Home » ข่าวสาร » ความรู้ » ปั่นจักรยาน กี่แคล เผาผลาญพลังงานเท่าไหร่? อัพเดทข้อมูลล่าสุด 2025

ปั่นจักรยาน กี่แคล เผาผลาญพลังงานเท่าไหร่? อัพเดทข้อมูลล่าสุด 2025

หากคุณกำลังเริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน และสงสัยว่าจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากน้อยแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบ พร้อมข้อมูลที่อ้างอิงจากงานวิจัยล่าสุด ทั้งการเผาผลาญแคลอรี่ตามเวลา ระยะทาง และเทคนิคการปั่นให้ได้ผลดีที่สุด

การเผาผลาญแคลอรี่จากการปั่นจักรยานตามระยะเวลา

เมื่อเราเริ่มปั่นจักรยานที่ความเร็วปานกลาง (12-14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญพลังงาน โดยการศึกษาจาก Journal of Sports Science & Medicine (2023) พบว่า คนน้ำหนัก 70 กิโลกรัมจะเผาผลาญพลังงานดังนี้:

ปั่นจักรยาน 10 นาที เผาผลาญประมาณ 45-50 แคลอรี่ ในช่วงนี้ร่างกายเริ่มปรับตัวและเข้าสู่ภาวะเผาผลาญไขมัน

เมื่อปั่นจักรยาน 15 นาที จะเผาผลาญเพิ่มเป็น 70-75 แคลอรี่ ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้น

ปั่นจักรยาน 20 นาที เผาผลาญ 90-100 แคลอรี่ ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปั่นจักรยาน 30 นาที เผาผลาญ 140-150 แคลอรี่ เป็นช่วงที่ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพหัวใจ

ปั่นจักรยาน 45 นาที เผาผลาญ 210-225 แคลอรี่ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ปั่นจักรยาน 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 280-300 แคลอรี่ ช่วยเพิ่มความทนทานของร่างกาย

ตารางแสดงการเผาผลาญแคลอรี่ตามน้ำหนักตัว

น้ำหนัก (กก.) 30 นาที 45 นาที 60 นาที
50-60 120-130 180-195 240-260
61-70 140-150 210-225 280-300
71-80 160-170 240-255 320-340
81-90 180-190 270-285 360-380

การเผาผลาญแคลอรี่จากการปั่นจักรยานตามระยะทาง

จากการศึกษาของ Medicine & Science in Sports & Exercise (2023) การปั่นจักรยานในระยะทางต่างๆ จะเผาผลาญแคลอรี่ดังนี้

ปั่นจักรยาน 1 กิโลเมตร เผาผลาญประมาณ 30-35 แคลอรี่ สำหรับการปั่นที่ความเร็วปานกลาง

ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร เผาผลาญ 65-100 แคลอรี่ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น

ปั่นจักรยาน 5 กิโลเมตร เผาผลาญ 150-175 แคลอรี่ เป็นระยะที่ช่วยพัฒนาความทนทาน

ปั่นจักรยาน 10 กิโลเมตร เผาผลาญ 300-350 แคลอรี่ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ระยะทาง 15-20 กิโลเมตร เผาผลาญ 450-600 แคลอรี่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่

งานวิจัยจาก International Journal of Sports Physiology and Performance (2024) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่จากการปั่นจักรยานอย่างละเอียด พบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลโดยตรง

น้ำหนักตัวกับการเผาผลาญแคลอรี่

น้ำหนักตัวเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก ยิ่งน้ำหนักมาก ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการขยับเคลื่อนไหว โดยคนที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม จะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าคนที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ประมาณ 25-30% ในการปั่นจักรยานที่ความเร็วและระยะเวลาเท่ากัน

ความเร็วและการเผาผลาญพลังงาน

ความเร็วในการปั่นเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน การเพิ่มความเร็วจาก 12 เป็น 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ได้เพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่แค่ 30% เท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องแม้หยุดปั่นแล้ว หรือที่เรียกว่า “Afterburn Effect”

ความต่อเนื่องสำคัญอย่างไร

ความต่อเนื่องในการปั่นมีผลอย่างมากต่อการเผาผลาญแคลอรี่ การปั่นต่อเนื่อง 30 นาที จะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการปั่น 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ถึง 15-20% เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการปรับตัวเข้าสู่ช่วงการเผาผลาญไขมัน (Fat-burning Zone) ดังนั้น การปั่นต่อเนื่องจะช่วยให้ร่างกายอยู่ในช่วงเผาผลาญไขมันได้นานกว่า

สภาพภูมิประเทศกับการเผาผลาญพลังงาน

สภาพภูมิประเทศมีผลไม่น้อย การปั่นขึ้นเนินหรือที่ลาดชันจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการปั่นบนพื้นราบถึง 40-60% เพราะกล้ามเนื้อต้องทำงานหนักขึ้นในการต้านแรงโน้มถ่วง ขณะที่การปั่นลงเนินแม้จะใช้แรงน้อยกว่า แต่การควบคุมความเร็วและการทรงตัวก็ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเช่นกัน

อุณหภูมิกับประสิทธิภาพการเผาผลาญ

อุณหภูมิของร่างกายและสภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ การปั่นจักรยานในที่อากาศเย็น (15-20 องศาเซลเซียส) จะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าในที่อากาศร้อน เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานในการรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่น แต่ต้องระวังเรื่องการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังให้เพียงพอ

มวลกล้ามเนื้อกับการเผาผลาญ

มวลกล้ามเนื้อก็เป็นปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากจะเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่า เพราะกล้ามเนื้อต้องการพลังงานในการทำงานมากกว่าไขมัน การปั่นจักรยานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่ขาและสะโพก ซึ่งจะส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานโดยรวมดีขึ้น

เทคนิคการวัดและติดตามการเผาผลาญแคลอรี่จากการปั่นจักรยาน

การทำความเข้าใจเรื่องการวัดและติดตามการเผาผลาญแคลอรี่จากการปั่นจักรยานนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถกำหนดเป้าหมายและติดตามความก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นฐานการเผาผลาญพลังงานที่ควรรู้

เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า Basal Metabolic Rate (BMR) ซึ่งเป็นพลังงานที่ร่างกายใช้ในการทำงานพื้นฐาน เมื่อเราเริ่มปั่นจักรยาน ร่างกายจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจาก BMR โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งน้ำหนักตัว ความเร็วในการปั่น และความต่อเนื่องในการปั่น

เครื่องมือวัดการเผาผลาญที่แม่นยำ

การติดตามการเผาผลาญแคลอรี่สามารถทำได้หลายวิธี โดยวิธีที่แม่นยำที่สุดคือการใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ซึ่งจะวัดค่าการเต้นของหัวใจขณะปั่นจักรยาน เมื่อเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันพิเศษ จะสามารถคำนวณการเผาผลาญแคลอรี่ได้แม่นยำถึง 95% นอกจากนี้ ยังมีการวัดผ่านเซ็นเซอร์วัดกำลัง (Power Meter) ที่ติดตั้งที่คันเหยียบ ซึ่งจะวัดแรงที่ใช้ในการปั่นและแปลงเป็นค่าพลังงานที่ใช้ไป

การคำนวณพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น การคำนวณอย่างง่ายสามารถทำได้โดยใช้สูตรพื้นฐาน คือ การปั่นจักรยานที่ความเร็วปานกลาง (12-14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 4-5 แคลอรี่ต่อนาทีต่อน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม ที่สำคัญ การวัดควรทำอย่างสม่ำเสมอและบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีการติดตามสมัยใหม่

เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้พัฒนาแอพพลิเคชันที่ช่วยในการติดตามการเผาผลาญแคลอรี่อย่างครบวงจร โดยรวมข้อมูลทั้งระยะทาง ความเร็ว เวลา และอัตราการเต้นของหัวใจ เข้าด้วยกัน ทำให้การติดตามผลทำได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งเป้าหมายและดูความก้าวหน้าได้แบบเรียลไทม์

การเข้าใจโซนการเผาผลาญ

การวัดและติดตามที่แม่นยำยังช่วยให้เราเข้าใจว่าร่างกายตอบสนองต่อการออกกำลังกายอย่างไร เช่น ช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มเข้าสู่ “โซนเผาผลาญไขมัน” (Fat-burning Zone) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นสูงสุด ความรู้นี้จะช่วยให้เราปรับแผนการปั่นจักรยานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเผาผลาญไขมัน

ความแม่นยำและความต่อเนื่องในการติดตาม

ต้องเข้าใจด้วยว่าการวัดและติดตามการเผาผลาญแคลอรี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ 100% แต่การติดตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราเห็นแนวโน้มและปรับปรุงวิธีการออกกำลังกายให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ ควรใช้วิธีการวัดเดียวกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเปรียบเทียบข้อมูลมีความแม่นยำ

5 เทคนิคที่ทำให้การปั่นจักรยานสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น

การปั่นจักรยานเพื่อเผาผลาญแคลอรี่นั้นไม่ใช่แค่การปั่นไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่มีเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญได้มากขึ้น จากการศึกษาของ Journal of Sports Science (2024) พบว่าการปรับเทคนิคการปั่นที่ถูกต้องสามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับการปั่นแบบปกติ มาดูเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้การปั่นจักรยานของคุณเผาผลาญแคลอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. การปั่นแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training)

การปั่นแบบ HIIT เป็นเทคนิคที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการคือการสลับระหว่างการปั่นเต็มกำลังประมาณ 30 วินาที กับการปั่นเบาๆ 1-2 นาที ทำซ้ำประมาณ 8-10 รอบ เทคนิคนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องแม้หลังจากหยุดปั่นไปแล้ว หรือที่เรียกว่า Excess Post-exercise Oxygen Consumption (EPOC) ซึ่งสามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ถึง 6-15% ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย

2. การรักษาจังหวะการปั่นที่เหมาะสม (Optimal Cadence)

การปั่นด้วยจังหวะที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ จากการวิจัยพบว่า การรักษาความเร็วรอบการปั่นที่ 80-90 รอบต่อนาที (RPM) จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การปั่นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณสามารถปั่นได้นานขึ้นและเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของเข่าและข้อต่อต่างๆ อีกด้วย

3. การเพิ่มความต้านทานอย่างชาญฉลาด

การปรับความต้านทานหรือเกียร์ให้เหมาะสมเป็นเทคนิคสำคัญในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ แทนที่จะปั่นด้วยความต้านทานเดิมตลอดเวลา ให้ทดลองเพิ่มความต้านทานทุกๆ 5 นาที เป็นเวลา 1-2 นาที แล้วค่อยลดลง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลายส่วน และเพิ่มการเผาผลาญได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับการปั่นแบบความต้านทานคงที่ สำคัญคือต้องไม่เพิ่มความต้านทานมากเกินไปจนทำให้การปั่นไม่ต่อเนื่อง

4. การปั่นแบบมุ่งเป้าหมายที่อัตราการเต้นของหัวใจ

การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซนที่เหมาะสมเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการเผาผลาญ โดยพยายามรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 70-85% ของอัตราการเต้นสูงสุด (Maximum Heart Rate) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถคำนวณอัตราการเต้นสูงสุดได้จากสูตร 220 – อายุ การรักษาระดับนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตได้อย่างสมดุล

5. การปั่นแบบผสมผสานความเร็วและระยะทาง

เทคนิคสุดท้ายคือการปั่นแบบผสมผสานระหว่างการเน้นความเร็วและระยะทาง แทนที่จะปั่นแบบเดิมซ้ำๆ ให้แบ่งการปั่นเป็นช่วงๆ เช่น 10 นาทีแรกเน้นระยะทาง 10 นาทีต่อมาเน้นความเร็ว และ 10 นาทีสุดท้ายเน้นการรักษาความเร็วคงที่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปั่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหลากหลายมากขึ้น และเพิ่มการเผาผลาญโดยรวมได้ถึง 30% วิธีนี้ยังช่วยลดความเบื่อหน่ายและเพิ่มความสนุกในการออกกำลังกายอีกด้วย

การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ควรค่อยๆ ปรับและเพิ่มความเข้มข้นทีละน้อย ไม่ควรทำทุกเทคนิคพร้อมกันในครั้งแรก และที่สำคัญควรฟังสัญญาณจากร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกเหนื่อยล้าเกินไปควรลดความเข้มข้นลง การปั่นจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการหักโหมจนเกินไป แต่คือการปั่นอย่างชาญฉลาดและสม่ำเสมอ

10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปั่นจักรยานและการเผาผลาญแคลอรี่

Q : ปั่นจักรยาน 1 ชั่วโมง กี่แคล?

A : การปั่นจักรยานที่ความเร็วปานกลาง (12-14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) จะเผาผลาญประมาณ 280-300 แคลอรี่ต่อชั่วโมง สำหรับคนน้ำหนัก 70 กิโลกรัม โดยจำนวนแคลอรี่จะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวและความเร็วในการปั่น

Q : ปั่นจักรยาน 30 นาที กี่แคล?

A : การปั่นจักรยาน 30 นาทีเผาผลาญประมาณ 140-150 แคลอรี่ เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้น และเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ช่วงการเผาผลาญไขมัน

Q : ปั่นจักรยาน 10 กิโล กี่แคล?

A : การปั่นจักรยานระยะทาง 10 กิโลเมตรจะเผาผลาญประมาณ 300-350 แคลอรี่ ที่ความเร็วปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง

Q : ปั่นจักรยานอย่างไรให้เผาผลาญแคลอรี่มากที่สุด?

A : ใช้เทคนิค HIIT โดยสลับความเร็วสูง 30 วินาที กับความเร็วปานกลาง 1 นาที ทำต่อเนื่อง 20-30 นาที จะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการปั่นแบบความเร็วคงที่ถึง 40%

Q : ควรปั่นจักรยานวันละกี่นาที?

A : สำหรับผู้เริ่มต้น ควรปั่น 20-30 นาทีต่อวัน 3-4 วันต่อสัปดาห์ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ค่อยเพิ่มเป็น 45-60 นาที เพื่อการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพ

Q : ปั่นจักรยาน 20 นาที กี่แคล?

A : การปั่นจักรยาน 20 นาทีจะเผาผลาญประมาณ 90-100 แคลอรี่ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มเข้าสู่การเผาผลาญไขมัน เหมาะสำหรับการปั่นในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน

Q : ความเร็วเท่าไหร่เหมาะสำหรับการเผาผลาญไขมัน?

A : ความเร็วที่เหมาะสมคือ 12-14 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับผู้เริ่มต้น และ 16-18 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับผู้ที่มีความแข็งแรงปานกลาง ที่ความเร็วนี้ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q : ปั่นจักรยาน 5 กิโล กี่แคล?

A : การปั่นจักรยานระยะทาง 5 กิโลเมตรจะเผาผลาญประมาณ 150-175 แคลอรี่ ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที เป็นระยะทางที่เหมาะสมสำหรับการปั่นประจำวัน

Q : ปั่นจักรยานต่อเนื่องหรือเป็นช่วงๆ ดีกว่ากัน?

A : การปั่นต่อเนื่อง 30-45 นาทีจะเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า เพราะร่างกายต้องใช้เวลา 10 นาทีในการเข้าสู่ช่วงเผาผลาญไขมัน แต่ถ้าต้องการเผาผลาญแคลอรี่มากที่สุด แนะนำการปั่นแบบ HIIT

Q : ปั่นจักรยานช่วยลดพุงได้จริงไหม?

A : การปั่นจักรยานช่วยลดพุงได้จริง โดยต้องปั่นต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-4 วัน ควบคู่กับการควบคุมอาหาร จะเห็นผลชัดเจนใน 8-12 สัปดาห์

บทสรุป ปั่นจักรยานเผาผลาญแคลอรี่อย่างไรให้ได้ผล?

การปั่นจักรยาน 30 นาทีต่อวัน สามารถเผาผลาญได้ 140-150 แคลอรี่ เทียบเท่าการวิ่งเหยาะๆ 20 นาที หากต้องการผลลัพธ์ที่ดี ควรปั่นที่ความเร็ว 14-16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน การปั่นแบบ HIIT จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ถึง 40% หากทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 เดือน จะเห็นผลชัดเจนทั้งในแง่การลดน้ำหนักและการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะบริเวณต้นขา สะโพก และหน้าท้อง

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม