โดย เจ้าของ Real Gym ทุกสาขา
สวัสดีครับทุกคน พี่เองครับ เจ้าของ Real Gym ฟิตเนส Open Air ที่ตอนนี้มี 6 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และนนทบุรี ก่อนอื่นเลยนะ ต้องบอกก่อนว่าบทความนี้พี่ไม่ได้เขียนแบบตำราวิชาการ ไม่ได้ใส่ศัพท์หรูหราอะไรหรอก พี่จะเล่าให้ฟังเหมือนนั่งกินข้าวด้วยกันแล้วน้องถามว่า “พี่ ผมอยาก เปิดฟิตเนสสักที่ ต้องทำยังไงบ้าง?” พี่ก็จะเล่าให้ฟังหมดเลย ตั้งแต่ไอเดียแรกในหัว จนถึงวันที่เปิดประตูรับสมาชิกคนแรก สำหรับน้องที่อยากได้ทางลัด หรืออยากมีทีมมืออาชีพช่วยวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นจริงๆ ทั้งเรื่องโมเดลธุรกิจ การจัดวางอุปกรณ์ และการคำนวณงบประมาณ สามารถดูรายละเอียด บริการออกแบบฟิตเนสครบวงจร ได้ที่นี่
พี่อยู่ในวงการฟิตเนสมากว่า 15 ปีแล้วครับ ก่อนจะมาเป็น Real Gym พี่ก็เคยทำฟิตเนสแบบติดแอร์มาก่อน เคยไปช่วยคนอื่นเปิดฟิตเนสมาไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง เจ็บมาก็เยอะ สำเร็จก็มี ล้มเหลวก็ผ่าน ทุกอย่างที่พี่จะเล่าในบทความนี้มันคือประสบการณ์จริงๆ ไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่พี่ “ทำมาจริง จ่ายเงินจริง เจ็บจริง และรวยจริง”
ถ้าน้องอ่านบทความนี้จบ พี่การันตีว่าน้องจะเข้าใจ ธุรกิจฟิตเนส มากกว่า 90% ของคนที่คิดจะเปิด เพราะพี่จะบอกในสิ่งที่คนอื่นไม่บอก ทั้งเรื่องเงิน เรื่องคน เรื่องปัญหา และเรื่องที่ทำให้พี่ยังยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้ พร้อมแล้วก็ไปกันเลยครับ
ทำไมธุรกิจฟิตเนสถึงน่าสนใจในปี 2025–2026?
ตลาดฟิตเนสไทยกำลังโตแบบหยุดไม่อยู่
น้องๆ ลองสังเกตดูรอบตัวสิครับ สมัยก่อนคนไทยเราไปฟิตเนสกันแทบไม่มี ไปวิ่งออกกำลังกายก็ไปสวนสาธารณะ ยกน้ำหนักก็ยกขวดน้ำที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก เทรนด์สุขภาพมันมาแรงมากจริงๆ คนรุ่นใหม่ใส่ใจเรื่องรูปร่าง เรื่องสุขภาพ เรื่อง mental health ด้วย การไปฟิตเนสมันไม่ใช่แค่ไปยกเหล็กแล้ว มันเป็นไลฟ์สไตล์ไปแล้ว
พี่จำได้ว่าตอนเริ่มทำฟิตเนสใหม่ๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน คนที่มาสมัครเป็นสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย อายุ 25-40 ที่อยากมีกล้าม แต่ตอนนี้ครับ สมาชิก Real Gym ของพี่กว่าครึ่งเป็นผู้หญิง มีทั้งวัยรุ่น มีทั้งคุณแม่ มีทั้งคุณลุงคุณป้า มีนักเรียน ม.ปลาย มีพนักงานออฟฟิศ มีแม่ค้าออนไลน์ มันหลากหลายมากครับ นี่แหละที่บอกว่าตลาดมันโตขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มเดิมๆ อีกต่อไป
อีกเรื่องที่น้องต้องรู้คือ หลังโควิด-19 ผ่านไป ธุรกิจฟิตเนสมันฟื้นตัวแบบพุ่งเลยนะ ช่วงโควิดพี่ก็เจ็บหนักเหมือนกัน ต้องปิดชั่วคราว ต้องจ่ายค่าเช่าทั้งที่ไม่มีรายได้ แต่พอเปิดกลับมา สมาชิกทะลักเลยครับ เพราะคนอยู่บ้านนานๆ มันรู้สึกแล้วว่าร่างกายมันแย่ลง น้ำหนักขึ้น กล้ามเนื้อลีบ ปวดหลัง ปวดคอ พอฟิตเนสเปิด คนก็แห่มาเลย
แต่พี่ต้องเตือนก่อนนะ ตลาดโตไม่ได้แปลว่าเปิดแล้วจะรวย มันมีคนเปิดแล้วเจ๊งเยอะมากเหมือนกัน ที่รอดมาได้มันต้องมีกลยุทธ์ มีแผน มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่ใช่แค่มีเงินก้อนแล้วก็ไปซื้อเครื่องมาวางๆ แล้วคิดว่าคนจะมา ไม่ใช่แบบนั้นครับ
ใครที่ควรเปิดฟิตเนส? (และใครที่ไม่ควร)
พี่พูดตรงๆ เลยนะครับ ธุรกิจฟิตเนสมันไม่ได้เหมาะกับทุกคน พี่เห็นคนมาปรึกษาเยอะมาก บางคนพี่ก็บอกตรงๆ เลยว่า “อย่าเพิ่งเปิดเลยครับ ยังไม่พร้อม” พี่ไม่ได้พูดเพื่อให้หมดกำลังใจนะ แต่พี่พูดเพราะพี่ห่วง เพราะถ้าเปิดตอนไม่พร้อม มันเจ็บหนักมาก
คนที่ควรเปิดฟิตเนสคือคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้ครับ
ข้อแรกเลยคือ น้องต้อง “ชอบ” ธุรกิจนี้จริงๆ พี่ไม่ได้บอกว่าน้องต้องเป็นนักเพาะกาย ไม่ต้องมี six-pack ไม่ต้องเก่งเรื่องฟิตเนสก็ได้ แต่น้องต้องชอบที่จะ “ให้บริการ” คนที่มาออกกำลังกาย ต้องชอบเห็นคนมีความสุข ต้องชอบที่จะแก้ปัญหาให้ลูกค้า เพราะธุรกิจนี้มันคือธุรกิจบริการครับ วันๆ น้องต้องยิ้ม ต้องต้อนรับ ต้องรับฟังปัญหา ต้องดูแลคน ถ้าน้องไม่ชอบคุยกับคน ไม่ชอบดูแลคน อย่าเปิดเลยครับ
ข้อสองคือ น้องต้องมีเงินสำรองเพียงพอ พี่จะพูดถึงเรื่องเงินอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไป แต่ที่ต้องพูดก่อนเลยคือ อย่าเอาเงินก้อนสุดท้ายมาเปิดฟิตเนส อย่ากู้มาทั้งหมด อย่าเอาเงินเกษียณมาลง เพราะธุรกิจนี้มันไม่ได้คืนทุนเดือนแรก มันอาจจะใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะเริ่มมีกำไรจริงจัง ระหว่างนั้นน้องต้องมีเงินหมุนเลี้ยงตัวเองและธุรกิจได้
ข้อสามคือ น้องต้อง “อดทน” ได้ พี่ไม่ได้พูดเพื่อให้ดูดราม่านะ แต่พูดจริงๆ ว่าช่วง 6 เดือนแรกของทุกสาขา Real Gym พี่เหนื่อยมาก บางวันมีปัญหาเครื่องเสีย บางวันพนักงานลาออกกะทันหัน บางวันฝนตก (Real Gym เป็น Open Air นะ ฝนตกหนักนี่ลุ้นเลย) บางวันสมาชิกร้องเรียน มันมีเรื่องให้แก้ทุกวัน ถ้าน้องเป็นคนที่ท้อง่าย หรือคิดว่าเปิดแล้วจะนั่งเก็บเงินสบายๆ ต้องคิดใหม่ครับ
ข้อสี่คือ น้องต้องพร้อมที่จะ “เรียนรู้” ตลอดเวลา ธุรกิจฟิตเนสมันเปลี่ยนเร็วมาก เทรนด์ออกกำลังกายเปลี่ยนทุกปี ปีนี้คนเล่น CrossFit ปีหน้าคนอาจจะเล่น HYROX ปีต่อไปอาจจะมีอะไรใหม่มาอีก น้องต้องตามให้ทัน ต้องปรับตัว ต้อง Update อุปกรณ์ Update คลาส Update การตลาด ถ้าน้องเปิดแล้วก็ทำเหมือนเดิมทุกปี ไม่พัฒนาอะไร สมาชิกก็จะไหลไปที่อื่นครับ
ส่วนคนที่ “ไม่ควร” เปิดฟิตเนสคือคนที่มองว่ามันเป็นแค่การลงทุน passive income แบบซื้อเครื่องมาวางๆ แล้วจ้างคนดู จ่ายค่าเช่า นั่งรอเก็บเงิน มันไม่ใช่แบบนั้นครับ มันเป็นธุรกิจที่ต้องลงมือ ต้องอยู่หน้างาน โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีแรก ถ้าน้องไม่พร้อมลงมือ ก็ไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่าครับ
เปิดฟิตเนสดีไหม? มาดูข้อดี-ข้อเสียแบบตรงๆ
ข้อดีที่ทำให้พี่ยังรักธุรกิจนี้
พี่จะบอกข้อดีจากมุมมองคนทำจริงนะครับ ไม่ใช่ข้อดีจากบทความทั่วไปที่เขียนๆ กันมา
ข้อดีแรก ที่พี่ชอบที่สุดเลยคือ “รายได้ซ้ำ” หรือที่เรียกว่า recurring revenue ครับ ธุรกิจฟิตเนสเป็นระบบสมาชิก คนจ่ายรายเดือน สมมติน้องมีสมาชิก 2,000 คน จ่ายเดือนละ 1,000 บาท น้องก็มีรายได้เข้ามาเดือนละ 2 ล้านบาท โดยที่ไม่ต้องไปขายของใหม่ทุกวัน ไม่ต้องไปหาลูกค้ารายใหม่ตลอดเวลา แน่นอนว่ามันมีคนยกเลิกสมาชิกบ้าง แต่ถ้าน้องดูแลดี คนก็ต่ออายุ และคนใหม่ก็มาเรื่อยๆ
ข้อดีที่สอง คือ “ต้นทุนผันแปรต่ำ” ฟังดูเป็นศัพท์บัญชีใช่ไหมครับ พี่อธิบายง่ายๆ ก็คือ เครื่องออกกำลังกายมันซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ได้ 5-10 ปี ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบเหมือนร้านอาหารที่ต้องซื้อของทุกวัน ไม่มีสต็อกสินค้าเหมือนร้านขายของ เครื่องมันอยู่นิ่งๆ คนมาใช้แล้วก็กลับ น้องก็แค่ดูแลรักษาให้มันพร้อมใช้งานอยู่ตลอด ค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็คือค่าเช่าที่ ค่าพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ซึ่งมันค่อนข้างคงที่ในแต่ละเดือน
ข้อดีที่สาม คือ “สเกลได้” พอน้องทำสาขาแรกจนลงตัวแล้ว การเปิดสาขาที่สอง ที่สาม มันง่ายขึ้นมาก เพราะน้องมีระบบแล้ว มี SOP แล้ว มีทีมงานที่ถ่ายทอดได้แล้ว Real Gym ก็เป็นแบบนี้ครับ สาขาแรกใช้เวลานานมากกว่าจะลงตัว แต่สาขาที่ 4, 5, 6 มันเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรามีสูตรแล้ว
ข้อดีที่สี่ ที่หลายคนไม่คิดถึงเลยคือ “คุณค่าทางจิตใจ” นี่พี่พูดจริงนะ ไม่ได้ขายฝัน ทุกวันที่พี่ไปยิม พี่ได้เห็นคนเปลี่ยนแปลงตัวเอง คนที่เมื่อก่อนอ้วนมาก ตอนนี้ลดน้ำหนักได้ 20 กิโล คนที่เคยซึมเศร้า ออกมาเต้น Zumba แล้วยิ้มได้ คนที่เคยไม่มั่นใจในตัวเอง ตอนนี้มี six-pack แล้วมั่นใจมาก มันเป็นธุรกิจที่ “เปลี่ยนชีวิตคน” ได้จริงๆ ครับ แล้วพอน้องเห็นแบบนี้ มันให้พลังกลับมาเยอะมาก มันทำให้เราอยากตื่นไปทำงานทุกวัน
ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงมือ
มาดูด้านที่ไม่สวยงามบ้างครับ พี่จะพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
ข้อเสียแรกเลยคือ “ลงทุนเริ่มต้นสูง” ไม่ว่าจะเปิดขนาดเล็กหรือใหญ่ น้องก็ต้องซื้อเครื่องออกกำลังกาย ต้องตกแต่งสถานที่ ต้องมีเงินหมุนเวียน มันไม่ใช่ธุรกิจที่เริ่มได้ด้วยเงิน 50,000 บาท ขั้นต่ำสุดจริงๆ สำหรับฟิตเนสขนาดเล็กน้องก็ต้องมีอย่างน้อย 3-5 แสนบาท ถ้าเป็นขนาดกลางก็ 1-3 ล้าน ถ้าใหญ่ก็ 5 ล้านขึ้นไป ของ Real Gym แต่ละสาขาลงทุนหลายล้านเลยครับ เพราะเราใหญ่และเครื่องเยอะมาก
ข้อเสียที่สองคือ “ค่าเช่าที่ไม่เคยลด” นี่คือฆาตกรเงียบของธุรกิจฟิตเนสเลยครับ ไม่ว่าน้องจะมีสมาชิกกี่คน สมาชิกจะมาออกกำลังกายกี่คน ค่าเช่าก็ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน เดือนไหนสมาชิกน้อย เดือนไหนเป็นช่วงเทศกาลที่คนไม่มา น้องก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าอยู่ดี ยิ่งถ้าน้องเช่าที่ในห้างหรือทำเลดีๆ ค่าเช่าอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดเลย
นี่แหละที่เป็นเหตุผลหลักที่พี่เลือกทำ Open Air ครับ พี่จะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดในหัวข้อถัดๆ ไป แต่ที่สั้นๆ คือ การทำแบบ Open Air มันลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าและค่าแอร์ลงมหาศาล ทำให้พี่เก็บสมาชิกได้ถูกกว่าคู่แข่งเยอะ และยังมีกำไรมากกว่าด้วย
ข้อเสียที่สามคือ “การแข่งขัน” ธุรกิจฟิตเนสตอนนี้การแข่งขันสูงมากครับ มีทั้งเชนใหญ่ๆ อย่าง Fitness First, Jetts, Anytime Fitness แล้วก็มียิมเล็กๆ เปิดเต็มไปหมด ยิ่งย่านไหนมีคนอยู่เยอะ ก็มีฟิตเนสเยอะตาม น้องต้องมีจุดแข็งที่ชัดเจนว่าทำไมคนต้องมาที่น้อง ไม่ใช่ไปที่อื่น ถ้าน้องเปิดฟิตเนสแล้วเหมือนๆ กับที่อื่นทุกอย่าง แต่ไม่มีอะไรโดดเด่น มันจะยากมากครับ
ข้อเสียที่สี่ที่คนไม่ค่อยพูดกันคือ “เรื่องคน” พนักงานฟิตเนส โดยเฉพาะเทรนเนอร์ มันหาคนดีๆ ยากมาก เทรนเนอร์เก่งๆ ก็ไปเปิดเอง หรือไม่ก็โดนซื้อตัวไปฟิตเนสอื่น พนักงานต้อนรับก็หมุนเวียนเร็ว เพราะเงินเดือนไม่สูงมาก คนเข้าออกเยอะ น้องต้องเตรียมใจว่าจะต้องสอนงานคนใหม่บ่อยมาก แล้วก็ต้องสร้างระบบให้ดีพอที่ว่าถึงคนเปลี่ยน งานยังเดินได้
ข้อเสียที่ห้าคือ “อุปกรณ์เสื่อม” เครื่องออกกำลังกายมันแข็งแรงก็จริง แต่มันถูกใช้งานหนักมากในแต่ละวัน สายพานลู่วิ่งก็สึก เบาะก็ขาด สายเคเบิลก็ยืด ตลับลูกปืนก็ต้องเปลี่ยน พวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายสม่ำเสมอ ถ้าน้องปล่อยให้เครื่องพัง ไม่ซ่อม ไม่ดูแล สมาชิกก็ไม่มา ถ้าสมาชิกไม่มา รายได้ก็หาย มันเป็นวงจรครับ
รูปแบบฟิตเนสที่มีในตลาด: น้องจะเลือกแบบไหน?
ก่อนจะเปิดฟิตเนส น้องต้องเข้าใจก่อนว่าในตลาดมันมีฟิตเนสหลายรูปแบบมาก แต่ละแบบก็เหมาะกับเงินทุน ทำเล และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน พี่จะอธิบายให้ครบเลย แล้วค่อยบอกว่าพี่เลือก Real Gym เป็นแบบไหนและทำไม
แบบที่ 1: ฟิตเนสในห้าง / คอนโด (Premium Indoor)
อันนี้คือฟิตเนสที่คนส่วนใหญ่นึกถึง ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีกระจกรอบด้าน ล็อกเกอร์หรูๆ ห้องอาบน้ำสะอาดมาก ตกแต่งสวย อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือตึกสำนักงาน ตัวอย่างก็คือพวก Fitness First, Virgin Active, The 1 Fitness ราคาสมาชิกตั้งแต่ 2,000-5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
ข้อดีคือ ทำเลดี คนเดินผ่านเยอะ ดูหรูหรา ดึงดูดคนระดับกลาง-สูงได้ดี แต่ข้อเสียคือค่าเช่าแพงมาก ค่าไฟแอร์แพงมาก ค่าตกแต่งแพงมาก ต้นทุนทุกอย่างแพงหมด เพราะฉะนั้นค่าสมาชิกก็ต้องแพง ถ้าสมาชิกไม่เต็ม ก็ขาดทุนเร็วมาก
พี่เคยทำแบบนี้มาก่อนครับ แล้วพี่รู้เลยว่ามันเหนื่อย ค่าแอร์อย่างเดียวเดือนนึงเป็นแสนบาท ค่าเช่าในห้างอีกหลายแสน ยังไม่นับค่าพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟอื่นๆ สมาชิกต้องมีเยอะมากถึงจะคุ้ม แล้วถ้าเดือนไหนสมาชิกหายไปนิดหน่อย มันกระทบรุนแรงเลย
แบบที่ 2: ฟิตเนส 24 ชั่วโมง (24-Hour Gym)
อันนี้กำลังฮิตมากในเมืองไทย ตัวอย่างก็คือ Jetts Fitness, Anytime Fitness, Snap Fitness จุดขายคือเปิด 24 ชั่วโมง ใช้บัตรรูดเข้าออก ไม่ต้องมีพนักงานเยอะ ขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณ 200-500 ตร.ม. มีเครื่องคาร์ดิโอกับเวทเบสิกครบ ค่าสมาชิกประมาณ 1,200-2,500 บาทต่อเดือน
ข้อดีคือ ต้นทุนพนักงานต่ำ เพราะช่วงดึกไม่ต้องมีพนักงาน แต่ข้อเสียคือ มันค่อนข้างจำเจ ไม่มีคลาส ไม่มีเทรนเนอร์ดูแลตลอด ไม่มีชุมชน มันเป็นแค่ที่มาเล่นแล้วกลับ สมาชิกบางคนก็รู้สึกเหงา ไม่มีแรงจูงใจ สุดท้ายก็เลิกไป
อีกข้อเสียคือ เรื่อง “แฟรนไชส์” ครับ ส่วนใหญ่พวก 24-Hour Gym ในไทยเป็นแฟรนไชส์จากต่างประเทศ น้องต้องจ่ายค่า franchise fee, royalty fee ต่อเนื่อง มันก็เป็นต้นทุนเพิ่ม และน้องก็ถูกจำกัดในเรื่องวิธีบริหารด้วย ทำอะไรก็ต้องตามกฎแฟรนไชส์
แบบที่ 3: สตูดิโอเฉพาะทาง (Boutique Studio)
อันนี้คือฟิตเนสที่เน้นเฉพาะทางสักอย่าง เช่น สตูดิโอโยคะ สตูดิโอพิลาทิส สตูดิโอ Muay Thai สตูดิโอ CrossFit สตูดิโอปั่นจักรยาน ขนาดเล็ก ประมาณ 100-300 ตร.ม. มีคลาสเป็นหลัก ราคาสมาชิกค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 3,000-8,000 บาทต่อเดือน หรือเก็บเป็นรายครั้ง 300-500 บาทต่อคลาส
ข้อดีคือ ลงทุนไม่มากเท่าฟิตเนสขนาดใหญ่ (ถ้าเป็นแค่โยคะหรือพิลาทิส อุปกรณ์ก็ไม่แพง) แล้วก็สร้างชุมชนได้แน่นมาก คนที่มาจะเป็นกลุ่มเฉพาะที่ชอบสิ่งเดียวกัน ข้อเสียคือ ตลาดแคบ เพราะมันเน้นเฉพาะทาง คนที่ไม่ชอบโยคะก็ไม่มา คนที่ไม่ชอบ CrossFit ก็ไม่มา ฐานลูกค้าจำกัด
แบบที่ 4: ฟิตเนส Open Air (แบบ Real Gym)
เอาล่ะ มาถึงแบบที่พี่ทำครับ ฟิตเนส Open Air คือฟิตเนสขนาดใหญ่ โครงสร้างเป็นหลังคาสูงมีหลังคาคลุมแต่เปิดโล่งด้านข้าง ให้ลมพัดผ่านเข้ามาได้ ไม่ติดแอร์ หรือติดแค่พัดลมอุตสาหกรรมช่วย พื้นที่กว้าง ตั้งแต่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป เครื่องเยอะมาก 100 เครื่องขึ้นไป มีทั้งเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ functional training และคลาสต่างๆ มากมาย ค่าสมาชิกถูกมาก ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน
ทำไมพี่ถึงเลือกแบบนี้ครับ? เพราะพี่เคยทำแบบติดแอร์มาก่อน แล้วพี่เจ็บมากับค่าใช้จ่ายที่มันสูงเกินไป ค่าเช่าที่ในเมือง ค่าไฟแอร์ ค่าตกแต่ง มันกินกำไรหมดเลย พี่ก็เลยนั่งคิดว่า ถ้าพี่ออกไปนอกเมืองหน่อย เช่าที่ดินเปล่าๆ ที่ราคาถูกกว่ามาก แล้วสร้างโครงสร้างแบบ Open Air ขึ้นมา พี่จะลดต้นทุนได้เท่าไหร่?
คำตอบคือ ลดได้มหาศาลเลยครับ
ค่าเช่าที่ดินเปล่านอกเมืองมันถูกกว่าค่าเช่าในห้างหรือในเมืองหลายเท่า ค่าก่อสร้างโครงสร้าง Open Air ก็ถูกกว่าการตกแต่งฟิตเนสในอาคารเยอะ เพราะไม่ต้องทำผนัง ไม่ต้องทำฝ้า ไม่ต้องซื้อแอร์ และที่สำคัญที่สุดคือ “ค่าไฟ” ครับ ฟิตเนสติดแอร์ขนาด Real Gym ค่าไฟเดือนนึงอาจจะเป็นแสนบาท แต่ Open Air ค่าไฟลดลงไปเยอะมากเพราะไม่มีแอร์
พอต้นทุนต่ำ พี่ก็เก็บค่าสมาชิกได้ถูก ถูกกว่าฟิตเนสทั่วไป 60-80% แต่ให้บริการที่เทียบเท่าหรือดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะเครื่องเยอะกว่า พื้นที่กว้างกว่า คลาสเยอะกว่า คนก็แห่มาครับ เพราะมันคุ้มค่ามาก คิดดูนะครับ เดือนละพันบาท วันละ 30 กว่าบาท ได้ใช้เครื่อง 100 กว่าเครื่อง ได้เข้าคลาส 200 คลาสต่อเดือน มีใครจะไม่มาล่ะครับ
แต่พี่ก็ต้องยอมรับว่า Open Air มันก็มีข้อจำกัด คือ ฝนตกหนักๆ บางจุดอาจจะเปียก (แต่เราก็ออกแบบให้มีหลังคาคลุมทั่ว ปกติฝนตกก็เล่นได้ปกติ) แล้วก็เรื่องอากาศร้อน ช่วงเมษายนก็ร้อนหน่อย แต่ด้วยโครงสร้างที่ออกแบบให้ลมพัดผ่าน บวกกับพัดลมอุตสาหกรรม จริงๆ มันก็ไม่ได้ร้อนจนเล่นไม่ได้ หลายคนที่มา Real Gym ครั้งแรกจะแปลกใจเลยว่า “เอ๊ะ มันเย็นเหมือนติดแอร์เลยนี่หว่า” เพราะลมธรรมชาติมันดีกว่าแอร์อีกนะครับ สำหรับการออกกำลังกาย
สรุปตารางเปรียบเทียบรูปแบบฟิตเนส
ให้น้องเห็นภาพง่ายๆ นะครับ
| รูปแบบฟิตเนส | เงินลงทุน | ค่าสมาชิก/เดือน | ระยะคืนทุน | ความเสี่ยง |
|---|---|---|---|---|
| ฟิตเนสในห้าง | 5 – 20 ล้านบาท | 2,000 – 5,000 บาท | 3 – 5 ปี | สูงมาก (ค่าเช่าสูง) |
| ฟิตเนส 24 ชั่วโมง | 3 – 8 ล้านบาท | 1,200 – 2,500 บาท | 2 – 4 ปี | ปานกลาง |
| สตูดิโอเฉพาะทาง | 5 แสน – 3 ล้านบาท | 3,000 – 8,000 บาท | 1 – 3 ปี | ปานกลาง (ตลาดแคบ) |
| ฟิตเนส Open Air (Real Gym) | 3 – 10 ล้านบาท | 800 – 1,200 บาท | 1.5 – 2 ปี | ต่ำ – ปานกลาง (ต้นทุนต่ำ) |
7 ขั้นตอนเปิดฟิตเนส ตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดบริการ
เอาล่ะครับ มาถึงเนื้อหาหลักที่ทุกคนรอ พี่จะเล่าทีละสเต็ปเลยนะ
สเต็ปที่ 1: วิเคราะห์ตลาดและกลุ่มเป้าหมาย
น้องๆ หลายคนข้ามสเต็ปนี้ไปเลย คิดจะเปิดฟิตเนสก็ไปหาที่เช่าเลย ไปซื้อเครื่องเลย พี่บอกเลยว่า “ผิด” ครับ สิ่งแรกที่น้องต้องทำคือนั่งลงแล้วตอบคำถามพวกนี้ให้ได้ก่อน
คำถามแรก: น้องจะเปิดฟิตเนส “ให้ใคร”? ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ แต่คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ชัดเจน “ก็ให้ทุกคนมาเล่น” มันไม่ใช่คำตอบนะครับ น้องต้องระบุให้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของน้องคือใคร เป็นพนักงานออฟฟิศในเมือง? เป็นคนย่านชานเมืองที่ต้องการฟิตเนสราคาไม่แพง? เป็นนักกีฬาที่ต้องการอุปกรณ์ระดับสูง? เป็นผู้หญิงที่ชอบคลาสมากกว่ายกเวท?
ของ Real Gym พี่กำหนดชัดเจนเลยครับว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือ “คนทั่วไปในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ที่อยากออกกำลังกายแต่รู้สึกว่าฟิตเนสแพง” พี่ไม่ได้เล็งกลุ่มคนรวย ไม่ได้เล็งกลุ่มนักกล้ามที่ต้องการอุปกรณ์ระดับ competition พี่เล็งกลุ่มคนทำงานทั่วไป ครอบครัว นักศึกษา ที่อยากมีที่ออกกำลังกายดีๆ ในราคาที่เอื้อมถึง
พอกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัด ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ง่ายขึ้นครับ ทำเลก็เลือกได้ง่าย (ต้องอยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมาย) ราคาก็ตั้งได้ง่าย (ต้องเอื้อมถึง) อุปกรณ์ก็เลือกได้ง่าย (ต้องครอบคลุมความต้องการ) การตลาดก็ง่าย (ต้องพูดภาษาเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย)
คำถามที่สอง: “คู่แข่งรอบข้างเป็นยังไง?” น้องต้องทำ competitive analysis ครับ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีฟิตเนสกี่ที่ในรัศมี 5 กม. แต่ต้องรู้ด้วยว่าเขาเก็บเท่าไหร่ เขามีอะไรให้ เขาเก่งเรื่องอะไร เขาอ่อนเรื่องอะไร แล้วน้องจะเข้าไปแข่งกับเขายังไง
ก่อนเปิด Real Gym สาขาแรกที่ซาฟารีเวิลด์ พี่ขับรถสำรวจฟิตเนสทุกที่ในรัศมี 10 กม. เลยครับ เข้าไปสมัครสมาชิกเลย 5-6 ที่ ไปลองเล่นดู ดูว่าเครื่องอะไรเยอะ อะไรน้อย คลาสมีอะไรบ้าง พนักงานดูแลดีไหม ราคาเท่าไหร่ ห้องน้ำสะอาดไหม ที่จอดรถพอไหม ทุกรายละเอียดเลย แล้วพี่ก็จดมาหมด วิเคราะห์ว่าจุดไหนที่เขาขาด แล้วพี่จะเติมเต็มตรงนั้น
สิ่งที่พี่พบคือ ฟิตเนสในย่านชานเมืองส่วนใหญ่ขนาดเล็ก เครื่องน้อย คลาสไม่มี บรรยากาศอึดอัด แต่เก็บเงินเท่ากับฟิตเนสในเมือง พี่ก็เลยรู้เลยว่า ถ้าพี่ทำฟิตเนสที่ “ใหญ่กว่า เครื่องเยอะกว่า คลาสดีกว่า แต่ราคาถูกกว่า” มันต้องชนะแน่นอน
คำถามที่สาม: “น้องจะแตกต่างจากคู่แข่งยังไง?” นี่สำคัญมากครับ ในภาษาธุรกิจเรียกว่า USP (Unique Selling Proposition) ของ Real Gym USP ชัดมาก คือ “ยิมใหญ่ เครื่องแน่น คลาสดี ราคาไม่แพง” สี่อย่างนี้รวมกัน ไม่มีใครให้ได้ในราคาเท่าเรา
น้องต้องหา USP ของตัวเองให้ได้ อาจจะเป็นเรื่องทำเล เรื่องราคา เรื่องอุปกรณ์ เรื่องคลาส เรื่องบรรยากาศ เรื่องเทรนเนอร์ เรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องมีสิ่งที่ “ชัดเจน” ที่ทำให้คนเลือกน้องแทนที่จะไปที่อื่น
สเต็ปที่ 2: วางแผนเงินลงทุนและงบประมาณ
นี่คือสเต็ปที่ทำให้หลายคนถอยหลังครับ เพราะพอเริ่มคำนวณจริงๆ มันอาจจะเยอะกว่าที่คิดเยอะ แต่พี่จะบอกตามตรงเลยนะ ดีกว่าไปรู้ทีหลังตอนเงินหมดแล้ว
เงินลงทุนมันแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ครับ คือ “เงินลงทุนครั้งแรก” กับ “เงินหมุนเวียนรายเดือน”
เงินลงทุนครั้งแรก ประกอบด้วย ค่าเช่ามัดจำ (ปกติ 3-6 เดือนล่วงหน้า) ค่าก่อสร้างหรือตกแต่งสถานที่ ค่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย ค่าระบบ (ระบบสมาชิก กล้องวงจรปิด ระบบเสียง) ค่าการตลาดเปิดตัว และเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับคนที่เริ่มต้นและยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกอุปกรณ์อะไรดี การเลือกชุดอุปกรณ์ที่ครบพื้นฐานตั้งแต่แรกจะช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดงบในระยะยาว สามารถดูตัวอย่าง ชุดอุปกรณ์ Home Gym ที่จัดมาแล้วพร้อมใช้งานได้
พี่จะแบ่งตามขนาดให้ดูนะครับ
ถ้าเปิดฟิตเนสขนาดเล็ก (100-300 ตร.ม. เครื่องสัก 20-30 เครื่อง ไม่มีคลาส) งบขั้นต่ำประมาณ 3-8 แสนบาท แต่พี่บอกตรงๆ ว่าขนาดนี้มันรอดยากครับ เพราะมันไม่มีจุดดึงดูดมากพอ สมาชิกจะรู้สึกว่ามันจำกัดเกินไป
ถ้าเปิดขนาดกลาง (300-800 ตร.ม. เครื่อง 50-80 เครื่อง มีคลาสบ้าง) งบประมาณ 1-3 ล้านบาท ขนาดนี้เริ่มน่าสนใจแล้ว มีเครื่องพอให้คนไม่ต้องรอคิว มีพื้นที่จัดคลาสได้
ถ้าเปิดขนาดใหญ่ (1,000 ตร.ม. ขึ้นไป เครื่อง 100+ เครื่อง คลาสเยอะ) แบบ Real Gym งบ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป ฟังดูเยอะใช่ไหมครับ แต่ถ้ามีระบบดี มีสมาชิกเยอะ คืนทุนได้ใน 1.5-2 ปี ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับธุรกิจที่ลงทุนขนาดนี้
เรื่องค่าอุปกรณ์ พี่ต้องเล่าให้ฟังเรื่องนึงครับ เครื่องออกกำลังกายมันมีตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเครื่อง ลู่วิ่งถูกๆ ก็หลักหมื่น แต่ถ้าเป็นยี่ห้อดีๆ ก็อาจจะ 1-3 แสนบาทต่อเครื่อง เครื่อง Smith Machine ก็หลักหมื่นถึงหลายหมื่น ดัมเบลชุดนึง (5-50 กก.) ก็หลายหมื่นบาท
พี่แนะนำว่าอย่าซื้อของถูกที่สุดนะครับ เพราะมันพังเร็ว ซ่อมแพง สมาชิกก็ไม่ชอบใช้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแพงที่สุดเหมือนกัน ให้หาจุดกลางที่ “คุณภาพดี ทนทาน แต่ราคาสมเหตุสมผล” อุปกรณ์ของ Real Gym ทุกสาขา เราใช้ของจาก Homefittools ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ฟิตเนสรายใหญ่ในไทย คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาสมเหตุสมผล แล้วก็มีบริการหลังการขายดี ซ่อมเร็ว เปลี่ยนอะไหล่ได้
ส่วนเงินหมุนเวียนรายเดือน พี่แนะนำให้เตรียมไว้อย่างน้อย 6 เดือน ค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็คือ ค่าเช่าที่ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าทำความสะอาด ค่าบำรุงรักษาเครื่อง ค่าการตลาดรายเดือน (โฆษณาเฟสบุ๊ค ไลน์ แจกใบปลิว) สมมติค่าใช้จ่ายรายเดือนรวม 200,000 บาท น้องก็ต้องมีเงินสำรอง 1.2 ล้านบาท เพื่อให้อยู่ได้ 6 เดือนแม้รายได้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
พี่ขอเตือนจุดนึงที่คนชอบลืมนะครับ คือ “ค่าเช่ามัดจำ” ถ้าเจ้าของที่เขาเรียกค่ามัดจำ 3 เดือน แล้วค่าเช่าเดือนละ 80,000 บาท น้องก็ต้องจ่ายมัดจำ 240,000 + ค่าเช่าเดือนแรกอีก 80,000 รวม 320,000 บาท ก่อนที่จะได้เริ่มต้นอะไรเลยด้วยซ้ำ เงินก้อนนี้มันหายไปเลยนะครับ ไม่ได้กลับมาจนกว่าจะเลิกเช่า
สเต็ปที่ 3: เลือกทำเลที่ตั้ง
พี่พูดเสมอว่า “ทำเลคือ 50% ของความสำเร็จ” ถ้าเลือกทำเลผิด ต่อให้บริหารดีแค่ไหน มันก็ยากมาก แต่ถ้าเลือกทำเลถูก มันช่วยได้เยอะเลย
หลักการเลือกทำเลฟิตเนสของพี่มีอยู่ไม่กี่ข้อครับ
ข้อแรก “ต้องมีคนอยู่อาศัยเยอะในรัศมี 3-5 กม.” ฟิตเนสมันเป็นธุรกิจที่คนจะมาแบบสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3-5 วัน เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่ “ใกล้บ้าน” หรือ “ใกล้ที่ทำงาน” ของสมาชิก ไม่มีใครขับรถ 30 นาทีไปฟิตเนสทุกวันหรอกครับ ยกเว้นช่วงแรกที่ตื่นเต้น แต่หลังจากนั้นก็ขี้เกียจแล้ว เพราะฉะนั้นทำเลที่ดีต้องอยู่ในชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น มีหมู่บ้านจัดสรร มีคอนโด มีอพาร์ทเมนท์รอบข้าง
ข้อสอง “ต้องเข้าถึงง่าย” ถนนหน้าที่ต้องกว้าง รถเข้าออกสะดวก ไม่ใช่ซอยลึก 5 กม. ที่คนไม่รู้จัก ถ้ามีทางลัดจากถนนใหญ่เข้ามาได้ยิ่งดี และที่สำคัญต้องมี “ที่จอดรถเพียงพอ” นี่สำคัญมากครับ ถ้าสมาชิกมาแล้วหาที่จอดรถไม่ได้ ก็กลับบ้าน แล้วเดือนหน้าก็ไม่ต่อสมาชิก Real Gym ทุกสาขามีที่จอดรถ 60+ คัน เพราะพี่รู้ว่ามันสำคัญขนาดไหน
ข้อสาม “คู่แข่งไม่แน่นเกินไป” ถ้าในรัศมี 3 กม. มีฟิตเนส 5-6 ที่อยู่แล้ว มันจะยากหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเปิดไม่ได้นะครับ ถ้าน้องมีจุดแข็งที่ชนะเขาได้ ก็ยังไปได้ Real Gym หลายสาขาก็เปิดในพื้นที่ที่มีฟิตเนสอยู่แล้ว แต่พี่ชนะเพราะราคาถูกกว่าเยอะ เครื่องเยอะกว่า คลาสเยอะกว่า
ข้อสี่ “ค่าเช่าต้องสมเหตุสมผล” อย่าเช่าที่แพงเกินไปนะครับ ค่าเช่าควรจะไม่เกิน 20-25% ของรายได้ที่คาดว่าจะได้ สมมติน้องคาดว่ารายได้เดือนละ 500,000 บาท ค่าเช่าก็ไม่ควรเกิน 100,000-125,000 บาท ถ้าค่าเช่าเกินนี้ มันจะกดดันธุรกิจมาก
ข้อห้า สำหรับฟิตเนส Open Air แบบ Real Gym “ต้องเป็นที่ดินเปล่าหรืออาคารชั้นเดียวที่สร้างโครงสร้างได้” เพราะเราต้องการพื้นที่เปิดโล่ง หลังคาสูง ลมพัดผ่าน มันไม่เหมาะกับตึกแถวหรือชั้น 2 ของอาคาร
เล่าให้ฟังเรื่อง Real Gym สาขาแรกนะครับ สาขา Safari World ที่คลองสามวา ตอนพี่ไปดูที่ มันเป็นที่ดินเปล่าข้างๆ Safari World เลย ย่านนั้นมีหมู่บ้านจัดสรรเยอะมาก มีคนอยู่อาศัยหลายหมื่นครัวเรือน แต่ไม่มีฟิตเนสดีๆ เลย มีแต่ยิมเล็กๆ พี่เห็นก็รู้เลยว่า “ตรงนี้แหละ” เหมาะมาก คนเยอะ คู่แข่งน้อย ค่าเช่าถูก ที่จอดรถเยอะ เข้าออกสะดวก ก็เลยเซ็นสัญญาเลย
สเต็ปที่ 4: ขออนุญาตและจดทะเบียน
สเต็ปนี้หลายคนลืมหรือข้ามไปครับ แล้วมาเจ็บทีหลังตอนเทศกิจมาตรวจ หรือมีคนร้องเรียน พี่แนะนำให้ทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลทีหลัง
เรื่องหลักๆ ที่ต้องทำมีดังนี้ครับ
อันดับแรก จดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดบริษัทจำกัด พี่แนะนำให้จดบริษัทจำกัดเลยครับ แม้ว่ามันจะยุ่งยากกว่าจดทะเบียนพาณิชย์นิดหน่อย แต่มันดีกว่าในระยะยาว ทั้งเรื่องภาษี เรื่องความน่าเชื่อถือ และเรื่องการขยายกิจการในอนาคต Real Gym แต่ละสาขาจดเป็นบริษัทจำกัดแยกกันเลยครับ เพื่อให้บริหารจัดการง่าย และแยกความเสี่ยงของแต่ละสาขาออกจากกัน
อันดับสอง ใบอนุญาตประกอบกิจการค้า ต้องไปขอจากเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่ เอกสารก็มีสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ แผนที่ตั้ง ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
อันดับสาม ต้องดูเรื่อง พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ด้วย ถ้าฟิตเนสของน้องมีบริการสปา นวด หรืออะไรที่เข้าข่าย “สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” ก็ต้องขอใบอนุญาตเพิ่ม แต่ถ้าเป็นแค่ฟิตเนสเปล่าๆ ไม่มีบริการเสริม มันก็ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่
อันดับสี่ เรื่องความปลอดภัยอาคาร ถ้าน้องสร้างอาคารใหม่ หรือดัดแปลงอาคาร ก็ต้องขอใบอนุญาตก่อสร้างจากเขต/เทศบาล ต้องมีวิศวกรเซ็นรับรอง ต้องมีผังอาคาร แผนหนีไฟ อุปกรณ์ดับเพลิง ทางออกฉุกเฉิน พวกนี้สำคัญนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของสมาชิกจริงๆ
อันดับห้า ประกันภัย อย่าลืมทำประกันภัยสถานประกอบการด้วยนะครับ ทั้งประกันอัคคีภัย ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ถ้าสมาชิกเกิดอุบัติเหตุในยิม) มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มัน cover ให้
พี่แนะนำให้หาทนายหรือที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ช่วยดูให้ครับ จ่ายค่าปรึกษาสักหน่อย ดีกว่าทำผิดแล้วมาแก้ทีหลัง เสียเวลาและเสียเงินมากกว่าเยอะ
สเต็ปที่ 5: ออกแบบและตกแต่งสถานที่
ในขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จเลยครับ เพราะการจัด Layout ผิดตั้งแต่แรก จะทำให้แก้ยากและเสียเงินซ้ำหลายรอบ ถ้าน้องไม่มีประสบการณ์ แนะนำให้มีผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบตั้งแต่ต้น ทั้งการวางโซนอุปกรณ์ การคำนวณพื้นที่ และการออกแบบ Flow การใช้งาน สามารถดู บริการออกแบบฟิตเนสแบบครบวงจร เพิ่มเติมได้
สเต็ปนี้สนุกมากครับ แต่ก็เป็นสเต็ปที่ใช้เงินเยอะด้วย พี่จะเล่าจากประสบการณ์ Real Gym เลย
หลักการออกแบบฟิตเนสที่ดี มันต้องคิดเรื่อง “flow” ของคนที่มาใช้บริการครับ ตั้งแต่สมาชิกเดินเข้ามา ไปเปลี่ยนชุด ไปอบอุ่นร่างกาย ไปเล่นเครื่อง ไปเข้าคลาส ไปอาบน้ำ แล้วก็ออกไป ทุกขั้นตอนมันต้องไหลลื่นไม่ติดขัด
การแบ่งโซนเป็นเรื่องสำคัญมากครับ Real Gym แบ่งออกเป็นโซนหลักๆ ดังนี้ โซนดัมเบล สำหรับออกกำลังกายด้วยดัมเบลทุกขนาด ส่วนโซนบาร์เบล สำหรับท่า squat, deadlift, bench press มี rack หลายตัว โซน Functional Training พื้นที่เปิดกว้าง 300+ ตร.ม. สำหรับเล่น battle rope, box jump, TRX, kettlebell ส่วน Bomb Zone สำหรับคนที่เล่นหนักจริงจัง ยกหนัก ทุ่มหนัก ทำเสียงได้ ส่วนโซนเครื่อง Machine สำหรับคนที่ชอบใช้เครื่องเป็นหลัก และโซน Cardio ลู่วิ่ง 20+ เครื่อง จักรยาน elliptical
ที่สำคัญคือต้องมี “ระยะห่างที่เพียงพอ” ระหว่างเครื่อง ไม่งั้นคนเล่นจะชนกัน อึดอัด ไม่สะดวก มาตรฐานทั่วไปคืออย่างน้อย 1-1.5 เมตรระหว่างเครื่อง แต่ Real Gym เราให้เยอะกว่านั้นอีก เพราะพื้นที่เราใหญ่ คนเล่นก็สบาย ไม่อึดอัด
เรื่องพื้นก็สำคัญนะครับ โซนที่มีการยกน้ำหนักหนักๆ ต้องใช้พื้นยางกันกระแทก ถ้าไม่ใส่ เวลาคนทิ้งดัมเบลหรือบาร์เบล มันจะพังพื้น แล้วเสียงก็ดังมาก พื้นยางมันช่วยลดแรงกระแทกและเสียง
เรื่องระบายอากาศ สำหรับ Open Air แบบ Real Gym มันได้เปรียบตรงนี้มากครับ เพราะลมธรรมชาติพัดผ่านตลอด แต่เราก็ติดพัดลมอุตสาหกรรมเสริมด้วยในจุดที่ลมไม่ค่อยถึง ส่วนถ้าน้องทำแบบในร่มก็ต้องลงทุนระบบแอร์ดีๆ ครับ เพราะเวลาคนออกกำลังกายเยอะๆ ความร้อนในห้องจะสูงมาก แอร์ต้องแรงพอ
เรื่องแสงสว่างก็มีผลต่อบรรยากาศเยอะ แสงสว่างเพียงพอทำให้คนรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมีพลัง แต่ก็ไม่ควรสว่างจ้าเกินไปจนแสบตา Real Gym ใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก (เพราะ Open Air) แล้วเสริมด้วยไฟ LED ตอนค่ำ ประหยัดค่าไฟด้วย
เรื่องกระจกก็ต้องมีครับ คนเล่นฟิตเนสชอบดูตัวเอง ไม่ใช่เพราะหลงตัวเองนะ แต่มันช่วยเช็คฟอร์มท่าทางได้ ติดกระจกในโซนดัมเบลและ free weight ให้เยอะๆ
สเต็ปที่ 6: จัดซื้ออุปกรณ์
การเลือกอุปกรณ์เป็นหนึ่งในต้นทุนที่สูงที่สุดของการเปิดฟิตเนส การเลือกชุดอุปกรณ์ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาเรื่องงบประมาณบานปลาย และทำให้สามารถเปิดให้บริการได้เร็วขึ้น สำหรับคนที่ต้องการแนวทางที่จัดมาแล้ว สามารถดูชุดอุปกรณ์ Home Gym และอุปกรณ์ฟิตเนสครบชุดเพิ่มเติมได้
สเต็ปนี้ใช้เงินก้อนใหญ่ที่สุดครับ แต่ก็เป็นหัวใจของธุรกิจเลย เพราะอุปกรณ์ดี สมาชิกก็แฮปปี้ สมาชิกแฮปปี้ก็ต่อสมาชิก สมาชิกต่อสมาชิกก็มีเงินเข้า มันเป็นลูปครับ
พี่จะแบ่งอุปกรณ์ออกเป็นหมวดหมู่ให้ดูนะ
หมวด Cardio ลู่วิ่ง (treadmill) ถือว่าสำคัญที่สุดเลย ต้องมีอย่างน้อย 10 เครื่องขึ้นไป (Real Gym มี 20+) จักรยาน (upright bike และ recumbent bike) เครื่อง elliptical เครื่อง rowing machine
หมวด Free Weight ดัมเบลชุด (2.5-50 กก. ขึ้นไป) บาร์เบลและแผ่นเหล็ก racks สำหรับ squat, bench press, deadlift ม้านั่งปรับระดับ (adjustable bench)
หมวด Machine เครื่องบริหารกล้ามเนื้อแยกทีละส่วน เช่น lat pulldown, cable crossover, leg press, leg curl, chest press, shoulder press เป็นต้น ต้องมีให้ครบทุกส่วนของร่างกาย
หมวด Functional Training เคเบิ้ลครอส TRX ลูกบอลออกกำลังกาย (medicine ball, slam ball) เคทเทิลเบล (kettlebell) แบทเทิลโรป (battle rope) กล่อง plyo box
หมวดอุปกรณ์เสริม เสื่อโยคะ สเต็ปบอร์ด ยางยืดออกกำลังกาย โฟมโรลเลอร์ ลูกบอลพิลาทิส ชั้นวางอุปกรณ์
พี่ขอแชร์ insight จากประสบการณ์จริงนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้ออุปกรณ์ไม่ใช่แค่ “เครื่องไหนดี” แต่คือ “สัดส่วนของเครื่องแต่ละประเภท” ครับ
ผมเห็นหลายยิมที่ซื้อลู่วิ่งมา 20 เครื่อง แต่ดัมเบลมีแค่คู่เดียว หรือบางที่มี rack เยอะมาก แต่ไม่มีเครื่อง machine เลย มันต้อง “สมดุล” ครับ ต้องมีให้ครบทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ ครบทุกสไตล์การเล่น เพราะสมาชิกมันมีหลายแบบ บางคนชอบคาร์ดิโอ บางคนชอบยกเหล็ก บางคนชอบเครื่อง machine บางคนชอบ functional ถ้าน้องมีให้ครบ ทุกคนก็แฮปปี้
อีกเรื่องที่สำคัญคือ “อย่าซื้อทุกอย่างพร้อมกัน” ครับ ช่วงเปิดใหม่ น้องซื้อแค่เครื่องหลักๆ ที่จำเป็นก่อน แล้วค่อยเพิ่มทีหลังเมื่อมีสมาชิกมากขึ้น เพราะน้องจะได้เห็นด้วยว่าสมาชิกต้องการอะไรจริงๆ บางทีน้องคิดว่าเครื่อง A จะฮิต แต่จริงๆ คนกลับชอบเครื่อง B มากกว่า ถ้าน้องซื้อทุกอย่างตั้งแต่แรก มันเสียเงินไปกับของที่อาจจะไม่จำเป็น
สเต็ปที่ 7: วางระบบสมาชิก การตลาด และทีมงาน
สเต็ปสุดท้ายก่อนเปิดครับ แต่ก็สำคัญไม่แพ้สเต็ปอื่นเลย
เรื่องระบบสมาชิก น้องต้องมีระบบจัดการสมาชิกที่ดี ทั้งการสมัคร การจ่ายเงิน การเช็คอินเข้าใช้บริการ การต่ออายุ การยกเลิก สมัยนี้มีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปให้เลือกเยอะครับ มีทั้งแบบรายเดือนไม่แพง หรือจะพัฒนาเองก็ได้ Real Gym ใช้ระบบสมาชิกที่สมาชิกสามารถสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ได้เลย จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต โอนเงิน หรือผ่อน 0% ได้ สะดวกทั้งสมาชิกและทีมงาน
เรื่องราคาสมาชิก พี่แนะนำให้ตั้งราคาแบบ “ง่าย ไม่ซับซ้อน” อย่ามีแพ็กเกจ 10 แบบ มันทำให้คนสับสน Real Gym เราก็ตั้งราคาง่ายๆ เลย สมาชิกรายเดือน ประมาณ 1,000 บาท ได้ใช้ทุกอย่าง ทุกเครื่อง ทุกคลาส จบ ไม่ต้องคิดเยอะ แล้วก็มีโปรโมชั่น “ชวนเพื่อนมาลดราคา” เป็นราคาเพื่อน ซึ่งมันช่วยให้สมาชิกเก่าชวนคนใหม่มาได้ง่าย
อีกกลยุทธ์ที่พี่ใช้แล้วได้ผลดีมากคือ “ทดลองฟรี 3 วัน” ครับ ให้คนที่สนใจเข้ามาลองเล่นฟรี 3 วัน โดยไม่ต้องผูกมัดอะไร ไม่ต้องให้บัตรเครดิต ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย แค่มาลงทะเบียนแล้วก็เข้าเล่นได้เลย
ทำไมพี่ให้ฟรี 3 วัน เพราะพี่มั่นใจว่าพอคนมาเห็น Real Gym แล้ว มาเล่นแล้ว มาเข้าคลาสแล้ว 90% สมัครครับ เพราะมันดีเกินราคา คนเข้ามาแล้วจะรู้สึกว่า “โห เดือนละพันเองเหรอ ดีขนาดนี้?” มันขายตัวเองเลยครับ ไม่ต้องบีบ ไม่ต้องกดดัน ไม่ต้องมีพนักงานขายมาตื้อ แค่ให้คนมาลอง แล้วเขาจะตัดสินใจเอง
เรื่องการตลาด พี่จะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลยนะครับว่า Real Gym ทำการตลาดยังไง
ช่วงก่อนเปิด (Pre-Launch) สำคัญมากครับ พี่จะเริ่มทำการตลาดก่อนเปิดสาขาอย่างน้อย 1-2 เดือน โดยสร้างเพจ Facebook ของสาขานั้นขึ้นมาก่อน (Real Gym แต่ละสาขามีเพจแยกกัน) แล้วก็โพสต์ภาพความคืบหน้าของการก่อสร้าง การตกแต่ง การขนเครื่องเข้า ให้คนในพื้นที่เห็นว่า “เฮ้ย กำลังจะมีฟิตเนสใหม่เปิดแถวนี้แล้วนะ” สร้างความตื่นเต้น สร้างการรับรู้ แล้วก็เปิดรับสมัคร pre-member ในราคาพิเศษ คนที่สมัครก่อนเปิดจะได้ราคาถูกกว่าปกติ มันทำให้มีฐานสมาชิกก่อนวันเปิดเลย
ช่วงเปิด (Launch) จัดงาน Grand Opening ให้เป็นเรื่องเป็นราว มีกิจกรรม มีโปรโมชั่น มีของแจก ให้คนในพื้นที่มาเยอะๆ แล้วก็ยิงโฆษณา Facebook, Instagram, LINE เจาะกลุ่มคนในรัศมี 5-10 กม. รอบสาขา
ช่วงหลังเปิด (Post-Launch) การตลาดที่ทรงพลังที่สุดสำหรับฟิตเนสคือ “ปากต่อปาก” ครับ สมาชิกที่ชอบ Real Gym จะบอกเพื่อน บอกครอบครัว บอกเพื่อนร่วมงาน มาด้วย พี่เน้นมากเลยว่าต้องทำให้สมาชิก “อยากบอกต่อ” ซึ่งมันเกิดจากการที่เราดูแลเขาดี เครื่องพร้อม คลาสสนุก พนักงานเป็นมิตร ราคาคุ้ม มันเป็นการตลาดที่ดีที่สุดและถูกที่สุดเลยครับ
นอกจากนี้ Real Gym ก็อยู่บนแพลตฟอร์มอย่าง GoWabi และ ClassPass ด้วย ซึ่งช่วยดึงลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนเข้ามาลอง
เรื่องทีมงาน สุดท้ายแต่สำคัญไม่แพ้กันเลยครับ คือ “คน” ฟิตเนสที่ดีต้องมีทีมงานที่ดี ทีมงานหลักๆ ของฟิตเนสประกอบด้วย ผู้จัดการสาขา (คนนี้สำคัญมาก ต้องเป็นคนที่ดูแลสาขาได้ทั้งหมด) เทรนเนอร์/ครูสอนคลาส (ต้องมีใบรับรอง ต้องสอนดี ต้องดูแลสมาชิกได้) พนักงานต้อนรับ/แคชเชียร์ พนักงานทำความสะอาด และช่างซ่อมบำรุง (หรือจ้าง outsource ก็ได้)
จำนวนพนักงานขึ้นอยู่กับขนาดของฟิตเนส สำหรับฟิตเนสขนาด Real Gym แต่ละสาขาจะมีทีมงานประมาณ 10-20 คน รวมเทรนเนอร์และครูสอนคลาส
พี่แนะนำเลยว่า ลงทุนกับการ “ฝึกอบรม” ทีมงานให้มาก อย่าแค่จ้างมาแล้วก็ปล่อยให้ทำไปเอง ต้องมี SOP (Standard Operating Procedure) ชัดเจน ต้องมีการฝึกอบรมเรื่องบริการ เรื่องความปลอดภัย เรื่องการดูแลสมาชิก เรื่องการจัดการปัญหา ถ้าทีมงานดี สมาชิกก็แฮปปี้ ถ้าสมาชิกแฮปปี้ ธุรกิจก็โต มันเป็นลูปเหมือนเดิมครับ
เปิดฟิตเนสคืนทุนกี่ปี? มาคำนวณกันจริงจัง
นี่คือคำถามที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดใช่ไหมครับ พี่จะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์จริงเลย
สมมติน้องเปิดฟิตเนสขนาดกลาง-ใหญ่ ลงทุนทั้งหมด 5 ล้านบาท (รวมค่าก่อสร้าง อุปกรณ์ มัดจำ เงินสำรอง) แล้วมีค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณ 300,000 บาท (ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าการตลาด ค่าบำรุงรักษา)
ถ้าน้องเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 1,000 บาท น้องต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 300 คนถึงจะเสมอตัว (300 x 1,000 = 300,000 บาท = พอจ่ายค่าใช้จ่าย) สมาชิกที่เกิน 300 คน คือกำไร
เป้าหมายที่สมจริงสำหรับฟิตเนสที่ดีคือ ภายใน 6 เดือนแรกควรจะมีสมาชิก 500-800 คน ภายใน 1 ปีควรจะมี 1,000-1,500 คน ภายใน 2 ปีควรจะมี 1,500-2,500 คน
ถ้าน้องมีสมาชิก 1,500 คน รายได้เดือนละ 1.5 ล้านบาท หักค่าใช้จ่าย 300,000 บาท เหลือกำไรเดือนละ 1.2 ล้านบาท ปีละ 14.4 ล้านบาท ลงทุน 5 ล้าน คืนทุนภายใน 4-5 เดือนหลังจากถึงจุดนั้น
แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้นหรอกครับ เพราะมีสมาชิกที่ยกเลิก มีเดือนที่คนมาน้อย มีค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน เครื่องเสีย น้ำท่วม อะไรแบบนี้ แต่โดยรวมแล้ว ฟิตเนสที่บริหารดี ทำเลดี ราคาเหมาะสม คืนทุนภายใน 1.5-2 ปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงๆ ครับ
Real Gym สาขาที่ทำได้ดีที่สุดคืนทุนภายใน 2 ปีครับ แล้วหลังจากนั้นมันก็เป็นกำไรเลย เพราะค่าใช้จ่ายมันค่อนข้างคงที่ แต่สมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสมาชิกเยอะ กำไรก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ มันเป็น economics of scale
จากคนทำจริง: สิ่งที่หนังสือไม่ได้สอน
เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่พี่ชอบที่สุดแล้ว คือ insight จริงๆ จากคนที่ทำมากับมือ สิ่งที่พี่จะเล่าต่อไปนี้มันเป็นสิ่งที่น้องจะไม่เจอในตำราธุรกิจทั่วไป
1: “อย่ากลัวที่จะเก็บถูก”
หลายคนที่เปิดฟิตเนสมีความคิดว่า “ยิ่งเก็บแพง ยิ่งดี เพราะกำไรต่อหัวเยอะ” พี่เคยคิดแบบนี้เหมือนกันตอนทำฟิตเนสแรกๆ แต่ความจริงคือ ยิ่งเก็บแพง คนยิ่งน้อย คนยิ่งน้อย บรรยากาศยิ่งเงียบ บรรยากาศยิ่งเงียบ คนยิ่งไม่อยากมา มันเป็นวงจรขาลง
แต่พอเก็บถูก คนเยอะ คนเยอะทำให้บรรยากาศคึกคัก บรรยากาศคึกคักทำให้คนอยากมาอีก คนอยากมาอีกก็ชวนเพื่อนมา สมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นวงจรขาขึ้น
Real Gym เก็บเดือนละพันบาท ถูกมาก แต่พี่มีสมาชิกรวมทุกสาขากว่า 11,000 คน คิดดูนะครับ 11,000 x 1,000 = 11 ล้านบาทต่อเดือน มันเยอะกว่าฟิตเนสที่เก็บ 3,000 บาท แต่มีสมาชิกแค่ 500 คน (1.5 ล้านบาท) เยอะกว่าเยอะ
หัวใจสำคัญคือ ต้นทุนต้องต่ำพอที่จะเก็บถูกแล้วยังมีกำไร นั่นแหละที่ Open Air มันเปลี่ยนเกมเลยครับ
2: “คลาสคือตัวสร้าง retention”
น้องรู้ไหมครับว่าอะไรที่ทำให้สมาชิกต่ออายุสมาชิก? ไม่ใช่เครื่องออกกำลังกายนะครับ เครื่องมันอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ลู่วิ่งที่ Real Gym กับลู่วิ่งที่ฟิตเนสอื่น มันก็วิ่งได้เหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้คนอยู่คือ “คลาส” และ “ชุมชน” ครับ
คนที่เข้าคลาส Zumba ทุกอังคารพฤหัส มันจะรู้จักกัน สนิทกัน เป็นเพื่อนกัน เวลาขาดไปวันนึง เพื่อนก็ถาม “เฮ้ย ไม่มาเหรอ?” มันเป็นแรงกดดันทางสังคมในทางที่ดี ทำให้คนมาสม่ำเสมอ พอมาสม่ำเสมอ ก็ได้ผลลัพธ์ พอได้ผลลัพธ์ ก็แฮปปี้ พอแฮปปี้ ก็ต่อสมาชิก
Real Gym มีคลาสมากกว่า 200 คลาสต่อเดือนในแต่ละสาขา ทั้ง K-POP Dance, T-POP Dance, Zumba, Yoga, Pilates, Muay Thai, Hip-Hop, BodyPump, BodyCombat, Aerobic, Stretching เยอะมากครับ เพราะพี่รู้ว่าคลาสมันเป็นตัว retention ที่ดีที่สุด
Insight ลึกอีกอย่างคือ “ครูสอนคลาส” สำคัญมากกว่าตัวคลาส ครูที่สนุก ที่มีพลัง ที่ดูแลสมาชิก มันดึงคนมาได้เยอะ บางคนมาเพราะครูคนนี้ ไม่ใช่เพราะตัวคลาส ถ้าครูดีคนนั้นย้ายไป สมาชิกก็ตามไปด้วย เพราะฉะนั้นต้องดูแลครูสอนคลาสให้ดี ให้เขาอยู่กับเรานานๆ
3: “ฟิตเนสคือธุรกิจ retention ไม่ใช่ acquisition”
น้องฟังดีๆ นะครับ ข้อนี้สำคัญมาก
หลายคนที่เปิดฟิตเนสจะทุ่มเงินกับการหาสมาชิกใหม่ ยิง ad เฟสบุ๊ค จ้าง influencer แจกใบปลิว ทำโปรลดราคา ซึ่งมันก็ต้องทำนะครับ แต่ที่สำคัญ “กว่า” คือการรักษาสมาชิกเก่า
ลองคิดดูนะครับ การหาสมาชิกใหม่ 1 คน อาจจะเสียค่า marketing 500-1,000 บาท แต่การรักษาสมาชิกเก่า 1 คนให้ต่ออายุ เสียแค่ค่าดูแลดีๆ ให้เครื่องพร้อม ให้คลาสสนุก ให้พนักงานยิ้มแย้ม แทบไม่เสียเงินเพิ่ม
ถ้าน้องมีสมาชิก 1,000 คน แล้วทุกเดือนมีคนยกเลิก 10% (100 คน) น้องต้องหาสมาชิกใหม่ 100 คนทุกเดือนแค่เพื่อรักษาจำนวนเท่าเดิม มันเหนื่อยมากครับ
แต่ถ้าน้องลดอัตราการยกเลิกเหลือ 5% (50 คน) น้องก็หาแค่ 50 คนเพื่อรักษาระดับ แล้วอีก 50 คนที่เหลือก็เป็นการเติบโตจริงๆ
เพราะฉะนั้นพี่ให้ความสำคัญกับ retention มากๆ ครับ Real Gym มีระบบติดตามสมาชิก ถ้าสมาชิกไม่มาเกิน 2 สัปดาห์ จะมีคนโทรถาม ไม่ใช่โทรไปขาย แต่โทรไปถามว่า “สบายดีไหมครับ ไม่เห็นมาเลย เป็นอะไรหรือเปล่า” มันเป็นการแสดงความใส่ใจ ทำให้สมาชิกรู้สึกว่า “เฮ้ย ที่นี่เขาแคร์เรานะ” แล้วก็กลับมา
4: “Open Air ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน มันเป็นจุดขาย”
ตอนแรกที่พี่คิดจะทำ Open Air พี่มองแค่เรื่องลดต้นทุนค่าแอร์ครับ แต่พอเปิดจริง พี่ถึงรู้ว่ามันเป็น “จุดขาย” ในตัวของมันเองเลย
คนที่มา Real Gym หลายคนบอกว่า “ชอบที่มันเปิดโล่ง ไม่อึดอัด” “ชอบที่ลมพัดผ่าน เหมือนออกกำลังกายข้างนอก” “ชอบที่ไม่ต้องสูดอากาศรีไซเคิลจากแอร์” มันเป็นจุดขายที่พี่ไม่ได้คิดมาก่อนเลย
จริงๆ แล้วถ้าดูเทรนด์ทั่วโลก การออกกำลังกายกลางแจ้ง (outdoor fitness) มันเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก คนยุคนี้อยู่ในออฟฟิศติดแอร์ทั้งวัน อยู่ในรถติดแอร์ อยู่ในห้องนอนติดแอร์ พอมาออกกำลังกายแล้วได้สูดลมธรรมชาติ มันรู้สึกดีมาก มันเป็น experience ที่แตกต่าง
แล้วสำหรับสมาชิกที่มาถ่ายรูป ถ่ายคลิป (ซึ่งสมัยนี้เยอะมาก) บรรยากาศ Open Air มันถ่ายรูปสวยด้วย แสงธรรมชาติเข้ามา ไม่ใช่แสงนีออนเหมือนฟิตเนสในห้าง มันเป็น content ที่ดีสำหรับ social media ของสมาชิก ซึ่งก็คือการตลาดฟรีให้เราอีกทีนึง
5: “ความสะอาดคือสิ่งที่แยกฟิตเนสดีออกจากฟิตเนสห่วย”
น้องอาจจะแปลกใจที่พี่พูดเรื่องนี้ แต่พี่พูดจากประสบการณ์จริงเลย สิ่งที่ทำให้สมาชิกยกเลิกสมาชิกมากที่สุดไม่ใช่เครื่องไม่ดี ไม่ใช่คลาสไม่สนุก แต่คือ “ห้องน้ำสกปรก” และ “กลิ่นไม่ดี”
จริงครับ สมาชิกทนได้กับเครื่องเก่าหน่อย ทนได้กับคลาสไม่หลากหลาย แต่ทนไม่ได้กับห้องน้ำเหม็น พื้นเหนียว เครื่องมีกลิ่น ผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มันเป็นเรื่องพื้นฐานมากแต่หลายยิมล้มเหลวตรงนี้
Real Gym ทุกสาขา พี่ให้ความสำคัญกับความสะอาดมากครับ พนักงานทำความสะอาดเช็ดเครื่องทุกวัน ห้องน้ำทำความสะอาดทุกชั่วโมงในช่วง peak ถูพื้นวันละหลายรอบ มีน้ำยาฆ่าเชื้อ มีสเปรย์ทำความสะอาดให้สมาชิกเช็ดเครื่องก่อนและหลังใช้ มันเป็นค่าใช้จ่ายไม่เยอะ แต่มันสร้างความประทับใจมหาศาล
6: “Social media คือพนักงานขายที่ดีที่สุดของน้อง”
สมัยนี้ก่อนคนจะไปไหน เขา search Google หรือดู Facebook ก่อนใช่ไหมครับ ฟิตเนสก็เหมือนกัน คนจะ search “ฟิตเนสใกล้ฉัน” หรือ “ฟิตเนส + ชื่อย่าน” แล้วก็ดูรูป ดูรีวิว ดูว่าที่ไหนดี
Real Gym ทุกสาขามีเพจ Facebook แยกกัน มี Instagram มี LINE Official Account หมดเลย แล้วก็โพสต์เป็นประจำ ทั้งรูปบรรยากาศยิม รูปสมาชิก (ขออนุญาตก่อนนะ) ตารางคลาส โปรโมชั่น ทิปออกกำลังกาย คอนเทนต์เยอะมาก
สิ่งที่สำคัญคือ “รูปต้องสวย บรรยากาศต้องดี” น้องไม่จำเป็นต้องจ้างช่างภาพแพงๆ แค่ถ่ายด้วยมือถือแต่ให้มุมดี แสงดี สะอาด ก็โอเคแล้วครับ แต่ห้ามถ่ายตอนยิมสกปรกหรือวุ่นวาย เพราะมันจะทำลายภาพลักษณ์
อีกเรื่องที่สำคัญคือ “การตอบคอมเมนต์และข้อความ” ต้องตอบเร็ว ตอบดี ตอบสุภาพ มีคนทักมาถามราคา ถามเวลาเปิด ถามว่ามีอะไรบ้าง ต้องตอบทันที ถ้าทิ้งไว้ คนก็ไปที่อื่น
7: “อย่ากลัวฟิตเนส 24 ชม. จะมาแย่งลูกค้า”
น้องหลายคนอาจจะกังวลว่า Jetts, Anytime Fitness พวกฟิตเนส 24 ชั่วโมง มันเปิดเต็มไปหมด จะแข่งได้ไหม
พี่บอกเลยว่า ไม่ต้องกลัวครับ เพราะมันคนละกลุ่มเป้าหมาย ฟิตเนส 24 ชม. มันเหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวก เข้าออกเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องการคลาส ไม่ต้องการชุมชน แค่อยากมีที่เล่น
แต่ Real Gym (หรือฟิตเนสที่มีคลาส มีชุมชน มีบรรยากาศ) มันตอบโจทย์คนที่ต้องการ “ประสบการณ์” มากกว่า ต้องการไปเต้น ไปเจอเพื่อน ไปมีส่วนร่วม ไปสนุก
จริงๆ แล้วฟิตเนส 24 ชม. บางทียังช่วยเราอีกด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้คนเริ่มมีวัฒนธรรมไปฟิตเนส พอไปเล่นฟิตเนส 24 ชม. สักพักแล้วรู้สึกว่ามันจำเจ อยากมีอะไรมากกว่านี้ ก็ย้ายมา Real Gym พี่เจอสมาชิกแบบนี้เยอะครับ
8: “HYROX คือเทรนด์ที่ไม่ควรมองข้าม”
พี่จะแชร์เรื่องนี้เป็นพิเศษเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ Real Gym โดดเด่นมากในปัจจุบัน
HYROX คือการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกที่ผสม running กับ functional training เข้าด้วยกัน มันกำลังเป็นกระแสใหญ่มากในวงการฟิตเนสทั่วโลก และในไทยก็เริ่มมาแรง Real Gym ทุกสาขาเป็น HYROX Licensed Gym ครับ หมายความว่าเรามีอุปกรณ์และพื้นที่ที่ได้มาตรฐาน HYROX สำหรับฝึกซ้อม
ทำไมมันสำคัญ? เพราะคนที่สนใจ HYROX มันเป็นกลุ่มที่ “committed” มากครับ เขาไม่ใช่คนที่สมัครแล้วไม่มา เขาเป็นคนที่ซ้อมจริงจัง มาบ่อย จ่ายตรงเวลา บอกต่อเพื่อน มันเป็นกลุ่มสมาชิกในฝันเลย
ถ้าน้องกำลังจะเปิดฟิตเนส ลองพิจารณาการรองรับ HYROX ดูนะครับ ไม่จำเป็นต้องได้ license ก็ได้ แค่มีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (SkiErg, rowing machine, sled push/pull, wall balls, farmers carry, sandbag lunges, burpee broad jumps, running track) ก็ดึงดูดกลุ่มนี้ได้แล้ว
9: “ให้ทดลองฟรี อย่ากลัวจะขาดทุน”
พี่รู้ว่าหลายคนกลัวการให้ทดลองฟรี คิดว่า “คนจะมาเล่นฟรีแล้วก็ไม่สมัคร” พี่เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ความจริงมันตรงกันข้ามเลยครับ
Real Gym ให้ทดลองฟรี 3 วันทุกสาขา ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีบีบ ไม่มีตื้อ แค่มาลงทะเบียนแล้วเข้าเล่นเลย แล้วอัตราการเปลี่ยนจาก trial เป็นสมาชิกจ่ายเงินของเราสูงมากครับ เพราะพอคนมาเห็นด้วยตา ว่ายิมใหญ่ขนาดนี้ เครื่องเยอะขนาดนี้ คลาสสนุกขนาดนี้ แล้วราคาแค่เดือนละพัน มันขายตัวเองเลยครับ
เคล็ดลับคือ ระหว่าง 3 วันทดลอง ให้พนักงานดูแลคน trial อย่างดี แนะนำเครื่อง แนะนำคลาส ชวนเข้าคลาส ให้เขารู้สึกว่า “ที่นี่ดูแลดีจัง” แล้ววันที่ 3 ค่อยถามเบาๆ ว่า “สนใจสมัครไหมครับ” ไม่ต้องบีบ ไม่ต้องกดดัน คนที่ชอบจะสมัครเอง คนที่ยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ไว้เขากลับมาเอง
10: “คู่แข่งที่แท้จริงไม่ใช่ฟิตเนสอื่น แต่คือโซฟาที่บ้านสมาชิก”
นี่คือ insight ที่พี่ชอบที่สุดเลยครับ
หลายคนคิดว่าคู่แข่งของฟิตเนสคือฟิตเนสอื่น แต่จริงๆ คู่แข่งที่แท้จริงคือ “ความขี้เกียจ” ของสมาชิก คือโซฟาที่บ้าน คือ Netflix คือมือถือ คืออะไรก็ตามที่ทำให้คนไม่อยากออกจากบ้านมาออกกำลังกาย
เพราะฉะนั้น หน้าที่ของฟิตเนสที่ดีคือ ทำให้คน “อยากมา” ครับ ไม่ใช่แค่มีเครื่องดีๆ ให้เล่น แต่ต้องทำให้มันเป็น “ที่ที่คนอยากไป” เหมือนไปเจอเพื่อน ไปสนุก ไปผ่อนคลาย ไปลืมความเครียดจากการทำงาน
Real Gym พยายามสร้างบรรยากาศแบบนั้นครับ ทั้งคลาสที่สนุก ครูที่มีพลัง พนักงานที่ยิ้มแย้ม เพลงที่เปิดดังๆ สนุกๆ แสงสว่าง บรรยากาศคึกคัก ทำให้สมาชิกรู้สึกว่า “ฉันอยากไปยิมวันนี้” ไม่ใช่ “ฉันต้องไปยิมวันนี้”
ถ้าน้องเปิดฟิตเนสแล้วสมาชิกรู้สึกว่า “ต้องไป” มันจะอยู่ไม่นาน แต่ถ้าสมาชิกรู้สึกว่า “อยากไป” เขาจะอยู่กับน้องตลอดไปครับ
เรื่องแฟรนไชส์ ถ้าน้องไม่อยากเริ่มจากศูนย์
พี่ต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟังด้วยครับ เพราะมันเป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเปิดฟิตเนสแต่ไม่อยากเริ่มจากศูนย์
แฟรนไชส์ฟิตเนสคือ น้องซื้อสิทธิ์ในการใช้ชื่อแบรนด์ ระบบ SOP อุปกรณ์ การตลาด การฝึกอบรม จากแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว น้องก็ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง เพราะมีคนทำมาก่อนแล้ว มีสูตรสำเร็จให้
Real Gym เองก็เปิดรับแฟรนไชส์อยู่ครับ พี่มีเป้าหมายจะขยาย Real Gym ไปทุกจังหวัดในประเทศไทย 77 จังหวัด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่พี่จะเปิดเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นแฟรนไชส์คือทาง
สิ่งที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ Real Gym จะได้รับคือ ใช้ชื่อ Real Gym ได้ พร้อมระบบบริหารจัดการทั้งหมด ออกแบบผังยิมให้ จัดหาอุปกรณ์ให้ (ผ่าน Homefittools) ฝึกอบรมทีมงานให้ ช่วยทำการตลาดให้ ให้คำปรึกษาตลอดการดำเนินงาน
ข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์คือ ลดความเสี่ยงได้เยอะ เพราะมีสูตรที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง มี 6 สาขาที่ทำสำเร็จมาแล้ว น้องไม่ต้องเสียเวลาและเงินไปกับการลองผิดลองถูก
แต่ข้อเสียก็มีครับ คือต้องจ่ายค่าแฟรนไชส์ ต้องทำตามระบบ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ตามใจ ต้องรักษามาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งมันก็ดีในแง่ที่ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอ แต่อาจจะรู้สึกจำกัดสำหรับคนที่ชอบอิสระ
ถ้าน้องสนใจแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นของ Real Gym หรือแบรนด์อื่น พี่แนะนำให้ดูเรื่องพวกนี้ให้ดี
หนึ่ง ค่าแฟรนไชส์เท่าไหร่ รวมอะไรบ้าง สอง ค่า royalty fee รายเดือนเท่าไหร่ สาม สัญญากี่ปี เงื่อนไขยกเลิกเป็นยังไง สี่ แบรนด์มีกี่สาขา สาขาที่มีอยู่ทำกำไรจริงไหม ห้า ถามผู้ซื้อแฟรนไชส์คนอื่นดูว่าประสบการณ์เป็นยังไง หก support หลังขายเป็นยังไง ช่วยจริงไหม หรือแค่ขายแล้วก็หายไป
ถ้าน้องสนใจแฟรนไชส์ Real Gym สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่realgymth.com/franchise-fitness หรือจะเสนอพื้นที่ให้เราพิจารณาได้ที่ https://www.realgymth.com/about/ ครับ
ปัญหาที่จะเจอขณะเริ่มทำฟิตเนส (เตรียมใจไว้เลย)
พี่จะไม่ให้ภาพสวยอย่างเดียวนะครับ ต้องบอกปัญหาที่น้องจะเจอจริงๆ ด้วย
ปัญหาที่ 1: สมาชิกมาช่วง peak แน่นมาก แต่ช่วงอื่นว่าง
Peak hour ของฟิตเนสคือช่วง 17:00-21:00 วันจันทร์-ศุกร์ ช่วงนี้คนแน่นมากครับ บางทีต้องรอคิวเล่นเครื่อง แต่ช่วงเช้า ช่วงบ่าย ช่วงวันหยุด กลับว่างมาก
วิธีแก้ของ Real Gym คือ จัดคลาสที่น่าสนใจในช่วงนอก peak ด้วย เช่น มีคลาส yoga ตอน 8 โมงเช้า คลาส Zumba ตอนบ่าย 2 เพื่อดึงคนมาช่วงที่ไม่ใช่ peak มันช่วยกระจายคนได้ดี
ปัญหาที่ 2: เครื่องเสียซ่อมไม่ทัน
เครื่องออกกำลังกายมันเสียได้ตลอดครับ โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้บ่อยอย่างลู่วิ่ง cable machine สิ่งสำคัญคือต้องมีระบบแจ้งซ่อมที่เร็ว แล้วก็ต้องมีช่างหรือบริษัทที่ซ่อมได้เร็ว อย่าปล่อยให้เครื่องเสียนานเกิน 2-3 วัน เพราะสมาชิกจะรู้สึกว่า “ที่นี่ไม่ดูแลเลย”
Real Gym มีทีมช่างบำรุงรักษาประจำ แล้วก็มี Homefittools เป็นพาร์ทเนอร์หลักที่ส่งอะไหล่และช่างมาซ่อมได้เร็ว ตรงนี้สำคัญมากครับ เลือกซื้อเครื่องจากผู้จัดจำหน่ายที่มีบริการหลังการขายดี ดีกว่าซื้อถูกๆ จากที่ไม่มีใครดูแล
ปัญหาที่ 3: สมาชิก “หาย” ช่วงเทศกาล
ช่วงสงกรานต์ ช่วงปีใหม่ ช่วงเทศกาลยาวๆ สมาชิกจะหายไปเยอะมาก ไปเที่ยว ไปบ้านต่างจังหวัด ยิมจะเงียบ แต่ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม มันเป็นเรื่องปกติครับ อย่าตกใจ แค่เตรียมเงินสำรองไว้ให้พอ แล้วพอหมดเทศกาล คนก็จะกลับมา (พร้อมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ motivated ขึ้น)
ปัญหาที่ 4: พนักงานลาออก
นี่เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเลยครับ โดยเฉพาะเทรนเนอร์และครูสอนคลาส พอเขาเก่งขึ้น มีชื่อเสียงขึ้น ก็มีคนมาดึง หรือไปเปิดเอง วิธีแก้คือต้องดูแลทีมงานให้ดี ทั้งเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ สภาพแวดล้อมการทำงาน โอกาสเติบโต ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่กับเราแล้วดี ไม่อยากไปไหน
แต่ถึงจะดูแลดีแค่ไหน คนก็ยังลาออกได้ครับ เพราะฉะนั้นต้องมี “ระบบ” ที่แข็งแรง ถ้าคน A ออกไป คน B ต้องทำแทนได้ ต้องมีการ cross-train ทีมงาน ต้องมี SOP ที่ชัดเจน อย่าพึ่งพาคนใดคนหนึ่งมากเกินไป
ปัญหาที่ 5: สมาชิกร้องเรียน
ไม่ว่าจะดูแลดีแค่ไหน ก็มีคนไม่พอใจได้เสมอ บางคนร้องเรียนเรื่องเสียงดัง บางคนร้องเรียนเรื่องคนเยอะเกินไป บางคนร้องเรียนเรื่องห้องน้ำ บางคนร้องเรียนเรื่องพนักงาน
หลักการรับมือของพี่คือ “ฟัง ขอโทษ แก้ไข ติดตาม” ครับ ฟังว่าเขาไม่พอใจเรื่องอะไร ขอโทษที่เขาไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดี แก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด แล้วติดตามว่าเขาพอใจหรือยัง ถ้าทำได้ครบ 4 ขั้นตอนนี้ สมาชิกที่เคยร้องเรียนจะกลายเป็นสมาชิกที่ภักดีที่สุดเลยครับ เพราะเขารู้สึกว่า “ที่นี่แก้ปัญหาให้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังแล้วก็เฉยๆ”
Checklist ก่อนเปิดฟิตเนส
สรุปให้น้องดูเป็น checklist สั้นๆ ครับ ว่าก่อนเปิดฟิตเนสต้องทำอะไรบ้าง
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
- สำรวจคู่แข่งในพื้นที่
- กำหนด USP ของตัวเอง
- เลือกรูปแบบฟิตเนส (Indoor / Open Air / 24hr / Boutique)
- คำนวณงบลงทุนทั้งหมด (รวมเงินสำรอง 6 เดือน)
- เลือกทำเลที่มีคนอยู่อาศัยเยอะ เข้าถึงง่าย มีที่จอดรถ
- จดทะเบียนบริษัทและขอใบอนุญาต
- ออกแบบผังยิมและแบ่งโซน
- จัดซื้ออุปกรณ์จากผู้จัดจำหน่ายที่มี after-service ดี
- วางระบบสมาชิกและราคา
- รับสมัครและฝึกอบรมทีมงาน
- ทำการตลาด pre-launch อย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนเปิด
- จัด Grand Opening
- ทำประกันภัยสถานประกอบการ
- วางระบบทำความสะอาดและบำรุงรักษาเครื่อง
ส่งท้าย จากใจพี่ เจ้าของ Real Gym
ถ้าน้องอ่านมาถึงตรงนี้ พี่ขอบอกว่า “เก่งมากครับ” เพราะบทความนี้ยาวมากจริงๆ แต่มันยาวเพราะพี่อยากให้น้องเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน
ธุรกิจฟิตเนสมันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยากเกินไปถ้าน้องเตรียมตัวดี มีความรู้ มีแผน มีเงินทุนเพียงพอ มีความอดทน และที่สำคัญที่สุดคือ “มีใจรัก” ในการให้บริการคน
พี่เริ่ม Real Gym จากศูนย์ครับ ไม่ได้เกิดมารวย ไม่ได้มีคนช่วย ทำเองมากับมือ เจ็บมาเยอะ เรียนรู้มาเยอะ แต่วันนี้พี่มี 6 สาขา สมาชิกกว่า 11,000 คน ทีมงานมากกว่า 100 คน และพี่ยังไม่หยุดครับ เป้าหมายคือ Real Gym ทุกจังหวัดในประเทศไทย 77 จังหวัด
ถ้าน้องกำลังคิดจะเปิดฟิตเนส พี่อยากให้น้องลงมือทำครับ อย่าแค่คิด อย่าแค่วางแผน อย่าแค่อ่าน ต้อง “ลงมือ” ด้วย เพราะไม่มีแผนไหนสมบูรณ์แบบ 100% ต้องลงมือแล้วค่อยปรับระหว่างทาง
แล้วถ้าน้องอยากมาดูว่า Real Gym เป็นยังไง มาเลยครับ ทดลองฟรี 3 วันทุกสาขา มาดูว่าเราทำอะไร ทำยังไง เรียนรู้จากของจริง ดีกว่าอ่านร้อยรอบ
สุดท้ายนี้ ถ้าน้องมีคำถามอะไร หรืออยากปรึกษาเรื่องเปิดฟิตเนส ติดต่อพี่ได้เลยครับ ผ่าน LINE หรือเฟสบุ๊คของ Real Gym ทุกสาขา พี่ยินดีช่วยเสมอ เพราะพี่เชื่อว่ายิ่งมีฟิตเนสดีๆ เยอะเท่าไหร่ คนไทยก็ยิ่งมีสุขภาพดีเท่านั้น แล้วมันก็ดีกับทุกคนครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้เจอกันที่ Real Gym!
พี่เจ้าของ Real Gym
บทความนี้เขียนจากประสบการณ์จริงของผู้ก่อตั้ง Real Gym ฟิตเนส Open Air อันดับ 1 ของไทย หากสนใจแฟรนไชส์หรือต้องการปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่realgymth.com/franchise-fitness หรือ LINE: @realgymsf
วางแผนเปิดฟิตเนสหรือโครงการ?
ทีมงาน Thaigymstuffs ให้บริการจัดหาและติดตั้งเครื่องออกกำลังกายครบวงจร พร้อมออกแบบตามงบประมาณและพื้นที่
ดูบริการสร้างห้องฟิตเนส



