Home » Blog » ความรู้ » หน้าท้องแบนใน 7 วัน พร้อมตารางอาหารและ 10 ท่าออกกำลังกาย ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

หน้าท้องแบนใน 7 วัน พร้อมตารางอาหารและ 10 ท่าออกกำลังกาย ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

หน้าท้องแบนใน 7 วัน พร้อมตารางอาหารและ 10 ท่าออกกำลังกาย ที่โค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทยใช้จริง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ตรงก่อน – ท้องอืดกับไขมันหน้าท้องไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

คนส่วนใหญ่ที่บ่นว่าหน้าท้องไม่แบนสักทีทั้งที่พยายามแล้ว มักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังแก้ปัญหาผิดจุดอยู่ค่ะ เพราะท้องที่ดูนูนออกมาอาจเกิดจากสาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และวิธีแก้ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิงด้วย

ปุนิ่มเจอคำถามนี้ทุกวันในฐานะเทรนเนอร์ที่สมาร์ทยิม ฟิตเนส ไทยแลนด์ค่ะ คนมาถามว่าทำไมท้องถึงยังนูนอยู่ทั้งที่กินน้อยลงแล้วและออกกำลังกายทุกวัน คำตอบที่ต้องถามกลับเสมอคือ นูนแบบไหนคะ นูนแข็งๆ ตลอดเวลา หรือนูนบางช่วงเวลาโดยเฉพาะหลังกินอาหารหรือตอนเย็นค่ะ

เพราะสองแบบนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

ท้องอืดคืออะไร และทำไมถึงแก้ได้ใน 7 วัน

ท้องอืดหรือท้องพองคือภาวะที่ช่องท้องขยายออกมากกว่าปกติชั่วคราวค่ะ สาเหตุหลักมาจากแก๊สที่สะสมในลำไส้จากการหมักของแบคทีเรีย น้ำที่สะสมในร่างกายจากการกินอาหารเค็มหรือคาร์โบไฮเดรตสูง ลำไส้ที่ทำงานช้าลงจากการขาดการเคลื่อนไหว หรือการอักเสบเล็กน้อยในระบบย่อยอาหารจากอาหารที่กินไม่เหมาะกับร่างกายค่ะ

ภาวะเหล่านี้ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้จริงภายใน 7 วัน ถ้าปรับการกินและการออกกำลังกายอย่างถูกต้องค่ะ ปุนิ่มเคยลดท้องอืดได้เห็นผลชัดภายใน 3-5 วันก่อนขึ้นเวทีประกวดทุกครั้ง เพราะในวงการฟิตเนสการแข่งขันเราต้องการให้หน้าท้องแบนและกล้ามเนื้อแตกชัดที่สุดในวันแข่งค่ะ

ไขมันหน้าท้องคืออะไร และทำไมถึงใช้เวลานานกว่า

ไขมันหน้าท้องแบ่งออกเป็นสองชั้นค่ะ ชั้นแรกคือไขมันใต้ผิวหนังที่อยู่ตื้น จับได้ด้วยมือ ชั้นที่สองคือไขมันในช่องท้องที่อยู่ลึกกว่า อยู่รอบๆ อวัยวะภายใน ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานมากกว่า

การเผาผลาญไขมันทั้งสองชั้นนี้เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนค่ะ ไม่สามารถเกิดขึ้นใน 7 วันได้จริงทางสรีรวิทยา

แต่สิ่งที่ทำได้ใน 7 วันคือการลดท้องอืด ลดการบวมน้ำ ปรับการทำงานของลำไส้ และเริ่มต้นกระบวนการลดไขมันที่จะส่งผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์ถัดไปค่ะ ซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ใน 7 วันแรกนั้นเพียงพอให้รู้สึกและสังเกตเห็นความแตกต่างได้จริงๆ ค่ะ

ปุนิ่มอยากให้ทุกคนเข้าใจความจริงข้อนี้ก่อนเริ่มโปรแกรมค่ะ เพราะการตั้งความคาดหวังที่ถูกต้องคือสิ่งที่ทำให้ไม่ท้อและเลิกกลางทางค่ะ

7 สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าท้องไม่แบน แม้จะพยายามแล้ว

ก่อนจะแก้ปัญหาต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการทำให้หน้าท้องแบนไม่ใช่เพราะขาดความพยายาม แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ค่ะ

สาเหตุที่ 1 – กินอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สมากเกินไป

อาหารบางชนิดทำให้แบคทีเรียในลำไส้ผลิตแก๊สออกมามากกว่าปกติค่ะ อาหารที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือถั่วทุกชนิด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี หัวหอม กระเทียม น้ำอัดลม และอาหารที่มีน้ำตาลเทียมในกลุ่มซอร์บิทอลค่ะ หลายคนกินอาหารเหล่านี้ด้วยความตั้งใจดีเพราะคิดว่าดีต่อสุขภาพ ซึ่งก็จริงในแง่โภชนาการ แต่ถ้ากินมากเกินไปในช่วงที่อยากให้ท้องแบนก็ส่งผลตรงข้ามค่ะ

สาเหตุที่ 2 – กินเค็มเกินไปทำให้ร่างกายเก็บน้ำ

โซเดียมทำให้ร่างกายเก็บน้ำค่ะ ทุกกรัมของโซเดียมที่กินเกินความต้องการจะดึงน้ำเข้ามาเก็บในร่างกายประมาณ 4-5 เท่าของน้ำหนักตัวมันเองค่ะ คนที่กินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารนอกบ้านเป็นประจำมักได้รับโซเดียมสูงกว่าความต้องการหลายเท่า ผลที่เห็นได้ชัดคือหน้าบวม นิ้วบวม และท้องดูนูนออกมาโดยไม่ได้เกิดจากไขมันค่ะ

สาเหตุที่ 3 – กินเร็วและไม่เคี้ยวอาหารให้ละเอียด

เมื่อกินเร็วร่างกายกลืนอากาศเข้าไปพร้อมกับอาหารด้วยค่ะ แก๊สส่วนนี้สะสมในลำไส้และทำให้ท้องอืดได้ง่ายมาก นอกจากนี้การเคี้ยวไม่ละเอียดยังทำให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนักขึ้นและอาจเกิดการหมักในลำไส้มากกว่าปกติค่ะ ปุนิ่มเคยสังเกตว่าวันไหนรีบกินข้าวเพราะมีประชุมต่อ ท้องจะอืดและแน่นกว่าวันที่กินช้าๆ อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

สาเหตุที่ 4 – นั่งนานเกินไปโดยไม่เคลื่อนไหว

ลำไส้ต้องการการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อช่วยให้อาหารและแก๊สเคลื่อนตัวผ่านไปได้ค่ะ เมื่อนั่งนิ่งๆ นานหลายชั่วโมงโดยไม่ลุกเดินหรือเคลื่อนไหว ลำไส้จะทำงานช้าลง แก๊สสะสมมากขึ้น และท้องอืดมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ

สาเหตุที่ 5 – ความเครียดสูงกระตุ้นฮอร์โมนที่สะสมไขมันหน้าท้อง

ฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดนั้นมีความพิเศษมากค่ะ มันบอกให้ร่างกายสะสมไขมันไว้บริเวณหน้าท้องโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลไกวิวัฒนาการที่ร่างกายเก็บพลังงานสำรองไว้ใกล้อวัยวะสำคัญ คนที่มีความเครียดเรื้อรังจะสังเกตว่าไขมันหน้าท้องลดยากกว่าส่วนอื่นมากโดยไม่รู้สาเหตุค่ะ

สาเหตุที่ 6 – นอนหลับไม่เพียงพอ

การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืนอย่างสม่ำเสมอส่งผลต่อฮอร์โมนควบคุมความหิวโดยตรงค่ะ ฮอร์โมนเกรลินที่กระตุ้นความหิวจะสูงขึ้น ฮอร์โมนเลปตินที่บอกว่าอิ่มแล้วจะลดลง ผลคือหิวมากกว่าปกติ กินมากกว่าปกติ และมักเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงมากกว่าตอนพักผ่อนเพียงพอค่ะ

สาเหตุที่ 7 – ออกกำลังกายผิดประเภทหรือหนักเกินไปจนร่างกายเครียด

นี่คือสาเหตุที่หลายคนแปลกใจมากค่ะ บางคนออกกำลังกายหนักมากทุกวันแต่ท้องไม่แบนลงสักที สาเหตุคือการออกกำลังกายหนักเกินไปโดยไม่พักเพียงพอทำให้ระดับคอร์ติซอลในเลือดสูงขึ้นเรื้อรัง ส่งผลให้ร่างกายสะสมไขมันหน้าท้องมากขึ้นแทนที่จะเผาผลาญออกค่ะ การพักฟื้นที่เพียงพอไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่สมบูรณ์ค่ะ

ตารางอาหาร 7 วัน เพื่อหน้าท้องแบนและลดท้องอืด

ตารางอาหาร 7 วัน เพื่อหน้าท้องแบนและลดท้องอืด

ปุนิ่มไม่เชื่อในการอดอาหารและไม่เคยแนะนำให้ใครอดค่ะ เพราะอดอาหารคือวิธีที่เร็วที่สุดในการทำลายระบบเผาผลาญระยะยาว ตารางอาหารที่ดีคือตารางที่กินได้อิ่ม มีพลังงาน และยังลดท้องอืดได้พร้อมกันค่ะ

ก่อนดูตาราง ปุนิ่มอยากให้เข้าใจหลักการที่ใช้ในการออกแบบตารางนี้ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจหลักการแล้วจะสามารถปรับเปลี่ยนอาหารได้เองตามที่ชอบโดยยังได้ผลเหมือนกันค่ะ

หลักการที่หนึ่งคือลดอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สและการบวมน้ำในช่วง 7 วันนี้โดยเฉพาะค่ะ ไม่ใช่ต้องเลิกกินตลอดชีวิต แต่แค่ลดในช่วงนี้เพื่อให้เห็นผลชัดขึ้น หลักการที่สองคือเพิ่มอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและช่วยการทำงานของลำไส้ค่ะ หลักการที่สามคือกินโปรตีนให้เพียงพอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อขณะที่ร่างกายปรับตัวค่ะ

อาหารที่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงใน 7 วันนี้

อาหารกลุ่มแรกคืออาหารที่ทำให้เกิดแก๊สสูง ได้แก่ ถั่วต่างๆ กะหล่ำปลีและผักในตระกูลกะหล่ำ หัวหอมดิบ กระเทียมดิบ และน้ำอัดลมทุกชนิดรวมถึงน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลด้วย เพราะน้ำตาลเทียมที่ใช้แทนก็ทำให้เกิดแก๊สได้เช่นกันค่ะ

อาหารกลุ่มที่สองคืออาหารที่ทำให้บวมน้ำ ได้แก่ อาหารเค็มจัด อาหารแปรรูปทุกชนิด น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส มาม่า และอาหารสำเร็จรูปบรรจุกล่องค่ะ

อาหารกลุ่มที่สามคืออาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งแล้วตก ได้แก่ ขนมหวาน ของทอด ข้าวขาวปริมาณมากโดยไม่มีโปรตีนและผักร่วมด้วย และเครื่องดื่มหวานทุกชนิดรวมถึงน้ำผลไม้คั้นสดด้วยค่ะ

อาหารที่ควรเพิ่มใน 7 วันนี้

อาหารที่ช่วยลดท้องอืดและการอักเสบค่ะ ได้แก่ ขิงสด ขมิ้น มะนาว แตงกวา ผักโขม ผักใบเขียวต่างๆ ปลาทุกชนิด อกไก่ ไข่ธัญพืชเต็มเมล็ดแทนแป้งขาว กล้วย โยเกิร์ตไม่หวาน และน้ำเปล่าปริมาณมากพอค่ะ

วันที่ 1 – เริ่มต้นรีเซ็ตระบบย่อยอาหาร

มื้อเช้า (07.00 น.) เริ่มด้วยน้ำอุ่นผสมมะนาวครึ่งลูกก่อนกินอาหารประมาณ 15-20 นาที จากนั้นกินไข่ต้มหรือไข่ดาว 2 ฟอง คู่กับข้าวกล้องครึ่งถ้วยและแตงกวาหั่นบางๆ ครึ่งลูก มื้อนี้ให้โปรตีนที่เพียงพอ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ย่อยช้า และน้ำจากแตงกวาที่ช่วยลดการบวมค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) อกไก่นึ่งหรืออบ 150-180 กรัม คู่กับผักสลัดผักโขมและผักใบเขียวราดน้ำสลัดที่ทำเองจากน้ำมะนาวผสมน้ำมันมะกอกเล็กน้อยและพริกไทย หลีกเลี่ยงน้ำสลัดสำเร็จรูปทุกชนิดในช่วงนี้เพราะมักมีโซเดียมสูงมากค่ะ เพิ่มข้าวกล้องครึ่งถ้วยถ้าหิว

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) กล้วยหอมหนึ่งลูกหรือโยเกิร์ตไม่หวาน 100-150 กรัม กล้วยช่วยให้โพแทสเซียมที่สมดุลกับโซเดียมในร่างกายและช่วยลดการบวมน้ำค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ปลานึ่งหรือต้มยำปลาไม่ใส่เกลือมากเกินไป 150 กรัม คู่กับผักต้มหรือนึ่งหลากชนิดและข้าวกล้องครึ่งถ้วย หลีกเลี่ยงอาหารเย็นที่หนักเกินไปเพราะระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงในช่วงเย็นค่ะ

น้ำดื่ม: อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพิ่มเป็น 10-12 แก้วถ้าออกกำลังกายหนัก การดื่มน้ำเพียงพอช่วยให้ไตขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้นค่ะ

วันที่ 2 – เน้นลดการบวมน้ำ

มื้อเช้า (07.00 น.) น้ำอุ่นผสมมะนาวก่อนเสมอค่ะ จากนั้นโจ๊กข้าวกล้องใส่ขิงสดซอยบางๆ หนึ่งช้อนโต๊ะ คู่กับไข่ต้ม 2 ฟอง ขิงมีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบในลำไส้และช่วยระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) สลัดทูน่า โดยใช้ทูน่ากระป๋องในน้ำเกลือ ล้างน้ำก่อนกินเพื่อลดโซเดียม คลุกกับแตงกวา มะเขือเทศ ผักโขม ราดน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอก คู่กับขนมปังโฮลวีตหนึ่งแผ่นหรือข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) แอปเปิ้ลหนึ่งลูกหรือสตรอว์เบอร์รี่หนึ่งถ้วย ผลไม้เหล่านี้มีน้ำสูง ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำกว่าผลไม้หวานอย่างมะม่วงหรือทุเรียนค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ต้มจืดเต้าหู้ผักรวม ปรุงรสน้อยที่สุด เพิ่มอกไก่ 100 กรัมในน้ำซุปได้ถ้าต้องการโปรตีนเพิ่ม คู่กับข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 3 – กระตุ้นระบบเผาผลาญด้วยโปรตีน

มื้อเช้า (07.00 น.) น้ำอุ่นผสมมะนาวก่อนเสมอค่ะ จากนั้นไข่คนหรือไข่เจียวไม่ใส่น้ำมันมาก 2-3 ฟอง คู่กับผักโขมผัดกระเทียมเบาๆ และข้าวกล้องครึ่งถ้วย วันนี้เน้นโปรตีนสูงขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) อกไก่ย่างหรือนึ่ง 180-200 กรัม คู่กับสลัดผักหลากชนิด เพิ่มอาโวคาโดหนึ่งในสี่ลูกสำหรับไขมันดีที่ช่วยลดการอักเสบได้ค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) กรีกโยเกิร์ตไม่หวาน 150 กรัม คู่กับบลูเบอร์รี่หรือสตรอว์เบอร์รี่เล็กน้อย กรีกโยเกิร์ตมีโปรไบโอติกที่ช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้และลดการผลิตแก๊สได้ค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ปลาแซลมอนอบหรือปลาทูต้มมะนาว 150-180 กรัม คู่กับผักอบหรือนึ่งและข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 4 – กึ่งกลางสัปดาห์ รักษาโมเมนตัม

มื้อเช้า (07.00 น.) สมูทตี้เขียว ทำจากผักโขมหนึ่งกำมือ กล้วยหอมหนึ่งลูก น้ำมะพร้าวหนึ่งถ้วย และโปรตีนผงหนึ่งสกูปถ้ามี ถ้าไม่มีให้ใช้กรีกโยเกิร์ตแทน ดื่มช้าๆ อย่ารีบเพราะแม้แต่การดื่มเร็วก็ทำให้กลืนอากาศเข้าไปได้ค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) ข้าวกล้องหนึ่งถ้วยคู่กับแกงจืดเต้าหู้ไข่ปรุงรสน้อย เพิ่มผักใบเขียวในแกงให้มากขึ้นค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) ถั่วอัลมอนด์หนึ่งกำมือเล็กๆ ประมาณ 20-25 เม็ด ถั่วอัลมอนด์มีแมกนีเซียมที่ช่วยลดการกักเก็บน้ำในร่างกายได้ค่ะ แต่อย่ากินมากกว่านี้เพราะแคลอรีสูง

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ไก่อบสมุนไพร 150 กรัม คู่กับผักนึ่งหลากชนิดและมันเทศอบครึ่งลูก มันเทศให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและโพแทสเซียมที่ดีค่ะ

วันที่ 5 – เริ่มเห็นผลชัดขึ้น รักษาวินัย

มื้อเช้า (07.00 น.) น้ำอุ่นผสมมะนาวและขิงสับเล็กน้อยก่อนอาหาร จากนั้นโจ๊กข้าวกล้องใส่ไก่ฉีกและขิงซอย ปรุงรสด้วยพริกไทยและน้ำมะนาวแทนน้ำปลาค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) สลัดปลาแซลมอนหรือปลาทอง ผักสด หลากชนิด อาโวคาโดและน้ำมะนาวราดค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) กล้วยหนึ่งลูกหรือโยเกิร์ตค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ต้มยำกุ้งแห้งปรุงรสน้อย ปริมาณกุ้ง 150 กรัม คู่กับข้าวกล้องครึ่งถ้วย ต้มยำมีสมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด และขิงที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติค่ะ แต่ต้องระวังปริมาณน้ำปลาและเกลือด้วยค่ะ

วันที่ 6 – เพิ่มพลังงานก่อนวันสุดท้าย

มื้อเช้า (07.00 น.) ข้าวโอ๊ตต้มกับนมไขมันต่ำหรือนมอัลมอนด์ คู่กับผลไม้สดที่มีน้ำสูงอย่างแตงโมหรือสับปะรดเล็กน้อย และไข่ต้ม 2 ฟองค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) เมนูโปรตีนสูง อกไก่ย่าง 180-200 กรัม คู่กับข้าวกล้องหนึ่งถ้วยและผักสลัดค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) กรีกโยเกิร์ตและผลไม้สดค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) ปลานึ่งซีอิ้วขาวน้อยมาก หรือปลาอบมะนาว คู่กับผักนึ่งและข้าวกล้องครึ่งถ้วยค่ะ

วันที่ 7 – วันสุดท้าย เห็นผลและรู้สึกถึงความแตกต่าง

มื้อเช้า (07.00 น.) น้ำอุ่นผสมมะนาวก่อนค่ะ จากนั้นไข่คนหรือไข่ดาว 2 ฟอง คู่กับขนมปังโฮลวีตหนึ่งแผ่นและแตงกวาหรือมะเขือเทศสดค่ะ

มื้อกลางวัน (12.00 น.) เมนูที่ชื่นชอบที่สุดจากสัปดาห์นี้ ปุนิ่มตั้งใจให้วันที่ 7 เป็นวันที่เลือกเองได้จากเมนูที่ผ่านมาค่ะ เพราะการรู้สึกว่ามีอิสระในการเลือกช่วยให้ไม่รู้สึกว่ากำลังบังคับตัวเองเกินไปค่ะ

มื้อว่างบ่าย (15.00 น.) ผลไม้สดที่ชอบค่ะ

มื้อเย็น (18.00-19.00 น.) อาหารเบาๆ ที่รู้สึกว่าดีต่อร่างกาย ณ วันนี้แล้วร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณให้รู้ว่าอยากได้อะไรจริงๆ เพราะลิ้นและระบบย่อยอาหารเริ่มปรับตัวแล้วค่ะ

ตารางสรุปอาหาร 7 วัน

วัน ธีม โปรตีนหลัก คาร์บหลัก พิเศษ
1 รีเซ็ตระบบ ไข่ + ไก่ + ปลา ข้าวกล้อง น้ำมะนาวอุ่นก่อนทุกมื้อเช้า
2 ลดบวมน้ำ ทูน่า + เต้าหู้ ข้าวกล้อง + โฮลวีต ขิงและแตงกวา
3 เพิ่มโปรตีน ไข่ + ไก่ + ปลาแซลมอน ข้าวกล้อง อาโวคาโด + โยเกิร์ต
4 รักษาโมเมนตัม เต้าหู้ + ไก่ ข้าวกล้อง + มันเทศ สมูทตี้เขียว
5 เห็นผลแรก ไก่ + กุ้ง + ปลา ข้าวกล้อง ต้มยำสมุนไพร
6 เพิ่มพลังงาน ไก่ + ปลา ข้าวโอ๊ต + ข้าวกล้อง โยเกิร์ต
7 เลือกเอง ตามชอบจากเมนูที่ผ่านมา ตามชอบ รู้สึกถึงความต่าง

10 ท่าออกกำลังกายเพื่อหน้าท้องแบนใน 7 วัน

10 ท่าออกกำลังกายเพื่อหน้าท้องแบนใน 7 วัน

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการทำให้หน้าท้องแบนคือคิดว่าต้องทำ sit-up ร้อยครั้งต่อวันค่ะ ความจริงคือท่าที่ดีที่สุดสำหรับหน้าท้องแบนไม่ใช่แค่ท่าที่เผาผลาญกล้ามท้อง แต่คือท่าที่เผาผลาญแคลอรีรวมและท่าที่ช่วยการทำงานของลำไส้ด้วยค่ะ

ปุนิ่มออกแบบ 10 ท่านี้โดยคำนึงถึงสามเป้าหมายพร้อมกันค่ะ เป้าหมายแรกคือเผาผลาญแคลอรีโดยรวมเพื่อให้ร่างกายดึงไขมันสะสมมาใช้ เป้าหมายที่สองคือสร้างความแข็งแรงให้กล้ามแกนกลางลำตัวซึ่งช่วยให้ท้องดูแบนแม้ไม่ได้ลดไขมันมาก และเป้าหมายที่สามคือกระตุ้นการทำงานของลำไส้ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อลดท้องอืดค่ะ

ท่าที่ 1 – มาร์ชชิ่งยกเข่าสูงอยู่กับที่

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้อง สะโพกงอ น่อง หัวใจและหลอดเลือด จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 60 วินาที พัก 30 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น เหมาะกับทุกคน

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนตรง เท้าแยกกว้างเท่าหัวไหล่ มือกำหลวมๆ วางด้านข้างลำตัว หลังตรง มองตรงไปข้างหน้า
  2. เกร็งกล้ามท้องเบาๆ เหมือนกำลังจะถูกต่อยแต่ไม่แน่นจนเกินไป การเกร็งท้องแบบนี้ตลอดการทำท่าคือหัวใจของท่านี้ค่ะ
  3. ยกเข่าขวาขึ้นให้สูงเกินระดับสะโพก อุดมคติคือเข่าอยู่ระดับเดียวกับสะดือหรือสูงกว่า พร้อมกับแกว่งแขนซ้ายมาข้างหน้าและแขนขวาไปข้างหลัง
  4. ลดเท้าขวาลงและยกเข่าซ้ายขึ้นทันที สลับไปมาในจังหวะที่สม่ำเสมอและควบคุมได้
  5. เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น แต่ยังพูดประโยคสั้นๆ ได้อยู่
  6. รักษาหลังตรงตลอดเวลา ห้ามโน้มตัวไปข้างหน้าหรือข้างหลังเพื่อช่วยยกเข่า

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อยที่กล้ามต้นขาด้านหน้าและรู้สึกกล้ามท้องทำงานทุกครั้งที่ยกเข่าขึ้นค่ะ ถ้าไม่รู้สึกกล้ามท้องทำงานเลยแสดงว่าไม่ได้เกร็งท้องพอค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้ดีกว่าการเดินเร็วธรรมดาในแง่ของการกระตุ้นกล้ามท้อง เพราะการยกเข่าสูงบังคับให้กล้ามสะโพกงอและกล้ามท้องส่วนล่างทำงานมากกว่าค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างท่านี้กับการวิ่งเร็วกว่า การวิ่งเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าต่อนาที ท่านี้เหมาะกว่าสำหรับคนที่เข่าไม่แข็งแรงหรือต้องการเริ่มต้นแบบอ่อนกว่าค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นการวอร์มอัพก่อนทุกเซสชั่นออกกำลังกายค่ะ เพราะนอกจากจะอบอุ่นร่างกายแล้วยังกระตุ้นการทำงานของลำไส้ผ่านการเคลื่อนไหวของสะโพกและกล้ามท้องอีกด้วย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารตื่นตัวและลดท้องอืดได้จริงค่ะ

ท่าที่ 2 – แพลงก์มาตรฐาน

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องทุกส่วน กล้ามหลัง กล้ามไหล่ กล้ามก้น จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 20-45 วินาที พัก 30 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้นถึงกลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. คว่ำตัวลง วางข้อศอกบนพื้นตรงใต้ไหล่พอดี แขนท่อนล่างขนานกัน ปลายเท้าวางบนพื้น
  2. ยกลำตัวขึ้นให้ร่างกายตั้งแต่หัวจรดส้นเท้าเป็นแนวเส้นตรงสมบูรณ์ สะโพกไม่ยกสูงหรือห้อยต่ำ
  3. เกร็งกล้ามท้องให้แน่น เหมือนกำลังจะถูกต่อยท้องหนักๆ ต้องรู้สึกว่าท้องแข็งเหมือนกระดาน
  4. เกร็งกล้ามก้นพร้อมกัน การเกร็งก้นช่วยให้สะโพกอยู่ในแนวตรงได้ง่ายขึ้นมากค่ะ
  5. มองพื้นลงตรงๆ ห่างออกไปประมาณหนึ่งฝ่ามือ คอและกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับลำตัว
  6. หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ห้ามกลั้นหายใจ ค้างท่านี้ตามเวลาที่กำหนด

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ควรรู้สึกแสบร้อนที่กล้ามท้องทุกส่วนโดยเฉพาะส่วนกลางและส่วนล่างค่ะ ถ้ารู้สึกเมื่อยแค่ที่ไหล่อย่างเดียวแสดงว่าข้อศอกวางผิดตำแหน่งหรือไม่ได้เกร็งท้องพอค่ะ รู้สึกสั่นบ้างถือเป็นเรื่องปกติค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: แพลงก์ดีกว่า sit-up มากในแง่ของการพัฒนากล้ามแกนกลางลำตัวแบบยั่งยืนค่ะ sit-up เน้นกล้ามท้องส่วนบนเป็นหลักและมักทำให้หลังส่วนล่างรับแรงกดมากเกินไป ขณะที่แพลงก์พัฒนากล้ามท้องทุกชั้นพร้อมกันและปลอดภัยกับหลังมากกว่าค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มเชื่อมั่นมากที่สุดสำหรับการทำให้หน้าท้องดูแบนในระยะยาวค่ะ เพราะกล้ามแกนกลางที่แข็งแรงทำให้ท้องดูแบนแม้ในชีวิตประจำวันเมื่อยืนหรือนั่งทำงาน ไม่ใช่แค่ตอนออกกำลังกายค่ะ

สำหรับใครที่อยากพัฒนาแพลงก์ให้ถูกต้องและเห็นผลเร็วขึ้น สามารถดูเทคนิคแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Planking อย่างไรให้หน้าท้องแบนเร็ว ซึ่งมีทั้งระดับมือใหม่และขั้นสูงครบถ้วนค่ะ

ท่าที่ 3 – เบอร์พี่แบบดัดแปลงสำหรับมือใหม่

กล้ามที่โดนหลัก: ทั้งร่างกาย กล้ามหัวใจและหลอดเลือด จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-10 ครั้ง พัก 60 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนตรง เท้าแยกกว้างเท่าหัวไหล่
  2. ย่อตัวลงนั่งยองๆ วางมือทั้งสองบนพื้นหน้าเท้า
  3. กระโดดหรือก้าวเท้าทั้งสองออกไปด้านหลังจนได้ท่าแพลงก์มือตึง
  4. ทำวิดพื้นหนึ่งครั้ง ลดหน้าอกลงใกล้พื้น แล้วดันขึ้น
  5. กระโดดหรือก้าวเท้าทั้งสองกลับมาหาคืออยู่ท่านั่งยองๆ
  6. ดันตัวลุกขึ้นยืน ถ้าต้องการเพิ่มความเข้มข้นให้กระโดดขึ้นด้วย ถ้าเพิ่งเริ่มให้ลุกขึ้นยืนแบบธรรมดาพอค่ะ
  7. นี่คือหนึ่งครั้ง

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: ท่านี้ควรรู้สึกเหนื่อยทั้งตัวค่ะ หัวใจเต้นเร็ว หายใจหนัก กล้ามขาแสบ กล้ามท้องทำงาน กล้ามแขนทำงาน นั่นคือสัญญาณที่ถูกต้อง ถ้าแค่ง่ายมากแสดงว่าทำช้าเกินไปหรือขาดหนึ่งขั้นตอนไปค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: เบอร์พี่เผาผลาญแคลอรีต่อนาทีสูงที่สุดในบรรดาทุกท่าที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ค่ะ ถ้าเวลาน้อยและอยากได้ผลสูงสุดในเวลาสั้นที่สุด เบอร์พี่คือคำตอบ แต่ถ้าเข่าหรือหัวไหล่มีปัญหาให้เลือกท่าอื่นแทนค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มใช้เบอร์พี่ 10 ครั้งในช่วงท้ายของการฝึกเกือบทุกครั้งค่ะ เพราะมันเผาผลาญพลังงานที่เหลือค้างอยู่หลังจากเล่นน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดซึ่งช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญได้อีกหลายชั่วโมงหลังจบการฝึกค่ะ

ท่าที่ 4 – แพลงก์สลับยกขา

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องส่วนล่าง กล้ามก้น กล้ามหลังส่วนล่าง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 10 ครั้งต่อข้าง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าแพลงก์แบบข้อศอก ร่างกายเป็นแนวเส้นตรง เกร็งท้องและก้นให้แน่น
  2. หายใจออก จากนั้นยกขาขวาขึ้นสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตรจากพื้น ขาตึงตรง หัวแม่เท้าชี้ลงพื้น
  3. ค้างยกขาขวาไว้ 2 วินาทีเต็ม บีบกล้ามก้นขวาให้แน่นระหว่างค้าง
  4. ลดขาขวาลงกลับช้าๆ โดยไม่วางลงพื้นสนิท ให้เท้าอยู่สูงจากพื้นประมาณ 1-2 เซนติเมตร
  5. ยกขาซ้ายขึ้นทันที ค้าง 2 วินาที แล้วลดลงแบบเดิม
  6. ตลอดการยกขาสะโพกต้องนิ่ง ห้ามบิดสะโพกไปด้านที่ยกหรือให้สะโพกยกสูงขึ้น

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกแสบร้อนที่กล้ามก้นข้างที่ยกและรู้สึกกล้ามท้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุลค่ะ ถ้าสะโพกส่ายหมายความว่ากล้ามแกนกลางยังไม่แข็งแรงพอ ให้ลดระยะเวลาค้างลงก่อนค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่านี้ดีกว่าแพลงก์ธรรมดาในแง่ที่เพิ่มการทำงานของกล้ามก้นและกล้ามท้องส่วนล่างเข้าไปด้วยค่ะ และดีกว่าท่ายกขาตรงๆ แบบนอนราบเพราะตำแหน่งแพลงก์บังคับให้กล้ามแกนกลางทั้งหมดทำงานพร้อมกันค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้ช่วยเรื่องท้องอืดได้จริงๆ ค่ะ เพราะการยกขาในท่าคว่ำตัวกระตุ้นการทำงานของลำไส้ส่วนล่างผ่านการเคลื่อนไหวของสะโพกและกล้ามท้อง ปุนิ่มสังเกตว่าหลังทำท่านี้มักรู้สึกท้องเบาลงกว่าก่อนค่ะ

ท่าที่ 5 – สควอทแบบธรรมดา

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามขาหน้า กล้ามขาหลัง กล้ามก้น กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 15-20 ครั้ง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: เริ่มต้น

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนแยกเท้ากว้างเท่าหัวไหล่หรือกว้างกว่าเล็กน้อย ปลายเท้าชี้ออกด้านข้างเล็กน้อยประมาณ 15-30 องศา แขนยื่นไปด้านหน้าขนานกับพื้นเพื่อรักษาสมดุล
  2. เกร็งกล้ามท้องและหลังให้หลังตรงตลอดการเคลื่อนไหว
  3. หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นย่อตัวลงช้าๆ นับ 2-3 วินาที โดยดันสะโพกไปด้านหลังเหมือนกำลังนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลัง
  4. ย่อลงจนต้นขาขนานกับพื้นหรือต่ำกว่าถ้าทำได้ เข่าต้องอยู่แนวเดียวกับนิ้วเท้าและไม่ผ่านปลายเท้าออกไปมากเกินไป
  5. ส้นเท้าต้องวางราบบนพื้นตลอดเวลา ห้ามยกส้นเท้าขึ้น
  6. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 1-2 วินาที รู้สึกถึงการยืดออกของกล้ามขาหน้าและกล้ามก้น
  7. หายใจออกพร้อมกับดันผ่านส้นเท้าลุกขึ้นกลับช้าๆ บีบกล้ามก้นให้แน่นที่จุดสูงสุด

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนที่กล้ามต้นขาด้านหน้าและกล้ามก้นค่ะ ถ้าเจ็บเข่าแสดงว่าเข่าไม่ตรงกับนิ้วเท้าหรือส้นเท้ายกขึ้น ให้แก้ฟอร์มก่อนค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: สควอทเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าท่าท้องส่วนใหญ่เพราะใช้กล้ามเนื้อขนาดใหญ่หลายมัดพร้อมกันค่ะ ปุนิ่มแนะนำให้ทุกคนที่ต้องการหน้าท้องแบนต้องมีสควอทในโปรแกรมเสมอ เพราะกล้ามขาที่ใหญ่กว่าหมายถึงการเผาผลาญพื้นฐานที่สูงกว่าตลอดวันค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: นักยิมหลายคนคิดว่าสควอทเป็นท่าสำหรับขาอย่างเดียว แต่ปุนิ่มมองต่างออกไปค่ะ สควอทคือท่าที่ดีที่สุดสำหรับการเพิ่มอัตราเผาผลาญพื้นฐาน ซึ่งส่งผลต่อการลดไขมันหน้าท้องในระยะยาวมากกว่าท่าท้องซ้ำๆ ร้อยครั้งค่ะ

ท่าที่ 6 – นั่งยองๆ แล้วยกขึ้น สลับข้าง

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องส่วนเอว กล้ามสะโพก กล้ามขา จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 12 ครั้งต่อข้าง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. ยืนตรง เท้าแยกกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย มือประสานไว้ด้านหลังศีรษะหรือวางที่เอวก็ได้
  2. ย่อตัวลงท่าสควอทจนต้นขาขนานกับพื้น
  3. ในท่าสควอทให้บิดลำตัวไปทางขวาพร้อมกับยกเข่าขวาขึ้นให้ข้อศอกซ้ายหรือมือซ้ายแตะหรือใกล้เข่าขวา
  4. ค้างท่านี้ 1 วินาที รู้สึกถึงการบิดและการทำงานของกล้ามท้องส่วนเอวด้านขวา
  5. กลับสู่ท่าสควอทปกติแล้วบิดไปทางซ้าย ยกเข่าซ้ายขึ้นแตะมือขวาหรือข้อศอกขวา
  6. นับซ้ายขวาเป็นหนึ่งครั้ง ทำต่อเนื่องในจังหวะที่ควบคุมได้

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกถึงการบิดและทำงานที่กล้ามท้องส่วนเอวและกล้ามสะโพกอย่างชัดเจนค่ะ ถ้าไม่รู้สึกให้บิดลำตัวให้มากขึ้นและช้าลงค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้พิเศษตรงที่รวมการเผาผลาญจากสควอทกับการทำงานของกล้ามท้องส่วนเอวในท่าเดียวกันค่ะ ประหยัดเวลาและให้ผลสองอย่างพร้อมกัน ปุนิ่มชอบท่าแบบนี้มากเพราะในการเตรียมตัวประกวดเวลามักจำกัดค่ะ

ท่าที่ 7 – ไม้ตาย Dead Bug

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องลึกชั้นใน กล้ามแกนกลางลำตัว จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 8-10 ครั้งต่อข้าง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนหงายบนพื้น หลังแบนราบกับพื้นตลอดเวลา ยกขาทั้งสองขึ้นโดยงอเข่า 90 องศา ต้นขาตั้งฉากกับพื้น แขนทั้งสองยืดตรงขึ้นฟ้าเหนือหัวไหล่
  2. กดหลังส่วนล่างให้แบนลงกับพื้นและรักษาแนวนี้ตลอดทั้งท่า นี่คือจุดสำคัญที่สุดค่ะ ถ้าหลังลอยขึ้นแม้แต่นิดเดียวท่านี้จะไม่ได้ผลและอาจเจ็บหลังด้วยค่ะ
  3. หายใจออก จากนั้นค่อยๆ เหยียดขาขวาออกไปด้านหน้าให้ขาตึงตรง พร้อมกันนั้นลดแขนซ้ายลงไปเหนือศีรษะให้ขนานกับพื้น
  4. ทำช้าๆ นับ 3-4 วินาทีขณะเคลื่อนขาและแขนออก ห้ามให้หลังลอยขึ้นจากพื้นแม้แต่นิดเดียว
  5. เมื่อขาและแขนอยู่ต่ำสุดแล้วให้ค้าง 1 วินาที แล้วค่อยๆ คืนกลับสู่ท่าเริ่มต้นช้าๆ นับ 3 วินาที
  6. ทำสลับข้าง ขาซ้ายเหยียดออกพร้อมแขนขวาลง

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกกล้ามท้องลึกชั้นในทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาค่ะ ไม่ใช่แสบร้อนแบบท่าอื่น แต่เป็นความรู้สึกตึงและทำงานอย่างคงที่ ท่านี้ดูง่ายแต่ถ้าทำถูกต้องยากมากค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: Dead Bug พัฒนากล้ามท้องชั้นลึกซึ่งเป็นกล้ามที่ทำให้หน้าท้องดูแบนในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุดค่ะ ดีกว่า crunch หรือ sit-up มากในแง่ที่ปลอดภัยกับหลังและพัฒนากล้ามที่ถูกต้องกว่า

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ท่านี้คือท่าที่ปุนิ่มแนะนำเป็นท่าแรกให้นักแข่งใหม่ที่มาฝึกก่อนเวทีค่ะ เพราะมันพัฒนาการรับรู้ตำแหน่งของกล้ามแกนกลางซึ่งส่งผลต่อทุกท่าอื่นๆ ด้วย คนที่ Dead Bug ได้ดีมักทำท่าแพลงก์และท่าอื่นๆ ได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

ท่าที่ 8 – Mountain Climber

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้อง กล้ามสะโพกงอ กล้ามไหล่ หัวใจและหลอดเลือด จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 30-45 วินาที พัก 30 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลางถึงสูง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. เริ่มท่าแพลงก์มือตึง มือวางตรงใต้ไหล่ แขนเหยียดตึง ร่างกายเป็นแนวตรงสมบูรณ์ เกร็งท้องและก้นให้แน่น
  2. หายใจออก ดึงเข่าขวาเข้าหาหน้าอกให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยยังรักษาสะโพกนิ่งอยู่ในแนวตรง
  3. เหยียดขาขวากลับออกไปและดึงเข่าซ้ายเข้าหาหน้าอกในทันที ทำสลับกันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
  4. ยิ่งทำเร็วยิ่งเพิ่มการเผาผลาญและกระตุ้นหัวใจ แต่ต้องรักษาฟอร์มที่ดีไว้ตลอด
  5. สะโพกต้องไม่ยกขึ้นหรือห้อยลง ต้องนิ่งอยู่ในแนวตรงตลอดเวลาแม้ขาจะเคลื่อนที่เร็วมาก

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: หัวใจเต้นเร็วมาก หายใจหอบ กล้ามท้องและสะโพกแสบร้อน ไหล่ตึง ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่ถูกต้องค่ะ ถ้าทำ 30 วินาทีแล้วยังไม่รู้สึกเหนื่อยแสดงว่าทำช้าเกินไปค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: Mountain Climber เผาผลาญแคลอรีต่อนาทีได้ใกล้เคียงกับเบอร์พี่ แต่แรงกดที่เข่าน้อยกว่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความเข้มข้นสูงแต่เข่าไม่แข็งแรงพอสำหรับการกระโดดค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มใช้ Mountain Climber 30 วินาทีเป็น active rest ระหว่างเซ็ตอื่นๆ บ่อยมากค่ะ เพราะมันรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงอยู่ตลอดการฝึก ทำให้เผาผลาญแคลอรีรวมสูงขึ้นมากกว่าการพักนิ่งๆ ระหว่างเซ็ตค่ะ

ท่าที่ 9 – ท่าหมุนลำตัวนั่ง Russian Twist

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องส่วนเอว กล้ามท้องส่วนกลาง จำนวนแนะนำ: 3 รอบ รอบละ 15-20 ครั้งต่อข้าง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นั่งบนพื้น งอเข่าทั้งสองข้างประมาณ 90 องศา เท้าวางราบบนพื้น ลำตัวเอนไปด้านหลังประมาณ 45 องศาจากพื้น
  2. มือประสานกันไว้ด้านหน้าหน้าอก หรือถือน้ำหนักเบาๆ เช่น ขวดน้ำหรือดัมเบลเบาๆ ถ้าต้องการเพิ่มความท้าทาย
  3. เกร็งกล้ามท้องให้แน่น หลังตรงไม่โค้งงอ สายตามองไปข้างหน้า
  4. บิดลำตัวไปทางขวาช้าๆ จนมือหรือน้ำหนักใกล้พื้นด้านขวา รู้สึกถึงกล้ามท้องส่วนเอวด้านขวาทำงาน
  5. ค้าง 1 วินาที แล้วบิดกลับผ่านกลางไปทางซ้ายในจังหวะเดียวกัน
  6. ทำสลับไปมาอย่างควบคุมได้ ห้ามใช้แรงเหวี่ยงโยก ต้องรู้สึกกล้ามท้องทำงานตลอดเวลา

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: รู้สึกกล้ามท้องส่วนเอวทำงานสลับข้างทุกครั้งที่บิดค่ะ ถ้าไม่รู้สึกแสดงว่าบิดไม่มากพอหรือทำเร็วเกินไปจนใช้แรงเหวี่ยงแทนค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: Russian Twist เน้นกล้ามท้องส่วนเอวที่ท่าแพลงก์และ Dead Bug ทำได้น้อยกว่าค่ะ เป็นท่าเสริมที่ดีมากสำหรับทำให้เอวดูกระชับและมีรูปทรงค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ในวงการฟิตเนสการแข่งขัน กล้ามท้องส่วนเอวที่แตกชัดคือสิ่งที่กรรมการมองหาเสมอค่ะ ปุนิ่มทำ Russian Twist ด้วยดัมเบล 3-5 กิโลกรัมเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเตรียมเวทีทุกครั้ง ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดมากในระยะ 4-6 สัปดาห์ค่ะ

ท่าที่ 10 – นอนหงายยกขา Leg Raise

กล้ามที่โดนหลัก: กล้ามท้องส่วนล่าง กล้ามสะโพกงอ จำนวนแนะนำ: 4 รอบ รอบละ 12-15 ครั้ง พัก 45 วินาทีระหว่างรอบ ระดับความยาก: กลาง

วิธีทำทีละขั้นตอน

  1. นอนหงายราบบนพื้น แขนทั้งสองวางตามข้างลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้นหรือคว่ำลงตามถนัด ขาทั้งสองเหยียดตรงชิดกัน
  2. กดหลังส่วนล่างให้แนบพื้นตลอดเวลา นี่คือจุดสำคัญมากค่ะ ถ้าหลังลอยขึ้นแสดงว่าเริ่มใช้กล้ามหลังแทนกล้ามท้อง
  3. เกร็งกล้ามท้องส่วนล่างก่อนเริ่มยกขา
  4. หายใจออก ยกขาทั้งสองขึ้นพร้อมกันช้าๆ จนขาตั้งฉากกับพื้นหรือใกล้เคียง ขายังคงตึงตรงตลอด
  5. ค้างที่จุดสูงสุด 1-2 วินาที บีบกล้ามท้องส่วนล่างให้แน่น
  6. ค่อยๆ ลดขาลงช้าๆ นับ 3-4 วินาที ต้านแรงโน้มถ่วง หยุดก่อนที่ส้นเท้าจะแตะพื้น สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร
  7. ค้างที่จุดต่ำสุดนี้ 1 วินาทีก่อนยกขึ้นใหม่ ห้ามให้ขาวางลงพื้นระหว่างรอบ

ความรู้สึกกล้ามที่ถูกต้อง: แสบร้อนมากที่กล้ามท้องส่วนล่างและรู้สึกตึงมากที่กล้ามสะโพกค่ะ ช่วงลดขาลงช้าๆ คือช่วงที่กล้ามท้องทำงานหนักที่สุด ห้ามรีบลงค่ะ

เปรียบเทียบกับท่าอื่น: ท่ายกขานี้โดนกล้ามท้องส่วนล่างได้ดีที่สุดในบรรดาทุกท่าค่ะ กล้ามท้องส่วนล่างคือส่วนที่คนส่วนใหญ่พัฒนาได้ยากที่สุดและมักทำให้ท้องดูนูนออกมาแม้ส่วนบนจะแบนแล้วก็ตามค่ะ

ปุนิ่มแชร์เชิงลึก: ปุนิ่มใช้ท่านี้เป็นท่าปิดท้ายการฝึกท้องเสมอค่ะ เพราะมันเผาผลาญกล้ามท้องส่วนล่างได้หมดจดก่อนจบเซสชั่น เทคนิคที่เพิ่มความยากได้โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักคือการค้างที่จุดต่ำสุด 5 วินาทีแทน 1 วินาทีค่ะ ทำแค่นั้นแล้วจะรู้สึกถึงความต่างทันทีค่ะ

หากอยากเข้าใจลึกกว่านี้ว่าท่าไหนโดนกล้ามเนื้อส่วนใดบ้าง และควรจัดลำดับการฝึกอย่างไรให้เห็นผลจริง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 20 ท่าเล่นหน้าท้องที่ได้ผลจริง ซึ่งอธิบายครบทั้งกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นตื้นและชั้นลึก พร้อมเทคนิคแก้ฟอร์มที่หลายคนทำผิดโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ตารางออกกำลังกาย 7 วัน

วัน โปรแกรม ระยะเวลา หมายเหตุ
วันที่ 1 มาร์ชชิ่ง + แพลงก์ + Dead Bug 30 นาที วอร์มอัพ 10 นาที
วันที่ 2 สควอท + Russian Twist + ยกขา 35 นาที เน้นเผาผลาญ
วันที่ 3 พักเบาๆ หรือเดิน 30 นาที 30 นาที ฟื้นตัวกล้าม
วันที่ 4 เบอร์พี่ + Mountain Climber + แพลงก์ยกขา 35 นาที เซสชั่นหนัก
วันที่ 5 สควอทสลับบิด + ยกขา + Dead Bug 35 นาที เน้นกล้ามท้อง
วันที่ 6 ครบทั้ง 10 ท่า ท่าละ 2 รอบ 45 นาที เซสชั่นสรุป
วันที่ 7 เดินเร็ว 30-45 นาที 45 นาที ฟื้นตัวและประเมินผล

ข้อผิดพลาดที่ทำให้หน้าท้องไม่แบนแม้ทำตามโปรแกรมแล้ว

ปุนิ่มเห็นคนทำตามโปรแกรมที่ดีแต่ผลลัพธ์ไม่ออกมาเพราะทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ผิดอยู่หลายอย่างโดยไม่รู้ตัว ข้อผิดพลาดเหล่านี้ดูเล็กน้อยแต่ส่งผลใหญ่มากค่ะ

ข้อผิดพลาดแรกคือดื่มน้ำน้อยเกินไปค่ะ หลายคนคิดว่าการดื่มน้ำน้อยลงจะทำให้ร่างกายบวมน้ำน้อยลง แต่ความจริงตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงค่ะ เมื่อร่างกายได้น้ำไม่เพียงพอมันจะเก็บน้ำสำรองไว้มากขึ้น ทำให้บวมมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง การดื่มน้ำเพียงพออย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวันคือสิ่งที่ช่วยให้ไตขับโซเดียมและของเสียออกได้ดีกว่าค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สองคือออกกำลังกายก่อนนอนดึกเกินไปค่ะ การออกกำลังกายหนักภายใน 2 ชั่วโมงก่อนนอนทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนสูงขึ้น ทำให้นอนหลับได้ยากขึ้นและคุณภาพการนอนลดลง ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวและฮอร์โมนในวันถัดไปอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สามคือกินมากเกินไปหลังออกกำลังกายด้วยความรู้สึกว่าเผาผลาญไปแล้วค่ะ นี่คือกับดักที่คนส่วนใหญ่ติดค่ะ สมองมักประเมินแคลอรีที่เผาผลาญไปในการออกกำลังกายสูงเกินจริง และร่างกายมักหิวมากขึ้นหลังออกกำลังกาย ถ้าไม่ระวังการกินหลังออกกำลังกายอาจทำให้ได้แคลอรีคืนมามากกว่าที่เผาผลาญออกไปได้ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่สี่คือเครียดกับผลลัพธ์มากเกินไปค่ะ ความเครียดจากการที่ผลลัพธ์ยังไม่ออกมาตามที่ต้องการทำให้คอร์ติซอลสูงขึ้น ซึ่งทำให้ร่างกายสะสมไขมันหน้าท้องมากขึ้นแทนที่จะเผาผลาญออกค่ะ วิธีที่ดีที่สุดคือโฟกัสที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ในระยะสั้นค่ะ

หากคุณต้องการแนวทางโปรแกรมที่จัดรูปแบบครบทั้งคาร์ดิโอและเวท สามารถดูแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ ท่าออกกำลังกายลดพุง ทำได้ที่บ้าน ปลอดภัยและเห็นผลจริง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดพุงอย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ

สาระน่ารู้จากงานวิจัย

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มเข้าใจความซับซ้อนของการลดไขมันหน้าท้องมากขึ้นเรื่อยๆ และผลลัพธ์ที่ได้มักสอดคล้องกับสิ่งที่นักกีฬาและเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์รู้มานานแล้วค่ะ

งานวิจัยที่ 1 – ผลของการออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูงต่อไขมันหน้าท้อง

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 96 คน อายุ 25-50 ปี เปรียบเทียบสองกลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยเวลาเท่ากัน 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ กลุ่มแรกออกกำลังกายแบบความเข้มข้นปานกลางสม่ำเสมอ กลุ่มที่สองออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูงสลับพักเป็นช่วงๆ ติดตามผล 12 สัปดาห์

ตัวชี้วัด กลุ่มความเข้มข้นปานกลาง กลุ่มความเข้มข้นสูงสลับพัก
ไขมันหน้าท้องที่ลดลง -5.8% -11.2%
ไขมันในช่องท้องที่ลดลง -3.1% -9.4%
มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น +0.4% +2.1%
อัตราเผาผลาญพื้นฐาน +2.3% +6.7%

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่โปรแกรมนี้รวมท่าความเข้มข้นสูงอย่างเบอร์พี่และ Mountain Climber เข้าไปด้วยค่ะ แต่ต้องย้ำว่าความเข้มข้นสูงต้องสมดุลกับการพักฟื้นที่เพียงพอด้วย ไม่ใช่แค่ทำหนักทุกวันค่ะ

งานวิจัยที่ 2 – ผลของการนอนหลับต่อการสะสมไขมันหน้าท้อง

งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 68 คน ที่รักษาอาหารและการออกกำลังกายเหมือนกัน แบ่งเป็นสองกลุ่มตามระยะเวลานอน กลุ่มนอน 8 ชั่วโมงและกลุ่มนอน 5.5 ชั่วโมง ติดตามผล 8 สัปดาห์

ตัวชี้วัด กลุ่มนอน 8 ชั่วโมง กลุ่มนอน 5.5 ชั่วโมง
ไขมันหน้าท้องที่ลดลง -3.6% +0.3%
ระดับฮอร์โมนหิว -12% +21%
แคลอรีที่กินเพิ่มต่อวัน +67 กิโลแคลอรี +385 กิโลแคลอรี

ความเห็นส่วนตัวของปุนิ่ม: กลุ่มที่นอนน้อยไม่ได้ลดไขมันหน้าท้องเลยแม้กินอาหารและออกกำลังกายเหมือนกันทุกอย่างค่ะ และกินมากกว่าถึง 385 กิโลแคลอรีต่อวันโดยไม่รู้ตัวเพราะฮอร์โมนหิวสูงขึ้นมาก ตัวเลขนี้น่าตกใจมากและทำให้ปุนิ่มพูดเรื่องการนอนหลับในทุกคลาสที่สอนค่ะ

FAQ 10 ข้อที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำให้หน้าท้องแบนใน 7 วัน

  1. ทำครบ 7 วันแล้วหน้าท้องจะแบนถาวรไหม?

ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำหลังจาก 7 วันค่ะ ถ้ากลับไปกินเค็ม กินอาหารที่ทำให้ท้องอืด และไม่ออกกำลังกาย ท้องก็จะกลับมาอีด 7 วันนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยใหม่ ไม่ใช่ทางลัดถาวรค่ะ แต่ถ้าทำต่อเนื่องและรักษาพฤติกรรมที่ดีเอาไว้ ผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ค่ะ

  1. ผู้สูงอายุหรือคนมีโรคประจำตัวทำโปรแกรมนี้ได้ไหม?

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ทุกครั้งถ้ามีโรคประจำตัวค่ะ โดยเฉพาะโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน หรือปัญหาข้อและกระดูก ส่วนตารางอาหารในโปรแกรมนี้ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้ามีภาวะพิเศษเช่นโรคไตหรือต้องจำกัดโปรตีนก็ต้องปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการด้วยค่ะ

  1. ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไหม?

แนะนำอย่างยิ่งให้งดตลอด 7 วันค่ะ แอลกอฮอล์ทำให้เกิดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร รบกวนการนอนหลับและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ และมีแคลอรีสูงโดยไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลยค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้แล้วน้ำหนักจะลดลงเท่าไหร่ใน 7 วัน?

ตอบตรงๆ เลยนะคะ ในช่วง 7 วันแรกถ้าน้ำหนักลดลง 1-3 กิโลกรัมส่วนใหญ่มาจากน้ำที่หายออกไปไม่ใช่ไขมันค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแย่เพราะหมายความว่าท้องอืดลดลงและร่างกายปรับตัวดีขึ้น แต่อย่าตั้งความคาดหวังกับน้ำหนักในระยะสั้นมากเกินไปค่ะ ให้โฟกัสที่ความรู้สึกของร่างกายและเสื้อผ้าที่ใส่แล้วหลวมขึ้นมากกว่าตัวเลขบนตาชั่งค่ะ

  1. ถ้าทำท่าออกกำลังกายไม่ครบทุกท่าได้ไหม?

ได้ค่ะ ทำตามที่ทำได้แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นค่ะ ปุนิ่มอยากให้เริ่มทำสิ่งที่ทำได้มากกว่าไม่ทำเลยเพราะรู้สึกว่าทำไม่ครบ ถ้าทำได้แค่ 3-4 ท่าใน 7 วันแรก แค่นั้นก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยอย่างมากค่ะ ค่อยๆ เพิ่มท่าขึ้นเมื่อร่างกายชินกับการออกกำลังกายแล้วค่ะ

  1. กินข้าวได้ไหมในช่วง 7 วันนี้?

กินได้ค่ะ โปรแกรมนี้ไม่ได้ตัดคาร์โบไฮเดรตออกทั้งหมดเพราะไม่จำเป็นและไม่ยั่งยืนค่ะ แค่เปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องและลดปริมาณลงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วค่ะ ร่างกายยังต้องการคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานสำหรับการออกกำลังกายและการทำงานของสมองอยู่ค่ะ

  1. รู้สึกหิวมากในช่วง 7 วันนี้จะทำอย่างไร?

ถ้าหิวมากให้กินผักดิบหรือผักต้มเพิ่มได้เลยโดยไม่จำกัดค่ะ ผักมีแคลอรีต่ำมากแต่ทำให้รู้สึกอิ่มได้เพราะมีปริมาณมากและมีไฟเบอร์สูง นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่น 1-2 แก้วก่อนมื้ออาหารก็ช่วยลดความหิวได้จริงค่ะ และถ้าหิวมากระหว่างมื้อให้กินไข่ต้มหรือกรีกโยเกิร์ตเพิ่มได้ค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้ระหว่างมีประจำเดือนได้ไหม?

ได้ค่ะ แต่ต้องฟังร่างกายให้มากขึ้นในช่วงนี้ค่ะ วันที่ปวดท้องมากหรืออ่อนเพลียมากให้ลดความเข้มข้นลงหรือเปลี่ยนมาเป็นการเดินเร็วแทนได้ค่ะ อย่าฝืนร่างกายในช่วงที่รู้สึกไม่สบายค่ะ นอกจากนี้ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือนร่างกายมักบวมน้ำมากกว่าปกติเนื่องจากฮอร์โมน ซึ่งเป็นเรื่องปกติสรีรวิทยาไม่ใช่ความล้มเหลวของโปรแกรมค่ะ

  1. ทำโปรแกรมนี้ซ้ำได้ไหมหลังจบ 7 วัน?

ทำซ้ำได้ค่ะ แต่แนะนำให้พักระหว่างรอบอย่างน้อย 3-5 วันก่อนเริ่มรอบใหม่ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและปรับตัวก่อนค่ะ และในรอบที่สองให้เพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกายขึ้นเล็กน้อย เช่น เพิ่มจำนวนรอบหรือลดเวลาพักระหว่างท่าลงค่ะ

  1. ผู้ชายทำโปรแกรมนี้ได้ผลเหมือนกันไหม?

ได้ผลค่ะ หลักการเผาผลาญไขมันและลดท้องอืดเหมือนกันทั้งชายและหญิงค่ะ ข้อแตกต่างคือผู้ชายมักเห็นผลเร็วกว่าเล็กน้อยในช่วงแรกเพราะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราเผาผลาญได้ดีกว่า และสำหรับผู้ชายปริมาณโปรตีนที่แนะนำอาจต้องเพิ่มขึ้นเป็น 180-220 กรัมต่อวันสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 70-80 กิโลกรัมค่ะ

สรุป: 7 วันนี้คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

หน้าท้องแบนไม่ได้เกิดจากการอดอาหาร ไม่ได้เกิดจากการทรมานตัวเอง และไม่ได้เกิดจากการซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงค่ะ มันเกิดจากการสร้างนิสัยที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอและให้ร่างกายเวลาที่เพียงพอในการตอบสนองค่ะ

7 วันที่ผ่านมาในโปรแกรมนี้มีเป้าหมายสองอย่างพร้อมกันค่ะ เป้าหมายแรกคือให้เห็นและรู้สึกถึงผลลัพธ์จริงๆ ในระยะสั้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทำต่อ เป้าหมายที่สองคือสร้างรากฐานของนิสัยที่ถูกต้องในเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการฟื้นตัว ที่จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ

ปุนิ่มอยากให้ทุกคนจำสิ่งนี้ไว้นะคะ ปุนิ่มเริ่มต้นจากคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านกีฬาเลย ผ่านการทำงานโรงงาน รับราชการ และพนักงานขาย กว่าจะมาเป็นแชมป์ฟิสิคหญิงระดับประเทศในวัย 45 ปีอย่างทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถพิเศษหรือยีนที่ดี แต่เกิดจากการลงมือทำทุกวันแม้วันที่ไม่อยากทำ และการเรียนรู้จากความผิดพลาดซ้ำๆ จนพบวิธีที่ถูกต้องสำหรับตัวเองค่ะ

เริ่มต้นวันนี้เลยค่ะ เพราะวันพรุ่งนี้ที่คุณจะรอนั้นมันไม่มีอยู่จริงค่ะ 💪

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม