Home » ข่าวสาร » การออกแบบห้องฟิตเนส » เปิดฟิตเนสลงทุนเท่าไหร่? เจาะลึกทุกต้นทุนจริงจากเจ้าของ Real Gym 6 สาขา (แจกงบละเอียด + วิธีลดต้นทุน)

เปิดฟิตเนสลงทุนเท่าไหร่? เจาะลึกทุกต้นทุนจริงจากเจ้าของ Real Gym 6 สาขา (แจกงบละเอียด + วิธีลดต้นทุน)

เปิดฟิตเนสลงทุนเท่าไหร่? เจาะลึกทุกต้นทุนจริงจากเจ้าของ Real Gym 6 สาขา (แจกงบละเอียด + วิธีลดต้นทุน)

โดย เจ้าของ Real Gym ทุกสาขา

กลับมาอีกแล้วครับ พี่เจ้าของเรียลยิมเองครับ คราวที่แล้วพี่เล่าภาพรวมของธุรกิจฟิตเนสไปแล้วทั้งหมด ตั้งแต่วิเคราะห์ตลาด เลือกรูปแบบ ไปจนถึง 7 ขั้นตอนเปิดฟิตเนส ถ้าน้องยังไม่ได้อ่านบทความแรกเกี่ยวกับ เปิดฟิตเนสยังไง พี่แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนนะครับ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

แต่บทความนี้พี่จะลงลึกเรื่องเดียวเลย คือเรื่อง “เงิน” ครับ

เพราะทุกครั้งที่มีคนมาปรึกษาพี่ว่าอยากเปิดฟิตเนส คำถามแรกที่ถามเสมอคือ “พี่ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับ?” (ถ้าใครกำลังเริ่มจากงบจำกัด แนะนำดู
เครื่องออกกำลังกายที่บ้าน) แล้วพี่ก็รู้ว่าถ้าพี่ตอบแค่ตัวเลขกลมๆ มันไม่ช่วยอะไรเลย เพราะตัวเลขกลมๆ มันบอกไม่ได้ว่าเงินมันไปอยู่ตรงไหนบ้าง ทำไมมันถึงต้องเยอะขนาดนั้น มีทางลดได้ไหม อะไรตัดได้ อะไรตัดไม่ได้ จริงๆ แล้วปัญหาเงินบานปลายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากงบไม่พอ แต่มาจากการ “วางแผนผิดตั้งแต่ต้น” โดยเฉพาะเรื่อง Layout และการเลือกเครื่องออกกำลังกายที่ไม่เหมาะกับพื้นที่ ถ้าน้องอยากลดความเสี่ยงตรงนี้ตั้งแต่แรก สามารถดูแนวทางจาก บริการออกแบบฟิตเนสครบวงจร ที่ช่วยวางแผนงบประมาณและจัดสเปคอุปกรณ์ให้เหมาะกับขนาดธุรกิจได้

บทความนี้พี่จะแจกแจงให้หมดเลยครับ ทุกรายการ ทุกบาท ทุกสตางค์ จากคนที่เปิดมาแล้ว 6 สาขา จ่ายเงินจริง เจ็บจริง รู้จริงว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น อะไรที่จ่ายแพงไปแล้วเสียดาย อะไรที่ประหยัดแล้วมาเสียใจทีหลัง

พร้อมแล้วไปกันเลยครับ เรื่องเงินต้องคุยกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

ก่อนคุยเรื่องตัวเลข: ต้องเข้าใจ “โครงสร้างต้นทุน” ของฟิตเนสก่อน

น้องๆ หลายคนมองธุรกิจฟิตเนสแบบเหมาๆ ว่า “ก็ซื้อเครื่องมาวาง เช่าที่ จ้างคน จบ” ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่มันไม่ครบ ถ้าน้องมองแค่นี้แล้วไปเริ่มเปิด น้องจะเจอค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดเต็มไปหมด แล้วมันจะทำให้เงินที่เตรียมมาหมดเร็วกว่าที่คิดมาก

ต้นทุนของฟิตเนสมันแบ่งออกเป็น 2 ก้อนใหญ่ๆ ครับ

ก้อนแรกคือ “เงินลงทุนเริ่มต้น” (Initial Investment) คือเงินที่น้องต้องจ่ายก่อนเปิด หรือจ่ายครั้งเดียวตอนเริ่มต้น เช่น ค่ามัดจำเช่าที่ ค่าก่อสร้างหรือตกแต่ง ค่าซื้ออุปกรณ์ ค่าติดตั้งระบบต่างๆ ค่าจดทะเบียนบริษัท ค่าขออนุญาต ค่าทำการตลาดเปิดตัว เงินก้อนนี้มันจ่ายทีเดียวแล้วก็จบ (ยกเว้นอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนหรือเพิ่มในอนาคต)

ก้อนที่สองคือ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน” (Monthly Operating Cost) คือเงินที่น้องต้องจ่ายทุกเดือนไม่หยุด ตราบใดที่ยังเปิดอยู่ เช่น ค่าเช่าที่ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าบำรุงรักษาเครื่อง ค่าการตลาดรายเดือน ค่าทำความสะอาด ค่าประกัน เงินก้อนนี้มันเป็นภาระต่อเนื่อง ไม่ว่าน้องจะมีสมาชิกกี่คนก็ต้องจ่าย

ที่สำคัญครับ น้องต้องเตรียม “เงินสำรอง” (Cash Reserve) อีกก้อนนึง คือเงินที่เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เผื่อช่วงที่รายได้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน เผื่อเครื่องพังแบบไม่คาดคิด เผื่อมีค่าใช้จ่ายพิเศษ พี่แนะนำเก็บไว้อย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน

เพราะฉะนั้น เงินทั้งหมดที่น้องต้องมีคือ เงินลงทุนเริ่มต้น + เงินค่าใช้จ่ายรายเดือน 6 เดือน + เงินสำรองฉุกเฉิน ถ้ารวมทุกก้อนแล้วน้องมีไม่พอ อย่าเพิ่งเปิดครับ ไปเก็บเงินเพิ่มก่อน เพราะถ้าเปิดแล้วเงินหมดกลางทาง มันเจ็บกว่าไม่เปิดเยอะ

ต้นทุนเปิดฟิตเนสแบ่งตามขนาด: ภาพรวมก่อน

พี่จะให้ภาพรวมก่อนนะครับ แล้วค่อยลงรายละเอียดทีละรายการ

ฟิตเนสขนาดเล็ก (งบ 3-8 แสนบาท)

ขนาดพื้นที่ประมาณ 100-300 ตร.ม. เครื่องออกกำลังกาย 15-30 เครื่อง ไม่มีคลาส หรือมีแค่ 2-3 คลาสต่อสัปดาห์ พนักงาน 2-4 คน ค่าสมาชิกประมาณ 800-1,500 บาทต่อเดือน เป้าสมาชิก 100-300 คน

พี่จะพูดตรงๆ นะครับว่า ฟิตเนสขนาดนี้ “รอดได้ แต่รวยยาก” ปัญหาคือสมาชิกจำนวนจำกัดเพราะพื้นที่เล็ก เครื่องน้อย ไม่มีอะไรดึงดูดมาก คนที่มาก็จะเป็นคนในรัศมีใกล้มากๆ เท่านั้น กำไรต่อเดือนอาจจะอยู่ที่ 30,000-80,000 บาท ซึ่งก็พอเลี้ยงตัวได้ แต่ไม่ได้รวย

ข้อดีคือ ลงทุนน้อย ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อยากเรียนรู้ธุรกิจฟิตเนสก่อน แล้วค่อยขยายทีหลัง

ตัวอย่างงบลงทุนคร่าวๆ ค่ามัดจำเช่า (3 เดือน) อยู่ที่ประมาณ 45,000-90,000 บาท (ค่าเช่า 15,000-30,000 ต่อเดือน) ค่าตกแต่งก็ประมาณ 50,000-150,000 บาท ค่าอุปกรณ์อีกประมาณ 150,000-400,000 บาท ค่าระบบสมาชิก กล้อง เสียง ก็สัก 30,000-50,000 บาท ค่าการตลาดเปิดตัว 20,000-50,000 บาท เงินสำรอง 6 เดือนก็ราวๆ 150,000-300,000 บาท รวมทั้งหมดก็ประมาณ 3-8 แสนบาทครับ ยืดหยุ่นตามทำเลและคุณภาพเครื่อง

ฟิตเนสขนาดกลาง (งบ 1-3 ล้านบาท)

ขนาดพื้นที่ 300-800 ตร.ม. เครื่อง 40-80 เครื่อง มีพื้นที่จัดคลาส มีคลาส 5-15 คลาสต่อสัปดาห์ พนักงาน 5-10 คน ค่าสมาชิก 1,000-2,000 บาท เป้าสมาชิก 300-800 คน

ขนาดนี้เริ่มน่าสนใจแล้วครับ มีเครื่องพอให้ไม่ต้องรอคิว มีคลาสสร้าง community ได้ มีพนักงานดูแลได้ทั่วถึง กำไรต่อเดือนอาจจะ 100,000-400,000 บาท ถ้าบริหารดี

ค่ามัดจำเช่า (3 เดือน) ประมาณ 120,000-450,000 บาท (ค่าเช่า 40,000-150,000 ต่อเดือน) ค่าตกแต่ง/ก่อสร้าง 150,000-500,000 บาท ค่าอุปกรณ์ 400,000-1,500,000 บาท ค่าระบบต่างๆ 50,000-100,000 บาท ค่าการตลาดเปิดตัว 50,000-100,000 บาท เงินสำรอง 6 เดือน 600,000-1,200,000 บาท

ฟิตเนสขนาดใหญ่ แบบ Real Gym (งบ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป)

ขนาดพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป เครื่อง 100+ เครื่อง พื้นที่ Functional Training 300+ ตร.ม. คลาส 200+ คลาสต่อเดือน พนักงานและเทรนเนอร์ 10-20+ คน ค่าสมาชิก 800-1,200 บาท เป้าสมาชิก 1,500-3,000+ คน

ขนาดนี้แหละครับที่ Real Gym ทำ ลงทุนเยอะ แต่ถ้าทำถูก มันคืนทุนเร็วเพราะสมาชิกเยอะ ต้นทุนต่อหัวต่ำ กำไรต่อเดือนหลักล้านได้เลย

ค่ามัดจำเช่า (3-6 เดือน) ประมาณ 300,000-1,200,000 บาท ค่าก่อสร้างโครงสร้าง (สำหรับ Open Air) 1,000,000-3,000,000 บาท ค่าอุปกรณ์ 2,000,000-5,000,000+ บาท ค่าระบบต่างๆ 100,000-300,000 บาท ค่าการตลาดเปิดตัว 100,000-300,000 บาท เงินสำรอง 6 เดือน 1,500,000-3,000,000 บาท

ตัวเลขพวกนี้มันยืดหยุ่นมากนะครับ ขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพอุปกรณ์ ขนาดจริง และอีกหลายปัจจัย แต่มันให้ภาพรวมได้ว่าน้องต้องเตรียมตัวในระดับไหน

แจกแจงต้นทุนทีละรายการ: ให้น้องเห็นว่าเงินไปอยู่ไหนบ้าง

แจกแจงต้นทุนทีละรายการ: ให้น้องเห็นว่าเงินไปอยู่ไหนบ้าง

เอาล่ะครับ มาลงรายละเอียดกันเลย พี่จะอธิบายทุกรายการ ทั้งว่ามันคืออะไร ทำไมต้องจ่าย จ่ายเท่าไหร่ และมีวิธีประหยัดยังไง

รายการที่ 1: ค่าเช่าที่และมัดจำ

นี่คือรายจ่ายก้อนแรกที่น้องต้องเจอครับ ยังไม่ทันได้ซื้อเครื่องสักเครื่อง ยังไม่ทันได้จ้างคนสักคน ก็ต้องจ่ายค่าเช่าแล้ว

ค่าเช่ามันขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลักครับ ถ้าเป็นในห้างสรรพสินค้าหรือตึกสำนักงานในเมือง ค่าเช่าอาจจะ 500-1,500 บาทต่อตร.ม. ต่อเดือน ถ้าน้องต้องการพื้นที่ 500 ตร.ม. ก็ตกเดือนละ 250,000-750,000 บาท แค่ค่าเช่าอย่างเดียวนะครับ ยังไม่นับอย่างอื่นเลย

ถ้าเป็นตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ในย่านชานเมือง ค่าเช่าจะถูกลงมาก ประมาณ 100-400 บาทต่อตร.ม. ต่อเดือน พื้นที่ 300 ตร.ม. ก็ประมาณ 30,000-120,000 บาทต่อเดือน

ถ้าเป็นที่ดินเปล่าแบบที่ Real Gym ใช้ ค่าเช่าจะถูกกว่าอีกเยอะ เพราะมันเป็นแค่ที่ดิน ไม่มีอาคาร ไม่มีอะไร น้องต้องสร้างเอง แต่ค่าเช่าที่ดินเปล่าในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ถูกกว่าค่าเช่าพื้นที่ในอาคารเยอะมากครับ

นี่แหละที่เป็น “จุดเปลี่ยนเกม” ของ Real Gym เลย การที่พี่เลือกเช่าที่ดินเปล่าแทนพื้นที่ในอาคาร มันทำให้ค่าเช่าต่อตร.ม. ถูกกว่าเยอะ แล้วพี่ก็ได้พื้นที่ใหญ่กว่ามาก เพราะราคาต่อตร.ม. ถูก พี่ก็เช่าได้กว้างมาก 1,000+ ตร.ม. ในราคาที่ฟิตเนสในเมืองจ่ายค่าเช่า 300 ตร.ม.

ส่วนเรื่องมัดจำ ปกติเจ้าของที่จะเรียกมัดจำ 2-6 เดือน ยิ่งทำเลดี ยิ่งเรียกเยอะ เงินก้อนนี้มันจม ไม่ได้กลับมาจนกว่าจะเลิกเช่า เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีครับ ถ้าค่าเช่า 80,000 บาท มัดจำ 3 เดือน ก็ 240,000 บาท บวกค่าเช่าเดือนแรกอีก 80,000 รวม 320,000 บาท ก่อนจะได้เริ่มอะไรเลย

insight จากพี่: เรื่องค่าเช่านี้ พี่ต้องเตือนเรื่องนึงที่คนไม่ค่อยคิดถึง คือ “สัญญาเช่าระยะยาว” ครับ ฟิตเนสมันไม่ใช่ธุรกิจที่เปิดแล้วย้ายได้ง่ายๆ เพราะน้องลงทุนก่อสร้าง ลงทุนตกแต่ง ลงทุนขนเครื่องเข้า ถ้าสัญญาเช่าแค่ 1-2 ปี แล้วเจ้าของที่ไม่ต่อ หรือขึ้นค่าเช่าเท่าตัว น้องจะทำยังไง ย้ายก็ได้ แต่มันเสียเงินมหาศาล ต้องรื้อ ต้องขน ต้องตกแต่งที่ใหม่ ต้องหาสมาชิกใหม่ในพื้นที่ใหม่

เพราะฉะนั้น พี่แนะนำให้ “ต่อรองสัญญาเช่าระยะยาว” อย่างน้อย 5 ปี ดีที่สุดคือ 10 ปี พร้อมข้อตกลงเรื่องค่าเช่าที่ขึ้นได้ไม่เกินปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเจ้าของที่ยอม ก็เซ็น ถ้าไม่ยอม ก็ต้องคิดให้ดีว่าคุ้มไหมที่จะลงทุนในที่ที่สัญญาสั้น

อีกเรื่องคือ “ค่าเช่าล่วงหน้า” บางที่เจ้าของอาจจะยอมลดค่าเช่าให้ ถ้าน้องจ่ายล่วงหน้าเป็นปี หรือจ่ายทีเดียว 6 เดือน มันช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมได้เยอะเหมือนกัน ถ้าน้องมีเงินสดพอ ลองต่อรองดูครับ

รายการที่ 2: ค่าก่อสร้าง / ตกแต่ง / ปรับปรุงสถานที่

ค่านี้มันแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับว่าน้องเปิดแบบไหน

ถ้าเป็นฟิตเนสในอาคารที่มีอยู่แล้ว (เช่น ตึกแถว ห้าง อาคารพาณิชย์) ค่าตกแต่งจะรวมถึง รื้อผนังเดิม (ถ้าต้องเปิดพื้นที่โล่ง) ปูพื้นใหม่ (พื้นยาง พื้นกันกระแทก) ทาสีใหม่ ติดกระจก ติดแอร์ ระบบไฟ ระบบเสียง ระบบระบายอากาศ ทำห้องน้ำ ทำล็อกเกอร์ ทำเคาน์เตอร์ต้อนรับ ป้ายหน้าร้าน

อีกจุดที่พี่เห็นบ่อยมากคือการ “ออกแบบพื้นที่ผิดตั้งแต่แรก” เช่น วางโซนเครื่องไม่สัมพันธ์กัน ทางเดินแคบเกิน หรือจัด flow การใช้งานไม่ดี พอเปิดจริงก็ต้องรื้อใหม่ เสียเงินซ้ำหลายรอบ ซึ่งปัญหานี้สามารถเลี่ยงได้ตั้งแต่ต้น ถ้ามีการวาง Layout และคำนวณพื้นที่อย่างมืออาชีพ น้องสามารถดูรายละเอียดบริการออกแบบฟิตเนสแบบครบวงจรเพิ่มเติมได้

สำหรับฟิตเนสขนาดเล็กในตึกแถว ค่าตกแต่งอาจจะอยู่ที่ 50,000-200,000 บาท ขนาดกลางอาจจะ 200,000-800,000 บาท ขนาดใหญ่ในห้างอาจจะ 1-5 ล้านบาทขึ้นไป

แต่ถ้าเป็นฟิตเนส Open Air แบบ Real Gym ค่าก่อสร้างจะแตกต่างออกไปครับ เพราะเราต้อง “สร้าง” โครงสร้างขึ้นมาใหม่บนที่ดินเปล่า ค่าก่อสร้างจะรวมถึง โครงสร้างเหล็กหลังคา (นี่คือต้นทุนหลักเลย) หลังคาเมทัลชีท พื้นคอนกรีต พื้นยางกันกระแทกในโซนเวท ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ห้องน้ำ ที่จอดรถ รั้วรอบขอบชิด

ค่าก่อสร้างสำหรับ Open Air ขนาด 1,000+ ตร.ม. ก็ประมาณ 1-3 ล้านบาท แล้วแต่ราคาเหล็กในช่วงนั้น แล้วแต่ขนาดจริง แล้วแต่ผู้รับเหมา ฟังดูเยอะใช่ไหมครับ แต่ถ้าเทียบกับค่าตกแต่งฟิตเนสในห้างขนาดเดียวกัน มันถูกกว่าเยอะ เพราะไม่ต้องทำผนังกั้น ไม่ต้องทำฝ้าเพดาน ไม่ต้องติดแอร์ ไม่ต้องตกแต่งภายในหรูหรา

insight จากพี่: ค่าก่อสร้างมันเป็นค่าใช้จ่ายที่ “ต่อรองได้เยอะ” ครับ ผู้รับเหมาแต่ละเจ้าราคาต่างกันมาก พี่แนะนำให้ขอราคาจากผู้รับเหมาอย่างน้อย 3-5 เจ้า แล้วเปรียบเทียบกัน อย่าเลือกถูกที่สุดเสมอนะครับ เพราะถูกที่สุดอาจจะงานไม่ดี ใช้วัสดุห่วย ทำงานช้า แต่ก็อย่าเลือกแพงที่สุดเหมือนกัน ให้เลือก “คุณภาพที่สมเหตุสมผลกับราคา”

อีกเรื่องคือ เรื่อง “พื้นยางกันกระแทก” นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่หลายคนลืมคำนวณ แต่มันสำคัญมากครับ โดยเฉพาะโซน free weight ที่คนยกหนักๆ แล้วทิ้งดัมเบล พื้นยางคุณภาพดีราคาประมาณ 500-1,500 บาทต่อตร.ม. ถ้าน้องปูโซน free weight 200 ตร.ม. ก็ตกราวๆ 100,000-300,000 บาท แค่ค่าพื้นอย่างเดียว

แต่อย่าประหยัดตรงนี้นะครับ เพราะพื้นยางมันปกป้องพื้นจริงข้างใต้ ลดเสียง ลดแรงกระแทก ป้องกันเครื่องพัง ป้องกันพื้นแตก ถ้าน้องไม่ปูแล้วมีคนทิ้งดัมเบลลงพื้นคอนกรีต ทั้งดัมเบลพัง พื้นแตก เสียงดังรบกวน เสียเงินซ่อมมากกว่าค่าพื้นยางอีกครับ

รายการที่ 3: ค่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย (ก้อนใหญ่ที่สุด)

ก่อนจะลงรายละเอียดเรื่องราคา พี่อยากให้น้องเข้าใจอย่างนึงก่อนว่า “การเลือกอุปกรณ์” ไม่ใช่แค่เลือกให้ครบ แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าและพื้นที่ เพราะถ้าเลือกผิด นอกจากเงินจมแล้ว ยังทำให้ยิมใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพได้ สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ สามารถดูตัวอย่างชุดอุปกรณ์ Home Gym และการจัดเซ็ตอุปกรณ์ฟิตเนสแบบพร้อมใช้งาน เพื่อใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจได้

เอาล่ะมาถึงรายการใหญ่ที่สุดแล้วครับ สำหรับฟิตเนสทุกขนาด ค่าอุปกรณ์มักจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด พี่จะแจกแจงราคาทีละประเภทเลยนะ ราคาที่พี่บอกเป็นราคา “ช่วง” นะครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับยี่ห้อและคุณภาพ

เครื่อง Cardio ลู่วิ่งระดับ commercial grade ที่ทนใช้ได้เป็นปีๆ ราคาเครื่องละ 40,000-300,000 บาท (ยี่ห้อจีนถูกหน่อย ยี่ห้อ USA/ญี่ปุ่นแพง) ถ้าซื้อ 10 เครื่อง ก็ 400,000-3,000,000 บาท จักรยาน upright bike เครื่องละ 15,000-100,000 บาท จักรยาน recumbent bike ก็ราคาใกล้เคียงกัน เครื่อง elliptical เครื่องละ 30,000-200,000 บาท เครื่อง rowing machine เครื่องละ 20,000-80,000 บาท

เครื่อง Free Weight ดัมเบลยางหุ้มราคาประมาณ 30-50 บาทต่อกิโลกรัม ชุดดัมเบล 2.5-50 กก. (ครบทุกขนาด ทุกคู่) ก็ประมาณ 50,000-150,000 บาท แผ่นน้ำหนัก (plate) ราคาประมาณ 25-45 บาทต่อกิโลกรัม ชุด plate ทั้งหมด (สำหรับ rack 5-10 ตัว) ก็ประมาณ 80,000-300,000 บาท บาร์เบลโอลิมปิค เส้นละ 3,000-15,000 บาท Squat rack / Power rack ตัวละ 15,000-80,000 บาท (Real Gym มีหลายตัวต่อสาขา) Bench (ม้านั่ง) ปรับระดับได้ ตัวละ 5,000-25,000 บาท

เครื่อง Machine (เครื่องกดเฉพาะส่วน) Lat pulldown ตัวละ 20,000-100,000 บาท Cable crossover ตัวละ 40,000-200,000 บาท Leg press ตัวละ 30,000-150,000 บาท Chest press machine ตัวละ 20,000-80,000 บาท Shoulder press machine ตัวละ 20,000-80,000 บาท Leg curl / Leg extension ตัวละ 20,000-70,000 บาท Smith machine ตัวละ 30,000-150,000 บาท

ถ้าจะซื้อ machine ให้ครบทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ (หน้าอก หลัง ไหล่ แขน ต้นขา น่อง ก้น แกนกลาง) ก็ต้องมีอย่างน้อย 15-25 เครื่อง ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 500,000-3,000,000+ บาท

อุปกรณ์ Functional Training Kettlebell ชุด (8-32 กก.) ประมาณ 15,000-40,000 บาท Battle rope เส้นละ 3,000-8,000 บาท TRX ชุดละ 3,000-15,000 บาท Medicine ball / Slam ball ชุด 5,000-15,000 บาท Plyo box ชุด 3,000-10,000 บาท Wall ball ลูกละ 1,000-3,000 บาท Sled (push/pull) ตัวละ 8,000-25,000 บาท SkiErg เครื่องละ 30,000-60,000 บาท

อุปกรณ์เสริม เสื่อโยคะ (สำหรับคลาส ซื้อเป็นโหล) ประมาณ 10,000-30,000 บาท สเต็ปบอร์ด ยางยืด โฟมโรลเลอร์ รวมๆ ก็ 20,000-50,000 บาท ชั้นวาง rack สำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ 10,000-50,000 บาท

พี่จะเอาตัวอย่างจริงให้ดูนะครับ

สำหรับฟิตเนสขนาดเล็ก ลู่วิ่ง 5 เครื่อง (เครื่องละ 50,000) เท่ากับ 250,000 บาท จักรยาน 3 เครื่อง (เครื่องละ 20,000) เท่ากับ 60,000 บาท ดัมเบลชุด 50,000 บาท Bench 2 ตัว (ตัวละ 8,000) เท่ากับ 16,000 บาท Machine 5 เครื่อง (เครื่องละ 25,000) เท่ากับ 125,000 บาท อุปกรณ์เสริม 30,000 บาท รวมประมาณ 531,000 บาท (ปัดเป็น 500,000-600,000 บาท)

สำหรับฟิตเนสขนาดกลาง ลู่วิ่ง 10 เครื่อง (เครื่องละ 60,000) เท่ากับ 600,000 บาท จักรยาน + elliptical 6 เครื่อง (เครื่องละ 25,000) เท่ากับ 150,000 บาท ดัมเบลชุดใหญ่ 100,000 บาท Plate + บาร์เบล 150,000 บาท Rack 4 ตัว (ตัวละ 25,000) เท่ากับ 100,000 บาท Bench 4 ตัว (ตัวละ 10,000) เท่ากับ 40,000 บาท Machine 12 เครื่อง (เครื่องละ 30,000) เท่ากับ 360,000 บาท Functional equipment 100,000 บาท อุปกรณ์คลาส + เสริม 50,000 บาท รวมประมาณ 1,650,000 บาท (ปัดเป็น 1.5-2 ล้านบาท)

สำหรับฟิตเนสขนาดใหญ่แบบ Real Gym ลู่วิ่ง 20+ เครื่อง คาร์ดิโออื่นๆ อีก 10+ เครื่อง ดัมเบลครบชุดใหญ่ Plate + บาร์เบลเยอะมากสำหรับ rack หลายตัว Machine 20-30+ เครื่อง Functional zone เต็มรูปแบบ HYROX equipment ครบ อุปกรณ์คลาส 200+ คลาสต่อเดือน รวมค่าอุปกรณ์ 3-6 ล้านบาทขึ้นไป

insight สำคัญจากพี่เรื่องการซื้อเครื่อง:

เรื่องแรกเลย “อย่าซื้อของถูกสุด” ครับ พี่เคยเห็นยิมที่ซื้อลู่วิ่งราคาเครื่องละ 15,000 บาท คือแบบที่ใช้ตามบ้าน (home use) มาใส่ในฟิตเนส ใช้ได้ไม่กี่เดือนก็พัง มอเตอร์ไม่ทนการใช้งานหนักๆ หลายคนต่อวัน สายพานสึกเร็ว โครงไม่แข็งแรง สุดท้ายก็ต้องซื้อใหม่ เสียเงิน 2 รอบ

เครื่องที่ใช้ในฟิตเนสต้องเป็น “commercial grade” ครับ มันออกแบบมาสำหรับการใช้งาน 12-18 ชั่วโมงต่อวัน โดยคนหลายสิบคนต่อวัน มอเตอร์แรงกว่า โครงแข็งแรงกว่า สายพานทนกว่า ราคามันก็แพงกว่า แต่อายุการใช้งาน 5-10 ปี ถ้าเฉลี่ยแล้วมันถูกกว่าซื้อของถูกที่พังทุกปีเยอะครับ

เรื่องที่สอง “เลือกผู้จัดจำหน่ายที่มี after-service ดี” สำคัญกว่ายี่ห้อด้วยซ้ำ เพราะเครื่องมันเสียได้ทุกเมื่อ ถ้าผู้จัดจำหน่ายมีช่างมาซ่อมให้เร็ว มีอะไหล่พร้อม มีบริการบำรุงรักษาประจำ มันดีกว่าซื้อยี่ห้อหรูๆ แต่พอเสียแล้วไม่มีใครมาซ่อม

Real Gym ใช้อุปกรณ์จาก Homefittools ทุกสาขาครับ เพราะเขาเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ มีโกดังอะไหล่ในไทย มีช่างซ่อมมืออาชีพ มีบริการติดตั้งและบำรุงรักษา พอเครื่องมีปัญหาโทรแจ้ง เขาก็จัดการให้เร็ว สมาชิกก็ไม่ต้องรอนาน มันเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของสมาชิกโดยตรง

เรื่องที่สาม “ซื้อมือสองได้ไหม?” ได้ครับ แต่ต้องระวัง เครื่องมือสองราคาถูกกว่า 30-50% แต่มันมีความเสี่ยง อาจจะไม่มีประกัน ไม่มีบริการซ่อม อะไหล่หาไม่ได้ สภาพอาจจะโทรมกว่าที่คิด ถ้าน้องมีความรู้เรื่องเครื่องพอสมควร ตรวจสภาพเป็น ก็ซื้อมือสองได้เฉพาะบางรายการ เช่น ดัมเบล, plate, บาร์เบล พวกนี้เป็นเหล็กไม่ค่อยพัง ซื้อมือสองได้สบาย แต่เครื่องที่มีมอเตอร์ มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ลู่วิ่ง จักรยาน elliptical พี่แนะนำให้ซื้อใหม่ดีกว่าครับ

เรื่องที่สี่ “อย่าซื้อทุกอย่างทีเดียว” ตอนเปิดใหม่ ซื้อแค่ 70-80% ของที่วางแผนไว้ก่อน เอาอุปกรณ์หลักที่จำเป็นก่อน แล้วดูว่าสมาชิกต้องการอะไรเพิ่ม ค่อยซื้อเพิ่มทีหลัง มันช่วยประหยัดเงินได้เยอะ แล้วยังได้ซื้อของที่ตรงความต้องการจริงๆ ด้วย การเริ่มจากอุปกรณ์หลักก่อน แล้วค่อยขยายทีหลัง เป็นวิธีที่ช่วยให้บริหารเงินสดได้ดีมาก โดยเฉพาะถ้าน้องเลือกชุดอุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้ “ใช้งานครบตั้งแต่เริ่มต้น” อยู่แล้ว จะช่วยลดการซื้อซ้ำและการวางแผนผิดพลาดได้ สามารถดูตัวอย่างชุดอุปกรณ์ Home Gym และเซ็ตอุปกรณ์ฟิตเนสสำหรับเริ่มต้นได้

รายการที่ 4: ระบบแอร์ / ระบายอากาศ

นี่เป็นรายจ่ายที่ “ทำหรือไม่ทำ” มันต่างกันเป็นล้านเลยครับ

ถ้าน้องเปิดฟิตเนสในร่ม (Indoor) น้องต้องติดแอร์ และแอร์สำหรับฟิตเนสมันไม่ใช่แอร์บ้านธรรมดา เพราะฟิตเนสมีคนออกกำลังกายปล่อยความร้อนเยอะมาก ต้องใช้แอร์ขนาดใหญ่ ระบบ VRV หรือ Chiller สำหรับพื้นที่ 500 ตร.ม. อาจจะต้องใช้แอร์ขนาด 200,000-300,000 BTU ค่าติดตั้งก็ 500,000-2,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับระบบ

แล้วที่สำคัญกว่าค่าติดตั้งคือ “ค่าไฟ” ครับ แอร์ขนาดนี้ทำงาน 14-16 ชั่วโมงต่อวัน ค่าไฟแอร์อย่างเดียวเดือนนึงเป็นหมื่นถึงแสนบาท ยังไม่นับค่าไฟอื่นๆ

ถ้าเป็น Open Air แบบ Real Gym ค่าตรงนี้แทบจะเป็น 0 ครับ ไม่ต้องติดแอร์ ไม่มีค่าไฟแอร์ อาจจะมีแค่ค่าพัดลมอุตสาหกรรมสัก 5-10 ตัว (ตัวละ 3,000-10,000 บาท) ค่าไฟพัดลมก็ถูกมากเมื่อเทียบกับแอร์

พี่คำนวณให้ดูง่ายๆ นะครับ ฟิตเนสในร่มขนาด 500 ตร.ม. ค่าไฟรวม (แอร์ + ไฟ + อื่นๆ) อาจจะ 60,000-150,000 บาทต่อเดือน ฟิตเนส Open Air ขนาด 1,000+ ตร.ม. ค่าไฟรวม (ไฟ + พัดลม + อื่นๆ) อาจจะแค่ 15,000-40,000 บาทต่อเดือน

ส่วนต่างเดือนละ 40,000-110,000 บาท ปีละ 480,000-1,320,000 บาท ขนาดนั้นเลยครับ นี่แค่ค่าไฟอย่างเดียว ยังไม่นับค่าเช่าที่ถูกกว่า ค่าก่อสร้างที่ถูกกว่า พอรวมทุกอย่างแล้ว Open Air ประหยัดกว่าเป็นล้านต่อปี

นี่แหละที่ทำให้ Real Gym เก็บค่าสมาชิกได้ถูก เดือนละพันเดียว แล้วยังมีกำไรมากกว่าฟิตเนสที่เก็บ 3,000-5,000 บาทอีก เพราะต้นทุนมันต่างกันลิบ

รายการที่ 5: ระบบสมาชิก / ซอฟต์แวร์ / เทคโนโลยี

นี่เป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญ แต่จริงๆ มันสำคัญมากครับ

ระบบสมาชิก น้องต้องมีระบบจัดการสมาชิกที่ทำให้การสมัคร จ่ายเงิน เช็คอิน ต่ออายุ ยกเลิก มันราบรื่น มีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปให้เลือกเยอะทั้งของไทยและเทศ ราคาตั้งแต่ฟรี (แบบจำกัดฟีเจอร์) ไปจนถึงเดือนละ 3,000-15,000 บาท (แบบเต็มรูปแบบ) หรือจะจ้างพัฒนาเองก็ได้ แต่แพงกว่า (100,000-500,000+ บาท)

กล้องวงจรปิด (CCTV) อันนี้จำเป็นมากครับ ทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องป้องกันการโจรกรรม กล้อง 8-16 ตัว พร้อมเครื่องบันทึกก็ประมาณ 15,000-80,000 บาท

ระบบเสียง (Speaker System) ฟิตเนสต้องมีเพลงเปิด มันสร้างบรรยากาศ ให้พลัง ระบบเสียงคุณภาพดีสำหรับพื้นที่ขนาดกลาง-ใหญ่ ก็ 20,000-100,000 บาท

ระบบอินเทอร์เน็ต / WiFi สมาชิกสมัยนี้ต้องการ WiFi ครับ ไว้ฟังเพลง ดู YouTube ตอนวิ่งลู่ ค่า WiFi รายเดือนก็ 600-2,000 บาท แต่ต้องลงทุน router / access point ที่รองรับคนเยอะๆ ด้วย อีกสัก 5,000-30,000 บาท

ระบบ Access Control (ประตูรูดบัตร / สแกนลายนิ้วมือ) ถ้าน้องต้องการให้สมาชิกเข้าออกด้วยบัตรหรือสแกน ก็ต้องลงทุนระบบนี้ ราคาประมาณ 20,000-80,000 บาท มันช่วยเรื่องการควบคุมการเข้าออก ป้องกันคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแอบเข้ามา และยังเก็บข้อมูลได้ด้วยว่าสมาชิกคนไหนมาบ่อย คนไหนไม่มา

ทีวี / จอ สำหรับแสดงตารางคลาส โปรโมชั่น หรือให้สมาชิกดูขณะวิ่งลู่ ก็ 2-5 จอ ราคา 10,000-50,000 บาท

รวมค่าเทคโนโลยีทั้งหมด ขนาดเล็ก 30,000-80,000 บาท ขนาดกลาง 60,000-150,000 บาท ขนาดใหญ่ 100,000-300,000+ บาท

รายการที่ 6: ค่าจดทะเบียนและใบอนุญาต

ส่วนนี้ไม่แพงมากครับ แต่ต้องทำ

ค่าจดทะเบียนบริษัทจำกัดก็ 10,000-30,000 บาท (รวมค่าทนาย/สำนักงานบัญชีช่วยจด) ค่าใบอนุญาตประกอบกิจการ 500-5,000 บาท ค่าใบอนุญาตก่อสร้าง (ถ้าสร้างใหม่) ค่าวิศวกรเซ็นแบบ 10,000-50,000 บาท ค่าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี) ไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าประกันภัยสถานประกอบการ 10,000-30,000 บาทต่อปี

รวมทั้งหมดก็ประมาณ 30,000-100,000 บาท ไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับรายการอื่น แต่ถ้าไม่ทำแล้วมีปัญหาทีหลัง ค่าปรับอาจจะแพงกว่าเยอะ

รายการที่ 7: ค่าการตลาดเปิดตัว (Pre-Launch + Grand Opening)

นี่เป็นเงินที่ “ต้องจ่าย” ครับ ไม่ใช่ทางเลือก เพราะถ้าน้องเปิดฟิตเนสแล้วไม่มีใครรู้ ก็ไม่มีใครมา

ค่าป้ายหน้าร้าน/ป้ายโฆษณา ป้ายไฟหน้ายิม ป้ายผ้าใบ ป้ายบอกทาง ก็ 10,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวน

ค่าโฆษณาออนไลน์ (Facebook Ads, Instagram Ads, Google Ads, LINE Ads) ช่วง pre-launch 1-2 เดือน พี่แนะนำให้ยิง ad ในรัศมี 5-10 กม. รอบยิม เดือนละ 10,000-50,000 บาท รวม 2 เดือนก็ 20,000-100,000 บาท

ค่าจัด Grand Opening งานเปิดตัว มีกิจกรรม มีของแจก มีโปรโมชั่นพิเศษ ก็ 20,000-100,000 บาท

ค่าพิมพ์สื่อ (ใบปลิว โบรชัวร์ นามบัตร) ก็ 5,000-20,000 บาท

ค่าถ่ายภาพ/วิดีโอยิม สำหรับใช้ในโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ จ้างช่างภาพมาถ่ายสักครั้งก็ 5,000-30,000 บาท

รวมค่าการตลาดเปิดตัว ขนาดเล็ก 20,000-50,000 บาท ขนาดกลาง 50,000-150,000 บาท ขนาดใหญ่ 100,000-300,000+ บาท

insight จากพี่: ค่าการตลาดเปิดตัวมันเป็นเงินที่ “คืนมาเร็วที่สุด” ครับ ถ้าน้องยิง ad ดี มีคนมาสมัคร pre-member 200 คน จ่ายล่วงหน้าคนละ 1,000 บาท ก็ได้เงินกลับมา 200,000 บาทก่อนวันเปิดเลย คุ้มกว่าเงินลงทุนรายการอื่นๆ เยอะ

Real Gym ทุกสาขา พี่ทำ pre-launch อย่างจริงจังเสมอ สร้างเพจ Facebook สาขาใหม่ โพสต์ภาพก่อสร้าง สร้างความตื่นเต้น เปิดรับสมัคร pre-member ราคาพิเศษ ยิง ad เจาะพื้นที่ ทำแบบนี้ทุกสาขา แล้วมันได้ผลดีมากครับ วันเปิดก็มีฐานสมาชิกรออยู่แล้ว

ค่าใช้จ่ายรายเดือน: ภาระที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่หยุด

ทีนี้มาดูก้อนที่สองครับ คือค่าใช้จ่ายรายเดือน อันนี้สำคัญมากเพราะมันไม่มีวันหยุด ไม่มีวันหมด จ่ายทุกเดือนตราบใดที่ยังเปิดอยู่

ค่าเช่าที่ (รายเดือน)

พี่พูดไปแล้วในส่วนเงินลงทุน แต่ต้องพูดอีกทีในส่วนรายเดือน เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับฟิตเนสส่วนใหญ่

หลักการง่ายๆ ครับ ค่าเช่าไม่ควรเกิน 20-25% ของรายได้ที่คาดว่าจะได้ ถ้าเกินนี้ มันจะกดดันธุรกิจมาก

สมมติน้องคาดว่ารายได้เดือนละ 300,000 บาท ค่าเช่าไม่ควรเกิน 60,000-75,000 บาท ถ้าคาดว่ารายได้เดือนละ 1,000,000 บาท ค่าเช่าไม่ควรเกิน 200,000-250,000 บาท

ถ้าค่าเช่ามันเกินเกณฑ์นี้ น้องมีทางเลือก 2 ทาง คือ หาทำเลที่ค่าเช่าถูกกว่า หรือเพิ่มรายได้ให้มากพอ (เพิ่มสมาชิก หรือเพิ่มราคา)

ค่าเงินเดือนพนักงาน

นี่เป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 หรือบางทีอันดับ 1 เลยครับ ขึ้นอยู่กับจำนวนคน

ผู้จัดการสาขา คนนี้สำคัญมาก ต้องเป็นคนที่ดูแลทุกอย่างในสาขาได้ เงินเดือนประมาณ 20,000-40,000 บาท

พนักงานต้อนรับ / แคชเชียร์ เงินเดือนประมาณ 12,000-18,000 บาทต่อคน ต้องมีอย่างน้อย 2-3 คนเพื่อสลับกะ

เทรนเนอร์ / ครูสอนคลาส อันนี้แล้วแต่รูปแบบการจ้าง ถ้าเป็นพนักงานประจำก็ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ก็จ่ายเป็นรายชั่วโมงหรือรายคลาส ประมาณ 300-1,000 บาทต่อคลาส

พนักงานทำความสะอาด เงินเดือน 10,000-15,000 บาทต่อคน หรือจ้าง outsource บริษัททำความสะอาด

ช่างบำรุงรักษา ถ้ามีประจำก็ 15,000-20,000 บาท แต่ยิมขนาดเล็ก-กลาง อาจจะไม่จำเป็นต้องมีช่างประจำ จ้าง outsource เมื่อมีปัญหาก็ได้

ตัวอย่างค่าพนักงานรายเดือน สำหรับฟิตเนสขนาดเล็ก ผู้จัดการ 1 คน (25,000) พนักงานต้อนรับ 2 คน (30,000) ทำความสะอาด 1 คน (12,000) รวม 67,000 บาท

สำหรับฟิตเนสขนาดกลาง ผู้จัดการ 1 คน (30,000) พนักงานต้อนรับ 3 คน (45,000) เทรนเนอร์ 2 คน (40,000) ครูคลาส freelance (30,000) ทำความสะอาด 2 คน (24,000) รวม 169,000 บาท

สำหรับฟิตเนสขนาดใหญ่แบบ Real Gym ผู้จัดการ 1 คน (35,000) พนักงานต้อนรับ 4 คน (64,000) เทรนเนอร์ 3-5 คน (75,000-125,000) ครูคลาส freelance (80,000-150,000) ทำความสะอาด 2-3 คน (30,000-45,000) ช่างบำรุงรักษา 1 คน (18,000) รวม 302,000-437,000 บาท

insight จากพี่: เรื่องพนักงานนี่พี่มีอะไรจะเล่าเยอะมาก

เรื่องแรก “ผู้จัดการสาขาสำคัญที่สุด” ถ้าได้คนดี ทุกอย่างเดินได้สบาย ถ้าได้คนไม่ดี น้องต้องไปดูเองทุกวัน พี่ยอมจ่ายผู้จัดการแพงกว่าตลาดนิดหน่อย เพื่อให้ได้คนดีๆ แล้วก็ให้ bonus ตามผลงาน เช่น ถ้าสมาชิกเพิ่มได้ตามเป้า ก็ได้ bonus ทำให้เขามีแรงจูงใจในการทำงาน

เรื่องที่สอง “ครูสอนคลาสจ้างแบบ freelance ดีกว่าประจำ” สำหรับยิมขนาดเล็ก-กลาง เพราะน้องจ่ายเฉพาะคลาสที่เขาสอนจริง ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเต็มตลอดเดือน แต่ข้อเสียคือ freelance อาจจะไม่มั่นคง วันดีคืนดีอาจจะไม่มาสอน น้องก็ต้องมีครูสำรองไว้ด้วย

เรื่องที่สาม “อย่าลืมคิดค่าประกันสังคมและภาษี” ด้วยนะครับ เวลาคิดค่าพนักงาน คนชอบคิดแค่เงินเดือน แต่จริงๆ มีค่าประกันสังคมที่นายจ้างต้องจ่ายอีก 5% ของเงินเดือน ค่าสวัสดิการอื่นๆ เช่น เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าเครื่องแบบ คิดรวมแล้วค่าใช้จ่ายจริงต่อคนอาจจะสูงกว่าเงินเดือนสัก 10-20%

ค่าไฟ-ค่าน้ำ-ค่าสาธารณูปโภค

ค่าไฟเป็นค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันมากระหว่างฟิตเนสในร่มกับ Open Air ครับ

ฟิตเนสในร่มขนาดกลาง (500 ตร.ม. มีแอร์) ค่าไฟเดือนละ 40,000-120,000 บาท ฟิตเนส Open Air ขนาดใหญ่ (1,000+ ตร.ม.) ค่าไฟเดือนละ 15,000-40,000 บาท

ค่าน้ำ ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องอาบน้ำและปริมาณการใช้ ฟิตเนสที่มีห้องอาบน้ำหลายห้อง ค่าน้ำเดือนละ 3,000-15,000 บาท

ค่าอินเทอร์เน็ต เดือนละ 600-3,000 บาท

ค่าโทรศัพท์ เดือนละ 500-2,000 บาท

รวมค่าสาธารณูปโภค ฟิตเนสในร่มขนาดกลาง 50,000-140,000 บาทต่อเดือน ฟิตเนส Open Air ขนาดใหญ่ 20,000-60,000 บาทต่อเดือน

ค่าบำรุงรักษาเครื่อง

อันนี้คนชอบลืมคิดมากครับ คิดว่าซื้อเครื่องมาแล้วก็ใช้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเสียเงินอีก ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย

เครื่องออกกำลังกายที่ใช้ทุกวันโดยคนหลายสิบคน มันสึกหรอครับ สายพานลู่วิ่งต้องเปลี่ยน (สายพานหนึ่งเส้นราคา 5,000-20,000 บาท) ตลับลูกปืนต้องเปลี่ยน เบาะที่ขาดต้องเปลี่ยน สายเคเบิลที่ยืดต้องเปลี่ยน มอเตอร์ที่พังต้องซ่อม

กฎทั่วไปที่พี่ใช้คือ ค่าบำรุงรักษาเครื่องต่อเดือนประมาณ 1-2% ของมูลค่าเครื่องทั้งหมด ถ้าน้องมีเครื่องมูลค่ารวม 2 ล้านบาท ก็ต้องเตรียมค่าบำรุงรักษาเดือนละ 20,000-40,000 บาท ถ้ามีเครื่อง 5 ล้าน ก็ 50,000-100,000 บาท

มันอาจจะไม่ได้จ่ายทุกเดือนเท่ากันนะครับ บางเดือนไม่มีอะไรเสีย ก็ไม่ต้องจ่าย แต่บางเดือนเสียทีเดียว 3-4 เครื่อง ก็อาจจะจ่ายเยอะหน่อย เพราะฉะนั้นต้องมีเงินสำรองสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ

insight จากพี่: “การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน” (Preventive Maintenance) มันถูกกว่า “การซ่อมเมื่อพัง” (Reactive Maintenance) เยอะมากครับ ถ้าน้องให้ช่างมาตรวจเครื่องเดือนละ 1 ครั้ง หยอดน้ำมัน ปรับสายพาน เช็คตลับลูกปืน มันป้องกันไม่ให้เครื่องพังหนักได้ ถ้าปล่อยให้พังแล้วค่อยซ่อม มันอาจจะต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหญ่ๆ ที่แพงกว่าการบำรุงรักษาปกติหลายเท่า

ค่าการตลาดรายเดือน

การตลาดไม่ใช่แค่ตอนเปิดนะครับ ต้องทำต่อเนื่องตลอด

ค่าโฆษณาออนไลน์ (Facebook Ads, Instagram Ads) เดือนละ 5,000-50,000 บาท ค่า content creator / ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ สำหรับ social media (ถ้าจ้าง) เดือนละ 5,000-30,000 บาท ค่า platform (GoWabi, ClassPass ค่าคอมมิชชั่น) ตามจำนวนลูกค้าที่มาจากแพลตฟอร์ม ค่าโปรโมชั่น (ส่วนลด ของแจก กิจกรรม) เดือนละ 5,000-20,000 บาท ค่า LINE Official Account (ถ้าส่งข้อความบ่อยและเยอะ) เดือนละ 0-5,000 บาท

รวมค่าการตลาดรายเดือน ขนาดเล็ก 10,000-30,000 บาท ขนาดกลาง 20,000-60,000 บาท ขนาดใหญ่ 40,000-100,000+ บาท

หลักการของพี่คือ ค่าการตลาดควรจะอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของรายได้ ถ้ารายได้เดือนละ 500,000 ก็ใช้ค่าการตลาด 25,000-50,000 บาท ถ้ารายได้เดือนละ 2,000,000 ก็ 100,000-200,000 บาท

แต่ช่วงแรกอาจจะต้องใช้มากกว่านี้สักหน่อย เพื่อสร้างการรับรู้ แล้วพอมีสมาชิกเยอะขึ้น การตลาดแบบปากต่อปากก็เริ่มทำงาน ค่าการตลาดก็ค่อยๆ ลดสัดส่วนลงได้

ค่าทำความสะอาด

ถ้าน้องมีพนักงานทำความสะอาดประจำก็นับรวมในค่าพนักงานไปแล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก คือ ค่าน้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ น้ำยาดับกลิ่น สเปรย์แอลกอฮอล์ ผ้าเช็ด ไม้ถูพื้น อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ก็ประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อเดือน

ถ้าจ้าง outsource บริษัททำความสะอาดเข้ามาทำเพิ่มสัปดาห์ละครั้ง (deep cleaning) ก็เพิ่มอีกสัก 3,000-8,000 บาทต่อเดือน

ค่าบัญชีและภาษี

ถ้าจดบริษัทจำกัด น้องต้องจ้างสำนักงานบัญชีทำบัญชีรายเดือนและยื่นภาษี ค่าบริการประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและจำนวน transaction

ส่วนภาษีก็ขึ้นอยู่กับรายได้และกำไร ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ภาษีนิติบุคคล 20% ของกำไร

ตารางสรุปงบทั้งหมด

มาดูภาพรวมทั้งหมดกันครับ

ขนาดฟิตเนส เงินลงทุนเริ่มต้น ค่าใช้จ่าย/เดือน เงินสำรอง (6 เดือน) เงินที่ต้องมีทั้งหมด
ฟิตเนสขนาดเล็ก 300,000 – 800,000 บาท 50,000 – 120,000 บาท 300,000 – 720,000 บาท 600,000 – 1,520,000 บาท
ฟิตเนสขนาดกลาง 1 – 3 ล้านบาท 200,000 – 500,000 บาท 1.2 – 3 ล้านบาท 2.2 – 6 ล้านบาท
ฟิตเนสขนาดใหญ่ (Real Gym) 4 – 8 ล้านบาท 400,000 – 800,000 บาท 2.4 – 4.8 ล้านบาท 6.4 – 12.8 ล้านบาท

ซื้อ vs เช่า vs ผ่อน: อะไรคุ้มกว่าสำหรับอุปกรณ์?

ซื้อ vs เช่า vs ผ่อน: อะไรคุ้มกว่าสำหรับอุปกรณ์?

คำถามนี้มีคนถามพี่บ่อยมากครับ พี่จะวิเคราะห์ให้ฟังทีละแบบ

ซื้อสด

ข้อดีคือ ได้ราคาดีที่สุด ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีภาระรายเดือนเพิ่ม เครื่องเป็นทรัพย์สินของน้องทันที ข้อเสียคือ ใช้เงินก้อนใหญ่ทีเดียว อาจทำให้เงินสำรองไม่พอ

ผ่อนชำระ

บางผู้จัดจำหน่ายมีบริการผ่อนชำระให้ครับ แบ่งจ่าย 6-24 เดือน บางทีไม่มีดอกเบี้ย (0%) ข้อดีคือ ไม่ต้องจ่ายทีเดียว ยังมีเงินสดหมุนเวียน ข้อเสียคือ เป็นภาระรายเดือนเพิ่ม ถ้ามีดอกเบี้ยก็เสียเงินมากกว่าซื้อสด

Real Gym เราก็ให้สมาชิกผ่อน 0% สำหรับแพ็กเกจที่เกิน 3,000 บาทครับ ในฝั่งผู้ซื้ออุปกรณ์ก็เหมือนกัน ผู้จัดจำหน่ายหลายเจ้าก็มีให้ผ่อนเหมือนกัน

เช่าเครื่อง (Leasing)

บางบริษัทมีบริการให้เช่าเครื่องออกกำลังกาย จ่ายรายเดือน ข้อดีคือ ลงทุนเริ่มต้นน้อยมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องซ่อม (บางสัญญาซ่อมฟรี) ข้อเสียคือ ค่าเช่ารวมระยะยาวอาจจะแพงกว่าซื้อเยอะ แล้วเครื่องก็ไม่ใช่ของน้อง ถ้าเลิกเช่าก็ต้องคืน

พี่แนะนำแบบไหน?

สำหรับคนที่มีเงินพอ พี่แนะนำ “ซื้อสด” ครับ มันถูกที่สุดในระยะยาว แล้วเครื่องเป็นของน้อง ใช้ได้ 5-10 ปี

สำหรับคนที่เงินจำกัด พี่แนะนำ “ผ่อน 0%” ถ้าหาได้ หรือผ่อนดอกเบี้ยต่ำ มันช่วยให้เงินสดในมือเหลือเยอะกว่า ไว้หมุนเวียนธุรกิจ

สำหรับ “เช่า” พี่ไม่ค่อยแนะนำครับ ยกเว้นในกรณีที่น้องไม่แน่ใจว่าจะทำธุรกิจนี้นานแค่ไหน หรือเป็นช่วงทดลองตลาด เช่าไปก่อนสัก 6 เดือน – 1 ปี ดูว่าไปได้ดีไหม ถ้าดีค่อยซื้อจริง

วิธีลดต้นทุนเปิดฟิตเนสให้ประหยัดที่สุด

พี่รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินเยอะ เพราะฉะนั้นพี่จะแชร์วิธีที่พี่ใช้จริงในการลดต้นทุนนะครับ

วิธีที่ 1: เลือก Open Air แทน Indoor

พี่พูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว แต่ต้องพูดอีกเพราะมันสำคัญจริงๆ การทำ Open Air ลดต้นทุนได้ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าแอร์ ค่าไฟ ค่าเช่า (เพราะเช่าที่ดินเปล่าถูกกว่า) รวมกันแล้วประหยัดเป็นล้านต่อปี ถ้าน้องอยู่ในพื้นที่ที่ทำ Open Air ได้ พี่แนะนำให้พิจารณาอย่างจริงจังครับ

วิธีที่ 2: เลือกทำเลนอกเมือง

ค่าเช่าในเมืองกับนอกเมืองต่างกัน 3-10 เท่า ฟิตเนสไม่จำเป็นต้องอยู่ใจกลางเมือง มันต้องอยู่ “ใกล้บ้านคน” ซึ่งย่านชานเมืองที่มีหมู่บ้านจัดสรรเยอะๆ มันก็มีคนอยู่เยอะมาก แต่ค่าเช่าถูกกว่าเยอะ

Real Gym ทุกสาขาอยู่นอกเมืองทั้งหมดครับ คลองสามวา สะพานสูง สายไหม บางเขน นนทบุรี บางนา ไม่มีสาขาไหนอยู่ในเมืองเลย แต่ทุกสาขามีสมาชิกเยอะ เพราะมันอยู่ใกล้บ้านคน

วิธีที่ 3: ซื้อเครื่องคุ้มค่าแทนซื้อแบรนด์หรู

เครื่องออกกำลังกายยี่ห้อดังระดับ premium อย่าง Life Fitness, Technogym, Precor ราคาแพงมากครับ ลู่วิ่งเครื่องเดียวอาจจะ 200,000-400,000 บาท แต่เครื่อง commercial grade จากผู้ผลิตที่คุณภาพดีแต่ไม่ได้ติดยี่ห้อระดับโลก ราคาอาจจะแค่ 40,000-80,000 บาท คุณภาพใช้งานได้ดี ทนทาน แตกต่างกันอยู่บ้างก็จริง แต่ไม่ได้ต่างกันจนคุ้มกับส่วนต่างราคาหลายเท่าตัว

Real Gym ใช้อุปกรณ์จาก Homefittools ซึ่งเป็นเครื่องมาตรฐานสากล คุณภาพ commercial grade ราคาสมเหตุสมผล สมาชิกก็ใช้งานแฮปปี้ ไม่มีใครร้องเรียนว่าเครื่องไม่ดี

วิธีที่ 4: เริ่มจากเครื่องจำเป็นก่อน ค่อยเพิ่มทีหลัง

ตอนเปิด ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องครบ 100% ตั้งแต่วันแรก เริ่มจาก 70-80% ก่อน เอาเครื่องหลักๆ ที่คนใช้บ่อยที่สุด ลู่วิ่ง ดัมเบล rack bench machine หลักๆ แล้วค่อยเพิ่มทีหลัง เดือนละเครื่องสองเครื่อง ใช้รายได้ที่เข้ามาซื้อเพิ่ม ไม่ต้องจ่ายทีเดียวหมด

วิธีนี้ยังมีข้อดีอีกอย่างคือ น้องจะได้เห็นว่าสมาชิกต้องการเครื่องอะไรจริงๆ บางทีน้องคิดว่าจะซื้อเครื่อง A แต่จริงๆ สมาชิกอยากได้เครื่อง B มากกว่า ถ้าน้องรอดูก่อนแล้วค่อยซื้อ ก็ได้ของที่ตรงใจสมาชิก

วิธีที่ 5: ทำการตลาดเน้นฟรีและราคาถูก

สมัยนี้การตลาดไม่จำเป็นต้องแพงครับ Social media มันฟรี โพสต์ Facebook, Instagram, TikTok ไม่เสียเงิน สิ่งที่ต้องลงทุนคือเวลาและความคิดสร้างสรรค์

ถ่ายรูป ถ่ายคลิป ด้วยมือถือก็ได้ ไม่ต้องจ้างช่างภาพ ตอนมีคลาส ถ่ายคลิปบรรยากาศสนุกๆ โพสต์ลง สมาชิกแชร์ คนเห็นก็สนใจ มันเป็นการตลาดที่ดีที่สุดและถูกที่สุด

แล้วก็ “ให้ทดลองฟรี” ครับ ที่พี่บอกไปในบทความแรก ให้คนมาลองฟรี 3 วัน มันเป็นการตลาดที่ทรงพลังมาก ไม่เสียเงิน (แค่ให้คนเข้ามาใช้บริการฟรี 3 วัน) แต่ได้สมาชิกกลับมาเยอะ

วิธีที่ 6: เจรจาต่อรองทุกอย่าง

อย่ายอมรับราคาแรกที่เขาเสนอมาครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าก่อสร้าง ค่าเครื่อง ค่าระบบ ต่อรองได้ทั้งนั้น

ค่าเช่า ลองขอลดค่าเช่า 3-6 เดือนแรก (ช่วงก่อสร้าง/ตกแต่ง เพราะยังไม่ได้เปิดใช้เต็มที่) หรือขอค่าเช่าขั้นบันไดที่เพิ่มทีละนิด ค่าเครื่อง ถ้าซื้อเยอะ ขอส่วนลด volume discount ซื้อเป็นชุดถูกกว่าซื้อทีละเครื่อง ค่าก่อสร้าง ขอราคาจากหลายเจ้า แล้วเอาราคาของเจ้านี้ไปต่อรองกับเจ้านั้น

พี่ทำแบบนี้ทุกสาขาครับ แล้วมันช่วยลดต้นทุนรวมได้เป็นหลายแสนบาทเลย

ตัวอย่างจำลองงบเปิดฟิตเนส Open Air ขนาดกลาง-ใหญ่

พี่จะจำลองให้ดูสักตัวอย่างนึงนะครับ สมมติน้องจะเปิดฟิตเนส Open Air ขนาด 800 ตร.ม. ในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ

เงินลงทุนเริ่มต้น ค่าเช่ามัดจำ (3 เดือน) ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท มัดจำ 150,000 บาท ค่าเช่าเดือนแรก 50,000 รวม 200,000 บาท ค่าก่อสร้างโครงสร้าง Open Air (หลังคาเหล็ก พื้นคอนกรีต ไฟฟ้า ประปา ห้องน้ำ) 1,500,000 บาท ค่าพื้นยางกันกระแทก (300 ตร.ม. x 800 บาท) 240,000 บาท ค่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย ลู่วิ่ง 12 เครื่อง (เครื่องละ 60,000) 720,000 บาท จักรยาน + elliptical 6 เครื่อง (เครื่องละ 25,000) 150,000 บาท ดัมเบลชุดใหญ่ 120,000 บาท Plate + บาร์เบล 200,000 บาท Rack 5 ตัว + Bench 5 ตัว 200,000 บาท Machine 15 เครื่อง (เครื่องละ 35,000) 525,000 บาท Functional equipment 150,000 บาท อุปกรณ์คลาส + เสริม 80,000 บาท ค่าระบบ (สมาชิก CCTV เสียง WiFi) 100,000 บาท ค่าจดทะเบียน + ใบอนุญาต + ประกัน 50,000 บาท ค่าการตลาดเปิดตัว 80,000 บาท รวมเงินลงทุนเริ่มต้น 4,315,000 บาท (ปัดเป็นประมาณ 4.3 ล้านบาท)

ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าเช่า 50,000 บาท ค่าพนักงาน (ผจก. 1, ต้อนรับ 3, เทรนเนอร์ 2, ครูคลาส freelance, ทำความสะอาด 2) ประมาณ 220,000 บาท ค่าไฟ + น้ำ + สาธารณูปโภค 25,000 บาท ค่าบำรุงรักษาเครื่อง 30,000 บาท ค่าการตลาดรายเดือน 30,000 บาท ค่าทำความสะอาด (น้ำยา + อุปกรณ์) 5,000 บาท ค่าบัญชี 5,000 บาท ค่าอื่นๆ (เบ็ดเตล็ด) 10,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายรายเดือน 375,000 บาท

เงินสำรอง 6 เดือน 375,000 x 6 = 2,250,000 บาท

เงินทั้งหมดที่ต้องมี 4,315,000 + 2,250,000 = 6,565,000 บาท (ประมาณ 6.5-7 ล้านบาท)

ทีนี้มาดูฝั่งรายได้ ถ้าเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 1,000 บาท จุดคุ้มทุนรายเดือน 375 คน (375 x 1,000 = 375,000 = พอดีค่าใช้จ่าย) ถ้ามีสมาชิก 800 คน รายได้ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 375,000 กำไร 425,000 บาทต่อเดือน ถ้ามีสมาชิก 1,500 คน รายได้ 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 400,000 (เพิ่มขึ้นนิดหน่อยเพราะคนเยอะขึ้น) กำไร 1,100,000 บาทต่อเดือน

จุดคืนทุน ถ้ากำไรเฉลี่ยเดือนละ 500,000 บาท (สมาชิกประมาณ 900 คน) ก็คืนทุนภายใน 4,315,000 / 500,000 = 8.6 เดือน ของเงินลงทุนเริ่มต้น (ไม่นับเงินสำรองเพราะมันยังอยู่)

จะเห็นว่า ถ้าบริหารดี หาสมาชิกได้เร็ว ฟิตเนสมันคืนทุนได้เร็วจริงๆ ครับ

ข้อผิดพลาดเรื่องเงินที่พี่เห็นบ่อยที่สุด

พี่จะปิดท้ายด้วยบทเรียนที่พี่เรียนรู้มา ทั้งจากตัวเองและจากคนอื่นที่พี่เห็นมา

ผิดพลาดที่ 1: ประเมินเงินลงทุนต่ำเกินไป

นี่คือข้อผิดพลาดอันดับ 1 เลยครับ คิดว่าจะใช้ 2 ล้าน จริงๆ ใช้ 4 ล้าน เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดเต็มไปหมด ค่าปรับปรุงไฟฟ้า ค่าเปลี่ยนท่อน้ำ ค่าทำที่จอดรถ ค่าป้าย ค่าอุปกรณ์เสริมที่ลืมนับ พี่แนะนำให้บวกเผื่อ 20-30% จากงบที่คำนวณได้ เสมอ

ผิดพลาดที่ 2: ไม่มีเงินสำรอง

บางคนเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนเริ่มต้นหมดเลย ไม่เหลือเงินหมุนเวียน พอเปิดมาเดือนแรก สมาชิกยังไม่เยอะ รายได้ไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็ต้องไปกู้เพิ่ม หรือต้องปิดกิจการ ทั้งๆ ที่ถ้ามีเงินสำรองอีกสัก 6 เดือน ก็อาจจะรอดได้ เพราะสมาชิกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา

ผิดพลาดที่ 3: ลงทุนกับ “สิ่งที่เห็น” มากเกินไป

หลายคนทุ่มเงินกับการตกแต่งสวยหรู ซื้อเครื่องแพงๆ ป้ายใหญ่ๆ แต่ไม่เหลือเงินทำการตลาด ไม่เหลือเงินจ้างพนักงานดีๆ ไม่เหลือเงินจัดคลาส ผลคือ ยิมสวยแต่ไม่มีคนมา

พี่บอกเลยนะครับว่า สมาชิกไม่ได้มาเพราะยิมสวย สมาชิกมาเพราะ “ยิมดี” ยิมดีหมายถึง เครื่องพร้อม คลาสสนุก พนักงานเป็นมิตร ราคาเหมาะสม มันไม่จำเป็นต้องสวยหรูระดับโรงแรม 5 ดาว แค่สะอาด เป็นระเบียบ บรรยากาศดี ก็พอแล้ว

ผิดพลาดที่ 4: เก็บค่าสมาชิกแพงเกินไป

มีหลายคนที่ลงทุนเยอะแล้วก็ตั้งค่าสมาชิกแพง เพื่อจะได้คืนทุนเร็ว พี่เข้าใจความรู้สึกนั้นนะครับ แต่มันไม่เวิร์ค เพราะค่าสมาชิกแพง คนก็ไม่สมัคร สมาชิกน้อย รายได้ก็น้อย สุดท้ายคืนทุนช้ากว่าอีก

สู้เก็บถูกแต่สมาชิกเยอะ มันคุ้มกว่าเยอะ เหมือนที่ Real Gym ทำ เก็บเดือนละพัน สมาชิก 2,000+ คนต่อสาขา รายได้มากกว่ายิมที่เก็บ 3,000 แต่สมาชิกแค่ 300 อยู่ดี

ผิดพลาดที่ 5: ไม่แยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ

อันนี้สำคัญมากครับ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ต้องมีบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ รายรับรายจ่ายของธุรกิจต้องผ่านบัญชีนี้ อย่าเอาเงินธุรกิจไปใช้ส่วนตัว อย่าเอาเงินส่วนตัวมาโปะธุรกิจ (ยกเว้นเป็นการลงทุนเพิ่มที่วางแผนไว้) มันจะทำให้น้องรู้ได้ชัดเจนว่า ธุรกิจมันกำไรจริงไหม หรือมันอยู่ได้เพราะน้องเอาเงินส่วนตัวมาอุ้ม

ส่งท้าย

เรื่องเงินมันอาจจะดูน่ากลัว ตัวเลขมันอาจจะดูเยอะ แต่พี่อยากให้น้องมองมันเป็น “ข้อมูล” ไม่ใช่ “อุปสรรค” ครับ ยิ่งน้องรู้ตัวเลขชัดเท่าไหร่ น้องก็ยิ่งวางแผนได้ดีเท่านั้น ยิ่งเตรียมตัวได้ดี ก็ยิ่งลดความเสี่ยง

พี่เริ่ม Real Gym สาขาแรกก็ไม่ได้มีเงินเป็น 10 ล้านนะครับ พี่ต้องวางแผน ต้องประหยัด ต้องต่อรอง ต้องเลือก ต้องตัดสินใจว่าอะไรจำเป็นจริงๆ อะไรรอได้ แล้วก็ค่อยๆ สร้างจากตรงนั้น พอสาขาแรกกำไร ก็เอากำไรไปเปิดสาขาที่สอง แล้วก็ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนวันนี้ 6 สาขา

ถ้าน้องมีคำถามเพิ่มเติมเรื่องต้นทุน เรื่องงบ หรืออยากปรึกษาว่างบเท่าที่มีเปิดได้แบบไหน ติดต่อพี่ได้เลยครับ ผ่าน LINE หรือเฟสบุ๊คของ Real Gym ทุกสาขา หรือถ้าสนใจแฟรนไชส์ Real Gym ก็ดูรายละเอียดได้ที่ realgymth.com/franchise-fitness ครับ พี่จะช่วยวางแผนงบให้เหมาะกับทุนที่น้องมี

ขอให้น้องประสบความสำเร็จนะครับ!

พี่เจ้าของ Real Gym

อ่านบทความอื่นในซีรีส์นี้: “เปิดฟิตเนสยังไง? คู่มือฉบับสมบูรณ์” , “เปิดฟิตเนสต้องขออนุญาตอะไรบ้าง?“, “ออกแบบห้องฟิตเนสยังไงให้ดึงดูดสมาชิก?” และอีกหลายบทความที่ realgymth.com

วางแผนเปิดฟิตเนสหรือโครงการ?

ทีมงาน Thaigymstuffs ให้บริการจัดหาและติดตั้งเครื่องออกกำลังกายครบวงจร พร้อมออกแบบตามงบประมาณและพื้นที่

ดูบริการสร้างห้องฟิตเนส
หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม