Home » Blog » ท่าออกกำลังกาย » 20 ท่าเล่นหน้าท้องที่ได้ผลจริง: คู่มือฝึก Core และซิกแพคตามหลักวิทยาศาสตร์

20 ท่าเล่นหน้าท้องที่ได้ผลจริง: คู่มือฝึก Core และซิกแพคตามหลักวิทยาศาสตร์

20 ท่าเล่นหน้าท้องที่ได้ผลจริง: คู่มือฝึก Core และซิกแพคตามหลักวิทยาศาสตร์

บทความส่วนใหญ่เกี่ยวกับหน้าท้องบอกแค่ว่าทำท่าอะไร กี่ครั้ง และพักเท่าไหร่ค่ะ บทความนี้จะบอกสิ่งที่สำคัญกว่านั้นค่ะ คือทำไมแต่ละท่าถึงได้ผล กล้ามเนื้อส่วนไหนกำลังทำงานและควรรู้สึกอย่างไร ข้อผิดพลาดที่ทำให้ท่าที่ดูเหมือนถูกต้องกลายเป็นการฝึกที่ไม่ได้ผล และ Insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับแต่ละท่าค่ะ ทั้ง 20 ท่าในบทความนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มตามหน้าที่ของกล้ามเนื้อค่ะ ไม่ใช่แค่ตามตำแหน่งค่ะ เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรงจริงๆ ต้องทำงานได้ครบทุกหน้าที่ค่ะ ไม่ใช่แค่งอลำตัวขึ้นลงอย่างเดียวค่ะ

💡 Insight สำคัญก่อนเริ่ม

ซิกแพคไม่ได้สร้างขึ้นด้วยจำนวนครั้งที่ทำค่ะ แต่สร้างขึ้นด้วยคุณภาพของการกระตุ้นในแต่ละครั้งและปริมาณไขมันที่ลดลงจากโภชนาการค่ะ คนที่เล่นหน้าท้อง 500 ครั้งต่อวันแต่ไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานได้ผลน้อยกว่าคนที่ทำ 50 ครั้งแต่รู้สึกกล้ามเนื้อหน้าท้องหดตัวทุกครั้งอย่างมีนัยสำคัญค่ะ คุณภาพชนะปริมาณในการฝึกหน้าท้องเสมอค่ะ

แผนโภชนาการมีบทบาทสำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะมื้อแรกของวัน ซึ่งมีผลต่อฮอร์โมนความหิวและการเผาผลาญ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ อาหารเช้าลดความอ้วน ควรกินอะไรเพื่อเร่งการเผาผลาญและลดไขมันหน้าท้อง

Table of Contents

วิทยาศาสตร์ของแกนกลางลำตัว

แกนกลางลำตัวคืออะไรกันแน่

ถ้าถามคนทั่วไปว่าแกนกลางลำตัวคืออะไร คำตอบที่ได้บ่อยที่สุดคือหน้าท้องค่ะ แต่นั่นคือคำตอบที่ถูกแค่ส่วนเดียวค่ะ แกนกลางลำตัวที่แท้จริงคือกลุ่มกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ล้อมรอบกระดูกสันหลังและเชิงกรานจากทุกทิศทางค่ะ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง และด้านล่างค่ะ มันคือเสื้อเกราะกล้ามเนื้อที่หุ้มรอบแกนกลางของร่างกายไว้ค่ะ

ถ้าเปรียบร่างกายเป็นอาคารค่ะ แขนและขาคือผนังและชั้นต่างๆ ค่ะ แต่แกนกลางลำตัวคือโครงสร้างพื้นฐานที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันค่ะ ถ้าโครงสร้างพื้นฐานอ่อนแอ ผนังและชั้นต่างๆ จะไม่มั่นคงไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนก็ตามค่ะ นั่นคือเหตุผลที่นักกีฬาระดับโลกทุกประเภทตั้งแต่นักว่ายน้ำ นักมวย นักเทนนิส ไปจนถึงนักยิมนาสติกล้วนให้ความสำคัญกับแกนกลางลำตัวมากกว่ากล้ามเนื้อกลุ่มอื่นค่ะ เพราะไม่มีกีฬาหรือการเคลื่อนไหวใดที่ไม่ผ่านแกนกลางลำตัวค่ะ

การพัฒนาแกนกลางลำตัวเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโปรแกรมลดไขมันหน้าท้องที่ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่การทำซิทอัพเพียงอย่างเดียว สามารถดูแนวทางแบบครบระบบได้ที่ วิธีลดพุงอย่างถูกต้อง โปรแกรมลดไขมันหน้าท้องแบบครบวงจร


กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวทั้งหมดที่ต้องรู้จัก

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมต้องฝึก 20 ท่าและทำไมแต่ละกลุ่มถึงสำคัญ ต้องรู้จักกล้ามเนื้อที่กำลังฝึกก่อนค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มที่ 1 — แกนกลางชั้นลึก

กล้ามเนื้อชั้นลึกคือกล้ามเนื้อที่อยู่ใกล้กระดูกสันหลังมากที่สุดและมองไม่เห็นจากภายนอกค่ะ แต่เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลังค่ะ

กล้ามเนื้อหลักในกลุ่มนี้ประกอบด้วย Transversus Abdominis ที่เป็นชั้นในสุดของหน้าท้องและทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดธรรมชาติที่พันรอบลำตัวค่ะ Multifidus ที่วิ่งตามแนวกระดูกสันหลังและทำหน้าที่รักษาความโค้งที่ถูกต้องของกระดูกสันหลังค่ะ กระบังลมที่ทำหน้าที่หายใจและสร้างความดันในช่องท้องค่ะ และกล้ามเนื้อก้นเชิงกรานที่ปิดด้านล่างของเสื้อเกราะกล้ามเนื้อนี้ค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับกล้ามเนื้อชั้นลึกเหล่านี้ค่ะ คืองานวิจัยพบว่าในคนที่มีสุขภาพดีและแกนกลางลำตัวทำงานปกติ Transversus Abdominis จะหดตัวก่อนการเคลื่อนไหวของแขนและขาทุกครั้งโดยอัตโนมัติค่ะ ไม่ว่าจะยกแขน ก้าวเท้า หรือเอี้ยวตัว กล้ามเนื้อชั้นลึกจะเตรียมพร้อมไว้ก่อนเสมอค่ะ

แต่ในคนที่ปวดหลังล่างเรื้อรัง งานวิจัยเดียวกันพบว่าการหดตัวล่วงหน้านั้นหายไปค่ะ กล้ามเนื้อชั้นลึกทำงานช้าลงหรือไม่ทำงานเลยค่ะ และนั่นคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดหลังสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มที่ 2 — หน้าท้องตรง

Rectus Abdominis คือกล้ามเนื้อที่ทุกคนนึกถึงเมื่อพูดถึงซิกแพคค่ะ มันวิ่งจากกระดูกหน้าอกส่วนล่างลงไปถึงกระดูกหัวหน่าวค่ะ หน้าที่หลักคือการงอกระดูกสันหลังไปข้างหน้าหรือยกสะโพกขึ้นมาหาลำตัวค่ะ

สิ่งที่คนมักไม่รู้คือซิกแพคที่เห็นชัดในบางคนและไม่เห็นในบางคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ฝึกเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของ Tendinous Inscriptions ซึ่งคือแผ่นเอ็นที่ขวางผ่าน Rectus Abdominis แบ่งมันออกเป็นช่องๆ ค่ะ โครงสร้างนี้กำหนดโดยพันธุกรรมค่ะ บางคนมี 6 ช่อง บางคนมี 4 ช่อง และบางคนมีไม่สมมาตรค่ะ ไม่มีการฝึกใดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นได้ค่ะ

สิ่งที่การฝึกทำได้คือทำให้กล้ามเนื้อนั้นใหญ่ขึ้นและแน่นขึ้นค่ะ และสิ่งที่โภชนาการทำได้คือลดไขมันที่ปกคลุมอยู่ข้างบนลงจนมองเห็นโครงสร้างนั้นได้ค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มที่ 3 — หน้าท้องด้านข้าง

กล้ามเนื้อด้านข้างประกอบด้วยสองมัดที่ทำงานร่วมกันค่ะ External Oblique อยู่ด้านนอกและวิ่งทแยงลงมาค่ะ Internal Oblique อยู่ด้านในและวิ่งทแยงขึ้นไปในทิศตรงข้ามค่ะ เมื่อทั้งสองมัดทำงานพร้อมกันในข้างเดียวกันจะก่อให้เกิดการเอียงลำตัวไปด้านนั้นค่ะ แต่เมื่อทำงานร่วมกันข้ามฝั่งจะป้องกันการหมุนของลำตัวค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้สำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวในชีวิตจริงแทบทั้งหมดมีองค์ประกอบของการหมุนหรือต้านการหมุนอยู่ด้วยเสมอค่ะ การเดิน การวิ่ง การตีกอล์ฟ การซักผ้า การยกของ ล้วนต้องการกล้ามเนื้อด้านข้างทำงานค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มที่ 4 — หลังและสะโพก

แกนกลางลำตัวที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั้ง Erector Spinae ที่วิ่งตามแนวกระดูกสันหลังด้านหลัง Quadratus Lumborum ที่อยู่ด้านข้างของหลังล่างและทำหน้าที่ยึดกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน และ Hip Flexors ที่เชื่อมต่อกระดูกสันหลังกับขาค่ะ

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือสิ่งที่ทำให้แกนกลางลำตัวสมบูรณ์ค่ะ หน้าท้องแข็งแรงแต่หลังอ่อนแอคือความไม่สมดุลที่อันตรายค่ะ เพราะกระดูกสันหลังถูกดึงไปข้างหน้าโดยไม่มีแรงดึงกลับที่สมดุลค่ะ


ความแตกต่างระหว่างกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกและชั้นผิว

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในส่วนนี้ค่ะ และเป็นสิ่งที่ทำให้บทความนี้ต่างจากบทความทั่วไปค่ะ

กล้ามเนื้อแกนกลางทำงานในสองระบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

ระบบที่ 1 — Local Stabilizer หรือกล้ามเนื้อเสถียรภาพชั้นลึก

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำงานตลอดเวลาในระดับต่ำๆ ค่ะ เหมือนระบบ Auto Pilot ของเครื่องบินค่ะ มันไม่ได้สร้างแรงมากแต่ทำงานต่อเนื่องเพื่อรักษาตำแหน่งของกระดูกสันหลังให้ถูกต้องในทุกสถานการณ์ค่ะ คุณภาพสำคัญที่สุดสำหรับกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือความสามารถในการทำงานได้นานโดยไม่ล้าค่ะ ไม่ใช่ความแข็งแรงสูงสุดค่ะ

ท่าที่ฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ได้ดีที่สุดคือท่า Stability ที่ต้องรักษาตำแหน่งนิ่งภายใต้แรงต้านค่ะ เช่น Dead Bug Hollow Body Hold และ Plank ค่ะ

Plank เป็นหนึ่งในท่าที่มีงานวิจัยรองรับว่ากระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Transversus Abdominis สามารถดูเทคนิคขั้นสูงได้ที่ Planking หรือ ท่าแพลงก์ (Plank) ลดพุง อย่างถูกต้อง

ระบบที่ 2 — Global Mover หรือกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวชั้นผิว

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้สร้างแรงมากในช่วงเวลาสั้นๆ ค่ะ มันทำงานเมื่อต้องการออกแรงมากเช่นการก้มลุกหรือการบิดตัวค่ะ คุณภาพสำคัญสำหรับกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือความแข็งแรงและพลังสูงสุดค่ะ

ท่าที่ฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ได้ดีที่สุดคือท่าที่มีการเคลื่อนไหวเต็มช่วงค่ะ เช่น Crunch Leg Raise และ Russian Twist ค่ะ

ปัญหาของการเล่นหน้าท้องส่วนใหญ่คือฝึกแต่กล้ามเนื้อ Global Mover ชั้นผิวเท่านั้นค่ะ ซิทอัพและครันช์กระตุ้น Rectus Abdominis ได้ดีค่ะ แต่แทบไม่ได้ฝึก Local Stabilizer เลยค่ะ ผลคือหน้าท้องดูใหญ่ขึ้นแต่แกนกลางลำตัวยังอ่อนแอในแบบที่ส่งผลต่อชีวิตจริงค่ะ


ทำไมซิทอัพและครันช์ถึงไม่ใช่คำตอบ

ก่อนอื่นต้องพูดให้ชัดเจนค่ะ ซิทอัพและครันช์ไม่ใช่ท่าที่อันตรายสำหรับทุกคนค่ะ และมันยังอยู่ในบทความนี้ด้วยค่ะ

แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ใช้มันเป็นท่าหลักเพียงอย่างเดียวในการฝึกหน้าท้องค่ะ ซึ่งนั่นคือปัญหาใหญ่ด้วยเหตุผลสามอย่างค่ะ

เหตุผลแรกค่ะ ซิทอัพและครันช์ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องได้แค่ในแนวงอไปข้างหน้าเท่านั้นค่ะ แต่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวทำงานในหกทิศทางค่ะ คืองอไปหน้า เหยียดไปหลัง งอไปด้านข้างสองข้าง และหมุนสองทิศทางค่ะ การฝึกแค่ทิศทางเดียวคือการพัฒนาหน้าท้องแค่ 16% ของศักยภาพทั้งหมดค่ะ

เหตุผลที่สองค่ะ ซิทอัพแบบดั้งเดิมกระตุ้น Hip Flexors มากกว่า Rectus Abdominis ในหลายคนค่ะ Hip Flexors คือกล้ามเนื้อที่เชื่อมต่อกระดูกสันหลังกับต้นขาและทำหน้าที่ยกขาขึ้นค่ะ เมื่อซิทอัพโดยที่เท้าถูกยึดไว้ ร่างกายใช้ Hip Flexors ดึงตัวขึ้นมาแทนที่จะใช้หน้าท้องค่ะ นั่นคือทำไมหลายคนทำซิทอัพ 100 ครั้งต่อวันแต่หน้าท้องไม่แน่นขึ้นเลยค่ะ

เหตุผลที่สามค่ะ แรงกดซ้ำๆ ที่กระดูกสันหลังส่วนเอวจากการงอซ้ำๆ หลายร้อยครั้งสะสมเป็นความเสี่ยงระยะยาวค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่นั่งทำงานทั้งวันอยู่แล้วซึ่งกระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งงอนานหลายชั่วโมงต่อวันอยู่แล้วค่ะ

โปรแกรมหน้าท้องที่ได้ผลจริงควรมีทั้งท่า Stability และ Movement รวมกัน ไม่ใช่แค่ Crunch หรือ Sit-up เท่านั้น สามารถดูตัวอย่างโปรแกรมที่ปลอดภัยและทำได้ที่บ้านได้ที่ ท่าออกกำลังกายลดพุง เห็นผลจริง ปลอดภัย ทำได้ที่บ้าน


หลักการเลือกท่าที่ได้ผลจริง

ก่อนไปถึง 20 ท่า อยากให้เข้าใจหลักการสี่อย่างที่ใช้คัดเลือกท่าทุกท่าในบทความนี้ค่ะ

หลักการที่ 1 — ครอบคลุมทุกหน้าที่ของกล้ามเนื้อแกนกลาง

โปรแกรมที่สมบูรณ์ต้องมีท่าที่ฝึกการต้านแรงงอไปหน้า การต้านแรงเหยียดไปหลัง การต้านแรงงอด้านข้าง และการต้านการหมุนค่ะ ไม่ใช่แค่ท่าที่งอลำตัวขึ้นลงค่ะ

หลักการที่ 2 — ฝึก Anti-Movement ก่อน Movement

Anti-Movement คือการฝึกให้กล้ามเนื้อแกนกลางต้านทานการเคลื่อนไหวที่ไม่ต้องการค่ะ เช่น Dead Bug ที่ฝึกให้หลังล่างไม่ยกขึ้นจากพื้นขณะที่แขนขาเคลื่อนไหวค่ะ งานวิจัยพบว่า Anti-Movement Training กระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกได้ดีกว่า Movement Training ในระยะแรกของการฝึกอย่างมีนัยสำคัญค่ะ

หลักการที่ 3 — รู้สึกกล้ามเนื้อทำงานทุกครั้ง

ถ้าทำท่าใดท่าหนึ่งแล้วไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องทำงาน แสดงว่ากล้ามเนื้ออื่นรับแทนอยู่ค่ะ ท่าที่ดีสำหรับบางคนอาจไม่ดีสำหรับอีกคนค่ะ ให้เลือกท่าที่รู้สึกกล้ามเนื้อเป้าหมายทำงานได้ชัดเจนที่สุดค่ะ

หลักการที่ 4 — คุณภาพก่อนปริมาณเสมอ

ท่าหน้าท้องที่ทำถูกต้อง 10 ครั้งให้ผลดีกว่าท่าที่ทำผิด 100 ครั้งค่ะ ถ้ารู้สึกว่าทำได้อีกมากในขณะที่กล้ามเนื้อหน้าท้องยังไม่ล้าเลย แสดงว่ากล้ามเนื้ออื่นกำลังรับแทนค่ะ ให้หยุดและตรวจสอบฟอร์มก่อนทำต่อค่ะ


💡 Insight สำคัญ

กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวชั้นลึกไม่สามารถฝึกด้วยการพยายามออกแรงมากที่สุดได้ค่ะ มันฝึกได้ด้วยการโฟกัสและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายค่ะ นั่นคือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดสอนให้หายใจและโฟกัสก่อนเริ่มท่าทุกครั้งค่ะ ไม่ใช่แค่ออกแรงให้มากที่สุดค่ะ คนที่ทำ Dead Bug ช้าๆ โดยโฟกัสที่การรักษาหลังแนบพื้นตลอดเวลาจะได้ผลมากกว่าคนที่ทำเร็วๆ โดยไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อชั้นลึกทำงานอยู่เลยค่ะ

20 ท่าเล่นหน้าท้อง

20 ท่าเล่นหน้าท้อง

กลุ่มที่ 1

— กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึก (Stability)

ทำไมต้องเริ่มจากกลุ่มนี้ก่อน

คนส่วนใหญ่ข้ามกลุ่มนี้ไปเลยค่ะ เพราะท่าในกลุ่มนี้ดูไม่น่าประทับใจค่ะ ไม่มีการเคลื่อนไหวใหญ่โต ไม่มีการนับครั้งที่รู้สึกว่าทำได้เยอะ และไม่ทำให้เหนื่อยในแบบที่รู้สึกว่ากำลังออกกำลังกายอยู่ค่ะ

แต่นั่นคือเหตุผลที่มันสำคัญที่สุดค่ะ

กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกทำงานในระดับต่ำๆ ต่อเนื่องค่ะ มันไม่ได้ออกแรงระเบิดพลังค่ะ แต่มันทำงานทุกวินาทีที่ร่างกายเคลื่อนไหวค่ะ ถ้ากล้ามเนื้อกลุ่มนี้อ่อนแอหรือทำงานไม่ประสานกัน กล้ามเนื้อชั้นผิวจะต้องทำงานชดเชยในแบบที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานนั้นค่ะ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปวดหลัง ปวดสะโพก และบาดเจ็บสะสมค่ะ

งานวิจัยจาก Spine Journal พบว่าคนที่ฝึก Stability ก่อนฝึก Movement มีพัฒนาการของกล้ามเนื้อแกนกลางโดยรวมสูงกว่าคนที่ฝึก Movement อย่างเดียวถึง 34% ภายใน 8 สัปดาห์ค่ะ เพราะเมื่อกล้ามเนื้อชั้นลึกทำงานได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อชั้นผิวสามารถออกแรงได้เต็มที่มากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเสถียรภาพค่ะ


ท่าที่ 1 — Dead Bug

[📷 ใส่รูป: Dead Bug แสดงการนอนหงาย แขนเหยียดขึ้นเพดาน ขางอ 90 องศา แล้วยืดแขนซ้ายและขาขวาออกพร้อมกันโดยหลังแนบพื้นตลอด]

กล้ามเนื้อหลัก: Transversus Abdominis กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึก และ Erector Spinae รูปแบบการฝึก: Anti-Extension Stability


ทำไมท่านี้ถึงเป็นราชาของการฝึกแกนกลางชั้นลึก

Dead Bug มีชื่อที่ฟังดูตลกค่ะ แต่มันคือท่าที่นักกายภาพบำบัดระดับโลกใช้มากที่สุดในการฟื้นฟูและพัฒนาแกนกลางลำตัวค่ะ

เหตุผลที่มันพิเศษกว่าท่า Stability อื่นทุกท่าค่ะ คือมันบังคับให้กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกทำงานในขณะที่แขนและขาเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกันค่ะ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทุกก้าวที่เดินและวิ่งค่ะ

เวลาเดินค่ะ แขนซ้ายแกว่งไปพร้อมกับขาขวาเสมอค่ะ นั่นคือ Contralateral Pattern ที่ระบบประสาทใช้รักษาสมดุลค่ะ Dead Bug ฝึกรูปแบบนี้โดยตรงค่ะ ในขณะที่บังคับให้กล้ามเนื้อแกนกลางป้องกันไม่ให้หลังล่างยกขึ้นจากพื้นค่ะ

งานวิจัยจาก Journal of Orthopaedic and Sports Physical Therapy วัดการทำงานของ Transversus Abdominis ในท่าต่างๆ พบว่า Dead Bug กระตุ้น Transversus Abdominis ได้สูงกว่าพลังค์มาตรฐานถึง 18% ค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวของแขนขาสร้างแรงที่แกนกลางต้องต้านตลอดเวลาค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ กดหลังล่างลงพื้นให้แนบสนิทก่อนเริ่มทุกครั้งค่ะ นี่คือตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในท่านี้ค่ะ ถ้าหลังล่างไม่แนบพื้น Dead Bug กลายเป็นท่าที่ฝึกหลังล่างแทนแกนกลางชั้นลึกค่ะ
  2. หายใจออกให้หมดแล้วเกร็งหน้าท้องเหมือนกำลังจะโดนต่อยค่ะ แล้วกดหลังล่างลงพื้นให้แนบสนิทอีกครั้งค่ะ ความรู้สึกที่ถูกต้องคือรู้สึกว่าหลังล่างถูกดันลงพื้นจากด้านในค่ะ
  3. ยกแขนทั้งสองขึ้นเหยียดตรงไปทางเพดานค่ะ ไหล่ยกขึ้นจากพื้นเล็กน้อยค่ะ
  4. ยกขาขึ้นมาพร้อมกันค่ะ งอสะโพกและเข่า 90 องศาพอดีค่ะ หน้าแข้งขนานพื้นค่ะ นี่คือตำแหน่งเริ่มต้นค่ะ
  5. หายใจออกช้าๆ แล้วค่อยๆ ยืดแขนซ้ายออกไปข้างหน้าเหนือศีรษะพร้อมกับยืดขาขวาออกไปข้างหน้าตรงๆ พร้อมกันค่ะ ช้ามากค่ะ นับ 4 วินาทีค่ะ
  6. ตลอดการเคลื่อนไหวหลังล่างต้องแนบพื้นตลอดค่ะ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ ถ้าหลังล่างยกขึ้นแม้แต่นิดเดียวให้หยุดทันทีและลดระยะการยืดออกลงค่ะ
  7. ยืดออกจนแขนและขาเกือบขนานพื้นแต่ไม่แตะพื้นค่ะ หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ
  8. ดึงกลับมาตำแหน่งเริ่มต้นช้าๆ นับ 4 วินาทีค่ะ หายใจเข้าขณะดึงกลับค่ะ
  9. สลับเป็นแขนขวาและขาซ้ายค่ะ นับ 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้างค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Dead Bug ยืดแค่ขา ยืดแค่ขาออกไปโดยที่แขนยังเหยียดขึ้นเพดานอยู่ค่ะ ลดแรงที่แกนกลางต้องต้านลงครึ่งหนึ่งค่ะ ทำจนหลังล่างไม่ยกขึ้นเลยแล้วค่อยเพิ่มแขนเข้ามาค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Dead Bug ช้าพิเศษ ยืดออก 6 วินาที ค้าง 3 วินาที ดึงกลับ 6 วินาทีค่ะ เวลาที่นานขึ้นบังคับให้แกนกลางชั้นลึกต้องทำงานต่อเนื่องนานขึ้นมากค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Dead Bug ถือดัมเบลเบาๆ ถือดัมเบล 1–2 กิโลในมือขณะยืดแขนออกค่ะ น้ำหนักเพิ่มแรงบิดที่แกนกลางต้องต้านได้มากค่ะ

ยากที่สุด — Dead Bug ยืดแขนขาพร้อมกันค้างนาน ยืดแขนซ้ายและขาขวาออกจนเกือบขนานพื้นแล้วค้างไว้ 10 วินาทีค่ะ ระหว่างค้างให้หายใจปกติโดยที่หลังล่างยังแนบพื้นตลอดค่ะ ถ้าทำได้โดยหลังล่างไม่ยกขึ้นเลยแสดงว่าแกนกลางชั้นลึกแข็งแรงมากแล้วค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — หลังล่างยกขึ้นจากพื้น นี่คืออาการที่พบบ่อยที่สุดค่ะ เมื่อหลังล่างยกขึ้น แกนกลางชั้นลึกไม่ได้ทำงานแล้วค่ะ Hip Flexors และ Erector Spinae รับแทนทั้งหมดค่ะ ให้ลดระยะการยืดออกลงจนหลังล่างยังแนบพื้นได้ค่ะ ดีกว่ายืดได้เต็มที่แต่หลังยกขึ้นมากค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — กลั้นหายใจ กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกทำงานร่วมกับกระบังลมค่ะ ถ้ากลั้นหายใจ กระบังลมหยุดทำงานและแกนกลางชั้นลึกสูญเสียการประสานงานค่ะ ให้หายใจออกช้าๆ ขณะยืดออกและหายใจเข้าขณะดึงกลับเสมอค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ทำเร็วเกินไป Dead Bug ที่ทำเร็วคือ Dead Bug ที่ไม่ได้ฝึกแกนกลางชั้นลึกค่ะ ความช้าคือสิ่งที่บังคับให้กล้ามเนื้อชั้นลึกทำงานค่ะ ถ้าทำได้เร็วโดยที่รู้สึกง่ายมาก แสดงว่ากำลังใช้แรงเหวี่ยงและ Hip Flexors ทำแทนค่ะ


💡 Insight สำคัญ

วิธีทดสอบว่าทำ Dead Bug ถูกต้องไหมค่ะ คือวางมือบนหลังล่างระหว่างทำค่ะ ถ้ารู้สึกว่าหลังล่างกดลงมือมากขึ้นขณะยืดแขนขาออก แสดงว่าแกนกลางชั้นลึกทำงานถูกต้องค่ะ ถ้ารู้สึกว่าหลังล่างยกขึ้นจากมือ แสดงว่าต้องลดระยะออกลงก่อนค่ะ มือใต้หลังล่างคือเซนเซอร์ที่บอกความจริงได้ดีกว่าการดูตัวเองในกระจกมากค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6 ต่อข้าง 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10 ต่อข้าง 60 วินาที
ระดับสูง 4 10 ต่อข้าง ช้า 6 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 2 — Hollow Body Hold

[📷 ใส่รูป: Hollow Body Hold แสดงการนอนหงาย แขนเหยียดเหนือศีรษะ ขาเหยียดตรง ยกแขนและขาขึ้นจากพื้นเล็กน้อย หลังล่างแนบพื้น ลำตัวโค้งงอเหมือนกล้วยหอมคว่ำ]

กล้ามเนื้อหลัก: Transversus Abdominis Rectus Abdominis ส่วนล่าง และ Hip Flexors รูปแบบการฝึก: Anti-Extension Stability ระดับสูง


ทำไมนักยิมนาสติกระดับโลกใช้ท่านี้เป็นรากฐานของทุกสิ่ง

Hollow Body Hold คือท่าพื้นฐานที่สุดในวงการยิมนาสติกค่ะ นักยิมนาสติกทุกคนที่เคยเห็นทำท่าบนบาร์ บนห่วง หรือบนพื้น ล้วนใช้หลักการ Hollow Body อยู่ในทุกการเคลื่อนไหวค่ะ

Hollow Body คือตำแหน่งที่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวหดตัวสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ ลำตัวโค้งงอเล็กน้อยเหมือนกล้วยหอมคว่ำค่ะ หลังล่างแนบพื้นค่ะ หน้าท้องเกร็งเต็มที่ค่ะ สะโพกเอียงมาข้างหน้าเล็กน้อยค่ะ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้ต่างจาก Dead Bug ค่ะ คือ Dead Bug ฝึกการรักษาตำแหน่งขณะที่แขนขาเคลื่อนไหวค่ะ แต่ Hollow Body Hold ฝึกการรักษาตำแหน่งนั้นในขณะที่ร่างกายทั้งหมดอยู่ในสภาวะตึงเต็มที่ค่ะ มันคือการบีบกล้ามเนื้อแกนกลางทุกส่วนพร้อมกันในคราวเดียวค่ะ

งานวิจัยวัดการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางทั้งหมดพบว่า Hollow Body Hold กระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกชั้นพร้อมกันได้ดีกว่าท่า Stability อื่นๆ ส่วนใหญ่ค่ะ เพราะมันต้องการความตึงพร้อมกันทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และระบบหายใจค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ แขนเหยียดเหนือศีรษะค่ะ ขาเหยียดตรงค่ะ
  2. หายใจออกให้หมดแล้วเกร็งหน้าท้องเต็มที่ค่ะ กดหลังล่างลงพื้นให้แนบสนิทค่ะ เอียงสะโพกมาข้างหน้าเล็กน้อยเหมือนกำลังพยายามทำให้หลังล่างแบนราบที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ
  3. ยกไหล่ขึ้นจากพื้นประมาณ 10–15 เซนติเมตรค่ะ โดยให้หัวอยู่ระหว่างแขนค่ะ ไม่ใช่ยกหัวขึ้นแยกค่ะ
  4. ยกขาขึ้นจากพื้นประมาณ 15–20 เซนติเมตรค่ะ ขาเหยียดตรงค่ะ
  5. ค้างตำแหน่งนี้ไว้ค่ะ หายใจสั้นๆ ตื้นๆ ในขณะที่ยังเกร็งหน้าท้องอยู่ค่ะ
  6. ตรวจสอบว่าหลังล่างยังแนบพื้นอยู่ตลอดค่ะ ถ้าหลังล่างยกขึ้นแสดงว่าขาอยู่สูงเกินไปหรือแกนกลางยังไม่แข็งแรงพอสำหรับระยะนั้นค่ะ ให้ยกขาขึ้นสูงกว่าเดิมจนหลังล่างแนบพื้นได้ค่ะ
  7. ค้างตามเวลาที่กำหนดค่ะ แล้ววางลงพร้อมหายใจเข้าเต็มปอดค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Hollow Body Tuck แทนที่จะเหยียดขาตรง ให้งอเข่าขึ้นมาที่ 90 องศาค่ะ ขาที่งอสั้นกว่าทำให้แรงที่แกนกลางต้องต้านน้อยลงมากค่ะ ทำจนค้างได้ 30 วินาทีโดยหลังล่างแนบพื้นตลอดก่อนขยับไปเหยียดขาค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Hollow Body Hold เต็มท่า เหยียดขาตรงและยกต่ำค่ะ ยิ่งขาต่ำยิ่งยากเพราะแรงบิดที่แกนกลางต้องต้านมากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Hollow Body Rock จากตำแหน่ง Hollow Body ให้โยกตัวไปข้างหน้าและข้างหลังเบาๆ โดยที่รูปทรงของร่างกายไม่เปลี่ยนค่ะ การโยกเพิ่มความท้าทายในการรักษาตำแหน่งค่ะ

ยากที่สุด — Hollow Body Hold ขาต่ำมาก ยกขาขึ้นสูงจากพื้นเพียง 5 เซนติเมตรค่ะ ระยะห่างนี้สร้างแรงบิดที่แกนกลางต้องต้านสูงมากค่ะ ถ้าทำได้ 30 วินาทีโดยหลังล่างแนบพื้นตลอดถือว่าแกนกลางแข็งแรงในระดับที่นักยิมนาสติกทั่วไปยังทำไม่ได้ค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — หลังล่างโก่งขึ้น เหมือน Dead Bug ค่ะ นี่คือสัญญาณสำคัญที่สุดว่าแกนกลางไม่ได้ทำงานค่ะ ให้ยกขาขึ้นสูงกว่าเดิมจนหลังล่างแนบพื้นได้ก่อนค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ยกหัวขึ้นโดยไม่ยกไหล่ ยกหัวขึ้นโดยไม่ยกไหล่ทำให้คอต้องรับแรงแทนหน้าท้องค่ะ ต้องยกทั้งหัวและไหล่ขึ้นพร้อมกันเหมือนทำ Crunch ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — หายใจไม่ออก หลายคนกลั้นหายใจระหว่าง Hollow Body Hold ค่ะ ให้หายใจสั้นๆ ตื้นๆ ค่ะ ถ้าหายใจไม่ออกเลยแสดงว่าเกร็งมากเกินไปจนกระบังลมทำงานไม่ได้ค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ระยะเวลาที่ค้าง Hollow Body Hold ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของตำแหน่งค่ะ Hollow Body Hold 10 วินาทีที่หลังล่างแนบพื้นสนิทและหน้าท้องเกร็งเต็มที่ให้ผลดีกว่า 60 วินาทีที่หลังล่างยกขึ้นตลอดอย่างเทียบไม่ได้ค่ะ ลองใช้วิธีนี้ทดสอบตัวเองค่ะ วางมือบนหน้าท้องระหว่าง Hollow Body Hold ค่ะ ถ้ารู้สึกว่าหน้าท้องแข็งเหมือนไม้กระดานและหายใจแทบไม่ออกแสดงว่าทำถูกต้องค่ะ ถ้าหน้าท้องนิ่มอยู่แสดงว่ายังไม่ได้เกร็งเต็มที่ค่ะ


เซ็ตและเวลาแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10–15 วินาที 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 20–30 วินาที 60 วินาที
ระดับสูง 4 45–60 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 3 — Plank ขยับ

[📷 ใส่รูป: Plank ขยับ แสดงการเริ่มจากพลังค์บนแขนท่อนล่าง แล้วขยับมือขวาออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ลำตัวตรงตลอด สะโพกไม่แกว่ง]

กล้ามเนื้อหลัก: Transversus Abdominis กล้ามเนื้อก้นด้านข้าง และ Serratus Anterior รูปแบบการฝึก: Anti-Rotation Stability ขณะเคลื่อนไหว


ทำไมพลังค์ธรรมดาถึงไม่พอ

พลังค์มาตรฐานคือท่าที่ดีค่ะ แต่มันมีข้อจำกัดสำคัญหนึ่งอย่างค่ะ คือมันเป็น Static Hold ค่ะ แปลว่าร่างกายอยู่นิ่งตลอดค่ะ

ปัญหาคือในชีวิตจริงแกนกลางลำตัวแทบไม่เคยต้องรักษาตำแหน่งนิ่งค่ะ มันต้องรักษาเสถียรภาพในขณะที่ร่างกายกำลังเคลื่อนไหวอยู่เสมอค่ะ นั่นคือทำไม Plank ขยับถึงสำคัญกว่าพลังค์ธรรมดาในแง่ของการฝึกที่ตรงกับการใช้งานจริงค่ะ

Plank ขยับบังคับให้แกนกลางลำตัวต้านการหมุนและการแกว่งของสะโพกในขณะที่มือขยับออกไปค่ะ ทุกครั้งที่มือข้างหนึ่งออกจากพื้น ฐานรองรับลดลงและแรงที่แกนกลางต้องต้านเพิ่มขึ้นทันทีค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มในตำแหน่งพลังค์บนแขนท่อนล่างค่ะ ข้อศอกอยู่ใต้หัวไหล่ค่ะ ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ เกร็งหน้าท้องและก้นก่อนเริ่มค่ะ
  2. ขยับข้อศอกขวาออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเล็กๆ ค่ะ แล้วตามด้วยข้อศอกซ้ายออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเล็กๆ ค่ะ
  3. แล้วขยับข้อศอกขวากลับมาตำแหน่งเดิมค่ะ ตามด้วยข้อศอกซ้ายกลับมาค่ะ
  4. นั่นคือ 1 รอบค่ะ
  5. ตลอดการขยับสะโพกต้องไม่แกว่งซ้ายขวาค่ะ ไม่ยกขึ้นค่ะ และไม่หย่อนลงค่ะ สะโพกนิ่งสนิทคือสิ่งที่บังคับให้แกนกลางลำตัวทำงานค่ะ
  6. ถ้าสะโพกแกว่งมากแสดงว่าขยับไวเกินไปค่ะ ให้ช้าลงและโฟกัสที่การรักษาสะโพกนิ่งก่อนค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Plank ขยับเข่าลงพื้น ทำเหมือนเดิมแต่วางเข่าลงพื้นค่ะ ลดแรงที่แกนกลางต้องต้านลงค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Plank ขยับบนมือเหยียดตรง เปลี่ยนจากแขนท่อนล่างเป็นมือเหยียดตรงค่ะ แล้วขยับมือออกไปข้างหน้าแทนข้อศอกค่ะ ยากขึ้นมากเพราะฐานรองรับเล็กลงและแรงที่ไหล่ต้องรับมากขึ้นค่ะ

ยากที่สุด — Plank ขยับออกด้านข้าง แทนที่จะขยับออกไปข้างหน้า ให้ขยับมือข้างหนึ่งออกไปด้านข้างค่ะ แล้วดึงกลับค่ะ การขยับด้านข้างสร้างแรงหมุนที่แกนกลางต้องต้านสูงกว่าการขยับไปข้างหน้ามากค่ะ


💡 Insight สำคัญ

วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบว่า Plank ขยับได้ผลไหมค่ะ คือวางแก้วน้ำเต็มๆ ไว้บนหลังระหว่างทำค่ะ ถ้าน้ำไม่หกแสดงว่าสะโพกนิ่งพอสมควรค่ะ ถ้าน้ำหกทันทีแสดงว่าสะโพกแกว่งมากเกินไปและแกนกลางยังไม่ได้ทำงานจริงค่ะ วิธีนี้โหดกว่ากระจกและบอกความจริงได้ทันทีค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต รอบ พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10 60 วินาที
ระดับสูง 4 12–15 90 วินาที

ท่าที่ 4 — Pallof Press บอดี้เวท

[📷 ใส่รูป: Pallof Press บอดี้เวท แสดงการยืนตรงเอามือกดต้านกันไว้ที่หน้าอก แล้วดันแขนออกไปตรงหน้าระดับอก ลำตัวไม่หมุน]

กล้ามเนื้อหลัก: Internal และ External Oblique Transversus Abdominis รูปแบบการฝึก: Anti-Rotation Stability


ท่าที่ฝึก Anti-Rotation ได้ตรงที่สุดในบอดี้เวท

Pallof Press ดั้งเดิมใช้สายเคเบิลหรือยางยืดค่ะ แต่หลักการสามารถทำได้ด้วยบอดี้เวทโดยใช้แรงต้านจากมือข้างหนึ่งกดต้านอีกข้างค่ะ

Anti-Rotation คือการที่กล้ามเนื้อแกนกลางต้านทานแรงที่พยายามจะหมุนลำตัวค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่กล้ามเนื้อด้านข้างต้องทำตลอดเวลาในชีวิตประจำวันค่ะ ทุกครั้งที่แบกของด้านเดียว ทุกครั้งที่เดินถือกระเป๋าข้างเดียว ทุกครั้งที่ตีกอล์ฟหรือเทนนิส ล้วนต้องการ Anti-Rotation ค่ะ

งานวิจัยพบว่า Pallof Press กระตุ้น Internal และ External Oblique ได้สูงกว่า Russian Twist ในหลายคนค่ะ เพราะ Russian Twist สร้างการหมุนจริงๆ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างทำงานในแบบ Mover ค่ะ แต่ Pallof Press ทำให้มันทำงานในแบบ Stabilizer ซึ่งตรงกับหน้าที่จริงในชีวิตมากกว่าค่ะ


วิธีทำ

  1. ยืนตรงค่ะ เท้ากว้างเท่าหัวไหล่ค่ะ เกร็งหน้าท้องก่อนเริ่มค่ะ
  2. เอามือทั้งสองประกบกันไว้ที่หน้าอกระดับกึ่งกลางค่ะ กดมือข้างหนึ่งต้านอีกข้างเบาๆ ค่ะ รู้สึกแรงตึงระหว่างสองมือค่ะ
  3. ดันแขนออกไปข้างหน้าตรงๆ ในระดับหน้าอกช้าๆ ค่ะ นับ 3 วินาทีค่ะ ตลอดการดันแขนออกลำตัวต้องไม่หมุนหรือเอียงไปด้านใดเลยค่ะ
  4. ค้างแขนเหยียดตรงออกไป 2 วินาทีค่ะ รู้สึกว่ากล้ามเนื้อด้านข้างกำลังต้านทานอยู่ค่ะ
  5. ดึงกลับมาที่หน้าอกช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ
  6. นั่นคือ 1 ครั้งค่ะ

สิ่งที่ต้องโฟกัสที่สุดคือลำตัวต้องนิ่งสนิทตลอดค่ะ ถ้ารู้สึกว่าลำตัวอยากหมุนหรืออยากเอียงขณะดันแขนออก แสดงว่ากล้ามเนื้อด้านข้างกำลังทำงานอยู่จริงๆ ค่ะ ให้ต้านทานความอยากนั้นไว้ค่ะ


การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Pallof Press นั่ง นั่งบนเก้าอี้แล้วทำเหมือนเดิมค่ะ การนั่งลดตัวแปรเรื่องการทรงตัวออกไปและให้โฟกัสที่การต้านการหมุนได้มากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Pallof Press เท้าชิดกัน ยืนเท้าชิดกันแทนเท้ากว้างค่ะ ฐานรองรับที่แคบลงทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางมากขึ้นเพื่อรักษาสมดุลค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Pallof Press ยืนขาเดียว ยืนขาเดียวแล้วทำค่ะ ยากมากขึ้นเพราะต้องรักษาสมดุลพร้อมกับต้านการหมุนค่ะ

ยากที่สุด — Pallof Press พร้อมยางยืด ผูกยางยืดกับสิ่งยึดด้านข้างแล้วยืนตั้งฉากกับแรงดึงค่ะ แรงดึงจากด้านข้างสร้าง Anti-Rotation ที่แท้จริงได้ดีกว่าบอดี้เวทมากค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ถ้าทำ Pallof Press แล้วไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อด้านข้างทำงานเลย ให้ลองหันตัว 45 องศาแล้วดันแขนออกในทิศทางเดิมค่ะ การที่ลำตัวไม่ตั้งฉากกับทิศทางการดันสร้างแรงหมุนมากขึ้นทันทีค่ะ และจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อด้านข้างต้องทำงานหนักขึ้นชัดเจนค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10–12 60 วินาที
ระดับสูง 4 12 ช้า 4 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 5 — Bear Crawl Hold

[📷 ใส่รูป: Bear Crawl Hold แสดงการคุกเข่าสี่ขา มือวางพื้น หลังตรง เข่ายกขึ้นจากพื้นประมาณ 5 เซนติเมตร ค้างนิ่ง]

กล้ามเนื้อหลัก: Transversus Abdominis กล้ามเนื้อไหล่ และแกนกลางลำตัวทุกส่วน รูปแบบการฝึก: Multi-Directional Stability


ท่าที่ดูง่ายที่สุดแต่โหดที่สุดในกลุ่มนี้

Bear Crawl Hold ดูเหมือนเด็กเล็กคลานอยู่ค่ะ แต่มันคือหนึ่งในท่าที่ท้าทายที่สุดสำหรับแกนกลางลำตัวค่ะ

เหตุผลคือในตำแหน่ง Bear Crawl Hold น้ำหนักกระจายบนจุดสัมผัสสี่จุดที่เล็กมากค่ะ คือมือสองข้างและปลายเท้าสองข้างค่ะ ความไม่สมมาตรของตำแหน่งนี้บังคับให้กล้ามเนื้อแกนกลางต้องทำงานในทุกทิศทางพร้อมกันเพื่อรักษาหลังให้ตรงและเข่าให้ลอยอยู่ค่ะ

ที่น่าสนใจมากคือ Bear Crawl Hold กระตุ้น Serratus Anterior หรือกล้ามเนื้อใต้รักแร้ที่ทำหน้าที่รักษาสะบักให้แนบกับซี่โครงได้ดีมากค่ะ กล้ามเนื้อนี้สำคัญมากสำหรับสุขภาพข้อไหล่ระยะยาวค่ะ แต่ท่าออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่ได้กระตุ้นมันโดยตรงค่ะ


วิธีทำ

  1. คุกเข่าลงพื้นสี่ขาค่ะ มือวางใต้หัวไหล่พอดีค่ะ เข่าอยู่ใต้สะโพกพอดีค่ะ
  2. หายใจออกและเกร็งหน้าท้องก่อนค่ะ
  3. ยกเข่าขึ้นจากพื้น 5 เซนติเมตรค่ะ ไม่ต้องยกสูงค่ะ แค่ลอยค่ะ
  4. ค้างตำแหน่งนี้ไว้ค่ะ หลังต้องตรงขนานพื้นค่ะ ห้ามก้นยกขึ้นและห้ามหลังแอ่นลงค่ะ
  5. หายใจสม่ำเสมอตลอดค่ะ
  6. ตรวจสอบสามอย่างขณะค้างค่ะ หลังตรงไหม เข่าลอยอยู่ไหม และหน้าท้องเกร็งอยู่ไหมค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Bear Crawl Hold ค้างสั้น ค้างแค่ 5–10 วินาทีแล้วพักค่ะ ทำซ้ำหลายรอบแทนการค้างนานต่อเนื่องค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Bear Crawl Hold ขยับมือ จากตำแหน่ง Bear Crawl Hold ให้ขยับมือขวาออกไปด้านหน้าเล็กน้อยแล้วกลับมาค่ะ แล้วสลับมือซ้ายค่ะ เข่าต้องลอยอยู่ตลอดค่ะ

ยากที่สุด — Bear Crawl เดินหน้า จากตำแหน่ง Bear Crawl Hold ให้เดินไปข้างหน้าโดยที่เข่าลอยอยู่ตลอดค่ะ ขยับมือขวาและเท้าซ้ายพร้อมกันค่ะ แล้วสลับค่ะ การเดินในตำแหน่งนี้ท้าทายแกนกลางลำตัวในระดับสูงมากค่ะ


💡 Insight สำคัญ

Bear Crawl Hold ที่ถูกต้องต้องรู้สึกเหนื่อยที่หน้าท้องและไหล่พร้อมกันค่ะ ถ้าเหนื่อยที่หลังล่างมากกว่า แสดงว่าก้นยกขึ้นสูงเกินไปหรือหน้าท้องไม่ได้เกร็งค่ะ ให้ลดก้นลงและเกร็งหน้าท้องใหม่ก่อนค้างต่อค่ะ ความรู้สึกที่ถูกต้องคือเหมือนกำลังพยายามดึงสะดือขึ้นไปหาเพดานตลอดเวลาที่ค้างอยู่ค่ะ


เซ็ตและเวลาแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
ผู้เริ่มต้น 3 15–20 วินาที 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 30–45 วินาที 60 วินาที
ระดับสูง 4 45–60 วินาที หรือเดิน 10 ก้าว 90 วินาที

กลุ่มที่ 2 — หน้าท้องส่วนบนและกลาง (Flexion)

ทำไมกลุ่มนี้ถึงสำคัญแม้จะโดนวิจารณ์มากที่สุด

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและถูกเข้าใจผิดมากที่สุดพร้อมกันค่ะ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีกระแสในวงการฟิตเนสที่บอกว่าซิทอัพและครันช์อันตรายและควรเลิกทำค่ะ แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นค่ะ

การงอกระดูกสันหลังไปข้างหน้าไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายไม่ควรทำค่ะ ร่างกายออกแบบมาให้งอได้ค่ะ ปัญหาคือการงอซ้ำๆ หลายร้อยครั้งในคนที่กระดูกสันหลังไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมค่ะ และการทำโดยไม่มีการฝึก Stability ควบคู่กันค่ะ

เมื่อผ่านกลุ่มที่ 1 มาแล้วค่ะ แกนกลางลำตัวชั้นลึกพร้อมรองรับการเคลื่อนไหวในกลุ่มนี้แล้วค่ะ และนั่นคือลำดับที่ถูกต้องค่ะ

ห้าท่าในกลุ่มนี้ถูกเลือกมาเพราะแต่ละท่ากระตุ้น Rectus Abdominis ในมุมและความยาวที่ต่างกันค่ะ การรวมหลายท่าเข้าด้วยกันทำให้พัฒนากล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนและกลางได้ครอบคลุมกว่าการทำท่าเดียวซ้ำๆ อย่างมีนัยสำคัญค่ะ


ท่าที่ 6 — Crunch แบบถูกต้อง

[📷 ใส่รูป: Crunch แบบถูกต้อง แสดงการนอนหงาย เข่างอ เท้าวางพื้น มือวางข้างหัวไม่ดึงคอ ยกไหล่ขึ้นจากพื้นประมาณ 30 องศา หน้าท้องหดตัวชัดเจน]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนบนและกลาง และ External Oblique รูปแบบการฝึก: Spinal Flexion


ทำไมครันช์ที่คนส่วนใหญ่ทำถึงไม่ได้ผล

ครันช์ไม่ใช่ท่าที่แย่ค่ะ แต่ครันช์ที่คนส่วนใหญ่ทำนั้นแย่มากค่ะ

ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นอยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ ที่เปลี่ยนทุกอย่างค่ะ

ครันช์ที่ผิดวิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการดึงคอขึ้นมาด้วยมือค่ะ เมื่อดึงคอขึ้นมา กล้ามเนื้อคอรับแรงแทนหน้าท้องค่ะ และลำตัวที่ยกขึ้นมาไม่ได้มาจากหน้าท้องหดตัวค่ะ แต่มาจากแรงดึงของมือค่ะ

ผลคือทำครันช์ 100 ครั้งโดยที่หน้าท้องทำงานแค่ 20% ของแต่ละครั้งค่ะ และคอตึงทุกวันค่ะ

งานวิจัย EMG วัดการทำงานของกล้ามเนื้อในครันช์ที่ถูกต้องกับผิดพบว่าครันช์ที่ถูกต้องกระตุ้น Rectus Abdominis สูงกว่าครันช์ที่ดึงคอถึง 47% ค่ะ ด้วยน้ำหนักตัวเองเท่ากันทุกอย่างค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ เข่างอขึ้นประมาณ 90 องศาค่ะ เท้าวางพื้นกว้างเท่าหัวไหล่ค่ะ
  2. วางมือข้างหัวเบาๆ ค่ะ ปลายนิ้วแตะขมับหรือวางหลังหูค่ะ ห้ามประสานมือไขว้หลังคอเด็ดขาดค่ะ และห้ามดึงคอขึ้นค่ะ ข้อศอกกางออกข้างค่ะ
  3. กดหลังล่างลงพื้นให้แนบก่อนเริ่มค่ะ เหมือน Dead Bug ค่ะ
  4. หายใจออกช้าๆ ขณะยกไหล่ขึ้นจากพื้นค่ะ ให้นึกว่ากำลังพยายามเอาซี่โครงล่างเข้าหาสะโพกค่ะ ไม่ใช่เอาหัวเข้าหาเข่าค่ะ ความแตกต่างนี้สำคัญมากค่ะ
  5. ยกขึ้นแค่ 20–30 องศาจากพื้นก็เพียงพอแล้วค่ะ ไม่ต้องนั่งตัวตรงค่ะ เพราะ Rectus Abdominis ทำงานสูงสุดในช่วง 30 องศาแรกของการงอลำตัวค่ะ หลังจากนั้น Hip Flexors เข้ามารับแทนค่ะ
  6. หยุดค้างที่จุดสูงสุด 1–2 วินาทีค่ะ บีบหน้าท้องให้แน่นที่สุดค่ะ
  7. ลดลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ อย่าวางหัวลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ ให้ไหล่ห่างพื้นเล็กน้อยก่อนขึ้นใหม่ค่ะ วิธีนี้รักษาแรงตึงที่หน้าท้องตลอดเซ็ตค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Crunch แขนเหยียดตรง แทนที่จะวางมือข้างหัว ให้เหยียดแขนตรงไปข้างหน้าขนานพื้นค่ะ แขนที่เบากว่าทำให้ยกตัวขึ้นได้ง่ายกว่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่แข็งแรงพอสำหรับแขนข้างหัวค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Crunch ช้าพิเศษ ขึ้น 2 วินาที ค้าง 3 วินาที ลง 4 วินาทีค่ะ เวลาภายใต้แรงตึงที่เพิ่มขึ้นกระตุ้นการเติบโตได้มากกว่าการทำเร็วๆ อย่างมีนัยสำคัญค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Crunch เท้าลอย ยกเท้าขึ้นพร้อมงอเข่า 90 องศาค่ะ แล้วทำ Crunch ในขณะที่เท้าลอยอยู่ค่ะ การยกเท้าขึ้นป้องกัน Hip Flexors จากการช่วยดึงลำตัวขึ้นค่ะ ทำให้ Rectus Abdominis ต้องทำงานมากขึ้นค่ะ

ยากที่สุด — Crunch บนลูกบอล ทำ Crunch บน Stability Ball ที่รองรับหลังส่วนล่างค่ะ บอลทำให้ช่วงการเคลื่อนไหวยาวขึ้นเพราะสามารถเหยียดหลังลงไปด้านหลังได้มากกว่าบนพื้นค่ะ ช่วงการเคลื่อนไหวที่ยาวขึ้นกระตุ้นกล้ามเนื้อได้มากขึ้นค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ดึงคอขึ้นด้วยมือ อันตรายที่สุดในท่านี้ค่ะ สะสมความเครียดที่กระดูกคอและทำให้หน้าท้องทำงานน้อยลงมากค่ะ ให้มือแค่วางข้างหัวเบาๆ ราวกับวางบนของบอบบางค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ยกตัวขึ้นสูงเกินไป การนั่งตัวตรงในครันช์ทำให้ Hip Flexors รับแทนหน้าท้องค่ะ ยกขึ้นแค่ 30 องศาก็เพียงพอค่ะ และโฟกัสที่ความรู้สึกที่หน้าท้องมากกว่าความสูงที่ยกได้ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 3 — ทำเร็วแบบเหวี่ยงตัว การทำเร็วๆ ใช้แรงเหวี่ยงมากกว่ากล้ามเนื้อค่ะ ถ้าหยุดค้างที่จุดสูงสุดไม่ได้แสดงว่ากำลังใช้แรงเหวี่ยงอยู่ค่ะ ให้ทำช้าลงจนสามารถค้างได้ค่ะ


💡 Insight สำคัญ

วิธีที่ทำให้ Crunch ได้ผลขึ้นทันทีโดยไม่เปลี่ยนท่าเลยค่ะ คือก่อนขึ้นทุกครั้งให้หายใจออกก่อนแล้วค่อยขึ้นค่ะ การหายใจออกก่อนทำให้ Transversus Abdominis หดตัวและสร้างแรงกดในช่องท้องก่อนที่ Rectus Abdominis จะเริ่มทำงานค่ะ ผลคือหน้าท้องทำงานประสานกันดีขึ้นมากและรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหดตัวชัดเจนกว่าเดิมทันทีค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 12–15 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 15–20 60 วินาที
ระดับสูง 4 15 ช้า 2 วินาที ค้าง 3 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 7 — Cable Crunch บอดี้เวท

[📷 ใส่รูป: Cable Crunch บอดี้เวท แสดงการคุกเข่าลงพื้น มือจับไว้ข้างหัว แล้วงอลำตัวลงโดยดึงซี่โครงล่างเข้าหาสะโพก ก้นไม่เคลื่อนไหว]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ทั้งส่วนบนและกลาง รูปแบบการฝึก: Spinal Flexion แบบต้านแรงโน้มถ่วง


ท่าที่กระตุ้น Rectus Abdominis ได้มากที่สุดในบอดี้เวท

Cable Crunch ดั้งเดิมทำโดยใช้สายเคเบิลดึงแรงต้านมาจากด้านบนค่ะ แต่เวอร์ชันบอดี้เวทนี้ใช้น้ำหนักของลำตัวส่วนบนเองเป็นแรงต้านค่ะ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษกว่า Crunch ธรรมดาค่ะ คือการคุกเข่าทำให้ Hip Flexors แทบไม่มีบทบาทเลยค่ะ เพราะสะโพกไม่ได้งออยู่ในแนวที่ Hip Flexors ทำงานได้ค่ะ แปลว่า Rectus Abdominis ต้องทำงานคนเดียวเกือบทั้งหมดค่ะ

งานวิจัย EMG เปรียบเทียบ Crunch นอนหงายกับ Cable Crunch แบบคุกเข่าพบว่าท่าคุกเข่ากระตุ้น Rectus Abdominis ได้สูงกว่าถึง 32% ค่ะ เพราะตำแหน่งของลำตัวบังคับให้หน้าท้องทำงานในช่วงที่ยืดออกและหดเข้ามากขึ้นค่ะ


วิธีทำ

  1. คุกเข่าลงพื้นค่ะ นั่งตัวตรงบนเข่าค่ะ ก้นไม่วางบนส้นเท้าค่ะ สะโพกเหยียดตรงค่ะ
  2. วางมือข้างหัวเหมือน Crunch ธรรมดาค่ะ ข้อศอกกางออกค่ะ
  3. เอนลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มค่ะ ให้ลำตัวทำมุมประมาณ 15 องศากับพื้นค่ะ ตำแหน่งนี้ทำให้หน้าท้องต้องรับน้ำหนักลำตัวส่วนบนตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ
  4. หายใจออกและงอลำตัวลงช้าๆ ค่ะ ให้นึกว่ากำลังดึงซี่โครงล่างลงมาเข้าหาสะโพกค่ะ ไม่ใช่ก้มหัวลงค่ะ
  5. งอลำตัวลงจนหน้าท้องหดตัวเต็มที่ค่ะ ก้นต้องไม่เคลื่อนไหวตลอดค่ะ ถ้าก้นเคลื่อนไปข้างหลังแสดงว่าใช้ Hip Flexors ช่วยค่ะ
  6. หยุดค้างที่จุดต่ำสุด 2 วินาทีค่ะ บีบหน้าท้องแน่นที่สุดค่ะ
  7. ยกลำตัวขึ้นช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ หายใจเข้าขณะยกขึ้นค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Cable Crunch บอดี้เวทลำตัวตั้งตรง แทนที่จะเอนลำตัวไปหน้า ให้นั่งตัวตรงค่ะ แรงต้านจากน้ำหนักลำตัวน้อยกว่าแต่หน้าท้องยังต้องทำงานอยู่ค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Cable Crunch บอดี้เวทเอนหน้ามากขึ้น เอนลำตัวไปข้างหน้ามากขึ้นเป็น 30 องศาก่อนเริ่มค่ะ น้ำหนักลำตัวส่วนบนที่ต้องต้านมากขึ้นทำให้ยากขึ้นทันทีค่ะ

ยากที่สุด — Cable Crunch บอดี้เวทช้าพิเศษ งอลงช้า 5 วินาที ค้าง 3 วินาที ยกขึ้นช้า 5 วินาทีค่ะ ถ้าทำได้ 10 ครั้งในรูปแบบนี้ Rectus Abdominis แข็งแรงมากแล้วค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในท่านี้คือก้นเคลื่อนไปข้างหลังขณะงอลำตัวลงค่ะ เมื่อก้นเคลื่อน Hip Flexors เริ่มทำงานและหน้าท้องทำงานน้อยลงทันทีค่ะ วิธีแก้ง่ายมากค่ะ คือวางหนังสือไว้ระหว่างก้นและส้นเท้าก่อนทำค่ะ ถ้าหนังสือหล่นแสดงว่าก้นเคลื่อนไปค่ะ วิธีนี้บังคับให้โฟกัสที่การรักษาก้นนิ่งตลอดเซ็ตค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10–12 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 12–15 60 วินาที
ระดับสูง 4 10 ช้า 5 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 8 — Sit Up แบบควบคุม

[📷 ใส่รูป: Sit Up แบบควบคุม แสดงการนอนหงาย เข่างอ แขนไขว้หน้าอก ลุกขึ้นช้าๆ โดยกดหลังล่างลงพื้นก่อนแล้วค่อยๆ ม้วนกระดูกสันหลังขึ้นทีละชิ้น]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ทั้งแนว Hip Flexors และ External Oblique รูปแบบการฝึก: Full Spinal Flexion แบบควบคุม


ทำไม Sit Up ถึงยังอยู่ในบทความนี้ทั้งที่โดนวิจารณ์มาก

เพราะ Sit Up ที่ทำถูกต้องและทำในปริมาณที่เหมาะสมยังมีประโยชน์อยู่ค่ะ

สิ่งที่ทำให้ Sit Up อันตรายไม่ใช่ท่าเองค่ะ แต่คือการทำผิดวิธีและทำในปริมาณสูงเกินไปค่ะ Sit Up ที่ดึงคอ ล็อคเท้า และลุกขึ้นแบบเหวี่ยงตัวคือสิ่งที่สร้างปัญหาค่ะ ไม่ใช่การงอกระดูกสันหลังที่ควบคุมได้ค่ะ

Sit Up แบบควบคุมที่ถูกต้องม้วนกระดูกสันหลังขึ้นทีละชิ้นๆ ตั้งแต่คอลงไปถึงหลังล่างค่ะ การม้วนแบบนี้กระตุ้น Rectus Abdominis ในช่วงการเคลื่อนไหวที่ยาวกว่า Crunch มากค่ะ และยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวของกระดูกสันหลังด้วยค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายค่ะ เข่างอขึ้นประมาณ 90 องศาค่ะ เท้าวางพื้นค่ะ ไม่ล็อคเท้าใต้อะไรทั้งนั้นค่ะ
  2. ไขว้แขนหน้าอกค่ะ หรือเหยียดแขนตรงไปข้างหน้าค่ะ ห้ามวางมือหลังคอค่ะ
  3. หายใจออกก่อนเริ่มค่ะ กดหลังล่างลงพื้นและเกร็งหน้าท้องค่ะ
  4. เริ่มม้วนลำตัวขึ้นจากคอก่อนค่ะ แล้วตามด้วยหลังบน หลังกลาง และหลังล่างค่ะ ทีละชิ้นๆ ช้าๆ ค่ะ นับ 4 วินาทีค่ะ
  5. ลุกขึ้นจนลำตัวตั้งตรงหรือใกล้เคียงค่ะ
  6. หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ
  7. ลดลำตัวกลับลงช้าๆ ในแบบเดิมค่ะ ม้วนกลับลงทีละชิ้นๆ ค่ะ หลังล่างแตะพื้นก่อนแล้วตามด้วยหลังกลาง หลังบน และไหล่ค่ะ นับ 4 วินาทีค่ะ
  8. ไม่ต้องวางหัวลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ ให้ไหล่ห่างพื้นเล็กน้อยก่อนขึ้นใหม่ค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Sit Up ช่วยด้วยมือ วางมือบนต้นขาและให้มือเลื่อนขึ้นไปตามขาขณะลุกขึ้นค่ะ มือช่วยรับแรงบางส่วนทำให้ง่ายขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Sit Up แขนเหยียดเหนือหัว เหยียดแขนตรงเหนือหัวค่ะ น้ำหนักแขนที่เพิ่มขึ้นในตำแหน่งห่างจากลำตัวมากขึ้นทำให้หน้าท้องต้องออกแรงมากขึ้นค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Sit Up หมุนตัว เมื่อลุกขึ้นมาถึงจุดสูงสุดให้หมุนลำตัวไปด้านขวาแล้วกลับมาตรงก่อนลดลงค่ะ สลับหมุนซ้ายในครั้งถัดไปค่ะ เพิ่มการกระตุ้น Oblique ควบคู่ไปด้วยค่ะ

ยากที่สุด — Sit Up บนพื้นเอียง ทำบนกระดานที่เอนศีรษะลงต่ำกว่าเท้าค่ะ น้ำหนักลำตัวที่ต้านมากขึ้นทำให้ยากขึ้นอย่างมากค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ลุกขึ้นแบบเหวี่ยงตัว การเหวี่ยงตัวขึ้นเร็วๆ ใช้แรงเหวี่ยงและ Hip Flexors แทนหน้าท้องค่ะ ให้ม้วนขึ้นทีละชิ้นๆ ช้าๆ เสมอค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ล็อคเท้าใต้อะไรบางอย่าง การล็อคเท้าทำให้ Hip Flexors รับแรงแทนหน้าท้องได้มากขึ้นมากค่ะ ให้วางเท้าอิสระบนพื้นค่ะ ถ้าเท้าลอยขึ้นมาระหว่างทำแสดงว่ากำลังใช้หน้าท้องจริงๆ ค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ความแตกต่างระหว่าง Sit Up ที่ดีและแย่อยู่ที่ส่วนลงค่ะ ไม่ใช่ส่วนขึ้นค่ะ การลดลำตัวลงช้าๆ ทีละชิ้นๆ คือส่วนที่กระตุ้น Rectus Abdominis ได้มากที่สุดในท่านี้ค่ะ เพราะกล้ามเนื้อต้องทำงานแบบ Eccentric ในการต้านน้ำหนักลำตัวขณะลดลงค่ะ คนที่ลงเร็วๆ ทิ้งตัวลงพื้นกำลังทิ้งโอกาสพัฒนาที่ดีที่สุดของท่านี้ไปค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8–10 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10–15 90 วินาที
ระดับสูง 4 10 ม้วนช้า 4 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 9 — V-Up

[📷 ใส่รูป: V-Up แสดงการนอนหงายแขนเหยียดเหนือหัว ขาเหยียดตรง แล้วยกแขนและขาขึ้นพร้อมกันจนปลายนิ้วมือเกือบแตะปลายเท้า ร่างกายเป็นรูปตัว V]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ทั้งส่วนบนและล่าง Hip Flexors และ Oblique รูปแบบการฝึก: Full Trunk Flexion


ท่าที่กระตุ้นหน้าท้องทั้งส่วนบนและล่างพร้อมกัน

V-Up คือท่าที่หายากที่สุดในกลุ่มนี้ค่ะ เพราะมันรวมการยกลำตัวส่วนบนและการยกขาเข้าหากันในเวลาเดียวกันค่ะ

สิ่งที่ทำให้ V-Up ต่างจากท่าอื่นในกลุ่มนี้ค่ะ คือมันบังคับให้ Rectus Abdominis ทำงานจากทั้งสองปลายพร้อมกันค่ะ ส่วนบนหดเข้าเพราะลำตัวส่วนบนยกขึ้น และส่วนล่างหดเข้าเพราะขายกขึ้นพร้อมกันค่ะ การหดตัวจากสองปลายพร้อมกันคือการกระตุ้นสูงสุดที่ท่าเดียวจะทำได้ค่ะ

แต่ V-Up ทำยากมากค่ะ และคนส่วนใหญ่ทำผิดวิธีค่ะ คือใช้แรงเหวี่ยงและ Hip Flexors ทำแทนหน้าท้องค่ะ ให้ทำช้าๆ และโฟกัสที่ความรู้สึกที่หน้าท้องก่อนเพิ่มความเร็วค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ แขนเหยียดตรงเหนือหัวค่ะ ขาเหยียดตรงค่ะ
  2. กดหลังล่างลงพื้นก่อนเริ่มค่ะ
  3. หายใจออกแล้วยกแขนและขาขึ้นพร้อมกันช้าๆ ค่ะ นับ 2 วินาทีค่ะ
  4. พยายามให้ปลายนิ้วมือเกือบแตะปลายเท้าที่จุดสูงสุดค่ะ ร่างกายเป็นรูปตัว V ค่ะ
  5. หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ บีบหน้าท้องแน่นที่สุดค่ะ
  6. ลดลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ หายใจเข้าขณะลดลงค่ะ
  7. ไม่ต้องวางแขนและขาลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ ให้ห่างพื้นเล็กน้อยก่อนขึ้นใหม่ค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — V-Up งอเข่า แทนที่จะเหยียดขาตรง ให้งอเข่าขึ้นมาขณะยกขึ้นค่ะ ขาที่สั้นกว่าทำให้แรงบิดที่หน้าท้องต้องต้านน้อยลงมากค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — V-Up เต็มท่าช้า ยกขึ้น 3 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 4 วินาทีค่ะ

ยากที่สุด — V-Up ค้างนาน ยกขึ้นสู่ตำแหน่ง V แล้วค้างไว้ 5–10 วินาทีค่ะ ขณะค้างให้หายใจสั้นๆ ตื้นๆ ค่ะ ถ้าทำได้โดยที่หน้าท้องยังหดตัวอยู่ตลอดแสดงว่าแข็งแรงมากค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ถ้าทำ V-Up แล้วรู้สึกที่ขาหนีบหรือสะโพกมากกว่าที่หน้าท้อง แสดงว่า Hip Flexors กำลังรับแทนอยู่ค่ะ วิธีแก้คือลองทำ V-Up โดยกดหลังล่างลงพื้นให้แนบตลอดการยกขึ้นค่ะ ถ้าหลังล่างยกขึ้นตามขา แสดงว่า Hip Flexors เป็นตัวขับเคลื่อนหลักค่ะ ให้งอเข่ามากขึ้นจนหลังล่างแนบพื้นได้ตลอดก่อนค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6–8 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10–12 90 วินาที
ระดับสูง 4 10 ช้า หรือค้าง 5 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 10 — Tuck Crunch

[📷 ใส่รูป: Tuck Crunch แสดงการนอนหงาย ยกขาขึ้นงอเข่า 90 องศา แล้วยกไหล่ขึ้นพร้อมกับดึงเข่าเข้าหาหน้าอกพร้อมกัน]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ทั้งส่วนบนและล่าง และ Hip Flexors รูปแบบการฝึก: Double Crunch


ท่าที่ปลอดภัยที่สุดในการกระตุ้นหน้าท้องสองส่วนพร้อมกัน

Tuck Crunch คือเวอร์ชันที่ปลอดภัยกว่าและควบคุมได้ดีกว่าของ V-Up ค่ะ เพราะการงอเข่าลดแรงกดที่กระดูกสันหลังลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเหยียดขาตรงค่ะ

สิ่งที่ทำให้ท่านี้พิเศษค่ะ คือมันกระตุ้น Rectus Abdominis จากทั้งสองปลายพร้อมกันเหมือน V-Up ค่ะ แต่ด้วยช่วงการเคลื่อนไหวที่สั้นกว่าและควบคุมได้ดีกว่าค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ยังทำ V-Up ไม่ได้หรือต้องการท่าที่กดดันกระดูกสันหลังน้อยกว่าค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ ยกขาขึ้นมางอเข่า 90 องศาค่ะ หน้าแข้งขนานพื้นค่ะ มือวางข้างหัวค่ะ
  2. กดหลังล่างลงพื้นก่อนเริ่มค่ะ
  3. หายใจออกแล้วยกไหล่ขึ้นพร้อมกับดึงเข่าเข้าหาหน้าอกพร้อมกันค่ะ ทั้งสองส่วนเคลื่อนเข้าหากันพร้อมกันค่ะ
  4. ที่จุดสูงสุดให้หน้าท้องหดตัวเต็มที่ค่ะ รู้สึกว่าซี่โครงล่างและสะโพกเข้าหากันค่ะ
  5. หยุดค้าง 1 วินาทีค่ะ
  6. ลดลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ไม่ต้องวางขาลงพื้นสนิทระหว่างครั้งค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Tuck Crunch สลับข้าง แทนที่จะดึงเข่าทั้งสองเข้าพร้อมกัน ให้สลับดึงเข่าขวาพร้อมยกไหล่ซ้าย แล้วสลับค่ะ ง่ายกว่าแต่ยังกระตุ้น Oblique เพิ่มด้วยค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Tuck Crunch ค้าง ดึงเข่าเข้าและยกไหล่ขึ้นแล้วค้างไว้ 3–5 วินาทีค่ะ แล้วค่อยลดลงค่ะ

ยากที่สุด — Tuck Crunch เหยียดขาสลับ ดึงเข่าขวาเข้าหาหน้าอกขณะยกไหล่ขึ้นค่ะ แล้วเหยียดขาขวาออกตรงในขณะที่ดึงเข่าซ้ายเข้าแทนค่ะ สลับต่อเนื่องค่ะ ท่านี้คล้าย Bicycle Crunch แต่เน้นการดึงเข่าเข้ามากกว่าการหมุนลำตัวค่ะ


💡 Insight สำคัญ

ความลับของ Tuck Crunch ที่ได้ผลจริงๆ ค่ะ คือต้องให้ทั้งไหล่และเข่าเคลื่อนเข้าหากันในจังหวะเดียวกันพอดีค่ะ ถ้าไหล่ขึ้นก่อนเข่าหรือเข่าเข้าก่อนไหล่ขึ้น แสดงว่าหน้าท้องส่วนบนและล่างไม่ได้ทำงานประสานกันค่ะ ให้นับในใจและพยายามให้ทั้งสองส่วนถึงจุดสูงสุดพร้อมกันค่ะ เมื่อทำได้จะรู้สึกว่าหน้าท้องหดตัวเป็นหนึ่งเดียวแทนที่จะเป็นสองส่วนแยกกันค่ะ


เซ็ตและครั้งแนะนำ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10–12 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 15–20 60 วินาที
ระดับสูง 4 15 ช้า 3 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 11 — Leg Raise นอนหงาย

[📷 ใส่รูป: Leg Raise นอนหงาย]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนล่าง และ Hip Flexors รูปแบบการฝึก: Hip Flexion แบบ Eccentric Control

วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ แขนวางข้างลำตัวหรือใต้ก้นเล็กน้อยค่ะ การวางมือใต้ก้นช่วยให้หลังล่างแนบพื้นได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ
  2. เหยียดขาตรงทั้งสองข้างค่ะ เกร็งหน้าท้องและกดหลังล่างลงพื้นก่อนเริ่มเสมอค่ะ
  3. หายใจออกแล้วยกขาขึ้นช้าๆ จนตั้งฉาก 90 องศาค่ะ
  4. ลดขาลงช้าๆ นับ 4 วินาทีค่ะ หลังล่างต้องแนบพื้นตลอดค่ะ
  5. หยุดก่อนส้นเท้าแตะพื้น ให้ขาห่างพื้น 5–10 เซนติเมตรค่ะ แล้วยกขึ้นใหม่ทันทีค่ะ
  6. ถ้าหลังล่างยกขึ้นก่อนขาถึงจุดต่ำสุดให้หยุดลดลงตรงนั้นและยกขึ้นใหม่เลยค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคืองอเข่า 90 องศาแทนเหยียดตรงค่ะ ยากขึ้นคือลดขาลงจนห่างพื้นแค่ 3 เซนติเมตรโดยที่หลังล่างยังแนบพื้นอยู่ค่ะ ยากที่สุดคือถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้าค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

หลังล่างยกขึ้นจากพื้นขณะลดขาลงค่ะ นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า Hip Flexors รับแทนหน้าท้องส่วนล่างทั้งหมดแล้วค่ะ ให้ลดระยะการลดขาลงจนหลังล่างยังแนบพื้นได้ก่อนค่ะ

💡 Insight สำคัญ

ส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุดใน Leg Raise ไม่ใช่การยกขาขึ้นค่ะ แต่คือการลดขาลงช้าๆ ค่ะ Eccentric Control ในขณะที่หลังล่างแนบพื้นตลอดคือสิ่งที่กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างได้มากที่สุดค่ะ คนที่ยกขึ้นเร็วแล้วทิ้งขาลงเร็วกำลังทิ้งโอกาสที่ดีที่สุดของท่านี้ไปค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8–10 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 12–15 90 วินาที
ระดับสูง 4 10 ลงช้า 5 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 12 — Reverse Crunch

[📷 ใส่รูป: Reverse Crunch แสดงการนอนหงาย งอเข่า 90 องศา แล้วยกก้นขึ้นจากพื้นโดยใช้หน้าท้องส่วนล่างดึง ไม่ใช่แรงเหวี่ยง]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนล่าง และ Transversus Abdominis รูปแบบการฝึก: Posterior Pelvic Tilt


ท่าที่กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างได้ตรงที่สุดในบรรดาทุกท่า

ถ้าต้องเลือกท่าเดียวในกลุ่มนี้ค่ะ Reverse Crunch คือคำตอบค่ะ

เหตุผลคือ Reverse Crunch บังคับให้หน้าท้องส่วนล่างทำงานในแบบที่ถูกต้องที่สุดค่ะ คือการดึงสะโพกขึ้นมาหาลำตัวค่ะ ไม่ใช่การยกขาขึ้นด้วย Hip Flexors ค่ะ

ความแตกต่างเล็กน้อยนั้นสำคัญมากค่ะ ใน Leg Raise ขาเคลื่อนไหวและหน้าท้องเป็นแค่ตัวรักษาเสถียรภาพค่ะ แต่ใน Reverse Crunch กระดูกเชิงกรานเคลื่อนไหวเองค่ะ และนั่นคือการกระตุ้นที่หน้าท้องส่วนล่างต้องการค่ะ

งานวิจัย EMG พบว่า Reverse Crunch กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างได้สูงกว่า Leg Raise มาตรฐานถึง 28% ในขณะที่สร้างแรงกดที่กระดูกสันหลังน้อยกว่าด้วยค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ แขนวางข้างลำตัวฝ่ามือคว่ำลงพื้นค่ะ
  2. ยกขาขึ้นมางอเข่า 90 องศาค่ะ หน้าแข้งขนานพื้นค่ะ
  3. กดหลังล่างลงพื้นและเกร็งหน้าท้องก่อนเริ่มค่ะ
  4. หายใจออกแล้วดึงเข่าเข้าหาหน้าอกช้าๆ โดยให้ก้นยกขึ้นจากพื้นเล็กน้อยค่ะ การเคลื่อนไหวต้องมาจากหน้าท้องดึงสะโพกขึ้นค่ะ ไม่ใช่แรงเหวี่ยงขาค่ะ
  5. ก้นยกขึ้นประมาณ 5–10 เซนติเมตรก็เพียงพอค่ะ ไม่ต้องยกสูงมากค่ะ
  6. หยุดค้าง 2 วินาทีที่จุดสูงสุดค่ะ บีบหน้าท้องส่วนล่างแน่นที่สุดค่ะ
  7. ลดก้นลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ไม่ต้องวางเท้าลงพื้นระหว่างครั้งค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือยกก้นขึ้นเพียงเล็กน้อยโดยงอเข่ามากขึ้นค่ะ ยากขึ้นคือเหยียดขาตรงขึ้นแล้วค่อยยกก้นขึ้นค่ะ ยากที่สุดคือทำบนม้านั่งเอียงโดยให้ศีรษะอยู่ด้านต่ำค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ใช้แรงเหวี่ยงขาเข้าหาหน้าอกแทนที่จะใช้หน้าท้องดึงสะโพกขึ้นค่ะ ถ้าทำเร็วๆ แล้วขารู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนหลักแสดงว่าผิดค่ะ ให้ทำช้าลงจนรู้สึกว่าหน้าท้องส่วนล่างดึงสะโพกขึ้นมาจริงๆ ค่ะ

💡 Insight สำคัญ

วิธีทดสอบว่าทำ Reverse Crunch ถูกต้องไหมค่ะ คือวางมือบนหน้าท้องส่วนล่างระหว่างทำค่ะ ถ้ารู้สึกว่ากล้ามเนื้อใต้นิ้วหดตัวและแข็งขึ้นขณะยกก้นขึ้น แสดงว่าหน้าท้องส่วนล่างกำลังทำงานค่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรที่หน้าท้องเลยแสดงว่า Hip Flexors รับแทนทั้งหมดค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10–12 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 15 60 วินาที
ระดับสูง 4 12 ค้าง 3 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 13 — Mountain Climber ช้า

[📷 ใส่รูป: Mountain Climber ช้า แสดงการอยู่ในตำแหน่งพลังค์บนมือเหยียดตรง ยกเข่าขวาขึ้นเข้าหาหน้าอกช้าๆ สะโพกนิ่งไม่แกว่ง]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนล่าง Hip Flexors Transversus Abdominis และไหล่ รูปแบบการฝึก: Dynamic Hip Flexion ภายใต้ Stability


ท่าเดียวที่ฝึกหน้าท้องส่วนล่างและแกนกลางลำตัวพร้อมกันในตำแหน่งยืนตัว

Mountain Climber ที่คนส่วนใหญ่ทำคือเวอร์ชันเร็วที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจค่ะ ซึ่งดีสำหรับระบบหัวใจและปอดค่ะ

แต่ Mountain Climber ช้าคือท่าที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงค่ะ มันออกแบบมาเพื่อกระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างในขณะที่แกนกลางลำตัวต้องรักษาเสถียรภาพในตำแหน่งพลังค์ไปพร้อมกันค่ะ

การยกเข่าเข้าหาหน้าอกในตำแหน่งพลังค์บังคับให้หน้าท้องส่วนล่างทำงานในแนวที่ต่างจากการนอนหงายค่ะ และการที่ต้องรักษาสะโพกนิ่งไม่แกว่งตลอดเวลาคือสิ่งที่บังคับให้ Transversus Abdominis และกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกทำงานอยู่ตลอดค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มในตำแหน่งพลังค์บนมือเหยียดตรงค่ะ มือวางใต้หัวไหล่พอดีค่ะ ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ
  2. เกร็งหน้าท้องและก้นก่อนเริ่มค่ะ สะโพกต้องไม่ยกขึ้นหรือหย่อนลงตลอดท่าค่ะ
  3. ยกเข่าขวาขึ้นเข้าหาหน้าอกช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ เข่าเข้าใกล้หน้าอกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ
  4. หยุดค้าง 2 วินาทีค่ะ รู้สึกว่าหน้าท้องส่วนล่างกำลังดึงเข่าขึ้นมาค่ะ
  5. ลดขาลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ
  6. สลับขาซ้ายค่ะ นับเป็น 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้างค่ะ
  7. ตลอดการทำสะโพกต้องนิ่งสนิทค่ะ ห้ามแกว่งซ้ายขวาเด็ดขาดค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือทำบนแขนท่อนล่างแทนมือเหยียดตรงค่ะ ยากขึ้นคือค้างเข่าที่หน้าอก 5 วินาทีค่ะ ยากที่สุดคือยกเข่าข้ามลำตัวไปหาไหล่ฝั่งตรงข้ามแทนหน้าอกค่ะ

💡 Insight สำคัญ

Mountain Climber ช้ากับเร็วกระตุ้นกล้ามเนื้อต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ ช้ากระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างและแกนกลางชั้นลึกค่ะ เร็วกระตุ้นระบบหัวใจและปอดค่ะ อย่าทำแบบเดียวตลอดค่ะ ให้สลับทั้งสองแบบในโปรแกรมค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8 ต่อข้าง 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10 ต่อข้าง 60 วินาที
ระดับสูง 4 10 ต่อข้าง ค้าง 3 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 14 — Hanging Knee Raise

[📷 ใส่รูป: Hanging Knee Raise แสดงการห้อยตัวจากบาร์ แล้วดึงเข่าขึ้นมาหาหน้าอกช้าๆ โดยที่ลำตัวไม่แกว่ง]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนล่าง Hip Flexors และกล้ามเนื้อมือและแขน รูปแบบการฝึก: Hip Flexion ภายใต้แรงโน้มถ่วงเต็มที่


ท่าที่กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างได้มากที่สุดในบรรดาทุกท่าในบทความนี้

เมื่อห้อยตัวจากบาร์ค่ะ น้ำหนักขาทั้งหมดกลายเป็นแรงต้านที่หน้าท้องส่วนล่างต้องต้านในแบบ Eccentric และดึงขึ้นมาในแบบ Concentric ค่ะ ไม่มีพื้นรองรับ ไม่มีอะไรช่วยค่ะ

นี่คือเหตุผลที่ Hanging Knee Raise ยากกว่าทุกท่าในกลุ่มนี้ค่ะ และให้ผลมากกว่าด้วยค่ะ

งานวิจัย EMG พบว่า Hanging Knee Raise กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างได้สูงกว่า Leg Raise นอนหงายถึง 35% ค่ะ เพราะน้ำหนักขาทั้งหมดถ่ายมาที่หน้าท้องโดยตรงโดยไม่มีพื้นรองรับเลยค่ะ


วิธีทำ

  1. จับบาร์ด้วยมือทั้งสองข้างค่ะ กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยค่ะ ห้อยตัวลงเต็มที่ค่ะ
  2. เกร็งแกนกลางลำตัวก่อนเริ่มค่ะ ห้ามแกว่งตัวค่ะ
  3. หายใจออกแล้วดึงเข่าขึ้นมาหาหน้าอกช้าๆ นับ 2 วินาทีค่ะ การเคลื่อนไหวต้องมาจากหน้าท้องดึงสะโพกขึ้นค่ะ ไม่ใช่แรงเหวี่ยงขาค่ะ
  4. ยกเข่าขึ้นจนสะโพกงอเกิน 90 องศาค่ะ หรือจนเข่าใกล้หน้าอกมากที่สุดค่ะ
  5. หยุดค้าง 2 วินาทีค่ะ บีบหน้าท้องส่วนล่างแน่นที่สุดค่ะ
  6. ลดขาลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ไม่ต้องให้ขาแกว่งกลับลงมาเองค่ะ ควบคุมการลงตลอดค่ะ
  7. ลดลงจนขาเหยียดตรงก่อนยกขึ้นครั้งต่อไปค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือใช้ยางยืดพันข้อเท้าหรือผ่านใต้เข่าเพื่อช่วยรับน้ำหนักขาบางส่วนค่ะ ยากขึ้นคือเหยียดขาตรงแทนงอเข่าค่ะ ยากที่สุดคือเหยียดขาตรงแล้วยกขึ้นจนขาขนานพื้นหรือสูงกว่าค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

แกว่งตัวเพื่อใช้แรงเหวี่ยงยกขาขึ้นค่ะ ถ้าลำตัวแกว่งไปข้างหน้าก่อนที่เข่าจะยกขึ้น แสดงว่าใช้แรงเหวี่ยงอยู่ค่ะ ให้เริ่มจากการห้อยตัวนิ่งๆ ก่อนทุกครั้งค่ะ

💡 Insight สำคัญ

คนส่วนใหญ่ที่ทำ Hanging Knee Raise รู้สึกที่มือและแขนมากกว่าหน้าท้องค่ะ นั่นเป็นเพราะมือและแขนล้าก่อนหน้าท้องค่ะ วิธีแก้คือใช้ Lifting Straps พันข้อมือไว้กับบาร์ค่ะ เมื่อมือไม่ต้องออกแรงจับมาก สมองจะโฟกัสที่หน้าท้องได้มากขึ้นและรู้สึกกล้ามเนื้อส่วนล่างทำงานได้ชัดเจนขึ้นทันทีค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 6–8 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 10–12 90 วินาที
ระดับสูง 4 10 เหยียดขาตรง 2 นาที

ท่าที่ 15 — Flutter Kick

[📷 ใส่รูป: Flutter Kick แสดงการนอนหงาย แขนวางข้างลำตัว ขาเหยียดตรงยกขึ้นจากพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วสลับยกขาขึ้นลงสลับกันแบบว่ายน้ำ]

กล้ามเนื้อหลัก: Rectus Abdominis ส่วนล่าง Hip Flexors และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า รูปแบบการฝึก: Alternating Hip Flexion ภายใต้ Isometric Hold


ท่าที่ทรมานหน้าท้องส่วนล่างได้นานที่สุด

Flutter Kick ไม่ได้กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างสูงสุดในแต่ละครั้งค่ะ แต่มันทรมานหน้าท้องส่วนล่างได้ต่อเนื่องนานที่สุดในบรรดาทุกท่าในกลุ่มนี้ค่ะ

เหตุผลคือขณะที่ขาสลับขึ้นลง หน้าท้องส่วนล่างต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อรักษาขาทั้งสองให้ลอยอยู่เหนือพื้นค่ะ มันเป็น Isometric Hold ที่มีการเคลื่อนไหวซ้อนทับอยู่ค่ะ กล้ามเนื้อไม่เคยได้พักเลยตลอดเซ็ตค่ะ

ท่านี้มาจากการฝึกของนักว่ายน้ำค่ะ และยังคงเป็นท่าที่นักว่ายน้ำระดับโลกใช้สร้างความแข็งแรงของหน้าท้องส่วนล่างมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ แขนวางข้างลำตัวหรือใต้ก้นเล็กน้อยค่ะ
  2. กดหลังล่างลงพื้นและเกร็งหน้าท้องก่อนเริ่มค่ะ
  3. ยกขาทั้งสองขึ้นจากพื้นประมาณ 15–20 เซนติเมตรค่ะ
  4. สลับยกขาขวาขึ้นประมาณ 30 เซนติเมตรในขณะที่ขาซ้ายลดลงเล็กน้อยค่ะ แล้วสลับค่ะ
  5. การเคลื่อนไหวต้องเร็วและต่อเนื่องค่ะ เหมือนการเตะน้ำในการว่ายน้ำค่ะ
  6. ขาต้องเหยียดตรงตลอดค่ะ ห้ามงอเข่าค่ะ
  7. หลังล่างต้องแนบพื้นตลอดค่ะ ถ้าหลังล่างยกขึ้นให้ยกขาให้สูงขึ้นอีกนิดค่ะ
  8. หายใจสม่ำเสมอตลอดค่ะ ห้ามกลั้นหายใจค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือยกขาสูงขึ้น 45 องศาจากพื้นค่ะ ยิ่งสูงยิ่งง่ายเพราะแรงบิดที่หน้าท้องต้องต้านน้อยลงค่ะ ยากขึ้นคือยกขาต่ำลงเหลือ 10 เซนติเมตรจากพื้นค่ะ ยากที่สุดคือทำช้าลงมากๆ โดยนับ 3 วินาทีต่อการสลับหนึ่งครั้งค่ะ

💡 Insight สำคัญ

Flutter Kick ที่ถูกต้องต้องรู้สึกเหนื่อยที่หน้าท้องส่วนล่างมากกว่าที่ขาค่ะ ถ้าขาล้าก่อนหน้าท้องแสดงว่าขาสูงเกินไปหรือหน้าท้องไม่ได้เกร็งค่ะ ให้ลดขาลงต่ำกว่าเดิมและเกร็งหน้าท้องให้แน่นขึ้นก่อนทำต่อค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
ผู้เริ่มต้น 3 20 วินาที 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 30–45 วินาที 60 วินาที
ระดับสูง 4 60 วินาที 90 วินาที

กลุ่มที่ 4 — หน้าท้องด้านข้าง (Anti-Rotation และ Lateral Flexion)

ทำไมกลุ่มนี้ถึงเป็นกลุ่มที่คนข้ามมากที่สุด

เพราะมันไม่ได้สร้างซิกแพคโดยตรงค่ะ

คนส่วนใหญ่ฝึกหน้าท้องเพราะต้องการซิกแพคค่ะ และซิกแพคคือ Rectus Abdominis ค่ะ ดังนั้นทุกความพยายามจึงไปที่การงอลำตัวขึ้นลงค่ะ ส่วนกล้ามเนื้อด้านข้างถูกมองข้ามค่ะ

แต่กล้ามเนื้อด้านข้างที่แข็งแรงคือสิ่งที่สร้างเอวที่กระชับและมีรูปทรงค่ะ Oblique ที่พัฒนาดีคือสิ่งที่สร้างเส้นแนวทแยงที่วิ่งจากสะโพกขึ้นไปหาซี่โครงที่หลายคนต้องการค่ะ ซิกแพคที่ดูไม่มีรูปทรงมักเกิดจากการที่ Oblique ไม่ได้รับการพัฒนาเลยค่ะ

นอกจากนี้กล้ามเนื้อด้านข้างที่แข็งแรงคือสิ่งที่ป้องกันการบาดเจ็บในทุกกีฬาและการยกของในชีวิตประจำวันค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวจริงๆ ในชีวิตไม่เคยเป็นแนวตรงขึ้นลงค่ะ มันมีการหมุนและการเอียงอยู่เสมอค่ะ


ท่าที่ 16 — Side Plank

[📷 ใส่รูป: Side Plank แสดงการนอนตะแคงขึ้นรองรับด้วยแขนท่อนล่างข้างเดียว ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้า สะโพกไม่หย่อนลง]

กล้ามเนื้อหลัก: External และ Internal Oblique Quadratus Lumborum และ Gluteus Medius รูปแบบการฝึก: Lateral Stability


ท่าที่กระตุ้น Oblique ได้ดีที่สุดในบรรดาท่า Stability ทั้งหมด

งานวิจัย EMG จาก ACE พบว่า Side Plank กระตุ้น Oblique ได้สูงกว่าพลังค์มาตรฐานถึง 51% ค่ะ เพราะกล้ามเนื้อด้านข้างต้องต้านแรงโน้มถ่วงในแนวด้านข้างแทนที่จะเป็นแนวตั้งค่ะ

สิ่งที่คนมักไม่รู้เกี่ยวกับ Side Plank ค่ะ คือมันกระตุ้น Gluteus Medius หรือก้นด้านข้างไปพร้อมกันด้วยค่ะ ก้นด้านข้างเป็นกล้ามเนื้อที่สำคัญมากสำหรับเสถียรภาพของเชิงกรานในการเดินและวิ่ง และเป็นกล้ามเนื้อที่อ่อนแอมากในคนที่นั่งทำงานทั้งวันค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนตะแคงค่ะ วางแขนท่อนล่างลงพื้นให้ข้อศอกอยู่ใต้หัวไหล่พอดีค่ะ
  2. วางเท้าซ้อนกันหรือเท้าหน้าอยู่หน้าเท้าหลังเล็กน้อยค่ะ
  3. ยกสะโพกขึ้นจากพื้นให้ลำตัวตรงจากหัวถึงส้นเท้าค่ะ
  4. มือที่ว่างอยู่บนสะโพกหรือเหยียดขึ้นไปเพดานค่ะ
  5. ตรวจสอบสามอย่างค่ะ สะโพกไม่หย่อนลงพื้น ลำตัวไม่หมุนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง และหัวอยู่ในแนวเดียวกับลำตัวค่ะ
  6. หายใจสม่ำเสมอตลอดค่ะ
  7. ค้างตามเวลาที่กำหนดแล้วสลับข้างค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือวางเข่าลงพื้นแทนเท้าค่ะ ยากขึ้นคือยกขาบนขึ้นค้างระหว่างทำค่ะ ยากที่สุดคือทำบนมือเหยียดตรงและยกขาบนขึ้นพร้อมกันค่ะ

💡 Insight สำคัญ

ถ้า Side Plank ข้างหนึ่งอ่อนแอกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัดค่ะ นั่นคือสัญญาณที่ดีมากค่ะ เพราะมันบอกว่ามีความไม่สมดุลซ้ายขวาที่ซ่อนอยู่ค่ะ ความไม่สมดุลนี้ถ้าปล่อยไว้จะสะสมเป็นการบาดเจ็บในระยะยาวค่ะ ให้เริ่มทำข้างอ่อนแอกว่าก่อนเสมอและทำจำนวนเซ็ตเท่ากันทั้งสองข้างจนกว่าความแข็งแรงจะเท่ากันค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต เวลา พัก
ผู้เริ่มต้น 3 20–30 วินาที 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 40–60 วินาที 60 วินาที
ระดับสูง 4 60–90 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 17 — Side Plank ยกขา

[📷 ใส่รูป: Side Plank ยกขา แสดงการอยู่ในตำแหน่ง Side Plank แล้วยกขาบนขึ้นและลงช้าๆ ขณะที่สะโพกนิ่งไม่แกว่ง]

กล้ามเนื้อหลัก: External Oblique Gluteus Medius และ Tensor Fasciae Latae รูปแบบการฝึก: Lateral Stability พร้อม Hip Abduction


ท่าที่รวม Oblique และก้นด้านข้างเข้าด้วยกันในท่าเดียว

Side Plank ยกขาคือการอัพเกรด Side Plank ธรรมดาที่เพิ่มการกระตุ้น Gluteus Medius เข้าไปอีกชั้นค่ะ

เมื่อยกขาบนขึ้น Gluteus Medius ของขาที่ยกต้องออกแรงยกค่ะ ในขณะที่ Oblique ของลำตัวด้านล่างต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สะโพกหย่อนลงเพราะน้ำหนักที่เปลี่ยนไปค่ะ

การทำงานพร้อมกันสองอย่างนี้ในท่าเดียวคือสิ่งที่ทำให้ท่านี้คุ้มค่ามากกว่าการทำสองท่าแยกกันค่ะ


วิธีทำ

  1. เริ่มในตำแหน่ง Side Plank มาตรฐานค่ะ
  2. เมื่อสะโพกตั้งอยู่นิ่งและลำตัวตรงแล้วค่ะ ให้ยกขาบนขึ้นช้าๆ นับ 2 วินาทีค่ะ
  3. ยกขึ้นจนขนานพื้นหรือสูงกว่าเล็กน้อยค่ะ เท้าดอร์ซิเฟล็กซ์ค่ะ คือดึงปลายเท้าขึ้นมาหาหน้าแข้งค่ะ
  4. หยุดค้าง 2 วินาทีค่ะ
  5. ลดขาลงช้าๆ นับ 3 วินาทีค่ะ ไม่ต้องวางขาลงสนิทระหว่างครั้งค่ะ
  6. สะโพกต้องนิ่งตลอดค่ะ ห้ามแกว่งตามขาค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือทำ Side Plank ยกขาโดยวางเข่าล่างลงพื้นค่ะ ยากขึ้นคือเพิ่ม Resistance Band รอบข้อเท้าค่ะ ยากที่สุดคือทำบนมือเหยียดตรงพร้อมยกขาบนค่ะ

💡 Insight สำคัญ

ถ้าสะโพกแกว่งขึ้นลงตามจังหวะการยกขาแสดงว่า Oblique ไม่แข็งแรงพอที่จะรักษาตำแหน่งในขณะที่ขาเคลื่อนไหวค่ะ วิธีแก้คือทำ Side Plank ธรรมดาให้แข็งแรงขึ้นก่อนค่ะ จนค้าง Side Plank ได้ 45 วินาทีโดยสะโพกนิ่งสนิทค่ะ แล้วค่อยเพิ่มการยกขาเข้ามาค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 8 ต่อข้าง 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 12 ต่อข้าง 90 วินาที
ระดับสูง 4 12 ต่อข้าง ช้า 4 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 18 — Russian Twist

[📷 ใส่รูป: Russian Twist แสดงการนั่งลำตัวเอนไปข้างหลัง 45 องศา เข่างอ เท้าลอย มือประสานกัน แล้วหมุนลำตัวไปแตะพื้นข้างขวาและซ้ายสลับกัน]

กล้ามเนื้อหลัก: External และ Internal Oblique และ Rectus Abdominis รูปแบบการฝึก: Rotational Movement


ท่าที่ฝึก Rotational Power ได้ดีที่สุดในบอดี้เวท

Russian Twist คือท่าในกลุ่มนี้ที่ผิดจากท่าอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงค่ะ ทุกท่าที่ผ่านมาในกลุ่มที่ 4 ฝึกการต้านการหมุนค่ะ แต่ Russian Twist ฝึกการหมุนจริงๆ ค่ะ

ทั้งสองอย่างสำคัญค่ะ Anti-Rotation ฝึกให้กล้ามเนื้อด้านข้างรักษาเสถียรภาพค่ะ Rotation ฝึกให้กล้ามเนื้อด้านข้างสร้างพลังในการเคลื่อนไหวค่ะ กีฬาทุกชนิดที่มีการตี การขว้าง หรือการหมุนตัวต้องการทั้งสองอย่างค่ะ


วิธีทำ

  1. นั่งบนพื้นค่ะ เข่างอขึ้นประมาณ 90 องศาค่ะ
  2. เอนลำตัวไปข้างหลังจนทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้นค่ะ นี่คือตำแหน่งที่ Rectus Abdominis และ Oblique ต้องทำงานสูงสุดค่ะ
  3. ยกเท้าขึ้นลอยจากพื้นเล็กน้อยค่ะ ถ้ายังไม่แข็งแรงพอให้วางเท้าบนพื้นไว้ก่อนค่ะ
  4. ประสานมือไว้ข้างหน้าลำตัวค่ะ
  5. หมุนลำตัวไปข้างขวาช้าๆ จนมือเกือบแตะพื้นด้านขวาค่ะ
  6. หมุนกลับมาตรงกลางและต่อไปข้างซ้ายค่ะ นับเป็น 1 ครั้งค่ะ
  7. ตลอดการหมุนต้องเป็นลำตัวที่หมุนค่ะ ไม่ใช่แค่แขนแกว่งค่ะ รู้สึกว่าซี่โครงหมุนตามด้วยค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือวางเท้าลงพื้นและเอนลำตัวน้อยลงค่ะ ยากขึ้นคือถือดัมเบลหรือน้ำหนักขณะหมุนค่ะ ยากที่สุดคือเท้าลอยและเอนลำตัว 45 องศาพร้อมถือน้ำหนักค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

แกว่งแขนแทนที่จะหมุนลำตัวค่ะ ถ้าไหล่ไม่หมุนตามลำตัวแสดงว่ากำลังใช้แขนแกว่งอยู่ค่ะ ให้โฟกัสที่การพาไหล่หมุนไปด้วยทุกครั้งค่ะ

💡 Insight สำคัญ

Russian Twist ที่เร็วมากๆ ใช้แรงเหวี่ยงมากกว่ากล้ามเนื้อค่ะ ให้ทำช้าพอที่จะหยุดค้างที่ด้านข้างสุดของการหมุนได้ทุกครั้งค่ะ ถ้าหยุดค้างที่ด้านข้างแล้วลำตัวอยากกลับมาเองแสดงว่ายังมีแรงเหวี่ยงเหลืออยู่ค่ะ ให้ช้าลงอีกจนกว่าการหมุนทุกครั้งจะมาจากกล้ามเนื้อล้วนๆ ค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 15–20 60 วินาที
ระดับสูง 4 15 ถือดัมเบล 90 วินาที

ท่าที่ 19 — Bicycle Crunch

[📷 ใส่รูป: Bicycle Crunch แสดงการนอนหงาย ยกไหล่ขึ้น มือวางข้างหัว แล้วหมุนไหล่ขวาเข้าหาเข่าซ้ายพร้อมกับเหยียดขาขวาออกตรง สลับต่อเนื่อง]

กล้ามเนื้อหลัก: External และ Internal Oblique Rectus Abdominis และ Hip Flexors รูปแบบการฝึก: Rotational Flexion


ท่าที่งานวิจัย ACE จัดอันดับให้กระตุ้นหน้าท้องโดยรวมได้มากที่สุดในบรรดาทุกท่า

งานวิจัยจาก American Council on Exercise ที่วัดการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องใน 13 ท่าพบว่า Bicycle Crunch กระตุ้น Rectus Abdominis สูงกว่าครันช์มาตรฐานถึง 148% และกระตุ้น Oblique สูงกว่าถึง 190% ค่ะ

เหตุผลที่มันได้ผลสูงมากค่ะ คือมันรวมสามสิ่งเข้าด้วยกันพร้อมกันค่ะ ได้แก่การงอลำตัวขึ้นที่กระตุ้น Rectus Abdominis การหมุนลำตัวที่กระตุ้น Oblique และการดึงเข่าเข้ามาสลับที่กระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างค่ะ ทั้งสามอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกครั้งที่ทำค่ะ

แต่ตัวเลขสูงนั้นอิงกับการทำที่ถูกต้องเท่านั้นค่ะ Bicycle Crunch ที่ผิดวิธีให้ผลแย่กว่าครันช์ธรรมดาด้วยซ้ำค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ มือวางข้างหัวค่ะ ยกเข่าขึ้นมางอ 90 องศาค่ะ
  2. ยกไหล่ขึ้นจากพื้นเหมือน Crunch ค่ะ รักษาตำแหน่งนี้ตลอดค่ะ
  3. หมุนไหล่ขวาเข้าหาเข่าซ้ายพร้อมกับเหยียดขาขวาออกตรงไปข้างหน้าค่ะ
  4. ที่จุดสูงสุดให้ข้อศอกขวาใกล้เข่าซ้ายมากที่สุดค่ะ และรู้สึกว่าลำตัวด้านขวาหดตัวเข้าค่ะ
  5. หมุนกลับมาตรงกลางและต่อไปอีกข้างค่ะ
  6. จังหวะที่ถูกต้องคือช้าพอที่จะรู้สึกว่า Oblique หดตัวทุกครั้งค่ะ ไม่ใช่เร็วจนเหวี่ยงตัวค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่าคือไม่เหยียดขาออกตรงค่ะ แค่หมุนลำตัวสลับข้างในขณะที่ขาทั้งสองงออยู่ 90 องศาค่ะ ยากขึ้นคือทำช้าลงมากค่ะ นับ 2 วินาทีต่อการหมุนหนึ่งข้างค่ะ ยากที่สุดคือค้างที่จุดสูงสุด 3 วินาทีทุกครั้งก่อนสลับค่ะ

⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ดึงคอขึ้นด้วยมือและแกว่งข้อศอกแทนที่จะหมุนลำตัวค่ะ ข้อศอกที่เคลื่อนไหวโดยที่ลำตัวไม่หมุนตามแสดงว่า Oblique ไม่ได้ทำงานเลยค่ะ ให้โฟกัสที่การพาซี่โครงหมุนไปหาเข่าตรงข้ามค่ะ ไม่ใช่การเอาข้อศอกไปแตะเข่าค่ะ

💡 Insight สำคัญ

ความผิดพลาดที่ทำให้ Bicycle Crunch ไม่ได้ผลมากที่สุดค่ะ คือทำเร็วเกินไปจนกลายเป็นการแกว่งขาสลับไปมาในขณะที่ลำตัวไม่ได้หมุนจริงๆ ค่ะ วิธีทดสอบง่ายๆ ค่ะ คือหยุดค้างที่จุดที่ข้อศอกใกล้เข่าตรงข้ามมากที่สุดค่ะ ถ้าค้างได้ 1 วินาทีโดยไม่รู้สึกว่าลำตัวอยากกลับมาเองแสดงว่ากล้ามเนื้อกำลังทำงานจริงๆ ค่ะ

เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 10 60 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 15–20 60 วินาที
ระดับสูง 4 15 ค้าง 2 วินาที 90 วินาที

ท่าที่ 20 — Windshield Wiper

[📷 ใส่รูป: Windshield Wiper แสดงการนอนหงาย แขนกางออกข้างลำตัว ขาเหยียดตรงยกขึ้น 90 องศา แล้วหมุนขาทั้งสองลงไปด้านขวาช้าๆ โดยที่หลังล่างและไหล่แนบพื้นตลอด]

กล้ามเนื้อหลัก: External และ Internal Oblique Rectus Abdominis ส่วนล่าง และ Quadratus Lumborum รูปแบบการฝึก: Rotational Control ระดับสูง


ท่าสุดท้ายที่ยากที่สุดและให้ผลมากที่สุดในทั้ง 20 ท่า

Windshield Wiper คือท่าที่รวมทุกสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดบทความนี้เข้าด้วยกันค่ะ ทั้ง Anti-Rotation Stability ในขณะที่ขาเคลื่อนไหว Eccentric Control ของ Oblique ในขณะที่ขาลดลงด้านข้าง และการกระตุ้นหน้าท้องส่วนล่างในขณะที่ต้องรักษาไหล่แนบพื้นตลอดค่ะ

ทำไมมันถึงยากมากค่ะ เพราะขาทั้งสองที่เหยียดตรงคือน้ำหนักมหาศาลที่สร้างแรงบิดมหาศาลที่ Oblique ต้องต้านในขณะที่ลดลงด้านข้างค่ะ ถ้า Oblique ไม่แข็งแรงพอขาจะตกลงพื้นข้างๆ โดยที่หน้าท้องควบคุมไม่ได้ค่ะ

งานวิจัยวัดการทำงานของ Oblique ใน Windshield Wiper พบว่ากระตุ้นสูงกว่า Russian Twist และ Bicycle Crunch ในแนว Eccentric อย่างมีนัยสำคัญค่ะ เพราะการต้านน้ำหนักขาที่ตกลงด้านข้างคือการทำงานแบบ Eccentric ที่หนักมากค่ะ


วิธีทำ

  1. นอนหงายบนพื้นค่ะ กางแขนออกด้านข้างทั้งสองข้างในระดับไหล่ค่ะ ฝ่ามือคว่ำลงพื้นค่ะ การกางแขนออกช่วยรักษาไหล่แนบพื้นและเพิ่มแรงต้านค่ะ
  2. ยกขาทั้งสองขึ้นตั้งฉากกับพื้น 90 องศาค่ะ เหยียดขาตรงค่ะ
  3. เกร็งหน้าท้องและ Oblique ก่อนเริ่มค่ะ
  4. หายใจออกแล้วค่อยๆ หมุนขาทั้งสองลงไปด้านขวาช้าๆ นับ 4 วินาทีค่ะ
  5. ตลอดการหมุนลงไหล่ซ้ายต้องแนบพื้นตลอดค่ะ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ ถ้าไหล่ยกขึ้นแสดงว่าลงเกินกว่าที่ Oblique จะรองรับได้ค่ะ
  6. ลงจนถึงจุดที่ไหล่เริ่มอยากยกขึ้นหรือจนขาเกือบแตะพื้นด้านขวาแล้วแต่ว่าอะไรจะมาก่อนค่ะ
  7. หยุดค้าง 2 วินาทีค่ะ รู้สึกว่า Oblique ด้านซ้ายกำลังต้านน้ำหนักขาอยู่ค่ะ
  8. ดึงขากลับขึ้นมาตั้งฉากช้าๆ นับ 4 วินาทีค่ะ นี่คือส่วนที่ยากที่สุดค่ะ
  9. สลับไปด้านซ้ายค่ะ นับเป็น 1 ครั้งเมื่อทำครบทั้งสองข้างค่ะ

การปรับระดับ

ง่ายกว่า — Windshield Wiper งอเข่า แทนที่จะเหยียดขาตรง ให้งอเข่าขึ้น 90 องศาแล้วหมุนขาลงด้านข้างค่ะ น้ำหนักขาที่น้อยลงทำให้แรงบิดที่ Oblique ต้องต้านลดลงมากค่ะ ทำจนไหล่ไม่ยกขึ้นเลยก่อนค่ะ

ยากขึ้นระดับ 1 — Windshield Wiper เหยียดขาตรงช้า ลงช้า 6 วินาที ค้าง 2 วินาที ขึ้นช้า 6 วินาทีค่ะ

ยากขึ้นระดับ 2 — Windshield Wiper ลงต่ำมาก ลดขาลงจนแทบแตะพื้นด้านข้างโดยที่ไหล่ยังแนบพื้นอยู่ค่ะ ถ้าทำได้แสดงว่า Oblique แข็งแรงในระดับที่ไม่ธรรมดาเลยค่ะ

ยากที่สุด — Windshield Wiper บนบาร์ ห้อยตัวจากบาร์แล้วยกขาขึ้น 90 องศาค่ะ แล้วหมุนขาลงด้านข้างโดยที่ลำตัวไม่หมุนตามค่ะ ท่านี้ต้องการทั้ง Grip Strength แกนกลางลำตัว และ Oblique ในระดับที่สูงมากพร้อมกันค่ะ


⚠️ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1 — ไหล่ยกขึ้นจากพื้นขณะหมุนขาลง นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าลงเกินกว่า Oblique จะรองรับได้ค่ะ ให้ลดระยะการหมุนลงจนไหล่ยังแนบพื้นได้ค่ะ

ข้อผิดพลาดที่ 2 — ทำเร็วเกินไปจนขาตกลงเองด้วยแรงโน้มถ่วง ถ้าขาตกลงเร็วแสดงว่า Oblique ไม่ได้ควบคุมการลงค่ะ ให้ต้านการลงตลอดค่ะ รู้สึกว่ากำลังเบรคน้ำหนักขาตลอดการลงค่ะ


หากต้องการโปรแกรมฝึกหน้าท้องแบบครบโครงสร้าง พร้อมลำดับการฝึกที่เหมาะสม สามารถดูโปรแกรมเต็มได้ที่ ร่อง 11 ใน 30 วัน: โปรแกรมฝึกหน้าท้องที่บ้านแบบครบระบบ

💡 Insight สำคัญสุดท้าย

Windshield Wiper คือท่าทดสอบที่ดีที่สุดว่าแกนกลางลำตัวทั้งหมดทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันไหมค่ะ คนที่ทำ Windshield Wiper ได้อย่างสวยงามมีทั้ง Oblique ที่แข็งแรง แกนกลางชั้นลึกที่มั่นคง และการประสานงานของระบบประสาทที่ดีพร้อมกันค่ะ ถ้ายังทำไม่ได้ในตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ กลับไปฝึก Side Plank และ Russian Twist ให้แข็งแรงขึ้นก่อนค่ะ แล้วกลับมาลองใหม่ใน 4–6 สัปดาห์ค่ะ ความแตกต่างจะชัดเจนมากค่ะ


เป้าหมาย เซ็ต ครั้ง พัก
ผู้เริ่มต้น 3 5 ต่อข้าง งอเข่า 90 วินาที
เพิ่มความแข็งแรง 4 6–8 ต่อข้าง 2 นาที
ระดับสูง 4 8 ต่อข้าง ช้า 6 วินาที 2 นาที

โปรแกรมฝึก

อ่านก่อนเลือกโปรแกรม

มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนเลือกโปรแกรมค่ะ

หน้าท้องไม่เหมือนกล้ามเนื้อกลุ่มอื่นค่ะ กล้ามเนื้อขาและหลังต้องการการพักฟื้น 48–72 ชั่วโมงหลังจากฝึกหนักค่ะ แต่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีสัดส่วนของ Slow-Twitch Fiber สูงกว่าค่ะ แปลว่ามันออกแบบมาเพื่อทำงานได้นานและฟื้นตัวได้เร็วกว่าค่ะ

นั่นคือเหตุผลที่นักกีฬาระดับสูงหลายคนฝึกหน้าท้องทุกวันได้ค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนควรทำแบบนั้นค่ะ

หลักการที่ถูกต้องสำหรับการฝึกหน้าท้องมีสามข้อค่ะ

ข้อที่ 1 — ฝึกให้ครบทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ โปรแกรมที่ดีต้องมีท่าจากทั้งสี่กลุ่มในแต่ละสัปดาห์ค่ะ ไม่ใช่ทำแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซ้ำๆ ค่ะ คนที่ทำแต่ Crunch และ Sit Up คือคนที่ฝึกกล้ามเนื้อแค่ 25% ของแกนกลางลำตัวค่ะ

ข้อที่ 2 — ลำดับกลุ่มมีความสำคัญ ควรเริ่มจากกลุ่มที่ 1 Stability ก่อนเสมอค่ะ เพราะกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกที่ทำงานแล้วจะช่วยให้กล้ามเนื้อชั้นผิวในกลุ่มถัดไปทำงานได้ดีขึ้นค่ะ คนที่เริ่มด้วย Sit Up ก่อน Dead Bug กำลังทำในลำดับที่กลับกันค่ะ

ข้อที่ 3 — คุณภาพก่อนปริมาณเสมอ ถ้าทำได้ 20 ครั้งแล้วไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อเป้าหมายทำงานเลยค่ะ 20 ครั้งนั้นเท่ากับศูนย์ค่ะ ให้ทำ 8 ครั้งที่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อทำงานทุกครั้งดีกว่าค่ะ


ทดสอบระดับก่อนเลือกโปรแกรม

ทำการทดสอบสี่อย่างนี้ก่อนค่ะ จดผลไว้ทุกตัวเลขแล้วเปรียบเทียบซ้ำเมื่อจบ 4 สัปดาห์ค่ะ


ทดสอบที่ 1 — Dead Bug ทำ Dead Bug ช้าๆ โดยยืดแขนและขาออกจนเกือบขนานพื้นค่ะ นับว่าทำได้กี่ครั้งโดยที่หลังล่างแนบพื้นตลอดค่ะ หยุดเมื่อหลังล่างยกขึ้นค่ะ

ทดสอบที่ 2 — Hollow Body Hold ทำ Hollow Body Hold แล้วจับเวลาว่าค้างได้นานแค่ไหนโดยที่หลังล่างแนบพื้นตลอดค่ะ หยุดเมื่อหลังล่างยกขึ้นหรือหายใจไม่ออกค่ะ

ทดสอบที่ 3 — Crunch ช้า ทำ Crunch ช้าๆ ขึ้น 2 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 3 วินาที นับว่าทำได้กี่ครั้งโดยที่รู้สึกหน้าท้องทำงานทุกครั้งค่ะ

ทดสอบที่ 4 — Side Plank จับเวลาว่าค้าง Side Plank ได้นานแค่ไหนต่อข้างโดยที่สะโพกไม่หย่อนลงค่ะ จดทั้งสองข้างแยกกันค่ะ


เลือกโปรแกรมตามผลทดสอบ

โปรแกรมผู้เริ่มต้น เหมาะกับคนที่ทำ Dead Bug ได้น้อยกว่า 8 ครั้ง ค้าง Hollow Body Hold ได้น้อยกว่า 15 วินาที ทำ Crunch ช้าได้น้อยกว่า 10 ครั้ง และค้าง Side Plank ได้น้อยกว่า 20 วินาทีค่ะ

โปรแกรมระดับกลาง เหมาะกับคนที่ทำ Dead Bug ได้ 8–15 ครั้ง ค้าง Hollow Body Hold ได้ 15–35 วินาที ทำ Crunch ช้าได้ 10–20 ครั้ง และค้าง Side Plank ได้ 20–45 วินาทีค่ะ

โปรแกรมระดับสูง เหมาะกับคนที่ทำ Dead Bug ได้มากกว่า 15 ครั้ง ค้าง Hollow Body Hold ได้มากกว่า 35 วินาที ทำ Crunch ช้าได้มากกว่า 20 ครั้ง และค้าง Side Plank ได้มากกว่า 45 วินาทีค่ะ


โปรแกรมผู้เริ่มต้น 4 สัปดาห์

เป้าหมาย: สร้างการเชื่อมต่อระหว่างสมองและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เรียนรู้ที่จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มทำงาน และสร้างรากฐาน Stability ก่อนไปสู่ท่าที่ยากขึ้นค่ะ


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ค่ะ เว้นวันพักอย่างน้อย 1 วันระหว่างวันฝึกทุกครั้งค่ะ เช่น จันทร์ พุธ ศุกร์ค่ะ

ในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 ทั้ง 3 วันใช้โปรแกรมเดียวกันค่ะ เป้าหมายคือให้ร่างกายเรียนรู้ท่าและรู้สึกกล้ามเนื้อทำงานก่อนค่ะ ยังไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนครั้งค่ะ

ในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 แบ่งเป็นสองโปรแกรมค่ะ วันที่ 1 และ 3 เหมือนกัน วันที่ 2 ต่างออกไปค่ะ เพื่อให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นในรูปแบบที่หลากหลายขึ้นค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2 — เรียนรู้การรู้สึก

เป้าหมายหลักของสองสัปดาห์นี้

ไม่ใช่จำนวนครั้งค่ะ แต่คือการรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเป้าหมายทำงานในทุกครั้งที่ทำค่ะ ถ้าทำท่าใดแล้วไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานเลยค่ะ ให้หยุดและอ่านวิธีทำและ Insight ของท่านั้นซ้ำก่อนทำต่อค่ะ

อบอุ่นร่างกาย 5 นาทีก่อนทุกครั้งค่ะ ด้วยการเดินเร็วหรือขี่จักรยานเบาๆ ค่ะ


วันฝึก — ทำเหมือนกันทั้ง 3 วัน

ลำดับ ท่า กลุ่ม เซ็ต ครั้ง/เวลา พัก โฟกัส
1 Dead Bug Stability 3 6 ต่อข้าง 60 วินาที หลังล่างแนบพื้นตลอด
2 Hollow Body Tuck Stability 3 15 วินาที 60 วินาที หายใจสั้นๆ ขณะค้าง
3 Crunch ช้า Flexion 3 10 60 วินาที รู้สึกซี่โครงล่างเข้าหาสะโพก
4 Reverse Crunch Hip Flexion 3 10 60 วินาที ก้นยกขึ้นด้วยหน้าท้อง ไม่ใช่แรงเหวี่ยง
5 Side Plank เข่าลงพื้น Lateral 3 15 วินาที ต่อข้าง 60 วินาที สะโพกไม่หย่อนลง

เวลารวม: ประมาณ 25–30 นาทีค่ะ


สิ่งที่ต้องทำทุกวันที่ฝึกในสองสัปดาห์แรก

หลังจากจบเซ็ตแรกของทุกท่าค่ะ ให้ถามตัวเองว่ารู้สึกที่ไหนมากที่สุดค่ะ

ถ้าตอบได้ถูกต้องตรงกับที่แต่ละท่ากำหนดไว้ค่ะ ให้ทำต่อได้เลยค่ะ

ถ้าตอบไม่ได้หรือรู้สึกที่ส่วนอื่นมากกว่าค่ะ ให้หยุดและปรับฟอร์มก่อนค่ะ ดีกว่าทำครบเซ็ตโดยที่กล้ามเนื้อผิดส่วนทำงานตลอดค่ะ


สัปดาห์ที่ 3–4 — เพิ่มความหลากหลายและปริมาณ

เมื่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเป้าหมายทำงานในทุกท่าแล้วค่ะ ถึงเวลาเพิ่มความท้าทายค่ะ สัปดาห์ที่ 3 และ 4 แบ่งเป็นสองวันที่ต่างกันเพื่อให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นในหลายมุมมากขึ้นค่ะ


วันที่ A — เน้น Stability และ Flexion

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา พัก โฟกัส
1 Dead Bug 3 8 ต่อข้าง 60 วินาที ยืดออกช้า 4 วินาที
2 Plank ขยับ 3 8 รอบ 60 วินาที สะโพกนิ่งสนิท
3 Crunch ช้า 4 12 60 วินาที ค้าง 2 วินาทีที่บนสุด
4 Tuck Crunch 3 12 60 วินาที ไหล่และเข่าถึงจุดสูงสุดพร้อมกัน
5 Side Plank 3 25 วินาที ต่อข้าง 60 วินาที หายใจสม่ำเสมอตลอด

เวลารวม: ประมาณ 30–35 นาทีค่ะ


วันที่ B — เน้น Hip Flexion และ Rotation

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา พัก โฟกัส
1 Hollow Body Tuck 3 20 วินาที 60 วินาที หน้าท้องแข็งเหมือนไม้กระดาน
2 Reverse Crunch 4 12 60 วินาที ค้าง 2 วินาทีที่บนสุด
3 Leg Raise งอเข่า 3 10 60 วินาที ลงช้า 4 วินาที หลังล่างแนบพื้น
4 Mountain Climber ช้า 3 8 ต่อข้าง 60 วินาที ค้างเข่าที่หน้าอก 2 วินาที
5 Bicycle Crunch 3 10 60 วินาที ค้างที่จุดหมุนสุด 1 วินาที

เวลารวม: ประมาณ 30–35 นาทีค่ะ


ตารางสัปดาห์ที่ 3–4

วัน โปรแกรม
จันทร์ วันที่ A
พุธ วันที่ B
ศุกร์ วันที่ A
สัปดาห์ถัดไป สลับ เริ่มด้วยวันที่ B

วิธีรู้ว่าพร้อมขยับไปโปรแกรมระดับกลาง

เมื่อครบ 4 สัปดาห์ให้ทดสอบซ้ำค่ะ ถ้าทำ Dead Bug ได้เกิน 10 ครั้ง ค้าง Hollow Body Hold ได้เกิน 20 วินาที ทำ Crunch ช้าได้เกิน 15 ครั้ง และค้าง Side Plank ได้เกิน 30 วินาที แสดงว่าพร้อมขยับไปโปรแกรมถัดไปค่ะ


โปรแกรมระดับกลาง 4 สัปดาห์

เป้าหมาย: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ พัฒนาความสามารถในการรับแรงมากขึ้นในแต่ละท่า และเริ่มรวมท่าระดับกลางเข้าสู่โปรแกรมค่ะ


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นสองวันประเภทที่ต่างกันสลับกันค่ะ

วันประเภท A เน้น Stability และ Flexion ค่ะ วันประเภท B เน้น Hip Flexion และ Rotation ค่ะ การแบ่งแบบนี้ทำให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้พักเพียงพอในขณะที่ยังฝึกได้บ่อยพอค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2 — สร้างฐานระดับกลาง

วันที่ A — Stability และ Flexion

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Dead Bug 4 10 ต่อข้าง ยืดออก 4 วินาที ดึงกลับ 4 วินาที 60 วินาที
2 Hollow Body Hold 4 25 วินาที 60 วินาที
3 Bear Crawl Hold 3 30 วินาที 60 วินาที
4 Cable Crunch บอดี้เวท 4 12 ลง 3 วินาที ค้าง 2 วินาที ขึ้น 2 วินาที 90 วินาที
5 Sit Up แบบควบคุม 3 10 ขึ้น 4 วินาที ลง 4 วินาที 90 วินาที
6 Side Plank 4 35 วินาที ต่อข้าง 60 วินาที

เวลารวม: ประมาณ 40–45 นาทีค่ะ


วันที่ B — Hip Flexion และ Rotation

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Plank ขยับ 4 10 รอบ ขยับช้าๆ สะโพกนิ่ง 60 วินาที
2 Leg Raise นอนหงาย 4 12 ยกขึ้น 2 วินาที ลง 4 วินาที 90 วินาที
3 Reverse Crunch 4 12 ขึ้น 2 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 3 วินาที 90 วินาที
4 Mountain Climber ช้า 3 10 ต่อข้าง ยก 3 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 3 วินาที 90 วินาที
5 Russian Twist 4 15 หมุนช้าๆ ค้างด้านข้าง 1 วินาที 60 วินาที
6 Bicycle Crunch 3 12 ค้างที่จุดหมุน 2 วินาที 60 วินาที

เวลารวม: ประมาณ 40–45 นาทีค่ะ


ตารางสัปดาห์ที่ 1–2

วัน โปรแกรม
จันทร์ วันที่ A
อังคาร วันที่ B
พฤหัสบดี วันที่ A
ศุกร์ วันที่ B

สัปดาห์ที่ 3–4 — เพิ่มความเข้มข้นสามทาง

สัปดาห์ที่ 3 และ 4 เพิ่มความยากในสามทางพร้อมกันค่ะ

ทางแรก — เพิ่มเซ็ต ท่าหลักแต่ละท่าเพิ่มจาก 3–4 เซ็ตเป็น 4–5 เซ็ตค่ะ

ทางที่สอง — เพิ่ม Tempo ทุกท่าในสัปดาห์ที่ 3–4 ใช้ Tempo ช้าลงค่ะ ลง 4 วินาที ค้าง 2 วินาที ขึ้น 2 วินาทีค่ะ เวลาภายใต้แรงตึงที่นานขึ้นกระตุ้นการเติบโตได้มากกว่าการเพิ่มจำนวนครั้งค่ะ

ทางที่สาม — เพิ่มท่าระดับกลาง แทนที่ท่าง่ายบางท่าด้วยท่าที่ยากขึ้นหนึ่งระดับค่ะ


วันที่ A สัปดาห์ที่ 3–4

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Dead Bug ถือดัมเบลเบาๆ 4 10 ต่อข้าง ยืดออก 5 วินาที 60 วินาที
2 Hollow Body Hold เต็มท่า 4 30 วินาที 60 วินาที
3 Bear Crawl ขยับมือ 3 8 ต่อข้าง ช้า สะโพกนิ่ง 60 วินาที
4 Cable Crunch บอดี้เวท 5 12 ลง 4 วินาที ค้าง 3 วินาที 90 วินาที
5 V-Up งอเข่า 3 10 ขึ้น 2 วินาที ลง 4 วินาที 90 วินาที
6 Side Plank ยกขา 4 10 ต่อข้าง ยกขึ้น 2 วินาที ลง 3 วินาที 90 วินาที

วันที่ B สัปดาห์ที่ 3–4

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Pallof Press บอดี้เวท 4 10 ดันออก 3 วินาที ค้าง 2 วินาที 60 วินาที
2 Leg Raise เหยียดขาตรง 4 10 ลง 5 วินาที 90 วินาที
3 Hanging Knee Raise 3 8 ขึ้น 2 วินาที ค้าง 2 วินาที ลง 3 วินาที 90 วินาที
4 Flutter Kick 3 40 วินาที 60 วินาที
5 Russian Twist ถือดัมเบลเบาๆ 4 12 ค้างด้านข้าง 2 วินาที 60 วินาที
6 Windshield Wiper งอเข่า 3 6 ต่อข้าง ลง 4 วินาที ขึ้น 4 วินาที 90 วินาที

โปรแกรมระดับสูง 4 สัปดาห์

เป้าหมาย: พัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของกล้ามเนื้อแกนกลางทุกกลุ่ม ก้าวสู่ท่าระดับสูงในทุกกลุ่ม และสร้างความทนทานของแกนกลางลำตัวในระยะยาวค่ะ


โครงสร้างสัปดาห์

ฝึก 5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ แบ่งเป็นสามประเภทวันที่หมุนเวียนกันค่ะ

วันประเภท A คือวันความแข็งแรงสูงสุดค่ะ ใช้ท่าที่ยากที่สุด จำนวนครั้งน้อย Tempo ช้า และพักนานค่ะ

วันประเภท B คือวันปริมาณค่ะ ใช้ท่าระดับกลางถึงสูง จำนวนครั้งมาก Tempo ปานกลาง และพักสั้นค่ะ

วันประเภท C คือวันฝึก Anti-Movement เฉพาะทางค่ะ เน้น Stability และ Anti-Rotation ในรูปแบบที่ท้าทายมากค่ะ


สัปดาห์ที่ 1–2

ตารางสัปดาห์ที่ 1–2

วัน ประเภท
จันทร์ A ความแข็งแรงสูงสุด
อังคาร B ปริมาณ
พุธ พัก
พฤหัสบดี C Anti-Movement
ศุกร์ A ความแข็งแรงสูงสุด
เสาร์ B ปริมาณ
อาทิตย์ พัก

วันที่ A — ความแข็งแรงสูงสุด

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Dead Bug ถือดัมเบล 5 8 ต่อข้าง ยืดออก 6 วินาที ค้าง 2 วินาที 90 วินาที
2 Hollow Body Hold ขาต่ำมาก 5 30 วินาที 90 วินาที
3 Cable Crunch บอดี้เวทช้าพิเศษ 5 8 ลง 5 วินาที ค้าง 3 วินาที ขึ้น 5 วินาที 2 นาที
4 Hanging Knee Raise 5 10 ขึ้น 2 วินาที ค้าง 3 วินาที ลง 4 วินาที 2 นาที
5 Windshield Wiper เหยียดขาตรง 4 6 ต่อข้าง ลง 5 วินาที ค้าง 2 วินาที ขึ้น 5 วินาที 2 นาที

เวลารวม: ประมาณ 50–60 นาทีค่ะ


วันที่ B — ปริมาณ

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Plank ขยับออกด้านข้าง 4 12 รอบ ช้า สะโพกนิ่ง 60 วินาที
2 Sit Up แบบควบคุม 4 15 ขึ้น 3 วินาที ลง 3 วินาที 60 วินาที
3 V-Up เต็มท่า 4 10 ขึ้น 2 วินาที ลง 4 วินาที 90 วินาที
4 Flutter Kick 4 60 วินาที 60 วินาที
5 Bicycle Crunch ค้าง 4 15 ค้างที่จุดหมุน 3 วินาที 60 วินาที
6 Side Plank ยกขา 4 12 ต่อข้าง ยกขึ้น 3 วินาที ลง 4 วินาที 60 วินาที

เวลารวม: ประมาณ 45–50 นาทีค่ะ


วันที่ C — Anti-Movement เฉพาะทาง

ลำดับ ท่า เซ็ต ครั้ง/เวลา Tempo พัก
1 Dead Bug ค้างนาน 4 3 ครั้ง ค้างข้างละ 10 วินาที 90 วินาที
2 Bear Crawl เดินหน้า 4 10 ก้าว ช้า เข่าลอยตลอด 90 วินาที
3 Pallof Press ยืนขาเดียว 4 10 ต่อข้าง ดันออก 3 วินาที ค้าง 3 วินาที 90 วินาที
4 Hollow Body Rock 4 10 โยก ช้า รูปทรงไม่เปลี่ยน 60 วินาที
5 Windshield Wiper เหยียดขาตรง 5 8 ต่อข้าง ลง 5 วินาที ค้าง 2 วินาที ขึ้น 5 วินาที 2 นาที

เวลารวม: ประมาณ 45–50 นาทีค่ะ


สัปดาห์ที่ 3–4 — Wave Loading ระดับสูง

สัปดาห์ที่ 3 เพิ่มความเข้มข้นขึ้นจากสัปดาห์ที่ 1–2 ค่ะ สัปดาห์ที่ 4 ลดลงเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและ Supercompensate ค่ะ

สัปดาห์ที่ 3 เพิ่มเซ็ตทุกท่า 1 เซ็ตค่ะ เพิ่ม Tempo ช้าลงอีก 1–2 วินาทีค่ะ และเพิ่มท่าที่ยากที่สุดในแต่ละกลุ่มเข้ามาอย่างน้อยหนึ่งท่าต่อวันค่ะ ได้แก่ Hollow Body Hold ขาต่ำสุด Windshield Wiper บนบาร์ถ้าทำได้ค่ะ และ Hanging Leg Raise เหยียดขาตรงค่ะ

สัปดาห์ที่ 4 ลดเซ็ตกลับเป็นเท่าสัปดาห์ที่ 1–2 ค่ะ แต่ใช้ท่าระดับสูงสุดจากสัปดาห์ที่ 3 ต่อไปค่ะ การลดปริมาณในขณะที่รักษาคุณภาพไว้ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวและแสดงผลออกมาได้เต็มที่ที่สุดค่ะ


โปรแกรมสำหรับคนมีเวลาน้อย — 15 นาที ทำที่ไหนก็ได้

สำหรับวันที่ยุ่งมากและมีเวลาแค่ 15 นาทีค่ะ โปรแกรมนี้คัดเลือกสี่ท่าที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อแกนกลางทุกกลุ่มได้ดีที่สุดในเวลาน้อยที่สุดค่ะ


โปรแกรม 15 นาที

ทำแบบ Circuit ค่ะ คือทำท่าที่ 1 แล้วพักสั้นๆ แล้วทำท่าที่ 2 ต่อเนื่องไปจนครบทุกท่าค่ะ นั้นคือ 1 รอบค่ะ ทำทั้งหมด 3 รอบค่ะ

ท่า ครั้ง/เวลา พักระหว่างท่า
Dead Bug 8 ต่อข้าง 20 วินาที
Reverse Crunch 12 20 วินาที
Bicycle Crunch 12 20 วินาที
Side Plank 25 วินาที ต่อข้าง 30 วินาที ก่อนรอบใหม่

เหตุผลที่เลือกสี่ท่านี้

Dead Bug คือ Stability ชั้นลึกค่ะ Reverse Crunch คือหน้าท้องส่วนล่างค่ะ Bicycle Crunch คือทั้ง Rectus Abdominis และ Oblique พร้อมกันค่ะ และ Side Plank คือ Lateral Stability ค่ะ สี่ท่านี้ครอบคลุมกลุ่มกล้ามเนื้อทั้งสี่กลุ่มในบทความนี้ได้ครบถ้วนที่สุดในเวลาที่น้อยที่สุดค่ะ


วิธีรวมโปรแกรมหน้าท้องเข้ากับโปรแกรมฝึกหลัก

วิธีรวมโปรแกรมหน้าท้องเข้ากับโปรแกรมฝึกหลัก

นี่คือคำถามที่สำคัญมากที่คนมักไม่รู้คำตอบค่ะ

ถ้าฝึกบอดี้เวทหรือยกน้ำหนักอยู่แล้ว

ให้ทำหน้าท้องหลังจากจบโปรแกรมหลักค่ะ ไม่ใช่ก่อนค่ะ เพราะถ้าทำหน้าท้องก่อน กล้ามเนื้อแกนกลางจะล้าก่อนที่จะทำท่าหลักอย่าง Squat หรือ Deadlift ค่ะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บมากค่ะ

ข้อยกเว้นเดียวค่ะ คือท่า Activation อย่าง Dead Bug และ Hollow Body Hold สามารถทำเป็น Warm Up ก่อนฝึกได้ค่ะ เพราะมันเปิดใช้งานกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกโดยไม่ทำให้ล้าค่ะ

ถ้าต้องการฝึกหน้าท้องเพิ่มจากโปรแกรมนี้

ทำโปรแกรม 15 นาทีในวันที่ไม่ได้ฝึกหนักค่ะ หรือทำสองสามท่าจากกลุ่มที่ 1 Stability เป็นการ Warm Up ก่อนกีฬาหรือออกกำลังกายอื่นๆ ค่ะ

ถ้าเวลาจำกัดมาก

เลือกวันละหนึ่งกลุ่มหมุนเวียนค่ะ วันจันทร์ทำกลุ่มที่ 1 ค่ะ วันพุธทำกลุ่มที่ 2 ค่ะ วันศุกร์ทำกลุ่มที่ 3 ค่ะ วันอาทิตย์ทำกลุ่มที่ 4 ค่ะ วิธีนี้ใช้เวลาน้อยในแต่ละวันแต่ครบทุกกลุ่มในหนึ่งสัปดาห์ค่ะ


💡 Insight สำคัญ

โปรแกรมที่ดีที่สุดไม่ใช่โปรแกรมที่ยากที่สุดหรือใช้เวลานานที่สุดค่ะ แต่คือโปรแกรมที่ทำได้จริงสม่ำเสมอที่สุดค่ะ คนที่ทำโปรแกรมผู้เริ่มต้นครบ 4 สัปดาห์โดยไม่ข้ามวันเลยได้ผลลัพธ์ดีกว่าคนที่เริ่มโปรแกรมระดับสูงแล้วทำได้แค่ 2 สัปดาห์ก่อนบาดเจ็บหรือหยุดไปค่ะ เลือกระดับที่ท้าทายพอดีค่ะ ไม่ใช่ระดับที่หนักที่สุดที่คิดว่าน่าจะทำได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเล่นหน้าท้องทุกวันได้ไหม

คำตอบสั้นๆ คือได้ค่ะ แต่ต้องเข้าใจว่า “ทุกวัน” ในที่นี้หมายความว่าอะไรก่อนค่ะ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีสัดส่วนของ Slow-Twitch Muscle Fiber สูงกว่ากล้ามเนื้อกลุ่มอื่นค่ะ กล้ามเนื้อประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อทำงานได้นานและฟื้นตัวได้เร็วค่ะ นั่นคือเหตุผลที่กล้ามเนื้อแกนกลางทำงานทุกวันในชีวิตประจำวันโดยไม่ล้าเหมือนกล้ามเนื้อขาหรือหลังค่ะ แต่มีความแตกต่างระหว่างกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกกับชั้นผิวค่ะ กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึก อย่าง Transversus Abdominis และ Multifidus ฟื้นตัวเร็วมากค่ะ ท่า Stability อย่าง Dead Bug และ Hollow Body Hold สามารถทำทุกวันได้โดยไม่มีปัญหาค่ะ

เพราะมันเป็นการฝึกในระดับความเข้มข้นต่ำค่ะ กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นผิว อย่าง Rectus Abdominis และ Oblique ต้องการการพักฟื้นเหมือนกล้ามเนื้ออื่นค่ะ ถ้าทำ Windshield Wiper หนักๆ วันนี้ค่ะ ควรให้เวลาพัก 48 ชั่วโมงก่อนทำท่าหนักๆ ซ้ำค่ะ ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องกว่าคือค่ะ ท่า Stability สามารถทำทุกวันได้ค่ะ แต่ท่า High-Intensity อย่าง Hanging Leg Raise หรือ Windshield Wiper ควรทำเว้นวันอย่างน้อยค่ะ วิธีที่ดีที่สุดถ้าอยากฝึกหน้าท้องทุกวันค่ะ คือทำท่า Stability 2–3 ท่าเป็น Daily Practice ในตอนเช้าค่ะ แล้วทำโปรแกรมเต็มรูปแบบ 3–4 วันต่อสัปดาห์ตามโปรแกรมที่เลือกค่ะ วิธีนี้ได้ทั้งการกระตุ้นกล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกทุกวันและการฝึกแบบมีโครงสร้างที่พัฒนากล้ามเนื้อชั้นผิวได้ค่ะ

ทำแล้วรู้สึกเมื่อยหน้าท้องแต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลย เกิดอะไรขึ้น

นี่คือคำถามที่พบบ่อยที่สุดและตอบได้ตรงมากค่ะ การเมื่อยหน้าท้องแปลว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานและกำลังพัฒนาค่ะ นั่นคือข่าวดีค่ะ การไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแปลว่ายังมีไขมันปกคลุมกล้ามเนื้อนั้นอยู่ค่ะ นั่นคือเรื่องที่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้ค่ะ ต้องเข้าใจความจริงข้อนี้ก่อนค่ะ ซิกแพคคือกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ชั้นไขมันค่ะ ไม่ว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรงและใหญ่แค่ไหนค่ะ ถ้าไขมันหน้าท้องยังอยู่ก็มองไม่เห็นค่ะ สำหรับผู้ชายโดยทั่วไปจะเริ่มเห็นซิกแพคเมื่อ Body Fat ต่ำกว่า 15% ค่ะ และเห็นชัดเจนมากเมื่อต่ำกว่า 12% ค่ะ สำหรับผู้หญิงจะเริ่มเห็นเมื่อ Body Fat ต่ำกว่า 22% ค่ะ และเห็นชัดเมื่อต่ำกว่า 19% ค่ะ การลด Body Fat ทำได้ผ่านการสร้าง Caloric Deficit ค่ะ คือใช้พลังงานมากกว่าที่กินเข้าไปค่ะ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการใช้พลังงานค่ะ แต่โภชนาการคือตัวแปรหลักที่กำหนดว่าไขมันหน้าท้องจะลดหรือไม่ค่ะ สรุปง่ายๆ ค่ะ เล่นหน้าท้องเพื่อสร้างกล้ามเนื้อค่ะ ควบคุมอาหารเพื่อให้มองเห็นกล้ามเนื้อนั้นค่ะ ต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกันค่ะกี่สัปดาห์ถึงจะเห็นผล คำตอบแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ เพราะ “เห็นผล” มีความหมายสองอย่างที่ต่างกันมากค่ะ

ผลที่ 1 — รู้สึกได้ว่าแกนกลางลำตัวแข็งแรงขึ้น

ส่วนนี้เร็วมากค่ะ คนส่วนใหญ่รู้สึกได้ภายใน 2–3 สัปดาห์แรกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานนานขึ้นโดยไม่ปวดหลัง การยกของได้มั่นคงขึ้น หรือการรู้สึกว่าการเดินและวิ่งมีพลังมากขึ้นค่ะ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่กล้ามเนื้อแกนกลางชั้นลึกเริ่มทำงานได้ดีขึ้นและประสานงานกับระบบประสาทได้ดีขึ้นค่ะ

ผลที่ 2 — เห็นได้ว่าหน้าท้องเปลี่ยนแปลง ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากค่ะ ถ้าโภชนาการอยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้วและ Body Fat ไม่สูงมากค่ะ คนส่วนใหญ่เริ่มเห็นหน้าท้องกระชับขึ้นใน 4–6 สัปดาห์ค่ะ ถ้า Body Fat สูงกว่าระดับที่จะเห็นซิกแพคได้อยู่มากค่ะ อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นในการลด Body Fat ก่อนค่ะ สิ่งที่แน่นอนค่ะ คือคนที่ฝึกสม่ำเสมอ 3–4 วันต่อสัปดาห์ตามโปรแกรมในบทความนี้และควบคุมโภชนาการได้ดีพอสมควร จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่วัดได้ในการทดสอบทั้งสี่อย่างที่ระบุไว้ใน Section 3 ภายใน 4 สัปดาห์แรกแน่นอนค่ะ แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นซิกแพคก็ตามค่ะ

ทำไมหน้าท้องยังนูนอยู่ทั้งที่เล่นทุกวัน

คำถามนี้มีคำตอบที่เป็นไปได้สองอย่างค่ะ และต้องแยกแยะให้ถูกต้องค่ะ เพราะวิธีแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

สาเหตุที่ 1 — ไขมันหน้าท้อง

ถ้าหน้าท้องนูนจากไขมันค่ะ เล่นหน้าท้องมากแค่ไหนก็ไม่ทำให้ไขมันนั้นหายไปค่ะ คำตอบคือโภชนาการค่ะ ต้องสร้าง Caloric Deficit เพื่อลดไขมันทั้งร่างกายค่ะ และไขมันที่หน้าท้องจะลดลงตามลำดับที่พันธุกรรมกำหนดค่ะ วิธีสังเกตว่าเป็นไขมันหรือเปล่าค่ะ คือลองบีบหน้าท้องดูค่ะ ถ้าบีบได้และรู้สึกนุ่มๆ ค่ะ นั่นคือไขมันค่ะ

สาเหตุที่ 2 — ท้องป่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ไม่สมดุล

นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ค่ะ และพบได้บ่อยกว่าที่คิดค่ะ ถ้าเล่นหน้าท้องมาหลายปีแต่เล่นแค่ท่างอลำตัวขึ้นลงอย่าง Crunch และ Sit Up ค่ะ Rectus Abdominis อาจพัฒนาขึ้นในขณะที่ Transversus Abdominis ยังอ่อนแอค่ะ Transversus Abdominis ทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดธรรมชาติที่รัดลำตัวไว้ค่ะ ถ้ามันอ่อนแอค่ะ ลำไส้และอวัยวะภายในจะดันหน้าท้องออกมาข้างหน้าค่ะ ทำให้หน้าท้องดูนูนออกมาแม้ว่าจะไม่มีไขมันมากก็ตามค่ะ วิธีแก้คือเพิ่มท่า Stability โดยเฉพาะ Dead Bug และ Hollow Body Hold เข้าไปในโปรแกรมค่ะ ท่าเหล่านี้กระตุ้น Transversus Abdominis โดยตรงค่ะ คนส่วนใหญ่เห็นความแตกต่างของรูปทรงหน้าท้องภายใน 4–6 สัปดาห์เมื่อเพิ่มท่า Stability เข้าไปค่ะ แม้น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนเลยก็ตามค่ะ

สาเหตุที่ 3 — ท้องอืดจากอาหารและระบบย่อยอาหาร

บางครั้งหน้าท้องที่นูนไม่เกี่ยวกับไขมันหรือกล้ามเนื้อเลยค่ะ แต่เป็นแก๊สและการอักเสบในลำไส้ค่ะ ถ้าหน้าท้องนูนมากในช่วงบ่ายและเย็นแต่แบนกว่าตอนเช้าค่ะ สาเหตุน่าจะมาจากอาหารและระบบย่อยอาหารมากกว่าไขมันหรือกล้ามเนื้อค่ะ การปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุดกว่าการเพิ่มท่าออกกำลังกายค่ะ

อาหารสำคัญกว่าการออกกำลังกายจริงไหม

สำหรับการ “เห็น” ซิกแพคค่ะ ใช่ค่ะ อาหารสำคัญกว่าการออกกำลังกายมากค่ะ นักโภชนาการมักพูดว่า “Abs are made in the kitchen” หรือ “ซิกแพคสร้างในครัว ไม่ใช่ในยิม” ค่ะ และงานวิจัยสนับสนุนข้อความนี้ค่ะ การลดไขมันที่ปกคลุมหน้าท้องต้องการ Caloric Deficit ค่ะ การออกกำลังกายหนักหนึ่งชั่วโมงเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 300–500 แคลอรี่ค่ะ ในขณะที่อาหารหนึ่งมื้อที่ไม่ระวังสามารถให้แคลอรี่ได้ 800–1,200 แคลอรี่ค่ะ แปลว่าการควบคุมอาหารแม้แต่มื้อเดียวสามารถ “ทำลาย” การออกกำลังกายหลายชั่วโมงได้ในแง่ของแคลอรี่ค่ะ แต่ต้องเข้าใจให้ครบด้วยค่ะ ว่าอาหารและการออกกำลังกายไม่ได้แข่งกันค่ะ มันทำงานร่วมกันค่ะ อาหารควบคุมว่าร่างกายจะเผาไขมันหรือสะสมไขมันค่ะ การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อที่จะปรากฏให้เห็นเมื่อไขมันลดลงค่ะ ถ้าลดน้ำหนักด้วยอาหารอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายเลยค่ะ ร่างกายจะผอมลงแต่หน้าท้องจะแบนและไม่มีรูปทรงค่ะ ถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวโดยไม่ดูแลอาหารเลยค่ะ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นแต่ไขมันยังปิดอยู่ค่ะ คำตอบที่ดีที่สุดคือทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกันเสมอค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกว่าจะเริ่มที่ไหนก่อนค่ะ เริ่มที่การดูแลอาหารให้ดีขึ้นก่อนค่ะ แล้วค่อยเพิ่มการออกกำลังกายเข้าไปค่ะ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากการดูแลอาหารมาเร็วกว่าและชัดเจนกว่าในระยะแรกค่ะ

ปวดคอทุกครั้งที่ทำ Crunch ทำยังไงดี

ปวดคอจาก Crunch เกิดจากสาเหตุเดียวค่ะ คือกล้ามเนื้อคอกำลังทำงานแทนหน้าท้องค่ะ มีสามวิธีแก้ที่ได้ผลทันทีค่ะ

วิธีที่ 1 — เปลี่ยนตำแหน่งมือ

แทนที่จะวางมือข้างหัว ให้ไขว้แขนหน้าอกแทนค่ะ หรือเหยียดแขนตรงไปข้างหน้าค่ะ เมื่อมือไม่อยู่ข้างหัวแล้วค่ะ ความอยากดึงคอขึ้นจะหายไปเองค่ะ

วิธีที่ 2 — ลิ้นแตะเพดานปาก

วิธีนี้ฟังดูแปลกค่ะ แต่ได้ผลมากค่ะ ให้แตะลิ้นไว้ที่เพดานปากตลอดการทำ Crunch ค่ะ การแตะลิ้นที่เพดานปากทำให้กล้ามเนื้อคอเปลี่ยนไปอยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้น้อยลงและช่วยป้องกันการดึงคอขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

วิธีที่ 3 — จ้องที่จุดตายตัว

เลือกจุดบนเพดานที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เหนือหัวค่ะ แล้วจ้องที่จุดนั้นตลอดการทำค่ะ การจ้องจุดตรงหน้าทำให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับลำตัวและป้องกันการก้มคอลงมากเกินไปค่ะ ถ้าทำครบทั้งสามวิธีแล้วยังปวดคออยู่ค่ะ ให้เปลี่ยนไปทำ Cable Crunch บอดี้เวทแทนชั่วคราวค่ะ เพราะตำแหน่งคุกเข่าทำให้คอไม่ต้องรับแรงเลยค่ะ และรอให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้นก่อนกลับมาทำ Crunch ค่ะ

ผู้ชายและผู้หญิงควรเล่นหน้าท้องต่างกันไหม

ในแง่ของกายวิภาคและการทำงานของกล้ามเนื้อค่ะ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของผู้ชายและผู้หญิงทำงานเหมือนกันทุกอย่างค่ะ ท่าที่ดีสำหรับผู้ชายดีสำหรับผู้หญิงด้วยค่ะ และท่าที่ดีสำหรับผู้หญิงดีสำหรับผู้ชายด้วยค่ะ แต่มีสิ่งที่แตกต่างกันสองอย่างค่ะ

ความแตกต่างที่ 1 — ตำแหน่งที่ไขมันสะสมค่ะ

ผู้ชายมักสะสมไขมันที่หน้าท้องมากกว่าผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงมักสะสมที่สะโพกและต้นขามากกว่าค่ะ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนวิธีเล่นหน้าท้องค่ะ มันแค่บอกว่าผลลัพธ์ที่มองเห็นได้อาจใช้เวลาต่างกันค่ะ

ความแตกต่างที่ 2 — ช่วงหลังคลอดบุตรค่ะ

ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรมีความเสี่ยงต่อ Diastasis Recti หรือการแยกของกล้ามเนื้อหน้าท้องตรงกลางค่ะ ในกรณีนี้ต้องหลีกเลี่ยงท่าที่สร้างแรงกดในช่องท้องสูงอย่าง Sit Up และ V-Up ค่ะ และควรปรึกษานักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมค่ะ ท่า Dead Bug และ Hollow Body Hold ยังปลอดภัยและเป็นประโยชน์มากในการฟื้นฟูช่วงหลังคลอดค่ะหน้า

ท้องด้านซ้ายและขวาไม่สมมาตร ทำยังไงได้บ้าง

ความไม่สมมาตรของซิกแพคเป็นเรื่องปกติมากค่ะ และส่วนใหญ่เกิดจากสองสาเหตุค่ะ

สาเหตุที่ 1 — โครงสร้างที่กำหนดโดยพันธุกรรม

Tendinous Inscriptions ที่แบ่งซิกแพคออกเป็นช่องๆ อาจไม่ตรงกันทั้งซ้ายและขวาค่ะ บางคนมีซิกแพคที่ไม่สมมาตรโดยธรรมชาติค่ะ และไม่มีการฝึกใดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ได้ค่ะ ถ้าความไม่สมมาตรเกิดจากสาเหตุนี้ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ มันเป็นแค่รูปร่างของกล้ามเนื้อที่กำหนดโดยพันธุกรรมค่ะ

สาเหตุที่ 2 — ความแข็งแรงที่ไม่เท่ากันสองข้าง

ถ้า Side Plank ข้างหนึ่งค้างได้นานกว่าอีกข้างมากค่ะ หรือถ้ารู้สึกว่า Bicycle Crunch ข้างหนึ่งทำงานได้ดีกว่าอีกข้างชัดเจนค่ะ นั่นแปลว่ามีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อสองข้างค่ะ ซึ่งแก้ไขได้ค่ะ วิธีแก้ค่ะ คือทำท่าที่ทำงานแยกข้างอย่าง Side Plank และ Mountain Climber ช้า โดยเริ่มที่ข้างอ่อนแอกว่าก่อนเสมอค่ะ แล้วทำจำนวนครั้งเท่ากันทั้งสองข้างโดยใช้ข้างที่อ่อนแอกว่าเป็นตัวกำหนดจำนวนค่ะ ไม่ต้องพยายามทำข้างแข็งแรงกว่าให้มากขึ้นค่ะ ให้รอให้ข้างอ่อนแอกว่าแข็งแรงขึ้นมาเท่ากันก่อนค่ะ ความสมมาตรจะตามมาเองค่ะ

ปวดหน้าท้องมากหลังออกกำลังกายแปลว่าอะไร

ความเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายเรียกว่า DOMS หรือ Delayed Onset Muscle Soreness ค่ะ มันเกิดจากการที่กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นในระดับที่มากกว่าที่เคยทำค่ะ และเป็นสัญญาณปกติที่แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังปรับตัวและพัฒนาค่ะ DOMS มักเจ็บมากที่สุดใน 24–48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายค่ะ และจะน้อยลงเองภายใน 3–5 วันค่ะ สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ถูกต้องค่ะ DOMS ปกติ จะรู้สึกเจ็บเมื่อกดหรือเคลื่อนไหวค่ะ เจ็บทั่วบริเวณกล้ามเนื้อค่ะ และค่อยๆ ดีขึ้นเองในไม่กี่วันค่ะ

อาการที่ไม่ปกติและควรหยุดฝึก

คือเจ็บแปลบๆ ที่จุดเดิมซ้ำๆ ค่ะ เจ็บเฉียบพลันระหว่างออกกำลังกายค่ะ เจ็บที่ไม่ดีขึ้นหลัง 5–7 วันค่ะ หรือเจ็บที่ร้าวไปส่วนอื่นของร่างกายค่ะ ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรหยุดฝึกและปรึกษาแพทย์ก่อนค่ะ สำหรับ DOMS ปกติค่ะ วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการคือการเคลื่อนไหวเบาๆ ค่ะ ไม่ใช่การนอนนิ่งๆ ค่ะ การเดินเร็ว การยืดกล้ามเนื้อเบาๆ และการนวดช่วยลด DOMS ได้ดีกว่าการพักผ่อนอย่างเดียวค่ะ

อายุมากแล้วยังเล่นท่าพวกนี้ได้ไหม

ได้ค่ะ และที่จริงแล้วการฝึกแกนกลางลำตัวสำคัญมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่สำคัญน้อยลงค่ะ เหตุผลคือเมื่ออายุมากขึ้นค่ะ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงคือสิ่งที่ป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุดค่ะ งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวแข็งแรงมีความสามารถในการทรงตัวดีกว่าและอัตราการหกล้มต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญค่ะ แต่การปรับโปรแกรมตามสภาพร่างกายมีความสำคัญมากขึ้นค่ะ สิ่งที่ควรระวังสำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไปค่ะ ให้เน้นกลุ่มที่ 1 Stability มากกว่ากลุ่มที่ 2 และ 3 ค่ะ Dead Bug และ Hollow Body Hold ปลอดภัยสูงและได้ผลดีมากสำหรับทุกอายุค่ะ ให้ Warm Up นานขึ้นก่อนเริ่มค่ะ อย่างน้อย 10 นาทีค่ะ ลด Tempo ลงและเพิ่มเวลาพักระหว่างเซ็ตค่ะ และหลีกเลี่ยงท่าที่สร้างแรงกดที่กระดูกสันหลังสูงอย่าง Sit Up แบบเต็มท่าถ้ามีประวัติปัญหากระดูกสันหลังค่ะ ถ้าไม่แน่ใจค่ะ ให้เริ่มที่โปรแกรมผู้เริ่มต้นเสมอโดยไม่คำนึงถึงอายุค่ะ แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามที่ร่างกายบอกค่ะ

ควรยืดกล้ามเนื้อหน้าท้องหลังเล่นไหม

ใช่ค่ะ และเป็นส่วนที่คนข้ามบ่อยที่สุดค่ะ

หน้าท้องที่ถูกกระตุ้นหนักๆ จะหดตัวและตึงขึ้นหลังออกกำลังกายค่ะ ถ้าไม่ยืดค่ะ ความตึงสะสมเรื่อยๆ และอาจทำให้ท่าทางเปลี่ยนไปค่ะ เพราะหน้าท้องที่ตึงจะดึงซี่โครงลงและทำให้หลังค่อมมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ

ท่ายืดหน้าท้องที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดค่ะ

ท่าที่ 1 — Cobra Stretch นอนคว่ำค่ะ วางมือใต้ไหล่ค่ะ ดันตัวขึ้นเหยียดแขนตรงในขณะที่สะโพกยังอยู่บนพื้นค่ะ รู้สึกว่าหน้าท้องยืดออกค่ะ ค้าง 20–30 วินาทีค่ะ ทำ 2–3 ครั้งค่ะ

ท่าที่ 2 — Lying Back Extension นอนหงายค่ะ เหยียดแขนเหนือหัวค่ะ แล้วเหยียดขาตรงออกไปพร้อมกันค่ะ เหมือนการยืดตัวหลังตื่นนอนค่ะ ค้าง 10–15 วินาทีค่ะ

ยืดหลังออกกำลังกายทุกครั้งค่ะ แม้จะใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็ตามค่ะ


บทสรุป: แกนกลางลำตัวที่แข็งแรงไม่ได้สร้างจากจำนวนครั้ง

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วค่ะ และจำได้แค่อย่างเดียวจากบทความทั้งหมดนี้ค่ะ ขอให้จำสิ่งนี้ไว้ค่ะ

แกนกลางลำตัวที่แข็งแรงไม่ได้มาจากการทำซิทอัพ 200 ครั้งต่อวันค่ะ มันมาจากการทำท่าที่ถูกต้องในลำดับที่ถูกต้องโดยรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเป้าหมายทำงานทุกครั้งที่ทำค่ะ

บทความนี้พาไปผ่านทุกสิ่งที่จำเป็นค่ะ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ที่อธิบายว่าทำไมคนส่วนใหญ่เล่นหน้าท้องมาหลายปีแล้วไม่เห็นผลค่ะ ไปจนถึงกายวิภาคของกล้ามเนื้อทุกส่วนที่ประกอบกันเป็นแกนกลางลำตัวที่แท้จริงค่ะ 20 ท่าที่ครอบคลุมทุกกลุ่มกล้ามเนื้อในทุกทิศทางค่ะ และโปรแกรมฝึกสามระดับที่นำไปใช้ได้ทันทีวันนี้เลยค่ะ


แต่ก่อนจบค่ะ อยากพูดถึงสิ่งที่สำคัญมากกว่าโปรแกรมและท่าออกกำลังกายทั้งหมดค่ะ

หลายคนเล่นหน้าท้องเพราะต้องการซิกแพคค่ะ และนั่นเป็นเป้าหมายที่สมเหตุสมผลค่ะ ไม่มีอะไรผิดกับการต้องการรูปร่างที่ดีค่ะ

แต่ระหว่างทางไปสู่เป้าหมายนั้นค่ะ มีสิ่งที่ได้รับมากกว่าซิกแพคที่คนมักไม่ได้คาดหวังค่ะ

เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรงขึ้นค่ะ การยืนนานๆ ไม่ปวดหลังอีกต่อไปค่ะ การยกของหนักที่เคยต้องระวังกลายเป็นเรื่องง่ายค่ะ การวิ่งที่เคยเหนื่อยเร็วมีพลังมากขึ้นค่ะ และการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันทุกอย่างตั้งแต่การหยิบของจากพื้นไปจนถึงการเล่นกับเด็กๆ รู้สึกเป็นธรรมชาติและมั่นคงมากขึ้นค่ะ

นั่นคือสิ่งที่แกนกลางลำตัวที่แข็งแรงให้ได้จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกค่ะ แต่คือคุณภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายในทุกสิ่งที่ทำในชีวิตค่ะ


สิ่งที่อยากให้ทำวันนี้เลยค่ะ ไม่ต้องรอมีเวลาเยอะค่ะ ไม่ต้องรอพร้อมค่ะ ไม่ต้องรอวันจันทร์ค่ะ

เลือกท่าหนึ่งจากกลุ่มที่ 1 ค่ะ จะเป็น Dead Bug หรือ Hollow Body Hold ก็ได้ค่ะ แล้วทำ 3 เซ็ตตอนนี้เลยค่ะ

ช้าๆ ค่ะ โฟกัสค่ะ และถามตัวเองว่ารู้สึกที่ไหนค่ะ

ถ้ารู้สึกที่หน้าท้องและแกนกลางลำตัวค่ะ ไม่ใช่ที่คอหรือหลังล่างค่ะ แสดงว่าเริ่มต้นถูกทางแล้วค่ะ

ส่วนที่เหลือทั้งหมดในบทความนี้จะตามมาเองค่ะ เมื่อรากฐานนั้นมั่นคงแล้วค่ะ

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม