Home » Blog » ความรู้ » วิ่งโซน 2 คืออะไร คำนวณอย่างไร ประโยชน์ทั้งหมด และเทคนิคปรับตัวให้วิ่งโซน 2 ได้ผลสูงสุด ฉบับสมบูรณ์ที่สุดในภาษาไทย จากโค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทย

วิ่งโซน 2 คืออะไร คำนวณอย่างไร ประโยชน์ทั้งหมด และเทคนิคปรับตัวให้วิ่งโซน 2 ได้ผลสูงสุด ฉบับสมบูรณ์ที่สุดในภาษาไทย จากโค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทย

วิ่งโซน 2 คืออะไร คำนวณอย่างไร ประโยชน์ทั้งหมด และเทคนิคปรับตัวให้วิ่งโซน 2 ได้ผลสูงสุด ฉบับสมบูรณ์ที่สุดในภาษาไทย จากโค้ชฟิสิคหญิงแชมป์ประเทศไทย

นักวิ่งส่วนใหญ่วิ่งเร็วเกินไปในทุกวันค่ะ และนั่นคือสาเหตุที่พัฒนาช้า เหนื่อยง่าย บาดเจ็บบ่อย และลดน้ำหนักได้ยากกว่าที่ควรจะเป็นค่ะ ปัญหาสำคัญคือหลายคนไม่เข้าใจเรื่อง วิ่งเพซ และโซนการฝึกที่ถูกต้องค่ะ คำตอบที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาระดับโลกเห็นตรงกันมากกว่า 30 ปีแล้วค่ะ คือ โซน 2 ค่ะ

การฝึกควบคุม Heart Rate สามารถทำได้ทั้งการวิ่งกลางแจ้งและการฝึกบน ลู่วิ่งไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้ควบคุมความเร็ว ความชัน และ Heart Rate ให้อยู่ในโซนที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

ปุนิ่มค้นพบโซน 2 ในแบบที่เจ็บปวดที่สุดค่ะ คือค้นพบหลังจากวิ่งผิดวิธีมาหลายปีค่ะ วิ่งหนักทุกวัน เร็วทุก Session ไม่มีวันพักจริงๆ ค่ะ แล้วสงสัยว่าทำไมสมรรถภาพถึงไม่พัฒนาค่ะ ทำไมขาหนักตลอดค่ะ และทำไมวิ่งมากขึ้นแต่เร็วขึ้นไม่ได้สักทีค่ะ พอเริ่มศึกษาวิทยาศาสตร์ของโซน 2 อย่างจริงจังค่ะ และปรับโปรแกรมให้ 75-80% ของเวลาวิ่งทั้งหมดอยู่ในโซน 2 ค่ะ ทุกอย่างเปลี่ยนค่ะ วิ่งได้เร็วขึ้นค่ะ ฟื้นตัวเร็วขึ้นค่ะ และลดไขมันได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการวิ่งช้าลงค่ะ

ก่อนที่ปุนิ่มจะคว้าแชมป์ มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ที่พัทยา ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ และ เปยาปคลาสสิค ที่ลำปางในวัย 45 ปีค่ะ โซน 2 คือรากฐานของการฝึกทุกรูปแบบค่ะ ทั้งการ วิ่งออกกำลังกาย เพื่อลดไขมัน การพัฒนาความทนทาน และการฟื้นตัวระหว่าง Hard Session ค่ะ

บทความนี้จะอธิบายโซน 2 อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีในภาษาไทยค่ะ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง วิธีคำนวณทุกวิธี ประโยชน์ที่งานวิจัยยืนยัน ไปจนถึงเทคนิคปฏิบัติจริงที่ทำให้โซน 2 ได้ผลสูงสุดค่ะ

โซน 2 คืออะไรค่ะ วิทยาศาสตร์พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนทุกอย่างค่ะ

ก่อนที่จะคำนวณโซน 2 ได้ถูกต้องค่ะ ต้องเข้าใจก่อนว่าโซน 2 คืออะไรในเชิงสรีรวิทยาค่ะ เพราะโซน 2 ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข Heart Rate ค่ะ มันคือสภาวะการทำงานของระบบพลังงานในร่างกายที่เฉพาะเจาะจงมากค่ะ

ระบบพลังงานของร่างกายมีกี่ระบบค่ะ

ร่างกายมนุษย์มีระบบผลิตพลังงานหลักสามระบบค่ะ

ระบบที่ 1 – ATP-PC System หรือ Phosphagen System ค่ะ

ผลิตพลังงานได้เร็วที่สุดค่ะ แต่หมดภายใน 10-15 วินาทีค่ะ ใช้สำหรับการออกแรงระเบิดสั้นๆ เช่น Sprint 100 เมตรค่ะ ท่า Power Lifting ค่ะ หรือกระโดดสูงค่ะ

ระบบที่ 2 – Glycolytic System หรือ Anaerobic System ค่ะ

ผลิตพลังงานได้เร็วโดยสลาย Glycogen โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนค่ะ ทำงานได้ดีในช่วง 30 วินาทีถึง 3-4 นาทีค่ะ ผลพลอยได้คือ Lactate หรือกรดแลกติกค่ะ ซึ่งทำให้รู้สึกเผาไหม้ในกล้ามเนื้อค่ะ

ระบบที่ 3 – Oxidative System หรือ Aerobic System ค่ะ

ผลิตพลังงานช้าที่สุดแต่ยั่งยืนที่สุดค่ะ ใช้ออกซิเจนในการสลายทั้ง Glycogen และไขมันค่ะ ทำงานได้ตลอดหลายชั่วโมงค่ะ เป็นระบบหลักสำหรับการวิ่งระยะกลางถึงยาวทุกประเภทค่ะ

การฝึกระบบ Aerobic สามารถทำได้ผ่านการออกกำลังกายในกลุ่ม เครื่องออกกำลังกายแบบ Cardio เช่น การวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินวงรี ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยพัฒนาความทนทานของหัวใจและปอดได้ดีที่สุด

โซน 2 คือสภาวะที่ Aerobic System ทำงานหนักที่สุดในขณะที่ Anaerobic System ยังไม่ถูกกระตุ้นอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

นี่คือคำนิยามที่แท้จริงของโซน 2 ค่ะ ไม่ใช่แค่ตัวเลข Heart Rate ค่ะ แต่คือสภาวะที่ร่างกายพึ่งพาระบบ Aerobic เป็นหลักและยังไม่เริ่มสะสม Lactate อย่างรวดเร็วค่ะ

Lactate คืออะไรและทำไมถึงสำคัญมากในโซน 2 ค่ะ

Lactate หรือกรดแลกติกค่ะ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ร่างกายออกกำลังกายค่ะ แม้แต่ขณะพักค่ะ แต่ในระดับต่ำมากค่ะ ประมาณ 0.5-1 mmol/L ค่ะ

เมื่อออกกำลังกายเพิ่มขึ้นค่ะ Lactate ก็ผลิตมากขึ้นค่ะ แต่ร่างกายยังสามารถใช้ Lactate เป็นเชื้อเพลิงได้ในอัตราที่พอๆ กับที่ผลิตออกมาค่ะ กระบวนการนี้เรียกว่า Lactate Clearance ค่ะ และเกิดขึ้นหลักๆ ใน Mitochondria ของกล้ามเนื้อค่ะ

โซน 2 คือช่วงที่ Lactate ในเลือดอยู่ระหว่าง 1.5-2 mmol/L ค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่ Aerobic System ทำงานเต็มกำลังค่ะ แต่ยังก่อน Lactate Threshold ที่ประมาณ 2-4 mmol/L ค่ะ

เมื่อวิ่งเร็วเกินโซน 2 ขึ้นไปค่ะ Lactate ผลิตเร็วกว่าที่ร่างกายจะเผาทันค่ะ มันสะสมในเลือดค่ะ และนำไปสู่ความล้าที่เร็วขึ้นค่ะ นักวิ่งหลายคนใช้การฝึกสลับระหว่างการวิ่งและการปั่น จักรยานฟิตเนส เพื่อเพิ่ม Volume การฝึก Aerobic โดยลดแรงกระแทกที่ข้อเข่า

Mitochondria คืออะไรและทำไมถึงเป็นหัวใจของโซน 2 ค่ะ

Mitochondria คือออร์แกเนลในเซลล์กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานแบบ Aerobic ค่ะ เรียกกันว่า Powerhouse of the Cell ค่ะ

ยิ่งมี Mitochondria มากเท่าไหร่ค่ะ และยิ่ง Mitochondria มีประสิทธิภาพสูงเท่าไหร่ค่ะ ร่างกายยิ่งผลิตพลังงานได้มากขึ้นค่ะ เผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นค่ะ และฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้เร็วขึ้นค่ะ

โซน 2 คือโซนที่กระตุ้น Mitochondrial Biogenesis หรือการสร้าง Mitochondria ใหม่ได้มากที่สุดค่ะ เพราะเป็นโซนที่กดดัน Aerobic System ให้ทำงานหนักอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานค่ะ โดยที่ยังไม่ทำให้เซลล์เสียหายจาก Oxidative Stress มากเกินไปค่ะ

🔥 Insight พิเศษ: งานวิจัยจาก Journal of Physiology ที่ตีพิมพ์ปี 2021 ค่ะ ทำโดยทีมของ Dr. Iñigo San Millán นักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เป็นโค้ชของ Tadej Pogačar แชมป์ Tour de France ค่ะ พบว่าโซน 2 เป็นโซนเดียวที่กระตุ้นทั้ง Mitochondrial Biogenesis และการปรับปรุง Mitochondrial Function พร้อมกันค่ะ ในขณะที่โซนที่สูงกว่ากระตุ้นได้น้อยกว่าค่ะ เพราะ Oxidative Stress สูงเกินไปค่ะ

วิธีคำนวณโซน 2 ทุกวิธีที่มีอยู่ค่ะ

วิธีคำนวณโซน 2 ทุกวิธีที่มีอยู่ค่ะ

มีหลายวิธีในการคำนวณโซน 2 ค่ะ แต่ละวิธีมีความแม่นยำและความสะดวกต่างกันค่ะ ปุนิ่มจะอธิบายทุกวิธีจากง่ายที่สุดไปถึงแม่นยำที่สุดค่ะ

วิธีที่ 1 – คำนวณจาก Maximum Heart Rate สูตรพื้นฐานค่ะ

สูตรคำนวณ Maximum Heart Rate ค่ะ

วิธีที่ง่ายและนิยมใช้มากที่สุดค่ะ

สูตรเดิม 220 ลบอายุ ค่ะ

สูตรใหม่ที่แม่นยำกว่า 208 ลบ 0.7 คูณอายุ ค่ะ

งานวิจัยจาก Medicine and Science in Sports and Exercise พบว่าสูตรใหม่ 208 – (0.7 × อายุ) มีค่าความคลาดเคลื่อนน้อยกว่าสูตรเดิมประมาณ 5-10 bpm ค่ะ โดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีค่ะ

ตัวอย่างการคำนวณค่ะ

สำหรับปุนิ่มอายุ 45 ปีค่ะ

สูตรเดิมค่ะ 220 – 45 = 175 bpm ค่ะ

สูตรใหม่ค่ะ 208 – (0.7 × 45) = 208 – 31.5 = 176.5 หรือประมาณ 177 bpm ค่ะ

โซน 2 อยู่ที่ 60-70% ของ Max HR ค่ะ

ดังนั้นสำหรับปุนิ่มค่ะ โซน 2 อยู่ที่ประมาณ 105-123 bpm ค่ะ

ตารางโซน 2 สำหรับอายุต่างๆ ค่ะ

อายุ Max HR (สูตรใหม่) โซน 2 ต่ำสุด (60%) โซน 2 สูงสุด (70%)
20 ปี 194 bpm 116 bpm 136 bpm
25 ปี 191 bpm 115 bpm 134 bpm
30 ปี 187 bpm 112 bpm 131 bpm
35 ปี 184 bpm 110 bpm 129 bpm
40 ปี 180 bpm 108 bpm 126 bpm
45 ปี 177 bpm 106 bpm 124 bpm
50 ปี 173 bpm 104 bpm 121 bpm
55 ปี 170 bpm 102 bpm 119 bpm
60 ปี 166 bpm 100 bpm 116 bpm

ข้อจำกัดของวิธีนี้ค่ะ

สูตร 220 – อายุ และ 208 – (0.7 × อายุ) เป็นค่าเฉลี่ยประชากรค่ะ ความคลาดเคลื่อนของบุคคลอาจสูงถึง ±10-15 bpm ค่ะ นั่นหมายความว่าคนอายุ 45 ปีสองคนอาจมี Max HR จริงๆ ต่างกัน 20-30 bpm ได้ค่ะ

วิธีที่ 2 – คำนวณจาก Heart Rate Reserve สูตร Karvonen ค่ะ

สูตร Karvonen แม่นยำกว่าวิธีที่ 1 ค่ะ

สูตร Karvonen นำ Resting Heart Rate หรืออัตราหัวใจขณะพักมาใส่ในสมการด้วยค่ะ ทำให้แม่นยำกว่าเพราะคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคลมากขึ้นค่ะ

สูตรคำนวณค่ะ

  1. คำนวณ Heart Rate Reserve ค่ะ HRR = Max HR ลบ Resting HR ค่ะ
  2. คำนวณโซน 2 ค่ะ Zone 2 Range = HRR × 0.6-0.7 + Resting HR ค่ะ

วิธีวัด Resting Heart Rate ที่ถูกต้องค่ะ

วัดทันทีหลังตื่นนอนค่ะ ก่อนลุกจากเตียงค่ะ นับชีพจรเป็นเวลา 60 วินาทีค่ะ หรือนับ 30 วินาทีแล้วคูณสองค่ะ ทำสามวันติดกันแล้วเฉลี่ยค่ะ

Resting HR สำหรับคนทั่วไปอยู่ที่ 60-80 bpm ค่ะ สำหรับนักกีฬาที่ฝึกมาดีค่ะ อาจต่ำถึง 40-50 bpm ค่ะ

ตัวอย่างการคำนวณค่ะ

ปุนิ่มอายุ 45 ปีค่ะ Max HR = 177 bpm ค่ะ Resting HR = 55 bpm ค่ะ

HRR = 177 – 55 = 122 bpm ค่ะ

Zone 2 Low = 122 × 0.60 + 55 = 73.2 + 55 = 128 bpm ค่ะ

Zone 2 High = 122 × 0.70 + 55 = 85.4 + 55 = 140 bpm ค่ะ

ดังนั้นโซน 2 ตามสูตร Karvonen อยู่ที่ 128-140 bpm ค่ะ ซึ่งสูงกว่าวิธีที่ 1 ที่ได้ 106-124 bpm ค่ะ เพราะรวม Fitness Level เข้าไปในสมการด้วยค่ะ

ตารางเปรียบเทียบ Zone 2 จากสองวิธีค่ะ

Resting HR Max HR 177 Zone 2 วิธีที่ 1 Zone 2 Karvonen
80 bpm (Unfit) 177 106-124 bpm 118-134 bpm
65 bpm (Average) 177 106-124 bpm 123-138 bpm
55 bpm (Fit) 177 106-124 bpm 128-140 bpm
45 bpm (Very Fit) 177 106-124 bpm 133-143 bpm

วิธีที่ 3 – Talk Test วิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดเลยค่ะ

Talk Test คืออะไรค่ะ

Talk Test คือการประเมินความเข้มข้นของการวิ่งจากความสามารถในการพูดคุยค่ะ เป็นวิธีที่วิจัยพบว่าสัมพันธ์กับ Lactate Threshold ได้ดีมากค่ะ

หลักการของ Talk Test ค่ะ

  1. ต่ำกว่าโซน 2 ค่ะ พูดได้สบายมากค่ะ ร้องเพลงได้ค่ะ ไม่มีปัญหาในการสนทนาเลยค่ะ
  2. โซน 2 ค่ะ พูดได้เป็นประโยคยาวๆ ค่ะ แต่รู้สึกว่าต้องตั้งใจนิดหน่อยค่ะ ถ้าต้องพูดหลายประโยคติดกันจะรู้สึกต้องหยุดหายใจค่ะ
  3. สูงกว่าโซน 2 ค่ะ พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ ค่ะ หรือพูดได้แค่สองถึงสามคำต่อลมหายใจค่ะ

วิธีทำ Talk Test อย่างถูกต้องค่ะ

ระหว่างวิ่งค่ะ ลองพูดหรือนึกคำพูดยาวๆ ในใจค่ะ เช่น “ฉันกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ในวันนี้ค่ะ” ค่ะ

  1. ถ้าพูดได้สบายมากโดยไม่ต้องหยุดหายใจเลยค่ะ ให้เร็วขึ้นเล็กน้อยค่ะ
  2. ถ้าพูดได้แต่รู้สึกว่าต้องหยุดหายใจหลังพูดจบประโยคค่ะ นั่นคือโซน 2 ที่ถูกต้องค่ะ
  3. ถ้าพูดไม่ได้จบประโยคค่ะ ช้าลงค่ะ

ข้อดีและข้อเสียของ Talk Test ค่ะ

ข้อดีค่ะ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ค่ะ ทำได้ทันทีค่ะ และสัมพันธ์กับสรีรวิทยาจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่ะ

ข้อเสียค่ะ ต้องประสบการณ์ในการประเมินตัวเองค่ะ มือใหม่มักประเมินผิดพลาดค่ะ

วิธีที่ 4 – Rate of Perceived Exertion หรือ RPE Scale ค่ะ

RPE Scale คืออะไรค่ะ

RPE Scale คือมาตราวัดความหนักที่รู้สึกได้ค่ะ มีหลายรูปแบบค่ะ แต่ที่นิยมที่สุดคือ Borg Scale 6-20 ค่ะ และ Modified Borg Scale 0-10 ค่ะ

Modified RPE Scale 0-10 ค่ะ

คะแนน ความรู้สึก โซน
0 พักสมบูรณ์ค่ะ ไม่ออกแรงเลยค่ะ พักค่ะ
1 เบามากค่ะ เหมือนเดินช้าๆ ค่ะ Zone 1 ค่ะ
2-3 เบาถึงปานกลางค่ะ เดินเร็วค่ะ Zone 1-2 ค่ะ
4-5 ปานกลางค่ะ วิ่งได้สบายค่ะ พูดได้ค่ะ Zone 2 ค่ะ
6-7 หนักค่ะ พูดได้แค่คำสั้นๆ ค่ะ Zone 3-4 ค่ะ
8-9 หนักมากค่ะ แทบพูดไม่ได้ค่ะ Zone 4-5 ค่ะ
10 หนักที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ Zone 5 ค่ะ

โซน 2 ตาม RPE อยู่ที่ 4-5 จาก 10 ค่ะ

ความรู้สึกที่ถูกต้องสำหรับโซน 2 ค่ะ คือ “รู้สึกว่ากำลังออกแรงอยู่ค่ะ แต่ยังสบายค่ะ ถ้าต้องวิ่งในความเร็วนี้นาน 60-90 นาทีค่ะ รู้สึกว่ายังทำได้ค่ะ” ค่ะ

ถ้ารู้สึกว่า “ยังง่ายอยู่มากเลยค่ะ อยากเร็วขึ้นค่ะ” นั่นคือต่ำกว่าโซน 2 ค่ะ

ถ้ารู้สึกว่า “หนักพอสมควรแล้วค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะทนได้ถึง 60 นาทีไหมค่ะ” นั่นคือสูงกว่าโซน 2 ค่ะ

วิธีที่ 5 – Lactate Testing วิธีที่แม่นยำที่สุดค่ะ

การวัด Blood Lactate โดยตรงค่ะ

วิธีนี้คือมาตรฐานทองคำ Gold Standard ในการหาโซน 2 ที่แท้จริงค่ะ ทำโดยเจาะเลือดเล็กน้อยจากปลายนิ้วขณะออกกำลังกายในระดับต่างๆ ค่ะ แล้ววัด Lactate ในเลือดค่ะ

โซน 2 แท้จริงอยู่ที่ Lactate 1.5-2.0 mmol/L ค่ะ

ที่ระดับนี้ค่ะ Aerobic System ทำงานหนักที่สุดค่ะ แต่ยังก่อน Lactate Threshold ที่ Lactate เริ่มสะสมเร็วกว่าที่ร่างกายจะ Clear ได้ค่ะ

ข้อจำกัดค่ะ

ราคาแพงค่ะ ต้องมีอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญค่ะ ไม่สะดวกสำหรับคนทั่วไปค่ะ แต่เหมาะมากสำหรับนักกีฬาอาชีพหรือกึ่งอาชีพค่ะ

วิธีที่ 6 – MAF Method วิธีของ Dr. Phil Maffetone ค่ะ

MAF Method คืออะไรค่ะ

Dr. Phil Maffetone พัฒนาสูตรง่ายๆ ที่เรียกว่า 180 Formula ค่ะ ซึ่งออกแบบมาสำหรับการฝึก Aerobic Base Building โดยเฉพาะค่ะ

สูตร MAF ค่ะ

เริ่มจาก 180 ลบอายุค่ะ แล้วปรับตามสถานการณ์ส่วนตัวค่ะ

  1. ลบ 10 เพิ่มเติมค่ะ ถ้าป่วยบ่อยค่ะ บาดเจ็บบ่อยค่ะ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกายค่ะ
  2. ลบ 5 เพิ่มเติมค่ะ ถ้าออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีความก้าวหน้าค่ะ
  3. ไม่ปรับค่ะ ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
  4. บวก 5 ค่ะ ถ้าฝึกมาอย่างน้อย 2 ปีสม่ำเสมอโดยไม่บาดเจ็บค่ะ และยังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ตัวอย่างค่ะ

ปุนิ่มอายุ 45 ปีค่ะ ฝึกสม่ำเสมอมาหลายปีค่ะ MAF HR = 180 – 45 = 135 bpm ค่ะ วิ่งใต้ 135 bpm ค่ะ

ข้อดีของ MAF Method ค่ะ

สูตรนี้ให้ค่า Heart Rate สูงสุดของโซน 2 ค่ะ คือไม่ควรวิ่งเกิน MAF HR ในวัน Easy Dayค่ะ ทำให้ปฏิบัติตามง่ายมากค่ะ ไม่ต้องคิด Rangeค่ะ แค่อย่าเกินตัวเลขนี้ค่ะ

สรุปการเลือกใช้วิธีคำนวณค่ะ

วิธี ความแม่นยำ ความสะดวก แนะนำสำหรับ
220 – อายุ ต่ำ สูงมาก ประมาณการเบื้องต้นค่ะ
Karvonen ปานกลาง ปานกลาง คนทั่วไปที่รู้ Resting HR ค่ะ
Talk Test ปานกลาง สูงมาก วันที่ลืม HR Monitor ค่ะ
RPE 4-5 ปานกลาง สูงมาก เสริมกับวิธีอื่นค่ะ
Lactate Test สูงมาก ต่ำมาก นักกีฬาจริงจังค่ะ
MAF Method ปานกลาง สูง นักวิ่ง Endurance ค่ะ

💡 Tip จากปุนิ่ม: ปุนิ่มใช้สองวิธีร่วมกันค่ะ คือ Karvonen สำหรับตัวเลข HR และ Talk Test สำหรับยืนยันค่ะ ถ้า HR อยู่ในโซน 2 ตาม Karvonen แต่พูดได้สบายมากเกินไปค่ะ ปุนิ่มเร็วขึ้นเล็กน้อยค่ะ ถ้า HR อยู่ในโซน 2 แต่พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ ค่ะ ปุนิ่มช้าลงค่ะ การผสมสองวิธีให้ผลที่ใช้งานได้ดีที่สุดค่ะ 

การฝึกโซน 2 ในบ้านสามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยอุปกรณ์อย่าง ลู่วิ่งไฟฟ้า หรือ เครื่องเดินวงรี ซึ่งช่วยควบคุมความเข้มข้นของการออกกำลังกายได้แม่นยำ

ประโยชน์ของการวิ่งโซน 2 ที่งานวิจัยยืนยันค่ะ

นี่คือส่วนที่หลายคนประหลาดใจที่สุดค่ะ เพราะประโยชน์ของโซน 2 กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าที่คนทั่วไปคิดมากค่ะ

ประโยชน์ที่ 1 – สร้างและพัฒนา Mitochondria ได้มากที่สุดค่ะ ⭐⭐

กลไกที่เกิดขึ้นค่ะ

เมื่อวิ่งในโซน 2 เป็นเวลานานค่ะ เซลล์กล้ามเนื้อรับรู้ว่าระบบ Aerobic ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องและหนักค่ะ ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้าง Mitochondria ใหม่เพิ่มขึ้น ผ่านการกระตุ้น PGC-1α ซึ่งเป็น Master Regulator ของ Mitochondrial Biogenesis ค่ะ

งานวิจัยจาก Cell Metabolism พบว่าการฝึก Aerobic ในโซน 2 สม่ำเสมอ 8-12 สัปดาห์ค่ะ เพิ่มปริมาณ Mitochondria ในเซลล์กล้ามเนื้อขึ้น 35-50% ค่ะ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Mitochondria อีก 20-30% ค่ะ

ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติค่ะ

  1. วิ่งได้เร็วขึ้นในโซนเดิมค่ะ เพราะร่างกายผลิตพลังงานได้มากขึ้นต่อหน่วยออกซิเจนค่ะ
  2. ฟื้นตัวหลังวิ่งหนักได้เร็วขึ้นค่ะ เพราะ Mitochondria ที่มากขึ้น Clear Lactate ได้เร็วขึ้นค่ะ
  3. รู้สึกมีพลังงานมากขึ้นตลอดวันค่ะ เพราะ Mitochondria ผลิตพลังงานสำหรับกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่ขณะวิ่งค่ะ

ประโยชน์ที่ 2 – เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญไขมันค่ะ Fat Oxidation ⭐⭐

ทำไมโซน 2 เผาไขมันได้มากที่สุดในบรรดาโซนทั้งหมดค่ะ

ที่ 60-70% ของ Max HR ค่ะ ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ Aerobic System ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วนสูงที่สุดค่ะ ประมาณ 55-70% ของพลังงานทั้งหมดมาจากการเผาผลาญไขมันค่ะ

ยิ่งฝึกโซน 2 สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ค่ะ ร่างกายยิ่งเก่งในการเข้าถึงและเผาผลาญไขมันสะสมได้ดีขึ้นค่ะ กระบวนการนี้เรียกว่า Fat Adaptation ค่ะ

Fat Adaptation คืออะไรค่ะ

Fat Adaptation คือการที่ร่างกายปรับตัวให้ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ แม้ในขณะวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมค่ะ

ก่อน Fat Adaptation ค่ะ วิ่งที่ 70% Max HR อาจใช้ไขมัน 55% ของพลังงานค่ะ

หลัง Fat Adaptation หลายเดือนของโซน 2 ค่ะ วิ่งที่ 70% Max HR เดิมอาจใช้ไขมันเพิ่มเป็น 65-75% ค่ะ

ความหมายในทางปฏิบัติค่ะ คือร่างกายประหยัด Glycogen ได้มากขึ้นค่ะ ทำให้วิ่งได้นานขึ้นก่อนที่จะรู้สึกล้าค่ะ และลดน้ำหนักได้ดีขึ้นในระยะยาวค่ะ

🔥 Insight พิเศษ: งานวิจัยจาก Journal of Applied Physiology ที่ศึกษานักวิ่งที่ฝึกโซน 2 อย่างจริงจัง 16 สัปดาห์ค่ะ พบว่า Fat Oxidation เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 44% ในขณะที่ Glycogen Usage ลดลง 28% ที่เพซเดิมค่ะ ทำให้วิ่งได้นานขึ้นก่อนจะถึง Glycogen Depletion ที่ก่อให้เกิดอาการ Hitting the Wall ค่ะ

สำหรับคนที่อยากเข้าใจเรื่องพลังงานจากการออกกำลังกายเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดว่า เดินหรือวิ่ง เผาผลาญกี่แคล เพื่อเปรียบเทียบการใช้พลังงานของการออกกำลังกายแต่ละแบบค่ะ

ประโยชน์ที่ 3 – พัฒนา Stroke Volume และ Cardiac Output ค่ะ ⭐⭐

กลไกที่เกิดขึ้นในหัวใจค่ะ

การวิ่งในโซน 2 เป็นเวลานานค่ะ กดดันให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดในปริมาณที่สูงกว่าปกติต่อเนื่องนานๆ ค่ะ ร่างกายตอบสนองด้วยการเพิ่ม Stroke Volume ค่ะ คือปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกมาต่อการเต้นหนึ่งครั้งค่ะ

หัวใจที่มี Stroke Volume สูงขึ้นค่ะ ต้องเต้นน้อยครั้งลงเพื่อส่งเลือดและออกซิเจนในปริมาณเท่าเดิมค่ะ ซึ่งแสดงออกมาเป็น Resting Heart Rate ที่ต่ำลงค่ะ

ตัวเลขที่น่าสนใจค่ะ

นักวิ่งที่ฝึกโซน 2 สม่ำเสมอหลายปีค่ะ มักมี Resting HR ที่ 40-55 bpm ค่ะ เปรียบเทียบกับคนทั่วไปที่ 60-80 bpm ค่ะ

ความแตกต่างนี้หมายความว่าหัวใจนักวิ่งเต้นน้อยกว่าคนทั่วไปประมาณ 15,000-20,000 ครั้งต่อวันค่ะ หรือ 5-7 ล้านครั้งต่อปีค่ะ ซึ่งลดความเสื่อมของหัวใจในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ

ประโยชน์ที่ 4 – เพิ่ม Capillary Density รอบกล้ามเนื้อค่ะ ⭐

กลไกที่เกิดขึ้นค่ะ

การวิ่งโซน 2 สม่ำเสมอกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย Capillaries ใหม่รอบกล้ามเนื้อขาค่ะ กระบวนการนี้เรียกว่า Angiogenesis ค่ะ

เส้นเลือดฝอยที่มากขึ้นหมายความว่าค่ะ

  1. ออกซิเจนส่งถึงกล้ามเนื้อได้มากขึ้นและเร็วขึ้นค่ะ
  2. ของเสียจากกล้ามเนื้อถูกกำจัดออกได้รวดเร็วขึ้นค่ะ
  3. สารอาหารและฮอร์โมนส่งถึงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นค่ะ

ทั้งหมดนี้แปลว่าวิ่งได้นานขึ้นและเร็วขึ้นโดยไม่เมื่อยล้าค่ะ

ประโยชน์ที่ 5 – พัฒนา Lactate Clearance ค่ะ ⭐⭐

ทำไมนี่คือประโยชน์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาความเร็วค่ะ

การวิ่งโซน 2 สม่ำเสมอฝึกให้ Mitochondria Clear Lactate ได้เร็วขึ้นค่ะ เมื่อ Lactate Clearance ดีขึ้นค่ะ Lactate Threshold จะสูงขึ้นด้วยค่ะ

Lactate Threshold ที่สูงขึ้นหมายความว่าค่ะ สามารถวิ่งเร็วขึ้นก่อนที่ Lactate จะเริ่มสะสมค่ะ ซึ่งนั่นคือการวิ่งได้เร็วขึ้นในเพซ Race Pace ทุกระยะค่ะ

นี่คือเหตุผลที่นักวิ่ง Elite ทุกคนในโลกค่ะ ไม่ว่าจะระยะ 5K หรือ Ultra Marathon ค่ะ ให้เวลาส่วนใหญ่ 70-80% กับโซน 2 ค่ะ เพราะมันสร้างฐานที่ทำให้โซนสูงขึ้นทำงานได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ที่ 6 – ลดความเสี่ยงบาดเจ็บและ Overtraining ค่ะ ⭐⭐

ทำไมโซน 2 ปลอดภัยกว่าโซนอื่นมากค่ะ

การวิ่งโซน 2 สร้าง Stress ต่อร่างกายในระดับที่พอดีค่ะ มากพอที่จะกระตุ้นการ Adaptation ค่ะ แต่น้อยพอที่จะฟื้นตัวได้เร็วค่ะ

การฟื้นตัวหลังวิ่งโซน 2 ที่ 45 นาทีค่ะ ใช้เวลาประมาณ 12-24 ชั่วโมงค่ะ เปรียบเทียบกับการวิ่ง HIIT หนักที่ต้องการ 48-72 ชั่วโมงค่ะ

ซึ่งหมายความว่าสามารถวิ่งโซน 2 ได้ 4-5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ โดยไม่สะสม Fatigue มากเกินไปค่ะ ทำให้ Volume รวมต่อสัปดาห์สูงกว่าการวิ่งหนักทุกวันอย่างมากค่ะ

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจเรื่องปริมาณการฝึกต่อวัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ว่า ควรวิ่งวันละกี่นาที เพื่อให้เหมาะกับระดับความฟิตและเป้าหมายของตัวเองค่ะ

ประโยชน์ที่ 7 – ประโยชน์ต่อสุขภาพระยะยาวค่ะ ⭐⭐

สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดค่ะ

งานวิจัยขนาดใหญ่จาก European Heart Journal ที่ติดตามคน 122,007 คนในช่วง 10 ปีค่ะ พบว่าผู้ที่ออกกำลังกาย Aerobic ความเข้มข้นปานกลาง คือโซน 2 สม่ำเสมอค่ะ มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายถึง 63% ค่ะ

สุขภาพ Metabolic ค่ะ

โซน 2 ปรับปรุง Insulin Sensitivity ได้ดีเยี่ยมค่ะ ลดความเสี่ยงเบาหวานประเภท 2 ลด Triglycerides ในเลือด และเพิ่ม HDL Cholesterol ค่ะ

สุขภาพสมองค่ะ

การวิ่งโซน 2 กระตุ้นการผลิต BDNF ค่ะ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ประสาทค่ะ ลดความเสี่ยง Alzheimer’s และ Dementia ได้ประมาณ 35% ในคนที่ออกกำลังกาย Aerobic สม่ำเสมอค่ะ

ประโยชน์ที่ 8 – ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับค่ะ ⭐

งานวิจัยจาก Mental Health and Physical Activity พบว่าการวิ่งโซน 2 สม่ำเสมอ 30-45 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้อย่างมีนัยสำคัญภายใน 4 สัปดาห์ค่ะ โดยเฉพาะเพิ่มสัดส่วนของ Deep Sleep ที่เป็นช่วงที่ Growth Hormone หลั่งออกมามากที่สุดค่ะ

ต่างจากการวิ่งโซนสูงที่ทำช้าเกินไปก่อนนอนค่ะ ซึ่งอาจเพิ่ม Cortisol และทำให้นอนหลับยากขึ้นค่ะ

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่วิ่งเร็วเกินโซน 2 โดยไม่รู้ตัวค่ะ

นี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในนักวิ่งทุกระดับค่ะ และปุนิ่มเคยเป็นหนึ่งในนั้นด้วยค่ะ

เหตุผลที่ 1 – โซน 2 รู้สึกช้าเกินไปจนไม่เชื่อว่าจะได้ผลค่ะ

เมื่อคำนวณโซน 2 ครั้งแรกและเริ่มวิ่งในโซนนั้นค่ะ หลายคนตกใจมากค่ะ เพราะต้องช้าลงมากกว่าที่เคยวิ่งอยู่ค่ะ บางคนต้องเดินสลับด้วยซ้ำค่ะ โดยเฉพาะในช่วงขึ้นเนินค่ะ

ความรู้สึกว่า “ช้าขนาดนี้ต้องไม่ได้ผลแน่เลยค่ะ” เป็นสิ่งที่ทำให้นักวิ่งส่วนใหญ่วิ่งเร็วเกินโซน 2 ค่ะ

ความจริงค่ะ ความรู้สึกว่าช้าเกินไปนั้นถูกต้องค่ะ เพราะร่างกายไม่คุ้นเคยกับการวิ่งในโซน 2 แท้จริงค่ะ ในช่วงสองถึงสี่สัปดาห์แรกค่ะ จะรู้สึกว่าวิ่งช้ามากค่ะ แต่หลังจากนั้นค่ะ เมื่อ Mitochondria เริ่มพัฒนาขึ้นค่ะ จะสามารถวิ่งเร็วขึ้นในโซนเดิมได้ค่ะ

เหตุผลที่ 2 – Ego ที่ไม่ยอมช้าลงค่ะ

โดยเฉพาะนักวิ่งที่เคยวิ่งเร็วค่ะ การชะลอลงให้อยู่ในโซน 2 รู้สึกอาย โดยเฉพาะถ้าวิ่งอยู่ในสวนสาธารณะที่มีคนอื่นเห็นค่ะ ปุนิ่มเข้าใจความรู้สึกนี้ดีมากค่ะ เพราะเคยเป็นมาก่อนค่ะ

คำแนะนำค่ะ วิ่งตาม HR Monitor ค่ะ ไม่ใช่ตามความรู้สึกหรือ Ego ค่ะ ผลลัพธ์จะบอกเองว่าถูกค่ะ

เหตุผลที่ 3 – Gray Zone ที่ติดอยู่ตลอดค่ะ

นักวิ่งส่วนใหญ่วิ่งอยู่ใน Gray Zone ตลอดค่ะ คือโซน 3 ประมาณ 70-80% ของ Max HR ค่ะ ซึ่งรู้สึกสบายดีค่ะ แต่ไม่ได้ให้ประโยชน์สูงสุดของโซน 2 ค่ะ และไม่หนักพอที่จะกระตุ้น VO2max เหมือนโซน 4-5 ค่ะ

Gray Zone เป็นโซนที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดต่อเวลาที่ใช้ค่ะ ทั้งสำหรับการพัฒนาสมรรถภาพและการลดน้ำหนักค่ะ

เทคนิคปรับตัวให้วิ่งโซน 2 ได้ผลสูงสุดค่ะ

เทคนิคปรับตัวให้วิ่งโซน 2 ได้ผลสูงสุดค่ะ

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ค่ะ เพราะรู้ว่าโซน 2 คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรยังไม่พอค่ะ ต้องรู้วิธีทำให้ได้ผลสูงสุดด้วยค่ะ

เทคนิคที่ 1 – ใช้ Heart Rate Monitor จริงจังค่ะ ไม่ใช่แค่นาฬิกาธรรมดาค่ะ ⭐⭐

ทำไม HR Monitor จำเป็นมากสำหรับโซน 2 ค่ะ

การวิ่งโซน 2 โดยไม่มี HR Monitor เหมือนขับรถโดยไม่มีมาตรวัดความเร็วค่ะ เชื่อ Feeling อย่างเดียวไม่ได้ค่ะ เพราะงานวิจัยพบว่านักวิ่งที่ประเมิน Zone เองโดยไม่มี HR Monitor ค่ะ มีความแม่นยำเพียง 50-60% ค่ะ อีก 40-50% วิ่งอยู่นอกโซนที่คิดว่าตัวเองอยู่ค่ะ

ประเภทของ HR Monitor ที่แนะนำค่ะ

  1. Chest Strap HR Monitor ค่ะ แม่นยำที่สุดค่ะ เพราะวัด Electrical Signal จากหัวใจโดยตรงค่ะ แนะนำ Garmin หรือ Polar Chest Strap ค่ะ ความคลาดเคลื่อน ±1-2 bpm ค่ะ
  2. Optical HR Monitor บน Smart Watch ค่ะ สะดวกกว่าค่ะ แต่ความแม่นยำขึ้นอยู่กับรุ่นและผิวหนังค่ะ ความคลาดเคลื่อนอาจถึง ±5-10 bpm ในขณะออกกำลังกายค่ะ
  3. Arm Band HR Monitor ค่ะ ประนีประนอมระหว่างสองแบบค่ะ แม่นยำกว่า Wrist แต่สะดวกกว่า Chest Strap ค่ะ

วิธีใช้ HR Monitor ให้ถูกต้องในโซน 2 ค่ะ

  1. ตั้ง Alert บน Smart Watch ให้แจ้งเตือนเมื่อ HR เกินขอบบนของโซน 2 ค่ะ
  2. ดู HR ทุก 3-5 นาทีตลอดการวิ่งค่ะ ไม่ใช่ดูครั้งเดียวตอนต้นค่ะ
  3. คาดว่า HR จะขยับขึ้นเล็กน้อยตลอดการวิ่งยาวๆ แม้เพซเท่าเดิมค่ะ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Cardiac Drift ค่ะ ต้องช้าลงเพื่อรักษา HR ในโซนค่ะ

เทคนิคที่ 2 – ยอมรับว่าช่วงแรกต้องช้ามากกว่าที่คาดค่ะ ⭐⭐

Aerobic Deficiency Syndrome คืออะไรค่ะ

Dr. Phil Maffetone เรียกสภาวะของนักวิ่งที่ฝึกหนักมาตลอดโดยไม่มีฐาน Aerobic ที่ดีพอว่า Aerobic Deficiency Syndrome ค่ะ

อาการค่ะ คือต้องวิ่งช้ามากในโซน 2 ช้ากว่าที่คิดมากค่ะ และรู้สึกว่า HR ขึ้นเร็วแม้วิ่งช้าๆ ค่ะ

นักวิ่งที่เป็น Aerobic Deficiency อาจต้องวิ่งในเพซ 8-10 นาทีต่อกิโลเมตรหรือช้ากว่านั้นค่ะ เพื่อให้ HR อยู่ในโซน 2 ได้ในช่วงแรกค่ะ

เทคนิครับมือค่ะ

  1. อย่าเทียบเพซกับคนอื่นค่ะ โซน 2 ของแต่ละคนอยู่ที่เพซต่างกันมากค่ะ
  2. ถ้าต้องเดินสลับเพื่อให้ HR อยู่ในโซน 2 ค่ะ ก็เดินสลับค่ะ ไม่ใช่เรื่องน่าอายค่ะ
  3. ให้เวลาตัวเองอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจว่าโซน 2 ได้ผลหรือไม่ค่ะ

ผลลัพธ์ที่จะเห็นภายใน 4-12 สัปดาห์ค่ะ

ถ้าฝึกโซน 2 จริงจังและสม่ำเสมอค่ะ จะสังเกตเห็นว่าที่ HR เดิมค่ะ วิ่งได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เช่น สัปดาห์แรกที่ HR 130 bpm วิ่งได้ 7.5 นาทีต่อกิโลเมตรค่ะ แต่หลังสิบสองสัปดาห์ที่ HR 130 bpm เดิมค่ะ วิ่งได้ 6.5 นาทีต่อกิโลเมตรค่ะ โดยไม่รู้สึกหนักขึ้นเลยค่ะ

🔥 Insight พิเศษ: นักวิ่งระดับ Elite อย่าง Eliud Kipchoge ผู้ถือสถิติ Marathon โลกค่ะ วิ่ง 80% ของ Mileage ทั้งหมดในโซน 2 ค่ะ ซึ่งสำหรับเขาอยู่ที่ประมาณ 5-5.5 นาทีต่อกิโลเมตรค่ะ ช้ากว่าเพซแข่งของเขาอย่างมากค่ะ นั่นคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าโซน 2 ไม่ใช่โซนสำหรับนักวิ่งอ่อนค่ะ แต่เป็นโซนที่นักวิ่งชั้นยอดให้ความสำคัญที่สุดค่ะ

เทคนิคที่ 3 – จัดการ Cardiac Drift อย่างถูกต้องค่ะ ⭐⭐

Cardiac Drift คืออะไรค่ะ

Cardiac Drift คือปรากฏการณ์ที่ Heart Rate ค่อยๆ ขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะวิ่งในเพซเดิมค่ะ สาเหตุหลักคือการสูญเสียน้ำและการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษา Cardiac Output ขณะที่ Volume ของเลือดลดลงจากการเหงื่อออกค่ะ

ใน Session วิ่งยาว 60 นาทีค่ะ HR อาจ Drift ขึ้น 5-15 bpm ในเพซเดิมค่ะ

วิธีจัดการ Cardiac Drift ค่ะ

  1. ดื่มน้ำสม่ำเสมอค่ะ การ Hydrate ที่ดีลด Cardiac Drift ได้มากค่ะ ดื่มน้ำ 150-200 มล. ทุก 20-25 นาทีในวันที่วิ่งนานค่ะ
  2. ช้าลงเมื่อ HR ขึ้นเกินโซนค่ะ อย่าพยายามรักษาเพซในขณะที่ HR เกินโซนค่ะ ยอมช้าลงเพื่อให้ HR กลับมาในโซนค่ะ
  3. วิ่งในที่ร่มหรือช่วงเย็นในไทยค่ะ อากาศร้อนเพิ่ม Cardiac Drift อย่างมากค่ะ อุณหภูมิที่สูงขึ้น 5°C ทำให้ HR สูงขึ้นประมาณ 5-7 bpm ที่เพซเดิมค่ะ

เทคนิคที่ 4 – จัดโครงสร้างสัปดาห์ให้โซน 2 เป็นหลักค่ะ ⭐⭐

หลักการ 80/20 ของ Polarized Training ค่ะ

งานวิจัยหลายสิบชิ้นที่ศึกษานักกีฬา Endurance ระดับ Elite พบว่า Optimal Training Distribution คือ 80% ของเวลาวิ่งในโซน 1-2 ค่ะ และ 20% ในโซน 4-5 ค่ะ

ก่อนเริ่มวิ่งทุกครั้งควรทำการ วอร์มร่างกาย อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อและระบบหัวใจให้พร้อมสำหรับการฝึกในแต่ละโซนค่ะ

ตัวอย่างสัปดาห์ที่ใช้โซน 2 เป็นหลักค่ะ

สำหรับคนวิ่ง 5 วันต่อสัปดาห์ รวม 4-5 ชั่วโมงค่ะ

วัน ประเภท เวลา Zone จุดประสงค์
จันทร์ Easy Run 45 นาที Zone 2 ตลอด Aerobic Base ค่ะ
อังคาร Interval 50 นาที วอร์มอัพ Z2 15 นาที + Sprint Z4-5 x 8 + คูลดาวน์ Z2 15 นาที VO2max ค่ะ
พุธ Recovery Run 30 นาที Zone 1-2 เบามากค่ะ ฟื้นตัวค่ะ
พฤหัสบดี Tempo Run 50 นาที วอร์มอัพ Z2 15 นาที + Tempo Z3-4 25 นาที + คูลดาวน์ Z2 10 นาที Lactate Threshold ค่ะ
ศุกร์ พัก ฟื้นตัวสมบูรณ์ค่ะ
เสาร์ Long Run 70 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ Mitochondria + Fat Adaptation ค่ะ
อาทิตย์ พัก ฟื้นตัวสมบูรณ์ค่ะ

สัดส่วน Zone 2 จาก 245 นาทีทั้งหมดค่ะ

  1. Zone 1-2 ค่ะ 195 นาที หรือ 80% ค่ะ
  2. Zone 3-5 ค่ะ 50 นาที หรือ 20% ค่ะ

เทคนิคที่ 5 – ปรับเพซตามสภาพแวดล้อมค่ะ ไม่ใช่ยึดเพซตายตัวค่ะ ⭐⭐

ทำไมเพซตายตัวไม่ใช่โซน 2 ค่ะ

นักวิ่งหลายคนวิ่งโดยยึดเพซค่ะ เช่น 6 นาทีต่อกิโลเมตรตลอดค่ะ แต่เพซที่เดิมในสถานการณ์ต่างกันให้ HR ต่างกันอย่างมากค่ะ

ตัวอย่างค่ะ วิ่ง 6 นาที/กม. ในเช้าอุณหภูมิ 22°C ค่ะ HR อาจอยู่ที่ 130 bpm ค่ะ แต่วิ่งเพซเดิมในตอนเย็นอุณหภูมิ 34°C ค่ะ HR อาจขึ้นเป็น 145-150 bpm ค่ะ ซึ่งพ้นโซน 2 ไปแล้วค่ะ

ปัจจัยที่กำหนด HR ในเพซเดิมค่ะ

  1. อุณหภูมิค่ะ ร้อนขึ้น 5°C เพิ่ม HR ประมาณ 5-7 bpm ค่ะ
  2. ความชื้นค่ะ ความชื้นสูงเพิ่ม HR เพราะระบายความร้อนยากขึ้นค่ะ
  3. ความสูงค่ะ ที่ระดับสูงค่ะ ออกซิเจนน้อยลงค่ะ HR สูงขึ้นค่ะ
  4. ความล้าสะสมค่ะ หลังวันฝึกหนักค่ะ HR สูงขึ้นในเพซเดิมค่ะ
  5. ความเครียดค่ะ Cortisol สูงทำให้ HR สูงขึ้นค่ะ

วิธีปฏิบัติค่ะ

วิ่งตาม HR ค่ะ ไม่ใช่ตาม GPS Pace ค่ะ ถ้าวันนั้นร้อนมากค่ะ ยอมช้าลงเพื่อให้ HR อยู่ในโซนค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าเพซจะช้ากว่าวันอื่นค่ะ

เทคนิคที่ 6 – MAF Test ทุก 4 สัปดาห์เพื่อติดตามความก้าวหน้าค่ะ ⭐

MAF Test คืออะไรค่ะ

MAF Test คือการวิ่งในระยะคงที่ค่ะ เช่น 5 กิโลเมตร ที่ MAF HR ตลอดค่ะ และจับเวลาค่ะ ทุก 4 สัปดาห์ทำ MAF Test ในเส้นทางเดิม เวลาเดิมของวัน สภาพอากาศใกล้เคียงกันค่ะ

การแปลผลค่ะ

ถ้า MAF Test ดีขึ้นค่ะ คือทำเวลาได้ดีขึ้นที่ HR เดิมค่ะ หมายความว่าโซน 2 กำลังพัฒนา Aerobic Base ได้ผลค่ะ

ถ้า MAF Test ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงค่ะ หมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่ต้องปรับค่ะ เช่น วิ่งหนักเกินไปในวันอื่นค่ะ นอนน้อยเกินไปค่ะ หรือโภชนาการไม่ดีพอค่ะ

ตัวอย่างการบันทึก MAF Test ค่ะ

สัปดาห์ที่ เวลา 5 กม. ที่ MAF HR MAF HR
1 (Baseline) 38:30 135 bpm
5 37:45 135 bpm
9 36:50 135 bpm
13 35:30 135 bpm

ตัวเลขนี้แสดงว่าโซน 2 กำลังทำงานได้ผลค่ะ เพราะที่ HR เดิมค่ะ วิ่งได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

เทคนิคที่ 7 – Long Run ในโซน 2 คือ Session ที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์ค่ะ ⭐⭐

ทำไม Long Run โซน 2 พิเศษกว่า Easy Run โซน 2 ธรรมดาค่ะ

ระยะเวลาที่ Mitochondria ถูกกระตุ้นมีความสำคัญมากค่ะ Long Run ที่ 60-90 นาทีในโซน 2 ค่ะ ให้เวลา Mitochondria Biogenesis ที่ยาวนานกว่า Easy Run 30-40 นาทีอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

หลายคนสงสัยว่าการวิ่งระยะมาตรฐานอย่าง 5 กิโลเมตรใช้พลังงานเท่าไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิ่ง 5 กิโล กี่แคล เพื่อเข้าใจการเผาผลาญพลังงานของการวิ่งในแต่ละระยะค่ะ

งานวิจัยพบว่า Signal สำหรับ Mitochondrial Biogenesis เพิ่มขึ้นเป็น Exponential หลัง 45-60 นาทีของการออกกำลังกายในโซน 2 ค่ะ ไม่ใช่เพิ่มเป็น Linear ค่ะ

หลักการสำหรับ Long Run โซน 2 ค่ะ

  1. วิ่งช้าพอค่ะ ช้ากว่าที่คิดเสมอค่ะ Long Run ไม่ใช่เวลาพิสูจน์ความเร็วค่ะ
  2. ถ้า HR ขึ้นเกินโซนค่ะ ช้าลงทันทีค่ะ แม้จะต้องเดินค่ะ
  3. เพิ่มระยะเวลาทีละน้อยค่ะ ไม่เกิน 10-15% ต่อสัปดาห์ค่ะ
  4. Hydrate สม่ำเสมอตลอด Long Runค่ะ

ตัวอย่างการ Build Long Run ในโซน 2 ค่ะ

สัปดาห์ Long Run Zone
1-2 40 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ
3-4 50 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ
5 Deload 35 นาที Zone 1-2 ค่ะ
6-7 60 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ
8-9 70 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ
10 Deload 45 นาที Zone 1-2 ค่ะ
11-12 80-90 นาที Zone 2 ตลอดค่ะ

เทคนิคที่ 8 – โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับ Long Zone 2 Run ค่ะ ⭐

กินหรือไม่กินก่อน Zone 2 Run ค่ะ

สำหรับ Zone 2 Run ที่ 45 นาทีหรือน้อยกว่าค่ะ สามารถวิ่งท้องว่างได้ค่ะ เพราะ Glycogen ที่มีอยู่เพียงพอค่ะ และการวิ่ง Zone 2 ท้องว่างช่วยเพิ่ม Fat Adaptation ได้ดีขึ้นค่ะ

สำหรับ Zone 2 Run ที่ 60 นาทีขึ้นไปค่ะ แนะนำกินของว่างเบาๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตง่ายๆ 1-1.5 ชั่วโมงก่อนวิ่งค่ะ เช่น กล้วยหนึ่งลูกค่ะ เพื่อให้ Glycogen ในตับเพียงพอตลอด Session ค่ะ

ระหว่าง Long Zone 2 Run ที่นานกว่า 75-90 นาทีค่ะ

ไม่จำเป็นต้องกิน Gel หรือ Sports Drink ค่ะ เพราะ Zone 2 ใช้ไขมันเป็นหลักค่ะ แต่ดื่มน้ำ 150-200 มล. ทุก 20-25 นาทีค่ะ และพิจารณา Electrolyte เช่น เกลือเล็กน้อยหรือ Electrolyte Tablet ค่ะ ถ้าวิ่งในอากาศร้อนมากค่ะ

เทคนิคที่ 9 – Nasal Breathing เทคนิคหายใจทางจมูกเพื่อยืนยันว่าอยู่ในโซน 2 ค่ะ ⭐

Nasal Breathing คืออะไรค่ะ

การหายใจทางจมูกขณะวิ่งค่ะ เป็นวิธีธรรมชาติที่ดีมากในการยืนยันว่าอยู่ในโซน 2 ค่ะ เพราะรูจมูกมีขนาดเล็กกว่าปากค่ะ จำกัดปริมาณอากาศที่เข้าออกได้ค่ะ ทำให้ต้องช้าลงพอที่จะรักษาการหายใจทางจมูกได้ค่ะ

หลักการค่ะ

ถ้าหายใจทางจมูกได้สบายค่ะ อยู่ในโซน 1-2 ค่ะ

ถ้าต้องเปิดปากหายใจค่ะ อยู่ในโซน 3 ขึ้นไปแล้วค่ะ

ประโยชน์เพิ่มเติมของ Nasal Breathing ค่ะ

  1. จมูกกรองและอุ่นอากาศก่อนเข้าปอดค่ะ ดีกว่าหายใจทางปากค่ะ
  2. เพิ่มการผลิต Nitric Oxide ในจมูกค่ะ ซึ่งช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกซิเจนค่ะ
  3. ลด Respiratory Rate ค่ะ ทำให้ใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพขึ้นค่ะ

วิธีฝึก Nasal Breathing ค่ะ

สัปดาห์แรกๆ อาจรู้สึกอึดอัดมากค่ะ เริ่มจากการเดินเร็วด้วยการหายใจทางจมูกก่อนค่ะ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นค่ะ ส่วนใหญ่ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ในการปรับตัวค่ะ

เทคนิคที่ 10 – ผสม Zone 2 กับ Strength Training อย่างถูกต้องค่ะ ⭐

การฝึกเสริมกล้ามเนื้อด้วย ดัมเบลและม้านั่งฟิตเนส หรืออุปกรณ์ในโซน ฟังก์ชั่นนอลเทรนนิ่ง จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและ Core ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บจากการวิ่งได้อย่างมาก

ลำดับที่สำคัญค่ะ

การทำ Strength Training ก่อน Zone 2 Run ในวันเดียวกันค่ะ อาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของ Zone 2 ค่ะ เพราะ Glycogen ในกล้ามเนื้อขาจะลดลงบางส่วนแล้วค่ะ ทำให้ HR ขึ้นเร็วกว่าปกติในเพซเดิมค่ะ

แนวทางที่แนะนำค่ะ

  1. วันแยกกันดีที่สุดค่ะ Strength Training วันหนึ่งค่ะ Zone 2 Run วันถัดไปค่ะ
  2. ถ้าต้องทำวันเดียวกันค่ะ ทำ Zone 2 Run ก่อนค่ะ แล้วตามด้วย Strength Training ค่ะ เพราะ Zone 2 ต้องการ Fresh Muscles มากกว่า Strength Trainingค่ะ
  3. เว้นอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าจำเป็นต้องทำทั้งสองในวันเดียวกันค่ะ

เทคนิคที่ 11 – Deload Week ทุก 4 สัปดาห์ค่ะ ⭐

ทำไมต้อง Deload ค่ะ

การพัฒนาไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรงค่ะ ร่างกายต้องการช่วง Supercompensation ที่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์เพื่อ Adapt ค่ะ ถ้าวิ่งหนักต่อเนื่องโดยไม่มี Deload ค่ะ ร่างกายจะสะสม Fatigue มากกว่าที่จะ Adapt ค่ะ

วิธี Deload สำหรับ Zone 2 ค่ะ

ทุก 4 สัปดาห์ค่ะ ลด Volume รวมลง 30-40% ค่ะ โดยลดจำนวนวันวิ่งหรือเวลาต่อ Session ค่ะ แต่ยังรักษาโซนเดิมค่ะ

ตัวอย่างค่ะ ถ้าปกติวิ่ง Zone 2 สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมงค่ะ สัปดาห์ Deload วิ่ง 2.5-3 ชั่วโมงค่ะ

เทคนิคที่ 12 – บันทึกข้อมูลและวิเคราะห์แนวโน้มค่ะ ⭐

ข้อมูลที่ควรบันทึกทุก Session ค่ะ

  1. วันที่ เวลา ระยะทาง และเวลาทั้งหมดค่ะ
  2. Average HR และ Max HR ค่ะ
  3. Average Pace และ Pace ที่ HR อยู่ในโซน 2 ค่ะ
  4. RPE ที่รู้สึกตลอด Session ค่ะ
  5. สภาพอากาศ อุณหภูมิและความชื้นค่ะ
  6. ความรู้สึกโดยรวมค่ะ อ่อนเพลียไหมค่ะ ขาหนักไหมค่ะ

ตัวชี้วัดความก้าวหน้าของ Zone 2 ที่ควรติดตามค่ะ

  1. เพซที่ HR คงที่ในโซน 2 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไหมค่ะ
  2. Resting HR ลดลงเรื่อยๆ ไหมค่ะ
  3. ฟื้นตัวหลัง Hard Session เร็วขึ้นไหมค่ะ
  4. MAF Test ดีขึ้นทุก 4 สัปดาห์ไหมค่ะ

💡 Tip จากปุนิ่ม: ปุนิ่มใช้ Garmin Connect ในการติดตาม Zone Distribution ของการวิ่งทุก Session ค่ะ ทุกอาทิตย์ค่ะ ปุนิ่มดูสัดส่วน Time in Zone เพื่อให้มั่นใจว่า 75-80% ของเวลาวิ่งทั้งหมดอยู่ใน Zone 1-2 ค่ะ ถ้าสัปดาห์ไหนสัดส่วนผิดออกไปมากค่ะ ปุนิ่มปรับสัปดาห์ถัดไปทันทีค่ะ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโซน 2 ที่พบบ่อยที่สุดค่ะ

ความเข้าใจผิดที่ 1 – โซน 2 แค่สำหรับนักวิ่งมือใหม่ค่ะ

ผิดอย่างสิ้นเชิงค่ะ นักกีฬา Endurance ระดับ Elite ทุกคนในโลกค่ะ ทั้งวิ่ง จักรยาน ไตรกีฬา Rowing และว่ายน้ำค่ะ ล้วนใช้เวลา 70-80% ของการฝึกในโซน 2 ค่ะ Dr. Stephen Seiler นักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ศึกษาเรื่องนี้มา 30 ปีค่ะ พบสิ่งนี้ในนักกีฬา Elite ทุกประเภทกีฬา Endurance อย่างสม่ำเสมอค่ะ

ความเข้าใจผิดที่ 2 – ต้องวิ่งหนักทุกวันถึงจะพัฒนาค่ะ

ตรงกันข้ามค่ะ การวิ่งหนักทุกวันทำให้ร่างกายอยู่ใน Chronically Fatigued State ค่ะ ซึ่งลด Adaptationค่ะ เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บค่ะ และในระยะยาวทำให้สมรรถภาพแย่ลงค่ะ

ความเข้าใจผิดที่ 3 – Zone 2 ทำให้ช้าลงค่ะ

ตรงกันข้ามค่ะ Zone 2 สม่ำเสมอเป็น เดือนๆ คือสิ่งที่ทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นค่ะ เพราะสร้าง Aerobic Base ที่ทำให้ Hard Session ได้ผลดีขึ้นค่ะ และฟื้นตัวเร็วขึ้นระหว่าง Session ค่ะ

ความเข้าใจผิดที่ 4 – โซน 2 กับ Zone 3 ให้ผลเหมือนกันค่ะ แค่ช้ากว่าค่ะ

ผิดค่ะ Zone 3 หรือ Gray Zone ค่ะ ไม่ได้ให้ประโยชน์เหมือนกับ Zone 2 ค่ะ เพราะ Zone 3 สูงเกินไปที่จะ Recover เร็วค่ะ แต่ต่ำเกินไปที่จะกระตุ้น VO2max ค่ะ และไม่ได้กระตุ้น Mitochondrial Biogenesis ได้มากเท่า Zone 2 ที่ตำแหน่งที่เหมาะสมค่ะ

อุปกรณ์ Cardio สำหรับการฝึก Zone 2
การฝึก Zone 2 ต้องการการควบคุมความเร็วและ Heart Rate อย่างแม่นยำ อุปกรณ์ Cardio เช่น ลู่วิ่ง จักรยานฟิตเนส และเครื่องเดินวงรี สามารถช่วยให้การฝึกโซนหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้นดูเครื่องออกกำลังกาย Cardio

 

สรุป – โซน 2 ไม่ใช่โซนช้าค่ะ มันคือโซนที่ฉลาดที่สุดค่ะ

ปุนิ่มอยากสรุปด้วยหลักการห้าข้อที่ถ้าจำและปฏิบัติตามค่ะ การวิ่งโซน 2 จะเปลี่ยนทุกอย่างในการวิ่งของคุณค่ะ

ข้อที่ 1 คำนวณโซน 2 ของคุณด้วยสูตร Karvonen ค่ะ แล้วยืนยันด้วย Talk Test ค่ะ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบค่ะ แต่ต้องใกล้เคียงค่ะ

ข้อที่ 2 ยอมรับว่าช่วงแรกจะช้ากว่าที่คาดมากค่ะ นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าอ่อนแอค่ะ แต่เป็นสัญญาณว่า Aerobic Base กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ค่ะ

ข้อที่ 3 จัดให้ 75-80% ของเวลาวิ่งทั้งหมดอยู่ในโซน 2 ค่ะ Long Run สัปดาห์ละครั้งในโซน 2 คือ Session ที่สำคัญที่สุดค่ะ

ข้อที่ 4 ทำ MAF Test ทุก 4 สัปดาห์ค่ะ เพื่อยืนยันว่าโซน 2 กำลังทำงานค่ะ ถ้าเพซดีขึ้นที่ HR เดิมค่ะ แสดงว่า Mitochondria กำลังพัฒนาค่ะ

ข้อที่ 5 อดทนค่ะ Zone 2 ไม่ให้ผลในสัปดาห์แรกหรือสัปดาห์ที่สองค่ะ แต่หลัง 8-16 สัปดาห์ค่ะ ความแตกต่างจะชัดเจนมากจนคุณไม่อยากกลับไปวิ่งแบบเก่าเลยค่ะ

ปุนิ่มในวัย 45 ปียังพัฒนาสมรรถภาพต่อเนื่องทุกปีค่ะ เพราะ Zone 2 คือรากฐานของทุก Session ค่ะ มันไม่ตื่นเต้นค่ะ มันไม่หวือหวาค่ะ แต่มันคือสิ่งที่ได้ผลที่สุดในระยะยาวค่ะ 💙

บทความนี้เขียนโดยโค้ชปุนิ่ม มนัสนันท์ อรรถอนุวรรณ สมาร์ทเทรนเนอร์ รุ่นที่ 27 แชมป์ฟิสิคหญิง มิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025 ไทยแลนด์โอเพ่นมาสเตอร์เกมส์ 2025 และเปยาปคลาสสิค หลายสมัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายและสุขภาพองค์รวมค่ะ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม