าไม่วอร์มอัพเพียงพอหรือวิ่งเพิ่มระยะทางเร็วเกินไปค่ะ

กลุ่มที่สาม – กล้ามก้นและสะโพก

กล้ามก้นและกล้ามสะโพกเป็นกลุ่มที่สำคัญมากในการวิ่งแต่มักถูกมองข้ามค่ะ กล้ามก้นทำหน้าที่ดันตัวไปข้างหน้าในแต่ละก้าว และกล้ามสะโพกทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของลำตัวและป้องกันไม่ให้สะโพกแกว่งเกินไปค่ะ นักวิ่งที่มีกล้ามก้นและสะโพกแข็งแรงวิ่งได้ประหยัดพลังงานกว่าและเจ็บน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

กลุ่มที่สี่ – กล้ามน่อง

กล้ามน่องประกอบด้วยสองมัดหลักที่ทำงานในช่วงที่เท้าดันพื้นและในช่วงการก้าวขาค่ะ กล้ามน่องที่ตึงมากเกินไปเป็นสาเหตุของอาการเจ็บส้นเท้าและอาการเจ็บที่พบบ่อยในนักวิ่งมือใหม่ค่ะ การยืดน่องอย่างสม่ำเสมอก่อนและหลังวิ่งจึงสำคัญมากค่ะ

กลุ่มที่ห้า – กล้ามแกนกลางลำตัว

กล้ามท้องและกล้ามหลังทำงานตลอดเวลาขณะวิ่งเพื่อรักษาท่าทางและลำตัวให้ตรงค่ะ นักวิ่งที่มีกล้ามแกนกลางอ่อนแอมักวิ่งได้ไม่นานก่อนที่ลำตัวจะเริ่มโค้งงอ ซึ่งเพิ่มการใช้พลังงานและเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บที่หลังค่ะ

อุปกรณ์จำเป็นสำหรับการวิ่งจ๊อกกิ้ง เลือกให้ถูกตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

ปุนิ่มเชื่อว่าการลงทุนกับอุปกรณ์ที่ถูกต้องตั้งแต่แรกนั้นประหยัดกว่าการต้องหยุดวิ่งและรักษาการบาดเจ็บในภายหลังมากค่ะ โดยเฉพาะรองเท้าวิ่งที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยค่ะ

รองเท้าวิ่ง – การลงทุนที่สำคัญที่สุด

รองเท้าวิ่งที่ดีและเหมาะกับลักษณะเท้าของแต่ละคนคือสิ่งที่ปุนิ่มเน้นย้ำทุกครั้งที่มีลูกค้ามาถามเรื่องการเริ่มต้นวิ่งค่ะ รองเท้าวิ่งไม่ใช่แค่รองเท้าที่ใส่วิ่งได้ แต่คือระบบรองรับแรงกระแทกที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อเท้า เข่า สะโพก และหลังจากแรงกระแทกสะสมของการวิ่งหลายพันก้าวในแต่ละครั้งค่ะ

ลักษณะเท้าที่แตกต่างกันต้องการรองเท้าแตกต่างกันค่ะ เท้าแบนต้องการรองเท้าที่มีการรองรับส่วนโค้งมากกว่า เท้าที่โค้งสูงต้องการรองเท้าที่มีเบาะรองรับนุ่มกว่า และเท้าทั่วไปมีตัวเลือกที่กว้างกว่าค่ะ

ปุนิ่มแนะนำให้ไปซื้อรองเท้าวิ่งที่ร้านที่มีผู้เชี่ยวชาญและสามารถวิเคราะห์การวางเท้าได้ค่ะ ราคาที่เหมาะสมสำหรับรองเท้าวิ่งที่ดีอยู่ที่ประมาณ 1,500-4,000 บาทขึ้นไปค่ะ และควรเปลี่ยนทุกๆ 500-800 กิโลเมตรที่วิ่ง เพราะวัสดุดูดซับแรงกระแทกจะเสื่อมสภาพแม้ว่าพื้นรองเท้าจะยังดูดีอยู่ค่ะ

เสื้อผ้าและชุดวิ่ง

ผ้าที่ใช้ทำชุดวิ่งสำคัญมากค่ะ ควรเลือกผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและดูดซับเหงื่อ ไม่ใช่ผ้าฝ้ายที่ดูดซับเหงื่อแล้วทำให้หนักและเสียดสีผิวได้ค่ะ ปัจจุบันมีผ้าสังเคราะห์คุณภาพดีที่ราคาไม่แพงมากในท้องตลาดค่ะ

สำหรับผู้หญิง บราออกกำลังกายที่รองรับได้เหมาะสมคือสิ่งจำเป็นค่ะ เพราะการวิ่งโดยไม่มีการรองรับที่ดีส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ เลือกระดับการรองรับตามขนาดและความต้องการของตัวเองค่ะ

นาฬิกาหรืออุปกรณ์ติดตาม

ไม่จำเป็นต้องมีในช่วงแรกค่ะ แต่ถ้ามีจะช่วยให้ติดตามความก้าวหน้าได้ดีขึ้นมากค่ะ สมาร์ทโฟนที่มีแอปวิ่งก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นค่ะ แอปที่ปุนิ่มแนะนำคือแอปที่สามารถติดตามระยะทาง ความเร็ว และอัตราการเต้นของหัวใจได้ค่ะ

เทคนิคฟอร์มการวิ่งจ๊อกกิ้งที่ถูกต้อง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ละเอียดที่สุดที่เคยเขียน

เทคนิคฟอร์มการวิ่งจ๊อกกิ้งที่ถูกต้อง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ละเอียดที่สุดที่เคยเขียน

ฟอร์มการวิ่งที่ถูกต้องคือความแตกต่างระหว่างการวิ่งที่สร้างสุขภาพกับการวิ่งที่ทำลายข้อต่อค่ะ ปุนิ่มเห็นนักวิ่งมือใหม่บาดเจ็บซ้ำๆ จากฟอร์มผิดมาตลอด และทุกครั้งรู้สึกเสียดายมากเพราะมันป้องกันได้ค่ะ

ส่วนที่หนึ่ง – ศีรษะและสายตา

ศีรษะต้องอยู่ในแนวตรงตลอดเวลาที่วิ่งค่ะ ไม่ก้มลงมองพื้นและไม่เงยขึ้นมองฟ้า สายตามองไปข้างหน้าในระยะประมาณ 15-20 เมตร เหมือนกำลังมองไปที่จุดหมายห่างออกไปค่ะ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในส่วนนี้คือการก้มหน้าลงมองพื้นใต้เท้าขณะวิ่งค่ะ นอกจากจะทำให้คอตึงและปวดคอแล้ว การก้มหน้ายังทำให้ลำตัวโน้มไปข้างหน้ามากเกินไป ซึ่งเพิ่มแรงกดที่หลังส่วนล่างและเปลี่ยนกลไกทั้งหมดของการวิ่งไปในทางที่แย่ลงค่ะ

ปุนิ่มสังเกตว่าคนที่ชอบดูโทรศัพท์ขณะวิ่งมักมีปัญหาคอเรื้อรังค่ะ ถ้าอยากฟังเพลงหรือพอดแคสต์ระหว่างวิ่งให้ใช้หูฟังและวางโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าหรืออาร์มแบนด์แทนค่ะ

ส่วนที่สอง – ไหล่และต้นแขน

ไหล่ต้องผ่อนคลาย ลดต่ำ และดึงไปด้านหลังเล็กน้อยค่ะ ห้ามยักไหล่ขึ้นหรือเกร็งไหล่เด็ดขาด เพราะการเกร็งไหล่ขณะวิ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังเกร็งส่วนอื่นๆ ของร่างกายมากเกินไปด้วย ซึ่งเพิ่มการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็นค่ะ

วิธีตรวจสอบไหล่ตัวเองง่ายๆ ค่ะ ระหว่างวิ่งให้หมุนไหล่ขึ้นมาแตะหูแล้วปล่อยลงตามธรรมชาติ ถ้าไหล่ลงมาต่ำและหลวมแสดงว่าผ่อนคลายดีแล้ว ถ้าไหล่กลับไปยักขึ้นอีกแสดงว่ายังเกร็งอยู่ค่ะ

ส่วนที่สาม – แขนและมือ

แขนต้องแกว่งไปข้างหน้าและข้างหลังตามแนวที่ขนานกับทิศทางการวิ่ง ไม่แกว่งข้ามกลางลำตัวค่ะ การแกว่งแขนข้ามกลางลำตัวทำให้ลำตัวหมุนและเสียพลังงานไปในทิศทางที่ไม่เป็นประโยชน์ค่ะ

ข้อศอกต้องงอประมาณ 90 องศาตลอดเวลาค่ะ ไม่เหยียดตรงและไม่งอมากกว่า 90 องศา การงอข้อศอก 90 องศาเป็นมุมที่แขนเคลื่อนไหวได้ประหยัดพลังงานที่สุดทางกลศาสตร์ค่ะ

มือต้องจัสเพลินค่ะ เหมือนกำลังถือไข่ไก่ไว้โดยไม่ให้แตก ไม่กำแน่นและไม่หลวมมากเกินไป มือที่กำแน่นคือสัญญาณของความตึงเครียดที่จะลามไปที่แขน ไหล่ และลำตัวค่ะ

ส่วนที่สี่ – ลำตัวและแกนกลาง

ลำตัวต้องตั้งตรงหรือเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ การเอียงตัวไปข้างหน้าที่เหมาะสมคือราวๆ 5-10 องศาจากแนวตั้งฉากค่ะ ซึ่งทำให้แรงโน้มถ่วงช่วยผลักตัวไปข้างหน้าได้โดยธรรมชาติ

กล้ามท้องต้องเกร็งเบาๆ ตลอดเวลาค่ะ ไม่ต้องแน่นมากจนหายใจลำบาก แต่ต้องพอให้รู้สึกว่ากล้ามท้องกำลังรักษาท่าทางอยู่ การเกร็งท้องที่เหมาะสมป้องกันการแกว่งและบิดของลำตัวซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการบาดเจ็บที่หลังค่ะ

สำหรับคนที่รู้สึกว่าแกนกลางยังอ่อนแรงและควบคุมลำตัวขณะวิ่งไม่ได้ สามารถฝึกเสริมได้จาก Plank อย่างไรให้หน้าท้องแบนเร็ว ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของ Core โดยตรงค่ะ

ส่วนที่ห้า – สะโพก

สะโพกต้องอยู่ในแนวเดียวกับลำตัวตลอดเวลาค่ะ ห้ามให้สะโพกแกว่งซ้ายขวามากเกินไปในแต่ละก้าว การแกว่งสะโพกมากเกินไปเป็นสัญญาณของกล้ามก้นและกล้ามสะโพกที่ไม่แข็งแรงพอ ซึ่งนำไปสู่อาการ IT Band Syndrome หรืออาการปวดด้านข้างเข่าที่พบบ่อยในนักวิ่งมือใหม่ค่ะ

ส่วนที่หก – เข่า

เข่าต้องงอเล็กน้อยตลอดเวลาและไม่เคยล็อคตึงแข็งค่ะ การล็อคเข่าขณะเท้าแตะพื้นส่งแรงกระแทกขึ้นไปที่ข้อเข่าโดยตรงและเป็นสาเหตุของอาการปวดเข่าในนักวิ่งค่ะ

เข่าต้องยกขึ้นพอเหมาะพอดีในแต่ละก้าวค่ะ ไม่สูงเกินไปอย่างการมาร์ชชิ่ง และไม่ต่ำเกินไปจนเหมือนกำลังสับเท้าแทนที่จะวิ่ง การยกเข่าขึ้นในระดับที่เหมาะสมช่วยให้ก้าวยาวขึ้นและวิ่งได้ประหยัดพลังงานกว่าค่ะ

ส่วนที่เจ็ด – การลงเท้าและก้าว

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในวงการวิ่งค่ะ มีสองสำนักคิดหลักค่ะ

สำนักแรกบอกให้ลงเท้าที่ส้นก่อนแล้วกลิ้งมาที่ปลายเท้า ซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำตามธรรมชาติเมื่อใส่รองเท้าวิ่งแบบมีเบาะหนาๆ ค่ะ

สำนักที่สองบอกให้ลงที่กลางเท้าหรือปลายเท้าก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่เลียนแบบการวิ่งแบบเท้าเปล่าค่ะ

ปุนิ่มแนะนำสำหรับนักวิ่งมือใหม่ค่ะ ให้โฟกัสที่การลงเท้าใต้สะโพก ไม่ใช่การลงเท้าไกลไปข้างหน้าของลำตัว การลงเท้าไกลเกินไปคือสาเหตุหลักของแรงเบรกในแต่ละก้าวที่ทำให้วิ่งได้ช้าลงและบาดเจ็บมากขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะลงส้นหรือกลางเท้าก็ตาม ถ้าลงใต้สะโพกฟอร์มจะดีกว่าลงไกลไปข้างหน้าทั้งคู่ค่ะ

ส่วนที่แปด – การหายใจขณะวิ่ง

การหายใจที่ถูกต้องขณะวิ่งจ๊อกกิ้งช่วยให้วิ่งได้นานขึ้นและสบายขึ้นมากค่ะ ปุนิ่มแนะนำการหายใจแบบจังหวะ 3:2 หรือ 2:2 ค่ะ

จังหวะ 3:2 หมายถึงหายใจเข้า 3 ก้าว หายใจออก 2 ก้าวค่ะ เหมาะสำหรับการวิ่งความเร็วปานกลางถึงช้า

จังหวะ 2:2 หมายถึงหายใจเข้า 2 ก้าว หายใจออก 2 ก้าวค่ะ เหมาะสำหรับการวิ่งที่เร็วขึ้นหรือเมื่อหายใจตามได้ยากขึ้น

การหายใจควรใช้ทั้งจมูกและปากพร้อมกันค่ะ การหายใจทางจมูกอย่างเดียวในความเร็วที่เร็วจะทำให้ได้ออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่วนการหายใจทางปากอย่างเดียวทำให้ได้รับอากาศเย็นและแห้งมากเกินไปซึ่งทำให้เจ็บคอได้ค่ะ

การวอร์มอัพและคูลดาวน์ที่ถูกต้อง สิ่งที่นักวิ่งส่วนใหญ่ข้ามและเสียใจในภายหลัง

ปุนิ่มไม่เคยเริ่มวิ่งโดยไม่วอร์มอัพเลยสักครั้งในหลายปีที่ผ่านมาค่ะ เพราะรู้ดีว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เย็นอยู่เมื่อถูกยืดออกและรับแรงกระแทกอย่างฉับพลันนั้นฉีกขาดได้ง่ายมากค่ะ

หากต้องการเสริมความแข็งแรงของกล้ามขาเพื่อลดความเสี่ยงการบาดเจ็บจากการวิ่ง สามารถดูแนวทางฝึกเพิ่มเติมได้ที่ Leg Day เล่นขาให้ครบทุกมัดแบบนักกีฬา ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงของสะโพกและเข่าได้ชัดเจนค่ะ

การวอร์มอัพก่อนวิ่ง 8-10 นาที

ขั้นตอนที่หนึ่งคือการเดินเร็ว 3-5 นาทีเพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตเบื้องต้นก่อนค่ะ

ขั้นตอนที่สองคือการยืดกล้ามเนื้อแบบไดนามิกหรือการยืดที่มีการเคลื่อนไหวค่ะ ซึ่งต่างจากการยืดแบบค้างนิ่งที่ควรทำหลังวิ่งเสร็จแล้วเท่านั้นค่ะ ท่าวอร์มอัพแบบไดนามิกที่ปุนิ่มใช้เสมอมีดังนี้ค่ะ

ท่าแรกคือการแกว่งขาไปข้างหน้าและข้างหลัง โดยยืนจับพนักพิงหรือกำแพง แกว่งขาขวาไปข้างหน้าและข้างหลังในแนวที่ควบคุมได้ 10-15 ครั้ง แล้วสลับข้างค่ะ ท่านี้ยืดกล้ามสะโพกและต้นขาที่จะใช้งานหนักในการวิ่งค่ะ

ท่าที่สองคือการหมุนสะโพกเป็นวงกลม ยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ วางมือที่สะโพก หมุนสะโพกเป็นวงกลมช้าๆ 10 ครั้งทั้งซ้ายและขวาค่ะ ท่านี้อบอุ่นข้อสะโพกและกล้ามรอบสะโพกก่อนวิ่งค่ะ

ท่าที่สามคือการยกเข่าขึ้นสูงแบบเดินหรือมาร์ชชิ่งช้าๆ เดินไปข้างหน้าพร้อมยกเข่าสูงถึงระดับสะโพกในแต่ละก้าว 20 ก้าวค่ะ ท่านี้เตรียมกล้ามสะโพกงอและกล้ามท้องสำหรับการวิ่งค่ะ

ท่าที่สี่คือการลันจ์เดิน ก้าวขาขวาไปข้างหน้าและย่อตัวลงท่าลันจ์ ลุกขึ้นแล้วก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าทำแบบเดิม เดินต่อเนื่อง 10 ก้าวต่อข้างค่ะ ท่านี้ยืดกล้ามสะโพกงอและเตรียมกล้ามขาสำหรับการวิ่งค่ะ

ท่าที่ห้าคือการหมุนข้อเท้าเป็นวงกลม ยืนจับพนักพิง ยกเท้าขวาขึ้นและหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมช้าๆ 10 ครั้งทั้งซ้ายและขวา สลับข้าง ท่านี้อบอุ่นข้อเท้าและกล้ามน่องก่อนวิ่งค่ะ

การคูลดาวน์หลังวิ่ง 8-10 นาที

คูลดาวน์สำคัญพอๆ กับการวอร์มอัพค่ะ การหยุดวิ่งอย่างฉับพลันทำให้เลือดค้างที่ขาและอาจทำให้รู้สึกหน้ามืดหรือหัวใจเต้นผิดปกติได้ค่ะ

เริ่มด้วยการเดินช้าๆ 3-5 นาทีหลังวิ่งเสร็จ เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงสู่ระดับปกติค่ะ

จากนั้นทำท่ายืดกล้ามเนื้อแบบค้างนิ่งแต่ละท่า 30-60 วินาทีค่ะ กล้ามที่ต้องยืดหลังวิ่งมีห้ากลุ่มหลักค่ะ ได้แก่ น่อง ต้นขาหน้า ต้นขาหลัง กล้ามสะโพกงอ และกล้ามก้นค่ะ การยืดกล้ามหลังวิ่งในขณะที่กล้ามยังอบอุ่นอยู่จะได้ผลดีที่สุดและช่วยลดอาการเจ็บกล้ามในวันถัดไปได้มากค่ะ

โปรแกรมวิ่งจ๊อกกิ้ง 8 สัปดาห์ สำหรับทุกระดับ พร้อมตารางรายสัปดาห์

โปรแกรมนี้ออกแบบมาโดยยึดหลักการพัฒนาทีละขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ ปุนิ่มเห็นนักวิ่งมือใหม่หลายคนพัฒนาเร็วเกินไปในช่วงแรกและบาดเจ็บในสัปดาห์ที่สามหรือสี่ ซึ่งทำให้ต้องหยุดทั้งหมดและเริ่มต้นใหม่ การพัฒนาช้าๆ แต่สม่ำเสมอให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาวเสมอค่ะ

กฎทองของการเพิ่มระยะทางวิ่ง – กฎ 10%

กฎที่นักวิ่งและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาทั่วโลกยึดถือคือห้ามเพิ่มระยะทางวิ่งรวมต่อสัปดาห์มากกว่า 10% จากสัปดาห์ก่อนหน้าค่ะ ถ้าสัปดาห์ที่แล้ววิ่งรวม 10 กิโลเมตร สัปดาห์นี้ต้องไม่เพิ่มเกิน 11 กิโลเมตรค่ะ การเพิ่มเร็วกว่านี้ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกไม่มีเวลาปรับตัวเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไปค่ะ

โปรแกรมสัปดาห์ที่ 1-2 – สร้างรากฐาน สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน

สัปดาห์ที่ 1 และ 2 ใช้วิธีสลับเดินและวิ่งค่ะ เพราะกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และระบบหัวใจต้องการเวลาปรับตัวก่อนที่จะวิ่งต่อเนื่องได้นานค่ะ

วัน กิจกรรม รายละเอียด ระยะเวลา
วันจันทร์ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 1 นาที เดิน 2 นาที สลับ 8 รอบ 24 นาที
วันอังคาร พัก ยืดกล้ามเบาๆ 10 นาที
วันพุธ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 1 นาที เดิน 2 นาที สลับ 8 รอบ 24 นาที
วันพฤหัสบดี พัก เดินเบาๆ หรือพักสมบูรณ์
วันศุกร์ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 1 นาที เดิน 2 นาที สลับ 8 รอบ 24 นาที
วันเสาร์ พัก ยืดกล้ามเบาๆ 10 นาที
วันอาทิตย์ พักสมบูรณ์

ในสัปดาห์ที่ 2 ให้เพิ่มเป็น วิ่ง 1.5 นาที เดิน 1.5 นาที สลับ 8 รอบค่ะ

ความรู้สึกที่ถูกต้อง: ในช่วงวิ่งควรรู้สึกหายใจเร็วขึ้นแต่ยังพูดประโยคสั้นๆ ได้ค่ะ ถ้าหายใจไม่ออกและพูดไม่ได้เลยแสดงว่าวิ่งเร็วเกินไปค่ะ ให้ช้าลงจนพูดได้ก่อนค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: หลายคนรู้สึกอายที่ต้องเดินสลับกับการวิ่งค่ะ เหมือนเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ แต่ปุนิ่มอยากให้ทุกคนเข้าใจว่านักวิ่งมาราธอนระดับโลกหลายคนก็ใช้การเดินสลับในการฝึกค่ะ มันเป็นเครื่องมือที่ชาญฉลาด ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอค่ะ

โปรแกรมสัปดาห์ที่ 3-4 – พัฒนาความอดทน เพิ่มเวลาวิ่งต่อเนื่อง

วัน กิจกรรม รายละเอียด ระยะเวลา
วันจันทร์ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 3 นาที เดิน 1.5 นาที สลับ 5 รอบ 22.5 นาที
วันอังคาร พัก ยืดกล้าม 10 นาที
วันพุธ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 3 นาที เดิน 1.5 นาที สลับ 5 รอบ 22.5 นาที
วันพฤหัสบดี พักเบา เดินเร็ว 20 นาที 20 นาที
วันศุกร์ วิ่งสลับเดิน วิ่ง 5 นาที เดิน 2 นาที สลับ 3 รอบ 21 นาที
วันเสาร์ วิ่งยาว วิ่ง 2 นาที เดิน 1 นาที สลับ 10 รอบ 30 นาที
วันอาทิตย์ พักสมบูรณ์

ในสัปดาห์ที่ 4 เพิ่มเป็น วิ่ง 5 นาที เดิน 1 นาที สลับ 4 รอบ และวันเสาร์วิ่งต่อเนื่อง 20 นาทีโดยไม่เดินสลับค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: สัปดาห์ที่ 3-4 คือช่วงที่หลายคนรู้สึกอยากข้ามไปวิ่งต่อเนื่องทันทีเพราะรู้สึกดีขึ้นมากค่ะ ปุนิ่มขอให้อดทนทำตามโปรแกรมก่อนนะคะ ความรู้สึกในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นพัฒนาช้ากว่าความรู้สึกในระบบหัวใจมากค่ะ ถึงแม้รู้สึกว่าหัวใจพร้อมแล้ว เส้นเอ็นและข้อต่ออาจยังไม่พร้อมรับแรงกระแทกของการวิ่งต่อเนื่องนานๆ ค่ะ

โปรแกรมสัปดาห์ที่ 5-6 – วิ่งต่อเนื่องได้นานขึ้น เริ่มมีระยะทางเป้าหมาย

วัน กิจกรรม รายละเอียด ระยะเวลา
วันจันทร์ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 20 นาที 20 นาที
วันอังคาร พัก ยืดกล้ามและโยคะเบาๆ 15 นาที
วันพุธ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 25 นาที 25 นาที
วันพฤหัสบดี พักเบา เดินเร็ว 25 นาที 25 นาที
วันศุกร์ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 25 นาที 25 นาที
วันเสาร์ วิ่งยาว วิ่งต่อเนื่อง 30 นาที 30 นาที
วันอาทิตย์ พักสมบูรณ์

ในสัปดาห์ที่ 6 เพิ่มวันธรรมดาเป็น 25-30 นาทีต่อเนื่อง และวันเสาร์เป็น 35 นาทีต่อเนื่องค่ะ

ความรู้สึกที่ถูกต้อง: ในสัปดาห์ที่ 5-6 ควรรู้สึกว่าการวิ่ง 20 นาทีเริ่มรู้สึกสบายและไม่หนักเกินไปค่ะ ถ้ายังรู้สึกหนักมากในทุกครั้ง ให้ลดความเร็วลงอีกก่อนค่ะ ความเร็วที่ถูกต้องคือความเร็วที่ยังพูดประโยคสั้นๆ ได้เสมอค่ะ

โปรแกรมสัปดาห์ที่ 7-8 – สร้างความสม่ำเสมอและเพิ่มระยะทาง

วัน กิจกรรม รายละเอียด ระยะเวลา
วันจันทร์ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 30 นาที 30 นาที
วันอังคาร พัก ยืดกล้ามและโยคะ 15 นาที
วันพุธ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 30 นาที เพิ่มความเร็วช่วง 5 นาทีกลาง 30 นาที
วันพฤหัสบดี พักเบาหรือออกกำลังกายอื่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเดิน 30 นาที
วันศุกร์ วิ่งต่อเนื่อง วิ่งต่อเนื่อง 30 นาที 30 นาที
วันเสาร์ วิ่งยาว วิ่งต่อเนื่อง 40-45 นาที 40-45 นาที
วันอาทิตย์ พักสมบูรณ์

ในสัปดาห์ที่ 8 คือสัปดาห์สุดท้ายของโปรแกรมนี้ ให้เพิ่มวันเสาร์เป็น 45-50 นาทีและลองวิ่งในเส้นทางใหม่หรือเปลี่ยนพื้นที่เพื่อกระตุ้นความตื่นเต้นค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: เมื่อจบโปรแกรม 8 สัปดาห์แล้วจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงชัดมากค่ะ ทั้งสมรรถภาพทางกาย รูปร่าง คุณภาพการนอน และความรู้สึกของร่างกายในชีวิตประจำวัน หลังจากนี้สามารถเลือกทิศทางได้หลายแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระยะทางเพื่อเตรียมวิ่ง 5 กิโลเมตรหรือ 10 กิโลเมตร การเพิ่มความเร็วเพื่อพัฒนาสมรรถภาพ หรือรักษาระดับนี้เพื่อสุขภาพที่ดีระยะยาวก็ได้ค่ะ

ตารางสรุปโปรแกรม 8 สัปดาห์

สัปดาห์ ระยะทางรวม จำนวนวันวิ่ง เป้าหมายหลัก
1 6-8 กม. 3 วัน เริ่มต้นและปรับตัว
2 7-9 กม. 3 วัน สร้างนิสัย
3 9-11 กม. 4 วัน เพิ่มเวลาวิ่งต่อเนื่อง
4 11-13 กม. 4 วัน วิ่งต่อเนื่อง 20 นาทีได้
5 13-16 กม. 4 วัน วิ่งต่อเนื่อง 30 นาทีได้
6 16-19 กม. 4 วัน วิ่งยาวได้ 35 นาที
7 18-22 กม. 4 วัน สร้างความสม่ำเสมอ
8 20-25 กม. 4 วัน วิ่งยาวได้ 45-50 นาที

ตารางอาหารสำหรับนักวิ่งจ๊อกกิ้ง พร้อม Macros และสิ่งที่ควรกินก่อนและหลังวิ่ง

ตารางอาหารสำหรับนักวิ่งจ๊อกกิ้ง พร้อม Macros และสิ่งที่ควรกินก่อนและหลังวิ่ง

อาหารคือเชื้อเพลิงของนักวิ่งค่ะ การกินผิดประเภทหรือผิดเวลาทำให้การวิ่งที่ดีกลายเป็นการทรมานตัวเองโดยไม่ได้ผลค่ะ แต่การกินถูกต้องทำให้ทุกก้าวที่วิ่งได้ผลสูงสุดและร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุดค่ะ

หลักการ Macros สำหรับนักวิ่งจ๊อกกิ้ง

นักวิ่งต้องการสัดส่วนสารอาหารที่แตกต่างจากคนทั่วไปเล็กน้อยค่ะ โดยเฉพาะในด้านคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของการวิ่งค่ะ

คาร์โบไฮเดรตควรอยู่ที่ 50-55% ของแคลอรีทั้งหมดค่ะ สูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยเพราะการวิ่งใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วงความเข้มข้นปานกลางถึงสูง ไม่ใช่ไขมันอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดค่ะ

โปรตีนควรอยู่ที่ 1.4-1.7 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวันค่ะ สูงกว่าคนทั่วไปที่แนะนำ 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมค่ะ เพราะการวิ่งสร้างความเครียดให้กับกล้ามเนื้อและโปรตีนจำเป็นสำหรับการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ค่ะ

ไขมันดีควรอยู่ที่ 25-30% ของแคลอรีทั้ถ้าเป้าหมายของคุณคือวิ่งเพื่อลดไขมันแต่ยังอยากรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลดไขมันอย่างไรไม่ให้เสียกล้ามเนื้อ เพื่อจัดสัดส่วนโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมค่ะงหมดค่ะ ได้จากอาโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก ปลาทะเล และไข่ค่ะ ไขมันดีเป็นแหล่งพลังงานระยะยาวที่สำคัญและช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันค่ะ

สิ่งที่ควรกินก่อนวิ่ง

กินก่อนวิ่ง 1.5-2 ชั่วโมง: มื้อเต็มที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและโปรตีนค่ะ เช่น ข้าวกล้องกับไข่ต้ม ข้าวโอ๊ตกับกล้วยและโยเกิร์ต หรือขนมปังโฮลวีตกับไข่ดาวค่ะ

กินก่อนวิ่ง 30-45 นาที: ของว่างที่ย่อยง่ายและให้พลังงานเร็วค่ะ เช่น กล้วยหนึ่งลูก อินทผลัม 2-3 เม็ด หรือขนมปังกรอบ 2-3 แผ่นค่ะ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารมีเส้นใยสูง และอาหารที่ย่อยยากก่อนวิ่งค่ะ เพราะจะทำให้รู้สึกหนักท้องและอาจทำให้คลื่นไส้ระหว่างวิ่งค่ะ

ก่อนวิ่งในตอนเช้าที่ไม่อยากกินอะไรมาก: กล้วยหนึ่งลูกหรือดื่มน้ำอย่างน้อย 400-500 มิลลิลิตรก็พอสำหรับการวิ่งไม่เกิน 45 นาทีค่ะ แต่ถ้าวิ่งนานกว่า 45 นาทีต้องกินคาร์โบไฮเดรตบางอย่างก่อนค่ะ

สิ่งที่ควรกินหลังวิ่ง

ช่วงที่ดีที่สุดในการกินหลังวิ่งคือภายใน 30-60 นาทีแรกหลังวิ่งเสร็จค่ะ ช่วงนี้กล้ามเนื้อมีความสามารถในการดูดซึมสารอาหารสูงสุด นักวิทยาศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่า Anabolic Window ค่ะ

อาหารหลังวิ่งที่ดีต้องมีทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนที่เหมาะสมค่ะ อัตราส่วนที่แนะนำคือคาร์โบไฮเดรต 3 ส่วนต่อโปรตีน 1 ส่วนสำหรับการวิ่งทั่วไปค่ะ ตัวอย่างเช่น ข้าวกล้องกับอกไก่และผักสด กล้วยสองลูกกับโยเกิร์ตกรีก หรือโอ๊ตกับนมและไข่ต้มค่ะ

ตารางอาหาร 5 วันสำหรับนักวิ่ง

วันที่ 1 – วันวิ่ง

มื้อเช้าก่อนวิ่ง (07.00 น.): ข้าวโอ๊ตครึ่งถ้วยต้มกับนมไขมันต่ำ 1 ถ้วย กล้วยหอมหนึ่งลูก และไข่ต้ม 1 ฟองค่ะ แคลอรีประมาณ 400-450 กิโลแคลอรี โปรตีน 18 กรัม คาร์โบไฮเดรต 65 กรัม ไขมัน 8 กรัมค่ะ

วิ่ง (08.30-09.00 น.)

มื้อหลังวิ่ง (09.30 น.): กรีกโยเกิร์ตไม่หวาน 200 กรัม กับผลไม้สดครึ่งถ้วยและน้ำผึ้งครึ่งช้อนชาค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.): ข้าวกล้องหนึ่งถ้วยกับอกไก่ย่าง 150 กรัม ผักสลัดรวมราดน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก และมะเขือเทศเชอร์รี่ค่ะ แคลอรีประมาณ 550-600 กิโลแคลอรี โปรตีน 45 กรัม คาร์โบไฮเดรต 65 กรัม ไขมัน 12 กรัมค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.): ถั่วอัลมอนด์หนึ่งกำมือ 20-25 เม็ด กับแอปเปิ้ลหนึ่งลูกค่ะ

มื้อเย็น (18.30 น.): ปลาแซลมอนอบ 150 กรัม มันเทศอบหนึ่งลูกกลาง และผักนึ่งหลากชนิดค่ะ แคลอรีประมาณ 500-550 กิโลแคลอรี โปรตีน 38 กรัม คาร์โบไฮเดรต 45 กรัม ไขมัน 18 กรัมค่ะ

วันที่ 2 – วันพัก

มื้อเช้า (07.30 น.): ไข่คน 2 ฟอง ผักโขมผัดกระเทียมเบาๆ และขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น กับผลไม้สดครึ่งถ้วยค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.): สลัดทูน่าในน้ำเกลือที่ล้างแล้ว 120 กรัม ผักสดหลากชนิด อาโวคาโดหนึ่งในสี่ลูก ราดน้ำมะนาวค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.): กล้วยหนึ่งลูกหรือโยเกิร์ตไม่หวาน 100 กรัมค่ะ

มื้อเย็น (18.30 น.): ต้มจืดเต้าหู้ไข่ผักรวม คู่กับข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 3 – วันวิ่ง

มื้อเช้าก่อนวิ่ง: เหมือนวันที่ 1 ค่ะ

มื้อหลังวิ่ง: สมูทตี้โปรตีน ทำจากกล้วยหนึ่งลูก นมอัลมอนด์หนึ่งถ้วย โปรตีนผงหนึ่งสกูปหรือกรีกโยเกิร์ต 150 กรัม และผักโขมหนึ่งกำมือค่ะ

มื้อกลางวัน: ข้าวกล้องกับไก่ต้มซอยและผักรวมค่ะ

มื้อว่างบ่าย: ไข่ต้ม 2 ฟองค่ะ

มื้อเย็น: ปลานึ่งมะนาว 150 กรัม ผักต้มหลากชนิด ข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 4 – วันวิ่งยาว

วันที่มีการวิ่งยาวต้องการคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นก่อนวิ่งค่ะ

มื้อเช้าก่อนวิ่ง: ข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยเต็มกับกล้วยสองลูก นมและน้ำผึ้งเล็กน้อยค่ะ กินก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมงค่ะ

ระหว่างวิ่ง (ถ้าวิ่งนานกว่า 45 นาที): ดื่มน้ำทุก 15-20 นาทีค่ะ และถ้าวิ่งนานกว่า 60 นาทีให้กินเจลพลังงาน อินทผลัม หรือกล้วยในระหว่างวิ่งค่ะ

มื้อหลังวิ่ง: มื้อใหญ่ที่มีทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตค่ะ เช่น ข้าวกล้องสองถ้วยกับอกไก่ย่าง 200 กรัม และผักหลากชนิดค่ะ

มื้อเย็น: เน้นโปรตีนและผักค่ะ ลดคาร์โบไฮเดรตลงเพราะไม่ได้ออกกำลังกายหนักในช่วงเย็นแล้วค่ะ

วันที่ 5 – วันพักสมบูรณ์

วันพักสมบูรณ์สามารถกินแบบปกติโดยลดคาร์โบไฮเดรตลงเล็กน้อยเพราะร่างกายไม่ต้องการพลังงานสำรองมากเท่าวันวิ่งค่ะ

ตารางสรุป Macros สำหรับนักวิ่ง

ประเภทวัน แคลอรีรวม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
วันวิ่งสั้น 30 นาที 1,800-2,000 225-250 กรัม 100-120 กรัม 50-60 กรัม
วันวิ่งยาว 45+ นาที 2,000-2,300 275-300 กรัม 110-130 กรัม 55-65 กรัม
วันพัก 1,600-1,800 175-200 กรัม 100-120 กรัม 50-60 กรัม

หมายเหตุ: ตัวเลขนี้สำหรับผู้หญิงน้ำหนัก 55-65 กิโลกรัมค่ะ ผู้ชายหรือคนน้ำหนักมากกว่าต้องปรับเพิ่มตามสัดส่วนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในนักวิ่งมือใหม่และวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

ปุนิ่มเห็นข้อผิดพลาดเดิมๆ ซ้ำๆ มาตลอดหลายปีของการสอนค่ะ ข้อดีคือทุกข้อผิดพลาดในรายการนี้ป้องกันได้ล้วนๆ ถ้ารู้ก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดแรกคือวิ่งเร็วเกินไปตั้งแต่ต้นค่ะ นี่คือสาเหตุที่ทำให้นักวิ่งมือใหม่ล้มเลิกเร็วที่สุดค่ะ การวิ่งเร็วเกินไปทำให้หายใจไม่ออก หัวใจเต้นแรงเกินไป กล้ามเนื้อล้าเร็วเกินไป และรู้สึกทรมานทุกครั้งที่วิ่ง ทำให้สมองเชื่อมโยงการวิ่งกับความเจ็บปวดและไม่อยากวิ่งอีกค่ะ วิธีแก้คือลดความเร็วจนพูดประโยคสั้นๆ ได้อย่างสบายระหว่างวิ่งก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สองคือวิ่งทุกวันโดยไม่พักเลยค่ะ หลายคนคิดว่ายิ่งวิ่งมากยิ่งเร็ว แต่ความจริงคือกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกต้องการเวลาพักฟื้นเพื่อปรับตัวและแข็งแรงขึ้นค่ะ การวิ่งทุกวันในช่วงแรกนำไปสู่การบาดเจ็บแทบทุกครั้งค่ะ วิธีแก้คือวิ่งไม่เกิน 4-5 วันต่อสัปดาห์และมีวันพักอย่างน้อย 2 วันค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สามคือละเลยการวอร์มอัพและคูลดาวน์ค่ะ ดังที่ปุนิ่มอธิบายไปแล้วค่ะ การข้ามสองขั้นตอนนี้เพิ่มความเสี่ยงการบาดเจ็บอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตอนเช้าที่กล้ามเนื้อยังเย็นอยู่ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สี่คือดื่มน้ำไม่เพียงพอค่ะ การขาดน้ำเพียง 2% ของน้ำหนักตัวส่งผลให้สมรรถภาพในการวิ่งลดลงได้ถึง 20% ค่ะ ควรดื่มน้ำ 400-500 มิลลิลิตรก่อนวิ่ง และ 150-200 มิลลิลิตรทุกๆ 15-20 นาทีระหว่างวิ่งค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ห้าคือใส่รองเท้าผิดประเภทหรือรองเท้าเก่าที่หมดสภาพค่ะ ดังที่กล่าวไปแล้วค่ะ รองเท้าวิ่งที่หมดสภาพการรองรับแรงกระแทกเป็นตัวการสำคัญของอาการเจ็บเข่า เจ็บส้นเท้า และปวดหลังในนักวิ่งค่ะ

ข้อผิดพลาดที่หกคือเพิ่มระยะทางเร็วเกินไปค่ะ ละเมิดกฎ 10% ที่กล่าวไปแล้ว ทำให้เส้นเอ็นและข้อต่อรับภาระมากเกินไปก่อนที่จะปรับตัวได้ทันค่ะ

ข้อผิดพลาดที่เจ็ดคือวิ่งฝืนเมื่อรู้สึกเจ็บค่ะ ความแตกต่างระหว่างความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อที่ปกติกับอาการเจ็บจากการบาดเจ็บนั้นสำคัญมากค่ะ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อรู้สึกแสบร้อนและหนักที่กล้ามเนื้อทั่วไป แต่อาการเจ็บจากการบาดเจ็บมักเป็นอาการเฉพาะจุดและมีลักษณะคมหรือแสบที่ข้อต่อ เส้นเอ็น หรือกระดูกค่ะ ถ้าเจ็บแบบหลังให้หยุดวิ่งทันทีค่ะ

สาระน่ารู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการวิ่งจ๊อกกิ้ง

ปุนิ่มชอบอ่านงานวิจัยเป็นชีวิตจิตใจค่ะ เพราะมันยืนยันสิ่งที่รู้สึกจากประสบการณ์จริงและทำให้สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีขึ้นมากค่ะ

งานวิจัยที่ 1 – การวิ่งช้าๆ กับการเพิ่มอายุขัย

งานวิจัยระยะยาวจาก Copenhagen City Heart Study ที่ติดตามผู้เข้าร่วม 5,048 คนเป็นเวลา 12 ปี พบข้อมูลที่น่าสนใจมากค่ะ

กลุ่ม อายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ลักษณะการวิ่ง
ไม่วิ่ง Baseline
วิ่งเบา 1-2.5 ชม./สัปดาห์ +6.2 ปี (ชาย) +5.6 ปี (หญิง) ความเร็วช้า
วิ่งปานกลาง 2.5-4 ชม./สัปดาห์ +4.7 ปี ความเร็วปานกลาง
วิ่งหนัก 4+ ชม./สัปดาห์ +3.1 ปี ความเร็วสูง

ผลที่น่าตกใจคือการวิ่งเบาๆ ในปริมาณที่น้อยนั้นให้ผลดีที่สุดในแง่ของอายุขัยค่ะ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ปุนิ่มสอนมาตลอดว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งช้าๆ สม่ำเสมอดีกว่าการวิ่งหนักแล้วบาดเจ็บแล้วหยุดมากค่ะ

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลข 6.2 ปีนั้นมหาศาลมากค่ะ ถ้าการวิ่งแค่สัปดาห์ละ 1-2.5 ชั่วโมงทำให้มีชีวิตยาวขึ้น 6 ปี ต้นทุนในการลงทุนกับการวิ่งนั้นคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่อค่ะ

งานวิจัยที่ 2 – ผลของการวิ่งต่อสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า

งานวิจัย Meta-analysis ที่รวบรวมข้อมูลจาก 49 งานวิจัยทั่วโลก กลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 12,000 คน ศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกต่อภาวะซึมเศร้าค่ะ

การออกกำลังกาย ผลต่อภาวะซึมเศร้า เทียบกับยาต้านซึมเศร้า
ไม่ออกกำลังกาย Baseline
เดินเร็ว 30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ลดอาการ 26% ได้ผลน้อยกว่ายา 40%
วิ่งจ๊อกกิ้ง 30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ลดอาการ 47% ใกล้เคียงกับยา
วิ่งจ๊อกกิ้ง 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์ ลดอาการ 62% ดีกว่ายาในบางกรณี

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับปุนิ่มคือการวิ่งสัปดาห์ละ 5 ครั้งให้ผลดีกว่ายาต้านซึมเศร้าในบางกรณีค่ะ ซึ่งยาต้านซึมเศร้ามีผลข้างเคียงมากมาย แต่การวิ่งมีแต่ผลข้างเคียงที่ดีค่ะ

งานวิจัยที่ 3 – ผลของการวิ่งต่อการเผาผลาญและน้ำหนักตัว

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 120 คนที่มีน้ำหนักเกินและไม่เคยออกกำลังกาย แบ่งเป็นสี่กลุ่ม ควบคุมอาหารเหมือนกันทุกกลุ่มค่ะ กลุ่มแรกควบคุมอาหารอย่างเดียว กลุ่มที่สองเดินเร็ว 30 นาทีต่อวัน กลุ่มที่สามวิ่งจ๊อกกิ้ง 30 นาทีต่อวัน และกลุ่มที่สี่วิ่งจ๊อกกิ้ง 30 นาทีต่อวันร่วมกับเล่นน้ำหนัก ติดตามผล 12 สัปดาห์

กลุ่ม น้ำหนักที่ลด ไขมันที่ลด กล้ามเนื้อที่เพิ่ม
ควบคุมอาหารอย่างเดียว -4.2 กก. -3.1 กก. -1.1 กก. (สูญเสีย)
เดินเร็ว -5.8 กก. -4.6 กก. +0.2 กก.
วิ่งจ๊อกกิ้ง -7.4 กก. -6.8 กก. +0.8 กก.
วิ่งจ๊อกกิ้ง + น้ำหนัก -7.2 กก. -7.4 กก. +2.4 กก.

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกลุ่มที่ควบคุมอาหารอย่างเดียวสูญเสียกล้ามเนื้อไปด้วยค่ะ ในขณะที่กลุ่มที่วิ่งร่วมกับเล่นน้ำหนักสามารถลดไขมันได้มากที่สุดพร้อมกับเพิ่มกล้ามเนื้อได้ด้วยค่ะ นี่คือเหตุผลที่ปุนิ่มแนะนำให้รวมการวิ่งกับการฝึกน้ำหนักในโปรแกรมออกกำลังกายเสมอค่ะ

งานวิจัยที่ 4 – การวิ่งกับสุขภาพข้อเข่า

มีความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายมานานว่าการวิ่งทำลายข้อเข่าค่ะ แต่งานวิจัยล่าสุดพบข้อมูลที่น่าทึ่งมาก

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจากนักวิ่งระยะไกล 74,752 คน เทียบกับผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย 14,625 คน ติดตาม 8 ปี พบว่าอัตราการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มนักวิ่งอยู่ที่ 3.5% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายอยู่ที่ 10.2% ค่ะ ซึ่งหมายความว่าการวิ่งจริงๆ แล้วปกป้องข้อเข่าดีกว่าการไม่วิ่งค่ะ เหตุผลคือการวิ่งกระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในข้อเข่าและกระตุ้นให้กระดูกอ่อนแข็งแรงขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามการวิ่งด้วยฟอร์มผิดหรือใส่รองเท้าผิดประเภทยังคงเป็นความเสี่ยงอยู่ค่ะ

งานวิจัยที่ 5 – ผลของจังหวะการหายใจต่อประสิทธิภาพการวิ่ง

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 82 คน ที่ฝึกการหายใจแบบจังหวะสม่ำเสมอเปรียบเทียบกับกลุ่มที่หายใจตามธรรมชาติ ฝึก 6 สัปดาห์

ตัวชี้วัด กลุ่มหายใจตามธรรมชาติ กลุ่มฝึกหายใจเป็นจังหวะ
ระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้น +8.4% +18.7%
อัตราการบาดเจ็บ 14.6% 5.2%
ความสุขในการวิ่ง (self-report) 58% รู้สึกสบาย 84% รู้สึกสบาย

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดสำหรับปุนิ่มคืออัตราการบาดเจ็บที่ลดลงเกือบสามเท่าค่ะ การหายใจเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอช่วยกระจายแรงกระแทกในร่างกายได้ดีกว่าการหายใจแบบไม่มีจังหวะ ลดความเสี่ยงของอาการปวดด้านข้างลำตัวที่รู้จักกันในชื่อ Side Stitch ได้ด้วยค่ะ

FAQ 10 คำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการวิ่งจ๊อกกิ้ง

  1. วิ่งจ๊อกกิ้งวันละกี่นาทีถึงเพียงพอ?

สำหรับมือใหม่เริ่มที่ 20-30 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ระยะเวลา แต่คือความสม่ำเสมอค่ะ การวิ่ง 20 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ทุกสัปดาห์ดีกว่าการวิ่ง 60 นาที 1 ครั้งแล้วหยุดหลายสัปดาห์มากค่ะ องค์การอนามัยโลกแนะนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับสุขภาพที่ดีค่ะ

  1. วิ่งตอนเช้าหรือตอนเย็นดีกว่ากัน?

ทั้งสองเวลามีข้อดีค่ะ การวิ่งตอนเช้ากระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดวัน ช่วยให้สดชื่นและมีพลังงานตลอดวัน และยากที่จะหาข้ออ้างไม่วิ่งเพราะยังไม่มีธุระค่ะ การวิ่งตอนเย็นนั้นกล้ามเนื้ออบอุ่นอยู่แล้วตามธรรมชาติ อาจวิ่งได้ดีกว่าและเจ็บน้อยกว่า แต่ต้องระวังไม่วิ่งหลัง 2 ทุ่มเพราะอาจทำให้นอนไม่หลับค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้วิ่งในเวลาที่สามารถทำได้สม่ำเสมอที่สุดมากกว่าที่จะเลือกเวลาที่ดีที่สุดในทฤษฎีค่ะ

  1. วิ่งจ๊อกกิ้งทุกวันได้ไหม?

สำหรับมือใหม่ไม่แนะนำค่ะ ควรวิ่งสลับกับวันพักหรือกิจกรรมเบาๆ อย่างน้อย 2-3 วันต่อสัปดาห์ในช่วง 2 เดือนแรกค่ะ หลังจากนั้นถ้าร่างกายปรับตัวได้ดีสามารถเพิ่มเป็น 5-6 วันต่อสัปดาห์ได้ แต่ต้องมีอย่างน้อย 1 วันพักสมบูรณ์ต่อสัปดาห์เสมอค่ะ

  1. วิ่งแล้วปวดเข่าควรทำอย่างไร?

หยุดวิ่งทันทีและประเมินอาการก่อนค่ะ ถ้าเจ็บเล็กน้อยและหายไปหลังพัก 1-2 วัน ให้ตรวจสอบฟอร์มการวิ่ง รองเท้า และลดระยะทางลง 30-50% ก่อนค่ะ ถ้าเจ็บมาก เจ็บบวม หรือเจ็บแม้ขณะพักให้พบแพทย์ก่อนค่ะ อาการปวดเข่าในนักวิ่งส่วนใหญ่เกิดจากฟอร์มผิด รองเท้าไม่เหมาะ หรือเพิ่มระยะทางเร็วเกินไปค่ะ ซึ่งทุกข้อแก้ไขได้ค่ะ

  1. ลดน้ำหนักได้เร็วแค่ไหนจากการวิ่งจ๊อกกิ้ง?

ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ ถ้าวิ่ง 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์โดยไม่เพิ่มการกินอาหาร คาดว่าจะลดน้ำหนักได้ประมาณ 0.3-0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ค่ะ ถ้าควบคุมอาหารร่วมด้วยอาจเพิ่มเป็น 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ค่ะ แต่ปุนิ่มอยากให้โฟกัสที่สุขภาพโดยรวมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่งค่ะ เพราะเมื่อกล้ามเนื้อพัฒนาขึ้น น้ำหนักอาจไม่ลดมาก แต่รูปร่างและสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

  1. ก่อนวิ่งควรกินอาหารอะไรดีที่สุด?

ตอบแล้วในส่วนตารางอาหารค่ะ แต่สรุปสั้นๆ คือถ้าวิ่งตอนเช้าก่อนกินข้าวเช้า ให้กินกล้วยหนึ่งลูกหรืออินทผลัม 2-3 เม็ดก่อนออกไปอย่างน้อย 15-20 นาทีค่ะ ถ้าวิ่งหลังมื้ออาหาร ต้องรออย่างน้อย 1.5-2 ชั่วโมงค่ะ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนวิ่งคืออาหารไขมันสูง อาหารเส้นใยสูง และอาหารรสจัดค่ะ

  1. วิ่งบนลู่วิ่งในบ้านได้ผลเหมือนวิ่งข้างนอกไหม?

ได้ผลดีพอๆ กันค่ะ แต่มีข้อแตกต่างบางอย่างค่ะ การวิ่งบนลู่วิ่งใช้พลังงานน้อยกว่าการวิ่งข้างนอกเล็กน้อยเพราะไม่มีแรงต้านอากาศค่ะ แต่ถ้าปรับความเอียงของลู่วิ่งขึ้น 1-2% จะชดเชยส่วนนี้ได้ค่ะ ข้อดีของลู่วิ่งคือสะดวกในทุกสภาพอากาศ ปลอดภัยกว่า และตั้งความเร็วได้แน่นอนค่ะ ข้อเสียคือน่าเบื่อกว่าและกล้ามเนื้อบางส่วนที่ใช้ในการรักษาสมดุลบนพื้นต่างๆ ไม่ได้รับการพัฒนาเท่ากับการวิ่งข้างนอกค่ะ

  1. คนอ้วนมากวิ่งจ๊อกกิ้งได้เลยไหม?

ได้ค่ะ แต่ต้องระวังมากขึ้นค่ะ น้ำหนักตัวที่มากทำให้แรงกระแทกที่ข้อเข่าและข้อเท้ามากขึ้นตามไปด้วยค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้เริ่มจากการเดินเร็วก่อนอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ข้อต่อและเส้นเอ็นปรับตัวก่อนค่ะ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มช่วงวิ่งสลับเข้ามาทีละน้อยค่ะ การวิ่งบนพื้นนุ่มอย่างสนามหญ้าหรือลู่วิ่งยางก็ช่วยลดแรงกระแทกได้ค่ะ

  1. หยุดวิ่งไปหลายเดือนแล้วจะเริ่มใหม่ต้องทำอย่างไร?

เริ่มจากระดับที่ต่ำกว่าตำแหน่งที่หยุดไปประมาณ 50% ค่ะ ถ้าก่อนหยุดวิ่งได้ 30 นาทีต่อเนื่อง ให้เริ่มใหม่ที่วิ่งสลับเดินก่อนค่ะ ร่างกายมักฟื้นความสามารถกลับมาได้เร็วกว่าการเริ่มต้นครั้งแรกมากค่ะ แต่ถ้าฝืนกลับไปวิ่งระยะเดิมทันทีจะบาดเจ็บได้ง่ายมากค่ะ ความสามารถของระบบหัวใจฟื้นได้เร็วกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเสมอค่ะ

  1. วิ่งแล้วหน้าแดงมากปกติไหม?

ปกติมากค่ะ หน้าแดงระหว่างและหลังวิ่งเป็นกลไกของร่างกายในการระบายความร้อนผ่านการขยายของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังค่ะ บางคนหน้าแดงมากกว่าคนอื่นขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและความบางของผิวค่ะ ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาสุขภาพค่ะ แต่ถ้าหน้าแดงพร้อมกับรู้สึกหน้ามืด เวียนหัว หรือแน่นหน้าอก นั่นต้องหยุดวิ่งและพักทันทีค่ะ

สรุป: การวิ่งจ๊อกกิ้งไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่คือการลงทุนในตัวเองที่คืนทุนดีที่สุดในโลก

ปุนิ่มเชื่อมาตลอดว่าสุขภาพที่ดีไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่ถูกต้องซ้ำๆ ทุกวันค่ะ และการวิ่งจ๊อกกิ้งคือการตัดสินใจเล็กๆ นั้นที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดเมื่อเทียบกับเวลาที่ลงทุนไปค่ะ

ปุนิ่มเริ่มวิ่งบนถนนหน้าบ้านด้วยรองเท้าราคาไม่แพงในตอนเช้าก่อนไปทำงานโรงงาน ช่วงนั้นไม่มีใครรู้จักปุนิ่ม ไม่มีใครสนใจ และไม่มีใครคิดว่าจะไปถึงไหน แต่ทุกเช้าที่ตื่นมาวิ่งทั้งที่อยากนอนต่อ ทุกวันที่ยังวิ่งทั้งที่เหนื่อยและไม่อยากออกไป ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคนที่ขึ้นเวทีได้แชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยาและ ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ ในวัย 45 ปีค่ะ

สิ่งที่ปุนิ่มอยากให้ทุกคนเก็บจากบทความนี้กลับไปมีสามอย่างค่ะ

อย่างแรกคือการวิ่งจ๊อกกิ้งไม่ต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกค่ะ ฟอร์มที่ดีขึ้นได้ทุกวัน ความเร็วที่เพิ่มขึ้นได้ทุกสัปดาห์ และระยะทางที่ขยายออกได้ทุกเดือน แค่เริ่มต้นก้าวออกไปก่อนค่ะ

อย่างที่สองคือความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบเสมอค่ะ การวิ่ง 20 นาทีทุกสัปดาห์ตลอดหนึ่งปีให้ผลดีกว่าการวิ่ง 60 นาทีสองสามครั้งแล้วเลิกมากค่ะ

อย่างที่สามคือการวิ่งเป็นของขวัญที่ให้กับตัวเองค่ะ ไม่ใช่การลงโทษหรือการทรมาน วันไหนที่วิ่งออกไปแล้วรู้สึกว่าไม่อยากวิ่ง ให้ลดความเร็วและระยะทางลงเหลือครึ่งหนึ่งแล้วออกไปก่อนค่ะ ส่วนใหญ่พอออกไปแล้วจะรู้สึกดีขึ้นเองค่ะ

วันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นวิ่งคือวันนี้เลยค่ะ ไม่ต้องรอให้พร้อมก่อน เพราะความพร้อมจะมาพร้อมกับการลงมือทำค่ะ 💪

 

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม