ออกกำลังกาย 15 นาทีลดไขมันได้จริงไหม หรือแค่ข้ออ้างของคนขี้เกียจ
ปุนิ่มได้ยินคำถามนี้มาตลอดหลายปีในฐานะเทรนเนอร์ค่ะ และคำตอบที่ตรงที่สุดคือ 15 นาทีนั้นเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น เพียงพอสำหรับการรักษาความฟิต และเพียงพอสำหรับการเผาผลาญไขมันได้จริงถ้าออกแบบโปรแกรมให้ถูกต้องค่ะ แต่ 15 นาทีที่ไม่มีแผนและทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ผลแน่นอนค่ะ
ก่อนที่ปุนิ่มจะกลายมาเป็นแชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา และ ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ มีช่วงหนึ่งที่ชีวิตแน่นมากจนหาเวลาออกกำลังกายนานๆ ไม่ได้เลยค่ะ ทำงานโรงงาน ทำงานราชการ แล้วย้ายมาเป็นพนักงานขาย แต่ละวันเหนื่อยและเวลาน้อยมากค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกายค่ะ มันกลายเป็นแรงผลักดันให้ปุนิ่มศึกษาและทดสอบว่าการออกกำลังกายในเวลาน้อยที่สุดจะทำให้ได้ผลลัพธ์มากที่สุดได้อย่างไรค่ะ
สิ่งที่ปุนิ่มค้นพบและยืนยันด้วยประสบการณ์จริงและงานวิจัยคือ คุณภาพของการออกกำลังกายสำคัญกว่าปริมาณเสมอค่ะ การออกกำลังกาย 15 นาทีที่ออกแบบดี มีความเข้มข้นเหมาะสม และทำถูกเทคนิค ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงแบบไม่มีแผนอย่างมีนัยสำคัญค่ะ
วิทยาศาสตร์ยืนยันเรื่องนี้ชัดเจนค่ะ งานวิจัยจาก McMaster University ในแคนาดาพบว่าการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงสั้น 15 นาทีเพิ่มการเผาผลาญได้มากกว่าการเดินเบาๆ 45 นาทีในบางรูปแบบ และยังสร้าง EPOC หรือการเผาผลาญที่ยังดำเนินต่อเนื่องไปอีก 24-48 ชั่วโมงหลังจากหยุดออกกำลังกายด้วยค่ะ
บทความนี้ปุนิ่มจะอธิบายให้ครบทุกมิติค่ะ ตั้งแต่หลักการของการเผาผลาญไขมันทั่วร่างกาย 15 ท่าออกกำลังกายพร้อมคำอธิบายละเอียดทุกท่า บทบาทของคาร์ดิโอในโปรแกรม 15 นาที ตารางออกกำลังกายที่ทำได้จริง ไปจนถึงงานวิจัยและ FAQ ที่ตอบคำถามที่พบบ่อยที่สุดค่ะ
ทำไมไขมันในร่างกายถึงกระจุกตัวตามที่ต่างๆ และร่างกายเลือกเผาผลาญจากส่วนไหนก่อน
การเข้าใจว่าร่างกายสะสมและเผาผลาญไขมันอย่างไรคือความแตกต่างระหว่างการออกกำลังกายแบบมีทิศทางกับการออกกำลังกายแบบหวังผลลัพธ์โดยบังเอิญค่ะ
ไขมันในร่างกายไม่ได้กระจายสม่ำเสมอทั่วร่างกายค่ะ ตำแหน่งที่ไขมันสะสมนั้นถูกกำหนดโดยพันธุกรรม ฮอร์โมน เพศ และอายุเป็นหลักค่ะ ผู้หญิงมักสะสมไขมันที่สะโพก ต้นขา หน้าท้องส่วนล่าง และต้นแขน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นการสะสมไขมันในพื้นที่เหล่านี้เพื่อเตรียมพลังงานสำรองสำหรับการตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่ะ ผู้ชายมักสะสมไขมันที่หน้าท้องและช่วงเอวมากกว่าเนื่องจากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและคอร์ติซอลที่แตกต่างกันค่ะ
ความจริงที่หลายคนไม่อยากได้ยินคือร่างกายไม่สามารถเลือกเผาผลาญไขมันเฉพาะจุดได้ค่ะ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานจากการออกกำลังกาย มันจะดึงไขมันจากคลังสะสมทั่วร่างกายพร้อมกันโดยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมว่าจะลดจากจุดไหนก่อนค่ะ อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือการพัฒนากล้ามเนื้อที่เฉพาะจุดหรือ เวทเทรนนิ่ง คืออะไร มีบทบาทสำคัญมากค่ะ เมื่อกล้ามเนื้อในบริเวณที่ต้องการพัฒนาขึ้นมา ร่างกายในบริเวณนั้นจะดูกระชับ มีรูปทรง และดูผอมลงได้แม้ไขมันโดยรวมจะลดลงจากทั่วร่างกายค่ะ
ดังนั้นโปรแกรม 15 นาทีที่ดีที่สุดสำหรับการลดไขมันทุกส่วนต้องมีสององค์ประกอบพร้อมกันค่ะ โดยเฉพาะถ้าโฟกัสบริเวณหน้าท้อง สามารถดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้ในบทความ ท่าออกกําลังกายลดพุง ค่ะ ส่วนแรกคือการออกกำลังกายที่กระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีสูงเพื่อลดไขมันทั่วร่างกาย และส่วนที่สองคือการออกกำลังกายที่พัฒนากล้ามเนื้อในส่วนที่ต้องการให้กระชับขึ้นโดยเฉพาะค่ะ โปรแกรมในบทความนี้ออกแบบมาเพื่อให้ทั้งสองเป้าหมายเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลา 15 นาทีค่ะ
กลไกการเผาผลาญไขมันขณะออกกำลังกาย
เมื่อออกกำลังกาย ร่างกายใช้พลังงานจากสองแหล่งหลักค่ะ ได้แก่ ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อและตับซึ่งมาจากคาร์โบไฮเดรต และไขมันที่สะสมอยู่ทั่วร่างกายค่ะ ในการออกกำลังกายความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง ร่างกายใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงหลักค่ะ แต่ในการออกกำลังกายความเข้มข้นสูง ร่างกายพึ่งพาคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงมีข้อได้เปรียบที่สำคัญมากคือสร้าง EPOC ที่สูงกว่าค่ะ หมายความว่าหลังจากออกกำลังกายเสร็จ ร่างกายยังคงเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่สูงกว่าปกติต่อเนื่องไปอีกนาน ส่วนใหญ่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายค่ะ และแคลอรีส่วนเกินที่เผาผลาญในช่วง EPOC นี้มาจากไขมันเป็นหลักค่ะ
ดังนั้นการออกกำลังกาย 15 นาทีด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสมอาจเผาผลาญไขมันได้ทั้งหมดมากกว่าการเดินเฉื่อยๆ 45 นาทีเมื่อรวมผล EPOC เข้าไปด้วยค่ะ
หลักการออกแบบโปรแกรม 15 นาทีที่ให้ผลสูงสุด ก่อนเข้าสู่ 15 ท่า
การรู้ว่าทำไมจึงสำคัญกว่าการรู้ว่าทำอะไรเสมอค่ะ เพราะถ้าเข้าใจหลักการ สามารถออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับตัวเองได้ต่อไปในอนาคตค่ะ
หลักการแรกคือการเลือกท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกันค่ะ ท่าออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน เช่น สควอท เบอร์พี และลันจ์ เผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าท่าที่ใช้กล้ามเนื้อเดียวอย่างเช่นการม้วนหน้าท้องธรรมดาเป็นเท่าตัวค่ะ เพราะยิ่งกล้ามมากมัดทำงาน ยิ่งใช้พลังงานมากค่ะ
หลักการที่สองคือการสลับความเข้มข้นค่ะ โปรแกรมที่ดีที่สุดสำหรับ 15 นาทีไม่ใช่การทำท่าเดิมซ้ำๆ ตลอด แต่คือการสลับระหว่างท่าที่เข้มข้นสูงกับท่าที่เข้มข้นต่ำลงเล็กน้อยค่ะ วิธีนี้ทำให้หัวใจทำงานในระดับที่สูงกว่าการออกกำลังกายความเข้มข้นคงที่และสร้าง EPOC ที่สูงกว่าค่ะ
หลักการที่สามคือการพักน้อยที่สุดค่ะ ใน 15 นาที เวลามีจำกัดมากค่ะ การพักระหว่างท่าควรอยู่ที่ไม่เกิน 10-20 วินาทีเพื่อให้อัตราหัวใจอยู่ในโซนที่เผาผลาญสูงตลอดค่ะ ถ้าพักนานเกินไปหัวใจจะเย็นลงและต้องใช้เวลาอุ่นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเสียเวลาอันมีค่าไปค่ะ
หลักการที่สี่คือความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนักค่ะ การออกกำลังกาย 15 นาทีทุกวันให้ผลดีกว่าการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงสัปดาห์ละครั้งอย่างมหาศาลค่ะ เพราะร่างกายปรับตัวและพัฒนาจากการกระตุ้นสม่ำเสมอค่ะ
หลังการออกกำลังกายช่วงที่ร่างกายยังเผาผลาญสูง หากต้องการเสริมการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เวย์โปรตีนควรกินตอนไหน ค่ะ
15 ท่าออกกำลังกายลดไขมันทุกส่วน พร้อมคำอธิบายกล้ามเนื้อ ความรู้สึก และ Insight จากโค้ชปุนิ่ม
ทุกท่าที่ปุนิ่มแนะนำต่อไปนี้ผ่านการทดสอบด้วยตัวเองและกับลูกค้ามาแล้วนับร้อยคนค่ะ แต่ละท่าเลือกมาเพราะเผาผลาญแคลอรีได้สูงและพัฒนากล้ามเนื้อได้มากที่สุดในเวลา 15 นาทีค่ะ
ท่าที่ 1 – เบอร์พีแบบพื้นฐาน Burpee
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามทั้งร่างกาย ได้แก่ กล้ามอกและไหล่จากการดันพื้น กล้ามท้องจากการรักษาแนว กล้ามต้นขาและก้นจากการย่อและลุกขึ้น กล้ามน่องจากการกระโดด และระบบหัวใจและหลอดเลือด จำนวนแนะนำ: 30-45 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลางถึงสูง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือยืนตรงแยกเท้าเท่าหัวไหล่ มือวางข้างลำตัว เกร็งกล้ามท้องเล็กน้อยก่อนเริ่มค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือย่อตัวลงท่าสควอทและวางมือทั้งสองข้างลงบนพื้นข้างหน้าเท้า มือต้องแน่นและห่างกันเท่าหัวไหล่ค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือกระโดดหรือก้าวขาทั้งสองออกไปข้างหลังพร้อมกันจนอยู่ในท่าพุ่งพิงค่ะ ลำตัวต้องตรงเป็นแนวเส้นตรงจากหัวจรดส้นเท้า ห้ามให้สะโพกยกขึ้นหรือห้อยลงค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือกดตัวลงท่าวิดพื้นหนึ่งครั้งถ้าต้องการเพิ่มความหนักค่ะ หรือข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ถ้าเป็นมือใหม่ค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือกระโดดหรือก้าวขากลับมาสู่ท่าสควอทค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือระเบิดแรงกระโดดขึ้นสูงที่สุดเท่าที่ทำได้ แขนยกขึ้นเหนือหัว ลงพื้นด้วยการงอเข่าเพื่อรองรับแรงกระแทกค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกเหนื่อยอย่างรวดเร็วและทั่วร่างกายค่ะ หัวใจเต้นเร็ว หายใจหนัก และรู้สึกแสบร้อนที่ต้นขาและไหล่พร้อมกันค่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยแสดงว่าทำช้าเกินไปค่ะ
การเปรียบเทียบกับท่าอื่น: เบอร์พีเผาผลาญแคลอรีได้มากที่สุดในบรรดาท่าทั้งหมดในรายการนี้ค่ะ ประมาณ 10-15 แคลอรีต่อนาทีซึ่งสูงกว่าการเดินเร็วเกือบสี่เท่าค่ะ แต่ต้องการความแข็งแรงและความอดทนมากกว่าท่าอื่นๆ ด้วยค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: เทคนิคที่ทำให้เบอร์พีได้ผลดีขึ้นมากคือการโฟกัสที่จังหวะการหายใจค่ะ หายใจออกแรงๆ ขณะกระโดดขึ้น และหายใจเข้าขณะย่อตัวลงค่ะ การหายใจเป็นจังหวะนี้ทำให้วิ่งได้นานขึ้นและรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าการหายใจแบบไม่มีจังหวะค่ะ
ท่าที่ 2 – สควอทกระโดด Jump Squat
กล้ามที่โดนหลัก: ต้นขาด้านหน้าทั้งสี่มัด กล้ามก้น กล้ามน่อง ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามหลังส่วนล่าง จำนวนแนะนำ: 30-40 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ ปลายเท้าชี้ออกด้านข้างเล็กน้อย มือประสานไว้ด้านหน้าหน้าอกหรือแกว่งข้างลำตัวค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือเกร็งกล้ามท้อง หลังตรง อกผาย แล้วย่อตัวลงท่าสควอทช้าๆ นับ 2-3 วินาที สะโพกดันไปด้านหลังเหมือนนั่งลงบนเก้าอี้ค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือย่อลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่าถ้าทำได้ ส้นเท้าต้องวางราบบนพื้นตลอด เข่าต้องไม่เกินปลายเท้าค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือระเบิดแรงผ่านส้นเท้ากระโดดขึ้นสูงที่สุด แขนแกว่งขึ้นช่วยแรงได้ค่ะ บีบกล้ามก้นแน่นที่สุดในช่วงกลางอากาศค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือลงพื้นด้วยปลายเท้าก่อนแล้วรับน้ำหนักผ่านทั้งเท้า งอเข่าทันทีเพื่อรองรับแรงกระแทกอย่างนุ่มนวลค่ะ ห้ามลงพื้นแบบขาแข็งตึงเด็ดขาดเพราะจะทำให้เข่าเจ็บได้ค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือจากท่าลงพื้นในท่าสควอทให้กระโดดขึ้นทันทีโดยไม่ยืนตรงระหว่างกันเพื่อรักษาความต่อเนื่องค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่ต้นขาหน้าอย่างรวดเร็ว น่องทำงานมากในช่วงกระโดดและลงพื้น กล้ามก้นบีบแน่นในช่วงที่อยู่กลางอากาศค่ะ ถ้ารู้สึกแค่ที่ขาแต่ไม่รู้สึกที่ก้นเลยแสดงว่าไม่ได้บีบกล้ามก้นในช่วงกระโดดค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ตอนที่ปุนิ่มเตรียมแข่ง เปยาปคลาสสิค ที่ลำปาง สควอทกระโดดคือท่าที่ใช้ในโปรแกรมเผาผลาญช่วงท้ายของการเตรียมตัวเสมอค่ะ เทคนิคที่ทำให้ได้ผลสูงสุดคือให้นับเวลาแทนการนับจำนวนครั้งค่ะ ตั้งเวลา 30 วินาทีแล้วทำให้ได้มากที่สุดในเวลานั้น แทนที่จะตั้งเป้าที่จำนวนครั้งซึ่งอาจทำช้าๆ เพื่อประคองตัวเองค่ะ
ท่าที่ 3 – มาวเทนคลายเมอร์ Mountain Climber
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องทุกชั้น กล้ามสะโพกงอ ไหล่ กล้ามหน้าแข้ง ระบบหัวใจ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามหลัง กล้ามก้น กล้ามต้นขา จำนวนแนะนำ: 30-45 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือเริ่มจากท่าพุ่งพิงค่ะ วางมือบนพื้นห่างกันเท่าหัวไหล่ แขนเหยียดตรง ลำตัวเป็นแนวเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้า กล้ามท้องเกร็งค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือตรวจสอบว่าสะโพกไม่ยกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยมและไม่ห้อยลงต่ำกว่าแนวลำตัวค่ะ ฟอร์มของท่าพุ่งพิงต้องสมบูรณ์ก่อนเริ่มทำท่านี้ค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือดึงเข่าขวาเข้ามาหาหน้าอกอย่างรวดเร็วขณะที่เท้าซ้ายยังอยู่ที่เดิมค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือดันเข่าขวากลับออกไปและดึงเข่าซ้ายเข้ามาทันทีในจังหวะเดียวกัน ทำให้เหมือนกำลังวิ่งอยู่กับที่ในท่าพุ่งพิงค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือรักษาสะโพกให้อยู่นิ่งไม่แกว่งซ้ายขวาตลอดค่ะ การแกว่งสะโพกเป็นสัญญาณว่าทำเร็วเกินไปจนควบคุมฟอร์มไม่ได้ค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือหายใจออกทุกครั้งที่เข่าดึงเข้ามาค่ะ การหายใจออกขณะที่กล้ามท้องทำงานช่วยกระตุ้นกล้ามท้องลึกให้ทำงานมากขึ้นค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกกล้ามท้องทำงานต่อเนื่องตลอดค่ะ ไหล่และข้อมือรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ จากการรับน้ำหนักค่ะ หัวใจเต้นเร็วมากภายใน 15-20 วินาทีแรกค่ะ ถ้าไม่รู้สึกที่กล้ามท้องเลยแสดงว่าสะโพกอยู่สูงเกินไปค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: เวอร์ชันที่ยากขึ้นสำหรับคนที่ทำท่าปกติได้แล้วคือการดึงเข่าข้ามไปหาข้อศอกฝั่งตรงข้ามค่ะ เช่น เข่าขวาดึงไปหาข้อศอกซ้าย ท่านี้กระตุ้นกล้ามท้องด้านข้างหรือโอบลีกมากขึ้นและลดขนาดเอวได้ชัดขึ้นค่ะ
ท่าที่ 4 – ลันจ์กระโดดสลับข้าง Jumping Lunge
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามต้นขาหน้า กล้ามก้น กล้ามน่อง ระบบหัวใจ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามหนีบขาด้านใน กล้ามแกนกลาง จำนวนแนะนำ: 30 วินาที พัก 15 วินาที ระดับความยาก: กลางถึงสูง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือเริ่มในท่าลันจ์ ขาขวาอยู่ด้านหน้า เข่าขวางอ 90 องศา เข่าซ้ายอยู่ใกล้พื้นค่ะ ลำตัวตั้งตรง มือวางที่เอวหรือประสานด้านหน้าค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือระเบิดแรงกระโดดขึ้นสูงโดยดันผ่านขาทั้งสองข้างพร้อมกันค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือสลับขาในอากาศ ขาที่เคยอยู่ด้านหน้าส่งไปด้านหลัง ขาที่เคยอยู่ด้านหลังส่งมาด้านหน้าค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือลงพื้นในท่าลันจ์ฝั่งตรงข้ามโดยงอเข่าทั้งสองข้างนุ่มนวลค่ะ ห้ามลงพื้นแบบขาตึงค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือกระโดดขึ้นสลับข้างกลับอีกครั้งทันทีโดยไม่หยุดพักระหว่างกันค่ะ ทำต่อเนื่องตลอด 30 วินาทีค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่ต้นขาหน้าทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว น่องทำงานหนักในช่วงกระโดด กล้ามก้นบีบแน่นในช่วงที่ขาอยู่ด้านหลัง ถ้ารู้สึกปวดเข่าให้ตรวจสอบว่าเข่าไม่เลยปลายเท้าและลงพื้นนุ่มพอค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่พร้อมสำหรับเวอร์ชันกระโดด ให้เริ่มจากลันจ์สลับข้างแบบไม่กระโดดก่อนได้เลยค่ะ แล้วค่อยเพิ่มการกระโดดเมื่อกล้ามขาแข็งแรงพอค่ะ ท่านี้โดนต้นขาและก้นได้มากกว่าสควอทกระโดดในบางแง่เพราะใช้ขาสลับกันทีละข้างค่ะ
ท่าที่ 5 – พลังค์แบบไดนามิก Dynamic Plank
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องทุกชั้น กล้ามหลังส่วนล่าง กล้ามไหล่ กล้ามสะโพก กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามก้น กล้ามต้นขา จำนวนแนะนำ: 30-40 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือเริ่มจากท่าพลังค์บนข้อศอก ข้อศอกวางบนพื้นตรงใต้ไหล่ ลำตัวตรงเป็นแนวเส้นตรง กล้ามท้องเกร็งแน่น กล้ามก้นบีบค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือดันมือขวาขึ้นมาวางบนพื้นแทนข้อศอกขวา จากนั้นดันมือซ้ายขึ้นมาด้วย กลายเป็นท่าพลังค์บนมือค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือลดข้อศอกขวาลงพื้น ตามด้วยข้อศอกซ้าย กลับสู่ท่าพลังค์บนข้อศอกค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือทำซ้ำต่อเนื่องโดยสลับมือที่นำขึ้นในแต่ละรอบค่ะ รอบแรกขวานำ รอบถัดไปซ้ายนำค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือรักษาสะโพกให้นิ่งตลอดไม่แกว่งซ้ายขวาขณะเปลี่ยนตำแหน่งมือค่ะ นี่คือส่วนที่ยากที่สุดของท่านี้ค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกกล้ามท้องตึงตลอดค่ะ ไหล่และต้นแขนเมื่อยจากการรับน้ำหนัก หลังส่วนล่างทำงานเพื่อรักษาแนวลำตัว ถ้าสะโพกล้มเซแสดงว่ากล้ามท้องไม่เกร็งพอค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูเหมือนเบากว่าเบอร์พีและสควอทกระโดดค่ะ แต่ถ้าทำถูกต้องจะรู้สึกแสบท้องมากในเวลา 20 วินาทีค่ะ กุญแจสำคัญคือการเกร็งกล้ามท้องอย่างตั้งใจตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ถือท่าอยู่ค่ะ
ท่าที่ 6 – ไฮนีรันอยู่กับที่ High Knee Run
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามสะโพกงอ กล้ามต้นขาหน้า กล้ามท้อง ระบบหัวใจ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามน่อง กล้ามก้น กล้ามไหล่ จำนวนแนะนำ: 30-45 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือยืนตรง เท้าชิดกัน แขนงอ 90 องศาค่ะ เหมือนท่าวิ่งปกติค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือยกเข่าขวาขึ้นสูงถึงระดับเอวหรือสูงกว่า พร้อมกับแกว่งแขนซ้ายไปข้างหน้าและแขนขวาไปด้านหลังพร้อมกันค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือสลับทันที ลดเข่าขวาลงและยกเข่าซ้ายขึ้นพร้อมสลับแขนค่ะ ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ในขณะที่ยังควบคุมฟอร์มได้ค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือลงเท้าด้วยปลายเท้าหรือกลางเท้า ไม่ลงส้นเท้าค่ะ เพราะการลงส้นเท้าในท่านี้ส่งแรงกระแทกขึ้นไปที่เข่าและหลังค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือรักษาลำตัวให้ตั้งตรงตลอดค่ะ ห้ามเอนไปข้างหน้าหรือข้างหลังมากเกินไปค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: หัวใจเต้นเร็วมากภายในไม่กี่วินาทีค่ะ กล้ามท้องทำงานในแต่ละก้าว กล้ามน่องและต้นขาหน้าแสบร้อน ถ้ารู้สึกที่หลังส่วนล่างมากแสดงว่าเอนตัวไปข้างหลังเกินไปค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือคาร์ดิโอที่ง่ายที่สุดในบรรดาทุกท่าค่ะ เพราะทำได้ทุกที่โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมเลยค่ะ เหมาะมากสำหรับการใช้เป็นท่าเปิดต้นโปรแกรมเพื่ออุ่นร่างกายก่อนท่าที่หนักกว่าค่ะ
หากอยากรู้ว่าจะเผาผลาญพลังงานเท่าไหร่ในท่าที่อยู่กับที่ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิ่งอยู่กับที่ ลดกี่แคล ค่ะ
ท่าที่ 7 – บอกซ์สเต็ป Box Step หรือ Step Up
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามต้นขาหน้า กล้ามก้น กล้ามน่อง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามหนีบขา กล้ามแกนกลาง จำนวนแนะนำ: 40 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะกับทุกคน
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือเตรียมแท่นหรือพื้นที่สูงที่มั่นคงสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตรค่ะ ถ้าไม่มีใช้ขั้นบันไดขั้นแรกได้เลยค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือยืนหันหน้าเข้าหาแท่น เท้าชิดกัน มือวางที่เอวค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือก้าวเท้าขวาขึ้นไปบนแท่นก่อน โดยวางเท้าให้ราบบนแท่นสมบูรณ์ค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือดันผ่านส้นเท้าขวาลุกขึ้นยืนบนแท่น ยกเข่าซ้ายขึ้นสูงระดับเอวที่จุดสูงสุดพร้อมบีบกล้ามก้นขวาแน่นค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือลดเท้าซ้ายลงมาที่พื้น ตามด้วยเท้าขวา กลับสู่จุดเริ่มต้นค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือทำซ้ำโดยสลับข้างในรอบถัดไปค่ะ ขาซ้ายขึ้นก่อน ยกเข่าขวาที่จุดสูงสุดค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่ก้นและต้นขาหน้าของขาที่ก้าวขึ้นค่ะ น่องทำงานในช่วงยืนบนแท่นค่ะ ถ้ารู้สึกที่หลังส่วนล่างมากแสดงว่าก้มหลังขณะก้าวขึ้นค่ะ ให้รักษาลำตัวตั้งตรงตลอดค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาเข่าและต้องการท่าที่ไม่มีการกระโดดค่ะ แต่ยังได้ผลดีพอๆ กับสควอทกระโดดสำหรับการพัฒนากล้ามก้นและต้นขาค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้ในวันที่ข้อเข่าเมื่อยจากการซ้อมหนักและต้องการพัฒนาก้นโดยไม่เพิ่มแรงกระแทกค่ะ
ท่าที่ 8 – ทริเซปส์ดิปส์ Triceps Dips
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามต้นแขนด้านหลัง กล้ามไหล่ด้านหน้า กล้ามอก กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามแกนกลาง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 15 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือนั่งบนขอบเก้าอี้หรือโซฟาที่มั่นคงค่ะ วางมือทั้งสองข้างบนขอบเก้าอี้ข้างสะโพก นิ้วชี้ไปข้างหน้าค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือเลื่อนก้นออกมาจากเก้าอี้ เท้าวางราบบนพื้น เข่างอ 90 องศา ลำตัวตั้งตรงอยู่หน้าเก้าอี้ค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือย่อแขนลงช้าๆ นับ 3 วินาที ปล่อยให้ก้นลงไปต่ำกว่าระดับเก้าอี้ แต่อย่าให้ก้นแตะพื้นค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือรู้สึกถึงการยืดออกของกล้ามต้นแขนด้านหลังในช่วงที่ลงต่ำสุดค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือดันขึ้นกลับโดยใช้แรงจากต้นแขนด้านหลังอย่างชัดเจน ไม่ใช่ดันขึ้นด้วยขาค่ะ แขนเหยียดตรงเกือบสุดที่จุดสูงสุด ค้าง 1 วินาทีแล้วย่อลงใหม่ค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่ต้นแขนด้านหลังโดยเฉพาะในช่วงดันขึ้นค่ะ ถ้ารู้สึกที่ไหล่มากกว่าต้นแขนแสดงว่าข้อศอกกางออกเกินไปค่ะ ให้หนีบข้อศอกเข้าหาลำตัวมากขึ้นค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ต้นแขนหลังหรือทริเซปส์คิดเป็น 2 ใน 3 ของขนาดแขนทั้งหมดค่ะ ซึ่งหมายความว่าถ้าต้องการแขนที่กระชับและดูเรียวขึ้น การฝึกทริเซปส์ให้แข็งแรงสำคัญกว่าการฝึกไบเซปส์มากค่ะ ท่านี้ทำได้ทุกที่ที่มีเก้าอี้หรือโซฟาค่ะ
ท่าที่ 9 – วิดพื้นแบบปรับระดับ Modified Push-Up
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามอก กล้ามไหล่ด้านหน้า กล้ามต้นแขนด้านหลัง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามหลัง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-15 ครั้ง พัก 15 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือมือวางบนพื้นห่างกันกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย นิ้วชี้ไปข้างหน้าหรือชี้ออกด้านข้างเล็กน้อยตามที่สบายค่ะ สำหรับมือใหม่ให้เริ่มจากวิดพื้นบนเข่าก่อนค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือลำตัวตั้งแต่หัวถึงเข่าหรือส้นเท้าต้องเป็นแนวเส้นตรงค่ะ ห้ามให้สะโพกยกสูงหรือห้อยต่ำค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือเกร็งกล้ามท้องและกล้ามก้นก่อนลดตัวลงค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือหายใจเข้าและลดตัวลงช้าๆ นับ 3 วินาที จนหน้าอกเกือบแตะพื้นค่ะ ข้อศอกงอลงไปด้านหลังในมุมประมาณ 45-90 องศาค่ะ ไม่กางออกด้านข้างสนิทค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือหายใจออกและดันขึ้นกลับเร็วกว่าขาลงค่ะ บีบกล้ามอกเข้าหากันที่จุดสูงสุดอย่างตั้งใจค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือถ้าต้องการเพิ่มความยาก ให้ทำวิดพื้นแบบมือแคบโดยวางมือใกล้กันกว่าปกติค่ะ ท่านี้โดนกล้ามทริเซปส์มากขึ้นค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่กล้ามอกและไหล่ด้านหน้าค่ะ ทริเซปส์ทำงานในช่วงดันขึ้น ถ้ารู้สึกที่หลังส่วนล่างมากแสดงว่าสะโพกห้อยต่ำเกินไปค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มเพิ่งสังเกตว่าลูกค้าหลายคนไม่ลดตัวลงต่ำพอค่ะ และนั่นคือเหตุผลที่ไม่รู้สึกว่ากล้ามอกทำงานเลยค่ะ ระยะทางที่กล้ามเนื้อทำงานสำคัญมากค่ะ ลดตัวลงให้หน้าอกเกือบแตะพื้นจริงๆ ก่อนดันขึ้นนะคะ ผลลัพธ์จะต่างกันลิบลับเลยค่ะ
ท่าที่ 10 – กลูทบริดจ์พัลส์ Glute Bridge Pulse
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามก้นทั้งสามมัด กล้ามต้นขาหลัง กล้ามหลังส่วนล่าง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามน่อง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 20-25 ครั้ง พัก 15 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะทุกคน
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือนอนหงายบนพื้น งอเข่าทั้งสองขึ้น เท้าวางราบบนพื้นห่างจากก้นประมาณหนึ่งช่วงมือค่ะ แขนวางข้างลำตัว ฝ่ามือคว่ำลงบนพื้นค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือเกร็งกล้ามก้นและกล้ามท้องก่อนเริ่มค่ะ กดหลังแนบพื้นเล็กน้อยค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือหายใจออกพร้อมดันสะโพกขึ้นจนลำตัวตั้งแต่ไหล่ถึงเข่าเป็นแนวเส้นตรงค่ะ บีบกล้ามก้นแน่นที่สุดที่จุดสูงสุดค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือค้างที่จุดสูงสุด 1 วินาทีโดยยังบีบกล้ามก้นไว้อย่างต่อเนื่องค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือลดสะโพกลงเล็กน้อยประมาณ 3-5 เซนติเมตร แต่ไม่ลงจนก้นแตะพื้นค่ะ แล้วดันขึ้นใหม่ทันทีค่ะ นี่คือการทำ Pulse ที่ทำให้กล้ามก้นทำงานต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงพักค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือทำซ้ำ 20-25 ครั้งโดยไม่วางก้นลงพื้นจนกว่าจะครบรอบค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่กล้ามก้นอย่างรุนแรงค่ะ โดยเฉพาะในรอบที่สองและสามค่ะ ต้นขาหลังทำงานด้วย ถ้าแสบที่หลังส่วนล่างมากกว่าก้นแสดงว่าไม่ได้เกร็งกล้ามก้นพอก่อนดันขึ้นค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: การเพิ่มน้ำหนักด้วยการวางหมอนหรือสิ่งของบนหน้าท้องสำหรับท่านี้ทำได้ง่ายมากค่ะ และเพิ่มความยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องไปยิมค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายในโปรแกรมเพราะมันกระตุ้นกล้ามก้นได้ดีมากในเวลาสั้นๆ ค่ะ
ท่าที่ 11 – ไซด์พลังค์สลับ Side Plank with Hip Dip
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องด้านข้างโอบลีก กล้ามสะโพกด้านนอก กล้ามไหล่ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามก้น กล้ามท้องชั้นลึก จำนวนแนะนำ: 30 วินาทีต่อข้าง พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือนอนตะแคงขวาค่ะ ข้อศอกขวาวางบนพื้นตรงใต้ไหล่ขวา ขาทั้งสองเหยียดตรงซ้อนกัน หรือถ้าเป็นมือใหม่ให้งอเข่าทั้งสองได้ค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือดันสะโพกขึ้นจากพื้น ลำตัวเป็นแนวเส้นตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ มือซ้ายวางบนเอวหรือยกขึ้นชี้ฟ้าค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือจากท่าพลังค์ข้าง ค่อยๆ ลดสะโพกลงมาต่ำกว่าแนวลำตัวเล็กน้อยโดยไม่แตะพื้นค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือดันสะโพกขึ้นกลับสูงกว่าแนวลำตัวเล็กน้อยค่ะ บีบกล้ามท้องด้านข้างแน่นที่จุดสูงสุดค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือทำซ้ำต่อเนื่อง 30 วินาทีแล้วสลับข้างค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกแสบร้อนที่กล้ามข้างลำตัวด้านที่รองรับน้ำหนักค่ะ โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ระหว่างซี่โครงและสะโพกค่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรแสดงว่าสะโพกยังไม่ขึ้นลงในช่วงที่เพียงพอค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: กล้ามโอบลีกที่แข็งแรงไม่ได้แค่ทำให้เอวดูกระชับค่ะ แต่ยังป้องกันการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่างและปรับปรุงการทรงตัวในชีวิตประจำวันด้วยค่ะ ท่านี้เป็นท่าที่ดีที่สุดสำหรับกล้ามกลุ่มนี้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลยค่ะ
ท่าที่ 12 – สควอทกึ่งนั่งสลับเตะขา Squat Kick
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามต้นขา กล้ามก้น กล้ามสะโพก ระบบหัวใจ กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามท้อง กล้ามน่อง กล้ามสมดุล จำนวนแนะนำ: 30-40 วินาที พัก 10 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่ มือประสานไว้ด้านหน้าหน้าอกค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือย่อตัวลงท่าสควอทค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือลุกขึ้นพร้อมกับเตะขาขวาออกไปด้านข้างในระดับสะโพกหรือสูงกว่าค่ะ บีบกล้ามก้นแน่นในช่วงที่เตะออกค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือวางเท้าขวากลับและย่อลงท่าสควอทอีกครั้งทันทีค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือลุกขึ้นพร้อมเตะขาซ้ายออกไปด้านข้างค่ะ ทำสลับกันต่อเนื่องค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่ต้นขาหน้าจากการสควอท และรู้สึกกล้ามก้นด้านนอกทำงานในช่วงที่เตะออกไปด้านข้างค่ะ หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะท่านี้รวมการเคลื่อนไหวหลายอย่างพร้อมกันค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูสนุกและไม่น่าเบื่อมากกว่าสควอทธรรมดาค่ะ ซึ่งสำคัญมากเพราะการออกกำลังกายที่สนุกทำให้ทำได้นานขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้นค่ะ ปุนิ่มใช้ท่านี้เมื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศในโปรแกรมออกกำลังกายค่ะ
ท่าที่ 13 – เดดบัก Dead Bug
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องชั้นลึก กล้ามสะโพกงอ กล้ามหลังส่วนล่าง กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามไหล่ กล้ามต้นขา จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-10 ครั้งต่อข้าง พัก 15 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือนอนหงายบนพื้นค่ะ กดหลังแนบพื้นจนไม่มีช่องว่างระหว่างหลังส่วนล่างกับพื้นเลยค่ะ นี่คือจุดสำคัญที่สุดของท่านี้ค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือยกแขนทั้งสองขึ้นตรงเหนือหัวไหล่ งอเข่าขึ้น 90 องศา เท้าลอยจากพื้นค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือหายใจออกช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ เหยียดแขนขวาไปด้านหลังศีรษะและเหยียดขาซ้ายออกไปด้านหน้าพร้อมกันค่ะ เหยียดช้าๆ นับ 3-4 วินาทีค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือตลอดการเหยียดออกหลังต้องแนบพื้นตลอดเวลาค่ะ ถ้าหลังเริ่มลอยขึ้นจากพื้นแสดงว่าเหยียดต่ำเกินไปแล้วค่ะ ให้หยุดและกลับเข้ามาค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือดึงแขนขวาและขาซ้ายกลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้นช้าๆ หายใจเข้าค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือทำซ้ำโดยสลับเป็นแขนซ้ายและขาขวาค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกกล้ามท้องชั้นลึกทำงานอย่างต่อเนื่องในการรักษาให้หลังแนบพื้นค่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรที่ท้องเลยแสดงว่าหลังลอยจากพื้นแล้วค่ะ ให้ลดช่วงการเหยียดลงก่อนค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ดูง่ายแต่ทำยากมากถ้าทำถูกต้องค่ะ กล้ามท้องชั้นลึกที่ท่านี้กระตุ้นคือกล้ามที่ทำให้ หน้าท้องแบนใน 7 วัน ราบในชีวิตประจำวันค่ะ ไม่ใช่กล้ามที่ทำให้มีซิกแพคค่ะ แต่กล้ามกลุ่มนี้สำคัญมากสำหรับการรักษาท่าทางและป้องกันปวดหลังค่ะ
ท่าที่ 14 – ไพค์พุชอัป Pike Push-Up
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามไหล่ทุกมัด กล้ามทริเซปส์ กล้ามแกนกลางลำตัว กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามอก กล้ามหลังบน จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10-12 ครั้ง พัก 15 วินาที ระดับความยาก: กลาง
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือเริ่มจากท่าพุ่งพิง จากนั้นเดินเท้าเข้ามาหาตัวจนสะโพกยกขึ้นสูงเป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับค่ะ ร่างกายต้องเป็นรูปตัว V คว่ำค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือศีรษะอยู่ระหว่างแขนทั้งสองค่ะ มองลงที่พื้นระหว่างมือค่ะ
ขั้นตอนที่สามคืองอข้อศอกลงช้าๆ นับ 3 วินาที ปล่อยให้ศีรษะลดลงมาหาพื้นค่ะ ข้อศอกงอออกด้านข้างค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือหยุดก่อนที่ศีรษะจะแตะพื้นค่ะ ค้าง 1 วินาทีค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือดันขึ้นกลับแรงๆ ใช้แรงไหล่เป็นหลักค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกแสบร้อนที่ไหล่ด้านหน้าและบนอย่างชัดเจนค่ะ ต่างจากวิดพื้นธรรมดาที่รู้สึกที่หน้าอกมากกว่าค่ะ ถ้าแสบที่หน้าอกมากกว่าไหล่แสดงว่าสะโพกยังไม่ยกสูงพอค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่เข้าใกล้ท่าวิดพื้นเหนือศีรษะหรือ Handstand Push-Up มากที่สุดโดยไม่ต้องทรงตัวแบบสมบูรณ์ค่ะ ถ้าต้องการไหล่ที่กลมและแข็งแรงโดยไม่ต้องไปยิม ท่านี้คือคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ
ท่าที่ 15 – ซูเปอร์แมน Superman Hold
กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามหลังส่วนล่าง กล้ามก้น กล้ามหลังบน กล้ามที่ช่วยรอง: กล้ามไหล่ด้านหลัง กล้ามต้นขาหลัง กล้ามท้อง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 20 วินาที ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะทุกคน
วิธีทำทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่งคือนอนคว่ำบนพื้นค่ะ แขนเหยียดตรงไปด้านหน้าเหนือศีรษะ ขาเหยียดตรงไปด้านหลังค่ะ หน้าผากวางบนพื้นค่ะ
ขั้นตอนที่สองคือเกร็งกล้ามก้นและกล้ามหลังส่วนล่างก่อนยกขึ้นค่ะ
ขั้นตอนที่สามคือหายใจออกพร้อมกับยกแขนทั้งสองและขาทั้งสองพร้อมกันขึ้นจากพื้นช้าๆ นับ 2 วินาทีค่ะ ยกให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้โดยสบายค่ะ
ขั้นตอนที่สี่คือค้างที่จุดสูงสุด 3 วินาทีเต็มๆ บีบกล้ามก้นและกล้ามหลังส่วนล่างให้แน่นที่สุดตลอดสามวินาทีค่ะ
ขั้นตอนที่ห้าคือค่อยๆ ลดแขนและขาลงช้าๆ นับ 2 วินาทีค่ะ ไม่ปล่อยลงแบบหล่นค่ะ
ขั้นตอนที่หกคือพักหน้าผากบนพื้น 1 วินาทีแล้วยกขึ้นใหม่ค่ะ
ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่กล้ามก้นและหลังส่วนล่างอย่างชัดเจนค่ะ โดยเฉพาะในช่วงที่ค้างอยู่ที่จุดสูงสุดค่ะ ถ้ารู้สึกเจ็บที่หลังส่วนล่างแสดงว่ายกสูงเกินไปหรือหลังงอผิดปกติค่ะ ให้ลดระดับความสูงลงค่ะ
ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: กล้ามหลังส่วนล่างที่แข็งแรงคือรากฐานของทุกการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันค่ะ คนที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังส่วนใหญ่มักมีกล้ามหลังส่วนล่างและกล้ามก้นที่อ่อนแอมากค่ะ ท่านี้ช่วยแก้ปัญหาทั้งสองพร้อมกันค่ะ ปุนิ่มทำท่านี้ทุกวันเพื่อรักษาสุขภาพหลังในช่วงที่ต้องนั่งทำงานนานๆ ค่ะ
บทบาทของคาร์ดิโอในโปรแกรม 15 นาที ควรทำแบบไหนและเมื่อไหร่ถึงได้ผลสูงสุด
คาร์ดิโอไม่ใช่แค่การวิ่งบนลู่วิ่งนานๆ ค่ะ มันคือทุกกิจกรรมที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องค่ะ และในโปรแกรม 15 นาที การเลือกรูปแบบคาร์ดิโอที่ถูกต้องทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมหาศาลค่ะ
ประเภทของคาร์ดิโอที่เหมาะกับโปรแกรม 15 นาที
ประเภทแรกคือ HIIT หรือ High-Intensity Interval Training ค่ะ ซึ่งคือการสลับระหว่างการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงและต่ำอย่างต่อเนื่องค่ะ นี่คือรูปแบบคาร์ดิโอที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโปรแกรม 15 นาทีเพราะสร้าง EPOC ได้สูงที่สุดและเผาผลาญแคลอรีได้มากที่สุดในเวลาสั้นที่สุดค่ะ
ท่าที่ 1-6 ในรายการนี้ล้วนเป็นท่าคาร์ดิโอแบบ HIIT ทั้งสิ้นค่ะ ได้แก่ เบอร์พี สควอทกระโดด มาวเทนคลายเมอร์ ลันจ์กระโดด ไฮนีรัน และบอกซ์สเต็ปค่ะ การนำท่าเหล่านี้มาเรียงกันในโปรแกรมสร้างเอฟเฟคของคาร์ดิโอ HIIT ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ
ประเภทที่สองคือ LISS หรือ Low-Intensity Steady-State Cardio ค่ะ ซึ่งคือการออกกำลังกายความเข้มข้นต่ำในเวลานานค่ะ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งจ๊อกกิ้งช้าๆ หรือการปั่นจักรยานค่ะ หากต้องการดูตัวเลขเผาผลาญแบบละเอียดระหว่างการเดินและการวิ่ง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เดินหรือวิ่ง เผาผลาญกี่แคล
ใน 15 นาที LISS ไม่ได้ผลดีเท่า HIIT ค่ะ เพราะร่างกายใช้เวลาอุ่นและเข้าสู่โซนการเผาผลาญไขมันสูงนานกว่าค่ะ อย่างไรก็ตาม LISS มีประโยชน์ในฐานะกิจกรรมในวันพักเบาเพื่อช่วยการฟื้นตัวโดยไม่เพิ่มภาระให้กล้ามเนื้อค่ะ
จังหวะที่เหมาะสมของคาร์ดิโอ HIIT ใน 15 นาที
จังหวะที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับ HIIT 15 นาทีค่ะ มีสองรูปแบบหลักที่ปุนิ่มแนะนำค่ะ
รูปแบบแรกคือ Tabata Protocol คือออกแรงเต็มที่ 20 วินาที พัก 10 วินาที ทำ 8 รอบต่อท่าค่ะ แต่ละรอบ Tabata ใช้เวลา 4 นาทีค่ะ ใน 15 นาทีทำได้ 3 ท่าแบบ Tabata เต็มๆ ค่ะ รูปแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีสมรรถภาพดีแล้วค่ะ
รูปแบบที่สองคือ 40-20 Protocol คือออกแรง 40 วินาที พัก 20 วินาที ทำต่อเนื่องค่ะ รูปแบบนี้เหมาะกว่าสำหรับมือใหม่เพราะมีเวลาพักมากกว่าและยังสร้างผลลัพธ์ดีค่ะ ใน 15 นาทีทำได้ 15 ท่าในจังหวะ 40-20 พอดีค่ะ
คาร์ดิโอก่อนหรือหลังการฝึกกล้ามเนื้อดีกว่ากัน
ในโปรแกรม 15 นาทีที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ปุนิ่มแนะนำให้สลับท่าคาร์ดิโอและท่ากล้ามเนื้อแทนที่จะแยกออกจากกันค่ะ เช่น ทำเบอร์พี 30 วินาที ตามด้วยกลูทบริดจ์ 30 วินาที แล้วตามด้วยมาวเทนคลายเมอร์ 30 วินาที และทริเซปส์ดิปส์ 30 วินาทีเป็นต้นค่ะ
การสลับแบบนี้ทำให้หัวใจอยู่ในโซนเผาผลาญสูงตลอดในขณะที่กล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มได้พักสั้นๆ ระหว่างท่าค่ะ ส่งผลให้ได้ประโยชน์ทั้งด้านคาร์ดิโอและการสร้างกล้ามเนื้อพร้อมกันค่ะ
ตารางออกกำลังกาย 15 นาที สำหรับทุกระดับ 7 วัน
ตารางนี้ออกแบบให้ยืดหยุ่นสำหรับทุกระดับค่ะ มีสองเวอร์ชัน เวอร์ชันแรกสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น และเวอร์ชันที่สองสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายมาบ้างแล้วค่ะ เลือกตามระดับที่เหมาะกับตัวเองค่ะ
วันที่ 1 – เน้นขาและก้น
วอร์มอัพ 2 นาที: มาร์ชชิ่งยกเข่าสูงอยู่กับที่ 1 นาที ตามด้วยการหมุนสะโพกและหมุนเข่า 1 นาทีค่ะ
การฝึกหลัก 12 นาที โดยใช้จังหวะ 40 วินาทีออกแรง 20 วินาทีพักค่ะ ได้แก่ สควอทกระโดด 40 วินาที พัก 20 วินาที ลันจ์กระโดดสลับข้าง 40 วินาที พัก 20 วินาที กลูทบริดจ์พัลส์ 40 วินาที พัก 20 วินาที สควอทกึ่งนั่งสลับเตะขา 40 วินาที พัก 20 วินาที ลันจ์กระโดดสลับข้าง 40 วินาที พัก 20 วินาที บอกซ์สเต็ป 40 วินาที พัก 20 วินาที สควอทกระโดด 40 วินาที พัก 20 วินาที ซูเปอร์แมนโฮลด์ 40 วินาที พัก 20 วินาทีค่ะ
คูลดาวน์ 1 นาที: ยืดกล้ามต้นขาหน้า ต้นขาหลัง และก้นค่ะ
วันที่ 2 – เน้นแกนกลางลำตัวและหน้าท้อง
วอร์มอัพ 2 นาทีค่ะ
การฝึกหลัก 12 นาที ได้แก่ มาวเทนคลายเมอร์ 40 วินาที พัก 20 วินาที พลังค์ไดนามิก 40 วินาที พัก 20 วินาที ไซด์พลังค์ซ้าย 30 วินาที พัก 10 วินาที ไซด์พลังค์ขวา 30 วินาที พัก 10 วินาที เดดบัก 40 วินาที พัก 20 วินาที มาวเทนคลายเมอร์ 40 วินาที พัก 20 วินาที พลังค์ไดนามิก 40 วินาที พัก 20 วินาที ไซด์พลังค์สลับข้าง 30 วินาทีต่อข้าง พัก 10 วินาทีค่ะ
คูลดาวน์ 1 นาทีค่ะ
วันที่ 3 – วันพักเบาหรือเดินเร็ว 15 นาที
วันพักเบาไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลยค่ะ ให้เดินเร็วอย่างน้อย 15 นาทีหรือยืดกล้ามเนื้อเบาๆ ทั้งร่างกายค่ะ การพักเบาช่วยให้กล้ามฟื้นตัวก่อนวันที่สี่ที่จะหนักขึ้นค่ะ
วันที่ 4 – เน้นส่วนบนและแขน
วอร์มอัพ 2 นาทีค่ะ
การฝึกหลัก 12 นาที ได้แก่ วิดพื้นปรับระดับ 40 วินาที พัก 20 วินาที ทริเซปส์ดิปส์ 40 วินาที พัก 20 วินาที ไพค์พุชอัป 40 วินาที พัก 20 วินาที วิดพื้นมือแคบ 40 วินาที พัก 20 วินาที ซูเปอร์แมนโฮลด์ 40 วินาที พัก 20 วินาที ทริเซปส์ดิปส์ 40 วินาที พัก 20 วินาที ไพค์พุชอัป 40 วินาที พัก 20 วินาที วิดพื้นปรับระดับ 40 วินาที พัก 20 วินาทีค่ะ
คูลดาวน์ 1 นาทีค่ะ
วันที่ 5 – เน้นคาร์ดิโอเผาผลาญสูง Full Body Burn
วอร์มอัพ 2 นาทีค่ะ
การฝึกหลัก 12 นาที ท่าที่เน้นคาร์ดิโอล้วนๆ ได้แก่ เบอร์พี 40 วินาที พัก 20 วินาที ไฮนีรัน 40 วินาที พัก 20 วินาที สควอทกระโดด 40 วินาที พัก 20 วินาที มาวเทนคลายเมอร์ 40 วินาที พัก 20 วินาที ลันจ์กระโดด 40 วินาที พัก 20 วินาที เบอร์พี 40 วินาที พัก 20 วินาที ไฮนีรัน 40 วินาที พัก 20 วินาที สควอทกระโดด 40 วินาที พัก 20 วินาทีค่ะ
คูลดาวน์ 1 นาทีค่ะ
วันที่ 6 – ฟูลบอดีผสม Full Body Combo
วันที่หกคือวันที่รวมทุกส่วนไว้ด้วยกันค่ะ ทำท่าทั้ง 15 ท่าในรายการ โดยใช้จังหวะ 30 วินาทีออกแรง 10 วินาทีพักค่ะ ทำเพียงรอบเดียวแต่ครบทุกท่าค่ะ รวมเวลาประมาณ 15 นาทีพอดีค่ะ
วันนี้สำคัญมากเพราะมันให้โอกาสร่างกายได้ทำงานทุกส่วนพร้อมกันและประเมินว่าท่าไหนที่ยังต้องพัฒนาค่ะ
วันที่ 7 – พักสมบูรณ์
วันอาทิตย์พักสมบูรณ์ค่ะ ยืดกล้ามเบาๆ ก่อนนอนและนอนหลับให้เพียงพอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ถัดไปค่ะ
ตารางสรุปรายสัปดาห์
| วัน | ธีม | ท่าหลัก | เวลารวม |
| จันทร์ | ขาและก้น | สควอท ลันจ์ กลูทบริดจ์ | 15 นาที |
| อังคาร | แกนกลางและท้อง | มาวเทน พลังค์ เดดบัก | 15 นาที |
| พุธ | พักเบา | เดินเร็วหรือยืดกล้าม | 15 นาที |
| พฤหัสบดี | ส่วนบนและแขน | วิดพื้น ทริเซปส์ ไพค์ | 15 นาที |
| ศุกร์ | คาร์ดิโอเผาผลาญสูง | เบอร์พี ไฮนี มาวเทน | 15 นาที |
| เสาร์ | ฟูลบอดีครบทุกท่า | 15 ท่าครบ | 15 นาที |
| อาทิตย์ | พักสมบูรณ์ | ยืดกล้ามก่อนนอน | – |
ตารางออกกำลังกายทั่วไปสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้มีประสบการณ์ และผู้สูงอายุ
ไม่มีโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะกับทุกคนเหมือนกันค่ะ ปุนิ่มจึงออกแบบสามโปรแกรมสำหรับระดับที่แตกต่างกันค่ะ เลือกตามระดับที่ตรงที่สุดกับตัวเองค่ะ
โปรแกรม A – สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน
เป้าหมายในสี่สัปดาห์แรกคือสร้างนิสัยและให้ร่างกายปรับตัวค่ะ ไม่ใช่การทำให้เหนื่อยมากที่สุดค่ะ
สัปดาห์ที่ 1-2 ให้ทำเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ค่ะ วันจันทร์ พุธ และศุกร์ค่ะ แต่ละวันทำเพียง 10 นาทีก่อนค่ะ เลือก 5-6 ท่าจาก 15 ท่าที่ปุนิ่มแนะนำ โดยเลือกท่าที่มีระดับความยากเป็นเริ่มต้นก่อนค่ะ ได้แก่ ไฮนีรัน บอกซ์สเต็ป กลูทบริดจ์พัลส์ วิดพื้นบนเข่า ทริเซปส์ดิปส์ และเดดบักค่ะ
สัปดาห์ที่ 3-4 เพิ่มเป็น 4 วันต่อสัปดาห์และเพิ่มเวลาเป็น 12 นาทีค่ะ เริ่มเพิ่มท่าที่ยากขึ้นอีก 2-3 ท่าเช่น สควอทกระโดด มาวเทนคลายเมอร์ และไซด์พลังค์ค่ะ
โปรแกรม B – สำหรับผู้มีประสบการณ์ออกกำลังกายบ้างแล้ว
ทำครบ 15 ท่าตามโปรแกรม 7 วันที่ออกแบบไว้ข้างบนค่ะ แต่เพิ่มความท้าทายด้วยการลดเวลาพักจาก 20 วินาทีเหลือ 10 วินาที หรือเพิ่มเวลาออกแรงจาก 40 วินาทีเป็น 50 วินาทีค่ะ
หลังจากทำโปรแกรมนี้ครบ 4 สัปดาห์แล้วสามารถเพิ่มเป็น 20 นาทีโดยทำรอบที่สองของท่าที่ต้องการพัฒนาโดยเฉพาะค่ะ
โปรแกรม C – สำหรับผู้สูงอายุ 55 ปีขึ้นไปหรือผู้มีปัญหาข้อต่อ
สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาข้อต่อค่ะ ให้หลีกเลี่ยงท่าที่มีการกระโดดทั้งหมดและแทนด้วยท่าที่ไม่มีแรงกระแทกค่ะ
ท่าที่แนะนำสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะค่ะ ได้แก่ บอกซ์สเต็ปแทนสควอทกระโดด ไฮนีรันช้าๆ แทนไฮนีรันเร็ว สควอทธรรมดาแทนสควอทกระโดด กลูทบริดจ์พัลส์ วิดพื้นบนเข่า ทริเซปส์ดิปส์ เดดบัก ซูเปอร์แมนโฮลด์ และยืดกล้ามเต็มรูปแบบค่ะ
ทำ 3-4 วันต่อสัปดาห์ 10-15 นาทีต่อวันค่ะ ฟังสัญญาณร่างกายอย่างใกล้ชิดและหยุดทันทีถ้ามีอาการเจ็บที่ข้อต่อค่ะ
สาระน่ารู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการออกกำลังกาย 15 นาที
ปุนิ่มไม่อยากให้ใครออกกำลังกายตามกันโดยไม่รู้ว่าทำไมค่ะ ข้อมูลจากงานวิจัยเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจและเชื่อมั่นในโปรแกรมมากขึ้นค่ะ
งานวิจัยที่ 1 – HIIT 15 นาที เทียบกับ Steady State 45 นาที
งานวิจัยจาก McMaster University ในแคนาดา กลุ่มตัวอย่าง 96 คนที่ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แบ่งเป็นสามกลุ่มค่ะ กลุ่มแรกทำ HIIT 15 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ กลุ่มที่สองทำ Moderate Intensity Cardio 45 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่สามไม่ออกกำลังกาย ติดตาม 12 สัปดาห์ค่ะ
| ตัวชี้วัด | HIIT 15 นาที | Moderate 45 นาที | ไม่ออก |
| ไขมันที่ลดลง | -2.1 กก. | -1.8 กก. | -0.1 กก. |
| ความแข็งแรงหัวใจ | +19% | +15% | +0% |
| ความทนทาน | +24% | +17% | -2% |
| เวลาที่ใช้ต่อสัปดาห์ | 45 นาที | 135 นาที | 0 นาที |
ผลที่น่าสนใจที่สุดคือ HIIT 15 นาทีให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการออกกำลังกายความเข้มข้นปานกลาง 45 นาทีในทุกตัวชี้วัด โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งในสามค่ะ
ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขเหล่านี้คือเหตุผลหลักที่ปุนิ่มไม่แนะนำให้คนที่มีเวลาน้อยทำคาร์ดิโอช้าๆ นานๆ ค่ะ 15 นาทีที่เข้มข้นและออกแบบดีเหนือกว่า 45 นาทีที่เฉื่อยๆ ในทุกด้านค่ะ
งานวิจัยที่ 2 – ผลของ EPOC ต่อการเผาผลาญไขมันหลังออกกำลังกาย
งานวิจัยติดตามการเผาผลาญแคลอรีใน 48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายในกลุ่มตัวอย่าง 68 คนค่ะ
| ประเภทออกกำลังกาย | แคลอรีระหว่างออก | EPOC 24 ชม. | รวมทั้งหมด |
| เดินเบาๆ 30 นาที | 120 กิโลแคลอรี | +18 กิโลแคลอรี | 138 กิโลแคลอรี |
| วิ่งเร็ว 30 นาที | 280 กิโลแคลอรี | +65 กิโลแคลอรี | 345 กิโลแคลอรี |
| HIIT 15 นาที | 180 กิโลแคลอรี | +110 กิโลแคลอรี | 290 กิโลแคลอรี |
ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกคือ HIIT 15 นาทีเผาผลาญแคลอรีรวมมากกว่าการวิ่งเร็ว 30 นาทีเมื่อรวม EPOC เข้าไปด้วยค่ะ นั่นหมายความว่าในเวลาครึ่งหนึ่ง ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันมากค่ะ
งานวิจัยที่ 3 – ผลของการฝึกกล้ามเนื้อต่อการเผาผลาญพื้นฐาน
งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 84 คนแบ่งเป็นสองกลุ่มค่ะ กลุ่มแรกทำคาร์ดิโออย่างเดียว กลุ่มที่สองทำคาร์ดิโอผสมกับการฝึกกล้ามเนื้อ ติดตาม 16 สัปดาห์ค่ะ
| ตัวชี้วัด | คาร์ดิโออย่างเดียว | คาร์ดิโอ + กล้ามเนื้อ |
| ไขมันที่ลด | -3.8 กก. | -5.6 กก. |
| กล้ามเนื้อที่เพิ่ม | +0.2 กก. | +1.8 กก. |
| อัตราเผาผลาญพื้นฐาน | +3% | +8% |
| ผลต่อเนื่องหลัง 3 เดือน | ลดลงกลับ 40% | ลดลงกลับ 12% |
ผลที่น่าสนใจที่สุดคือกลุ่มที่ทำคาร์ดิโอผสมกล้ามเนื้อมีผลต่อเนื่องดีกว่ามากหลังจากหยุดโปรแกรมค่ะ เพราะกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นช่วยรักษาอัตราเผาผลาญพื้นฐานไว้ในระยะยาวค่ะ
ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: นี่คือเหตุผลที่โปรแกรม 15 นาทีของปุนิ่มรวมทั้งคาร์ดิโอและการฝึกกล้ามเนื้อไว้ด้วยกันค่ะ เพราะการทำคาร์ดิโออย่างเดียวให้ผลดีในระยะสั้นแต่ยากที่จะรักษาผลในระยะยาวค่ะ
FAQ 10 คำถามที่ถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย 15 นาที
- ออกกำลังกาย 15 นาทีต่อวันทุกวันได้เลยไหม หรือต้องพัก?
ออกกำลังกาย 15 นาทีทุกวันได้ค่ะ ถ้าสลับความเข้มข้นให้ดีค่ะ วันที่ฝึกหนักอย่างวันคาร์ดิโอเผาผลาญสูงหรือวันขาและก้น ให้วันถัดไปเป็นวันพักเบาหรือท่าที่ใช้กล้ามคนละกลุ่มค่ะ กล้ามเนื้อต้องการพักฟื้น 48 ชั่วโมงหลังจากถูกฝึกหนักค่ะ แต่กล้ามเนื้อคนละกลุ่มสามารถฝึกวันติดกันได้ค่ะ ดังนั้นถ้าวันจันทร์ฝึกขาและก้น วันอังคารสามารถฝึกส่วนบนและแขนได้ทันทีค่ะ
- ต้องวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย 15 นาทีด้วยไหม เสียเวลาไหม?
ต้องวอร์มอัพค่ะ แม้จะมีเวลาแค่ 15 นาทีก็ตามค่ะ วอร์มอัพเพียง 2 นาทีที่เหมาะสมลดความเสี่ยงการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อเย็นได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ และจริงๆ แล้วการวอร์มอัพที่ดีทำให้การออกกำลังกายใน 13 นาทีที่เหลือได้ผลดีขึ้นด้วย เพราะกล้ามเนื้อที่อบอุ่นแล้วทำงานได้ประสิทธิภาพสูงกว่ากล้ามที่เย็นอยู่ค่ะ ถ้าเวลาจริงๆ น้อยมากให้ลดเวลาออกกำลังกายหลักลงเล็กน้อยแต่อย่าตัดวอร์มอัพออกค่ะ
- กินอาหารก่อนออกกำลังกาย 15 นาทีดีไหม?
ขึ้นอยู่กับเวลาที่ออกกำลังกายค่ะ ถ้าออกกำลังกายตอนเช้าหลังตื่นนอนในเวลา 15-20 นาที การไม่กินอะไรก็ได้ผลพอสมควรสำหรับการออกกำลังกายระยะสั้นค่ะ ถ้าอยากกินก่อนให้กินเบาๆ เช่นกล้วยหนึ่งลูกค่ะ ถ้าออกกำลังกายตอนบ่ายหรือเย็นและผ่านมื้ออาหารสุดท้ายมานานกว่า 3 ชั่วโมง ให้กินของว่างเบาๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตก่อน 30 นาทีค่ะ
- ออกกำลังกาย 15 นาทีแล้วน้ำหนักไม่ลดเลย ผิดปกติไหม?
ไม่ผิดปกติค่ะ และนั่นอาจไม่ใช่ปัญหาที่การออกกำลังกายค่ะ มีเหตุผลหลักสามข้อที่น้ำหนักไม่ลดแม้ออกกำลังกายค่ะ เหตุผลแรกคือกินชดเชยแคลอรีที่เผาผลาญไปมากเกินไปค่ะ การออกกำลังกาย 15 นาทีเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 100-200 กิโลแคลอรีค่ะ ซึ่งน้อยกว่าที่หลายคนคิดค่ะ เหตุผลที่สองคือกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นมีน้ำหนักมากกว่าไขมันในปริมาตรเดียวกันค่ะ ดังนั้นน้ำหนักอาจคงที่หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในขณะที่รูปร่างดีขึ้น และเหตุผลที่สามคือนอนหลับน้อยเกินไปหรือความเครียดสูงทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงซึ่งขัดขวางการลดไขมันค่ะ
- มีประจำเดือนออกกำลังกายได้ไหม ควรลดความหนักลงแค่ไหน?
ได้ค่ะ แต่ฟังร่างกายให้ดีขึ้นค่ะ ในช่วงมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงมากค่ะ บางคนรู้สึกมีพลังงานปกติหรือดีกว่าปกติด้วยซ้ำค่ะ แต่บางคนรู้สึกอ่อนเพลียมากค่ะ ถ้ารู้สึกอ่อนเพลียมากให้ลดความเข้มข้นลง 30-50% หรือเปลี่ยนเป็นท่าที่ไม่มีการกระโดดค่ะ ถ้ารู้สึกปกติสามารถออกกำลังกายตามโปรแกรมปกติได้เลยค่ะ อย่าบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายหนักเหมือนวันปกติถ้าร่างกายบอกว่าไม่พร้อมค่ะ
- ทำแล้วไม่รู้สึกว่ากล้ามทำงาน ทำถูกไหม?
อาจจะยังไม่ถูกค่ะ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในมือใหม่คือการเคลื่อนไหวโดยใช้แรงเฉื่อยแทนที่จะให้กล้ามเนื้อทำงานค่ะ เช่น การสวิงแขนหรือขาแทนที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยกล้ามค่ะ วิธีแก้คือช้าลง 50% ก่อนค่ะ เมื่อทำช้าลง กล้ามเนื้อต้องทำงานมากขึ้นในการควบคุมการเคลื่อนไหวทุกจังหวะค่ะ เมื่อรู้สึกว่ากล้ามทำงานแล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นค่ะ
- ออกกำลังกายเสร็จแล้วรู้สึกหิวมากขึ้น ทำอย่างไรดี?
เป็นเรื่องปกติค่ะ การออกกำลังกายกระตุ้นฮอร์โมนความหิวค่ะ วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือกินโปรตีนและไฟเบอร์สูงในมื้อหลังออกกำลังกายค่ะ โปรตีนและไฟเบอร์ทำให้อิ่มนานกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันในปริมาณแคลอรีเดียวกันค่ะ ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารหนึ่งหรือสองแก้วด้วยค่ะ เพราะบางครั้งสัญญาณกระหายน้ำและหิวสับสนกันได้ค่ะ
- ออกกำลังกาย 15 นาทีแล้วต้องนับแคลอรีด้วยไหม?
ไม่จำเป็นต้องนับแคลอรีทุกมื้อค่ะ แต่การมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับปริมาณอาหารที่กินช่วยได้มากค่ะ สิ่งที่ปุนิ่มแนะนำแทนการนับแคลอรีแบบเคร่งครัดคือหลักการจาน 4 ส่วนค่ะ ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผัก หนึ่งในสี่เป็นโปรตีน และหนึ่งในสี่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนค่ะ วิธีนี้ง่ายกว่าการนับแคลอรีและให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่ค่ะ
- ออกกำลังกาย 15 นาทีแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานตลอดวัน?
สำหรับคนที่นั่งทำงานนานๆ ปัญหาหลักคือกล้ามก้นและสะโพกอ่อนแอ กล้ามหลังเรื้อรัง และการไหลเวียนโลหิตที่ขาไม่ดีค่ะ โปรแกรม 15 นาทีที่เหมาะที่สุดสำหรับกลุ่มนี้ควรเน้นที่กลูทบริดจ์ บอกซ์สเต็ป สควอทกระโดด ไฮนีรัน ซูเปอร์แมนโฮลด์ และมาวเทนคลายเมอร์ค่ะ ท่าเหล่านี้แก้จุดอ่อนทั้งหมดของคนนั่งทำงานนานๆ ได้โดยตรงค่ะ นอกจากนี้ให้ตั้งนาฬิกาปลุกทุก 60-90 นาทีในระหว่างวันทำงานเพื่อลุกขึ้นเดินหรือยืดกล้ามสั้นๆ 2 นาทีด้วยค่ะ
- ออกกำลังกาย 15 นาทีนานแค่ไหนถึงจะเห็นผลจริงๆ?
ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงเช่นมีพลังงานมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และอารมณ์ดีขึ้นจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรกถึงสองสัปดาห์ค่ะ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะรู้สึกได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ค่ะ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่เห็นได้ชัดในกระจกจะเกิดขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์ถ้าทำสม่ำเสมอและควบคุมอาหารด้วยค่ะ ตัวเลขบนตาชั่งอาจไม่เปลี่ยนมากในช่วงแรกเนื่องจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นค่ะ แต่เสื้อผ้าจะเริ่มหลวมขึ้นและร่างกายจะรู้สึกกระชับขึ้นค่ะ ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องการอย่างน้อย 12 สัปดาห์ของความสม่ำเสมอค่ะ
สรุป: 15 นาทีต่อวันคือจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนที่ไม่มีเวลา
ปุนิ่มเชื่อมาตลอดว่าทุกคนมีเวลา 15 นาทีค่ะ สิ่งที่ไม่มีคือแรงจูงใจและแผนที่ดีพอค่ะ บทความนี้ปุนิ่มให้ทั้งสองสิ่งนั้นไว้ครบแล้วค่ะ
15 ท่าออกกำลังกายที่ปุนิ่มแนะนำไม่ได้เลือกมาแบบสุ่มค่ะ แต่ละท่าเลือกมาเพราะใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน เผาผลาญแคลอรีได้สูง และทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือพื้นที่มากค่ะ โปรแกรม 7 วันที่ออกแบบมาสลับความเข้มข้นอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ในขณะที่ยังพัฒนาต่อเนื่องค่ะ และตารางอาหารที่แนะนำเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายและการฟื้นตัวค่ะ
ปุนิ่มเชื่อในเรื่องนี้มากพอที่จะยืนยันว่าถ้าทำตามโปรแกรมนี้สม่ำเสมอ 4-8 สัปดาห์โดยไม่ข้ามวัน จะเห็นและรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในทุกส่วนของร่างกายค่ะ
สิ่งสุดท้ายที่ปุนิ่มอยากให้ทุกคนจดจำไว้ค่ะ วันที่ไม่อยากออกกำลังกายที่สุดคือวันที่สำคัญที่สุดในการออกกำลังกายค่ะ เพราะมันคือวันที่กล้ามเนื้อแห่งวินัยของคุณถูกทดสอบและแข็งแรงขึ้นค่ะ ออกไปทำ 15 นาทีในวันนั้นแม้แค่ครึ่งหนึ่งของโปรแกรมปกติก็ยังดีกว่าไม่ทำเลยค่ะ
ทุกการเดินทางพันไมล์เริ่มต้นด้วยก้าวเดียวเสมอค่ะ วันนี้เลย 15 นาทีของคุณรออยู่ค่ะ 💪
บทความนี้เขียนโดยโค้ชปุนิ่ม มนัสนันท์ อรรถอนุวรรณ สมาร์ทเทรนเนอร์ รุ่นที่ 27 แชมป์ฟิสิคหญิง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 และเปยาปคลาสสิค หลายสมัย



