Home » ข่าวสาร » การออกแบบห้องฟิตเนส » เปิดฟิตเนสต้องขออนุญาตอะไรบ้าง? ครบจบทุกใบอนุญาต จากคนที่เคยวิ่งเรื่องเองมากับมือ

เปิดฟิตเนสต้องขออนุญาตอะไรบ้าง? ครบจบทุกใบอนุญาต จากคนที่เคยวิ่งเรื่องเองมากับมือ

เปิดฟิตเนสต้องขออนุญาตอะไรบ้าง? ครบจบทุกใบอนุญาต จากคนที่เคยวิ่งเรื่องเองมากับมือ

โดย พี่ – เจ้าของ Real Gym ทุกสาขา

กลับมาอีกแล้วครับ พี่เองครับ บทความนี้เป็นบทความที่ 3 ในซีรีส์แล้ว ถ้าน้องยังไม่ได้อ่านบทความแรก (คู่มือเปิดฟิตเนสฉบับสมบูรณ์) กับบทความที่สอง (ต้นทุนเปิดฟิตเนสทุกรายการ) แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนนะครับ เพราะมันต่อเนื่องกัน

บทความนี้พี่จะพูดเรื่องที่คนไม่ค่อยอยากพูดถึง เพราะมันไม่ตื่นเต้น ไม่สนุก ไม่เซ็กซี่เหมือนเรื่องเลือก เครื่อง หรือออกแบบยิม แต่มันสำคัญมากครับ คือเรื่อง “ใบอนุญาต” และ “กฎหมาย”

พี่พูดตรงๆ เลยนะ พี่เคยเห็นฟิตเนสที่เปิดมาแล้ว ลงทุนไปหลายล้าน สมาชิกเริ่มเข้า ธุรกิจเริ่มไปได้ดี แล้วอยู่มาวันนึงเทศกิจมาเคาะประตู “ใบอนุญาตครับ” ไม่มี โดนสั่งปิด ต้องหยุดกิจการชั่วคราว ไปวิ่งเรื่องขอใบอนุญาต ใช้เวลาเป็นเดือน ระหว่างนั้นสมาชิกก็หาย รายได้ก็หาย ค่าเช่าก็ยังต้องจ่าย เจ็บหนักมากครับ

พี่ไม่อยากให้น้องเจอแบบนั้น เพราะฉะนั้นบทความนี้พี่จะเล่าให้หมดเลยว่า ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง ไปขอที่ไหน ใช้เอกสารอะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง

พี่เปิด Real Gym มา 6 สาขา วิ่งเรื่องขออนุญาตมาทุกสาขา บางสาขาก็ราบรื่น บางสาขาก็ต้องแก้ไขปรับปรุงหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทุกที่ เพราะทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

เอาล่ะครับ มาเริ่มกันเลย เรื่องนี้อาจจะยาวหน่อยและเป็นทางการหน่อย แต่พี่จะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดนะ

ภาพรวม: ต้องขออนุญาตอะไรบ้าง?

ภาพรวม: ต้องขออนุญาตอะไรบ้าง?

ก่อนจะลงรายละเอียดทีละใบ พี่ขอให้ภาพรวมก่อนนะครับว่า การเปิดฟิตเนสในประเทศไทย มันเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายและใบอนุญาตหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับขนาด ลักษณะ และบริการที่ให้ด้วย

ถ้าพี่สรุปสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำมีประมาณนี้ครับ

ลำดับแรกสุดคือ จดทะเบียนธุรกิจ (จดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดบริษัทจำกัด) ถัดมาคือ ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ จากท้องถิ่น (เขต/เทศบาล/อบต.) แล้วก็ ขอใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร (ถ้าสร้างใหม่หรือดัดแปลง) จากนั้นก็เรื่อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี) แล้วก็ ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคม (ถ้ามีลูกจ้าง) ส่วนเรื่อง ใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ นั้นต้องดูว่าเข้าข่ายไหม (พี่จะอธิบายละเอียดข้างล่าง) และสุดท้ายคือ ประกันภัยสถานประกอบการ

แต่ละอันพี่จะอธิบายทีละข้อเลยนะครับ

อันดับ 1: จดทะเบียนธุรกิจ

จดทะเบียนพาณิชย์ vs จดบริษัทจำกัด เลือกอะไรดี?

น้องมีทางเลือก 2 ทางหลักๆ ครับ คือจดทะเบียนพาณิชย์ (เป็นบุคคลธรรมดา) หรือจดบริษัทจำกัด (เป็นนิติบุคคล)

จดทะเบียนพาณิชย์ เหมาะกับฟิตเนสขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น ข้อดีคือง่าย เร็ว ถูก ใช้เวลาแค่ 1 วัน ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท ไม่ต้องมีผู้ถือหุ้น ไม่ต้องทำบัญชีซับซ้อน ข้อเสียคือ ความน่าเชื่อถือน้อยกว่าบริษัท เรื่องภาษีก็เสียเปรียบในระยะยาว เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุด 35% ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลแค่ 20% แล้วถ้าวันนึงอยากขยาย อยากร่วมทุนกับคนอื่น อยากทำแฟรนไชส์ ก็ต้องมาจดบริษัทอยู่ดี

ถ้าน้องยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนเปิดฟิตเนสเต็มรูปแบบเลยดีไหม อีกทางเลือกที่หลายคนเริ่มคือการสร้างพื้นที่ออกกำลังกายเล็กๆ ของตัวเองก่อน เพื่อทดลองตลาดหรือสร้างฐานลูกค้า เช่น เทรนลูกค้าส่วนตัว หรือทำเป็น private training space

สามารถเริ่มต้นจาก อุปกรณ์ Home Gym สำหรับใช้งานจริง ที่รองรับทั้งการฝึกส่วนตัวและการต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดเล็กในอนาคตได้

จดบริษัทจำกัด เหมาะกับฟิตเนสขนาดกลาง-ใหญ่ หรือคนที่ตั้งใจจะทำจริงจังระยะยาว ข้อดีคือ ความน่าเชื่อถือสูง ภาษี 20% คงที่ แยกทรัพย์สินส่วนตัวกับธุรกิจได้ชัดเจน (ถ้าบริษัทเจ๊ง น้องไม่ต้องรับผิดเกินทุนจดทะเบียน) สะดวกถ้าจะขยาย ร่วมทุน หรือขายกิจการในอนาคต ข้อเสียคือ ยุ่งยากกว่า ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-30,000 บาท (รวมค่าทนาย/สำนักงานบัญชีช่วยจด) ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน (หรือ 3 คนในทางปฏิบัติ) ต้องทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี

พี่แนะนำอย่างเต็มที่ให้จดบริษัทจำกัดเลยครับ แม้ว่ามันจะยุ่งยากกว่าหน่อย แต่มันดีกว่าในทุกด้านในระยะยาว Real Gym ทุกสาขาจดเป็นบริษัทจำกัดแยกกันทุกสาขาครับ เพราะมันช่วยแยกความเสี่ยงของแต่ละสาขาออกจากกัน ถ้าสาขาหนึ่งมีปัญหา มันไม่กระทบสาขาอื่น

วิธีจดบริษัทจำกัดสำหรับฟิตเนส

ขั้นตอนคร่าวๆ ครับ (พี่แนะนำให้จ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายช่วยทำ เพราะมันมีรายละเอียดเยอะ)

ขั้นแรก จองชื่อบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำออนไลน์ได้ที่ dbd.go.th ใช้เวลา 1-3 วัน ตั้งชื่อให้สื่อถึงธุรกิจ เช่น “บริษัท เรียลยิม พระราม 5 จำกัด” แบบที่ Real Gym ตั้ง

ขั้นที่สอง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ต้องมีผู้เริ่มก่อตั้งอย่างน้อย 3 คน (แต่หลังจดทะเบียนแล้วเหลือ 2 คนก็ได้) ทุนจดทะเบียนแนะนำตั้งตามจริง เช่น 1-5 ล้านบาท (ไม่จำเป็นต้องชำระเต็ม ชำระขั้นต่ำ 25%) วัตถุประสงค์ระบุว่า “ประกอบกิจการสถานออกกำลังกาย/ฟิตเนส” หรือใช้วัตถุประสงค์กว้างๆ ที่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

ขั้นที่สาม จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าคาดว่ารายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งฟิตเนสที่จริงจังก็เกินแน่ๆ) ต้องไปจดที่สรรพากรพื้นที่ ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อจด VAT แล้ว ก็ต้องเก็บ VAT 7% จากค่าสมาชิกด้วย (ซึ่งหมายความว่าถ้าเก็บค่าสมาชิก 1,000 บาท จริงๆ มันรวม VAT 65.42 บาทอยู่แล้ว)

ขั้นที่สี่ เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ต้องเตรียมเอกสารจดทะเบียนบริษัท หนังสือรับรอง บัตรประชาชนกรรมการ ตราประทับบริษัท (ถ้ามี)

เอกสารที่ต้องใช้ในการจดบริษัท สำเนาบัตรประชาชนผู้เริ่มก่อตั้ง 3 คน สำเนาทะเบียนบ้านผู้เริ่มก่อตั้ง แผนที่ตั้งสำนักงาน สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ รายละเอียดวัตถุประสงค์ของบริษัท

ค่าใช้จ่ายรวม ค่าจดทะเบียนบริษัท (จ่ายกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ประมาณ 5,000-6,000 บาท ค่าทนาย/สำนักงานบัญชีช่วยจด ประมาณ 5,000-25,000 บาท ค่าทำตราประทับ 300-500 บาท ค่าทำบัญชีเปิดบริษัท 2,000-5,000 บาท รวมประมาณ 12,000-35,000 บาท

insight จากพี่: เรื่องทุนจดทะเบียนนี่คนชอบสับสนครับ ทุนจดทะเบียนไม่ใช่เงินที่ต้องเอาไปฝากธนาคาร มันคือ “มูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมดของบริษัท” น้องจดทะเบียนทุน 1 ล้านบาท ก็ชำระแค่ 25% คือ 250,000 บาทก่อนก็ได้ แต่อย่าจดต่ำเกินไปนะครับ เพราะมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือ ถ้าจะไปกู้เงินธนาคาร หรือทำธุรกิจกับคู่ค้ารายใหญ่ เขาก็ดูทุนจดทะเบียนด้วย

อีกเรื่องคือ การแยกบริษัทแต่ละสาขา Real Gym ทุกสาขาจดเป็นบริษัทแยกกัน เช่น “บริษัท เรียลยิม (รามคำแหง) จำกัด” “บริษัท เรียลยิม พระราม 5 จำกัด” เหตุผลหลักคือการแยกความเสี่ยง ถ้าสาขาหนึ่งมีปัญหาทางกฎหมายหรือทางการเงิน มันไม่ลามไปสาขาอื่น แล้วก็มีบริษัทแม่ “เรียลยิม กรุ๊ป จำกัด” เป็นตัวถือหุ้นและบริหารภาพรวม โครงสร้างแบบนี้เป็นมาตรฐานของธุรกิจแฟรนไชส์ครับ ถ้าน้องวางแผนจะขยายหลายสาขา ลองคิดเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย

อันดับ 2: ใบอนุญาตประกอบกิจการ

นี่คือใบอนุญาตที่สำคัญที่สุดสำหรับการเปิดฟิตเนสครับ เพราะมันเป็นใบอนุญาตที่บอกว่า “น้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นให้ประกอบกิจการสถานออกกำลังกายที่นี่” ถ้าไม่มีใบนี้ มันผิดกฎหมายครับ

ไปขอที่ไหน?

ขึ้นอยู่กับที่ตั้งของฟิตเนสครับ ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ไปขอที่สำนักงานเขตที่ฟิตเนสตั้งอยู่ (เช่น Real Gym สาขาคลองสามวา ก็ไปขอที่สำนักงานเขตคลองสามวา) ถ้าอยู่ในเทศบาล ก็ไปขอที่สำนักงานเทศบาล ถ้าอยู่นอกเขตเทศบาล ก็ไปขอที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้ สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของ/กรรมการผู้มีอำนาจ สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท (ถ้าเป็นนิติบุคคล) สำเนาสัญญาเช่าสถานที่ หรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของอาคาร/ที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แผนที่ตั้งสถานประกอบการ แผนผังภายใน (ผังวางเครื่อง แผนผังห้องน้ำ ทางเข้าออก ทางหนีไฟ) ใบอนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคาร (ถ้ามีการก่อสร้างหรือดัดแปลง) หนังสือรับรองจากวิศวกร/สถาปนิก (ในบางกรณี)

ขั้นตอนการขอ

ขั้นแรก ไปยื่นคำขอที่หน่วยงานท้องถิ่น พร้อมเอกสารทั้งหมด ขั้นที่สอง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสาร ถ้าครบถ้วนก็รับเรื่อง ถ้าไม่ครบก็ให้ไปเตรียมมาใหม่ ขั้นที่สาม เจ้าหน้าที่จะมาตรวจสถานที่จริง ดูว่าเป็นไปตามที่ยื่นขอหรือไม่ มีมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ ถูกสุขลักษณะหรือไม่ ขั้นที่สี่ ถ้าผ่านก็ได้รับใบอนุญาต ถ้าไม่ผ่านก็ต้องแก้ไขตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ แล้วยื่นใหม่

ใช้เวลาเท่าไหร่?

โดยทั่วไปใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ครับ แต่บางเขต/เทศบาลอาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่านี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความพร้อมของเอกสาร ถ้าเอกสารครบและสถานที่พร้อม ก็อาจจะได้เร็ว แต่ถ้าต้องแก้ไขหลายรอบ ก็อาจจะนานเป็นเดือน

ค่าใช้จ่าย

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่แพงครับ ประมาณ 500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดกิจการ แต่ค่าใช้จ่ายที่อาจจะแพงกว่าคือ ค่าจ้างวิศวกร/สถาปนิกเซ็นแบบ ค่าทำแบบแปลน ค่าปรับปรุงสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน (ถ้ายังไม่ผ่าน)

insight จากพี่: พี่แนะนำให้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น “ก่อน” ที่จะเริ่มก่อสร้างหรือตกแต่งนะครับ ไปถามเลยว่า “ผมจะเปิดฟิตเนสตรงนี้ ต้องทำอะไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง” เจ้าหน้าที่จะบอกให้หมดเลยว่าต้องเตรียมอะไร ต้องมีอะไร มันจะทำให้น้องวางแผนได้ถูกตั้งแต่แรก ไม่ต้องมาแก้ทีหลัง

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากพลาดตั้งแต่ต้น คือการวางแผนร่วมกับทีมมืออาชีพที่เข้าใจทั้งเรื่อง Layout ฟิตเนส การจัดวางเครื่อง และข้อกำหนดด้านกฎหมายไปพร้อมกันตั้งแต่แรก เพราะการออกแบบที่ไม่ตรงมาตรฐาน อาจทำให้ต้องแก้หน้างาน เสียเวลา และเสียเงินซ้ำหลายรอบ

หากต้องการเริ่มต้นแบบมีระบบ สามารถดู บริการออกแบบฟิตเนสครบวงจร ที่ช่วยตั้งแต่การวางผัง เลือกอุปกรณ์ ไปจนถึงให้คำแนะนำด้านการเปิดฟิตเนสให้ถูกต้องตามการใช้งานจริง

พี่ทำแบบนี้ทุกสาขา Real Gym ก่อนจะเริ่มก่อสร้างสาขาใหม่ พี่จะไปคุยกับสำนักงานเขตก่อนเสมอ ถามว่าต้องทำอะไรบ้าง มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ความสูงอาคารจำกัดไหม ที่จอดรถต้องมีกี่คัน ทางหนีไฟต้องกว้างเท่าไหร่ ห้องน้ำต้องมีกี่ห้อง พอรู้ทุกอย่างแล้วก็ออกแบบให้ตรงตามข้อกำหนดเลย ตอนยื่นขอใบอนุญาตก็ผ่านรวดเร็ว ไม่ต้องแก้ไข

อันดับ 3: ใบอนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลงอาคาร

ใบอนุญาตนี้จำเป็นถ้าน้องมีการก่อสร้างอาคารใหม่ หรือดัดแปลงอาคารเดิม ถ้าน้องเช่าพื้นที่ที่มีอยู่แล้วและไม่ได้ดัดแปลงโครงสร้างอะไร ก็อาจจะไม่ต้องขอ (แต่ต้องเช็คกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้แน่ใจ)

กรณีที่ต้องขอ

สร้างอาคารใหม่บนที่ดินเปล่า (แบบ Real Gym ที่สร้างโครงสร้าง Open Air ขึ้นมาใหม่) ดัดแปลงโครงสร้างอาคารเดิม เช่น รื้อผนัง เจาะช่อง ต่อเติม เปลี่ยนการใช้ประโยชน์อาคาร เช่น เปลี่ยนจากโกดังเป็นฟิตเนส

ไปขอที่ไหน?

เหมือนกับใบอนุญาตประกอบกิจการครับ คือสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. แล้วแต่ที่ตั้ง

ต้องมีอะไรบ้าง?

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “แบบแปลนที่มีวิศวกรหรือสถาปนิกที่มีใบอนุญาตเซ็นรับรอง” ครับ ถ้าเป็นอาคารขนาดเล็ก (พื้นที่ไม่เกิน 150 ตร.ม.) อาจจะไม่ต้องมีวิศวกรเซ็น แต่ถ้าเกินนี้ ต้องมี

การมีแบบแปลนที่ดีตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่เรื่องผ่านกฎหมาย แต่ยังส่งผลต่อประสบการณ์ใช้งานจริง เช่น Flow การเดินในยิม ความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับสมาชิกในช่วงพีค ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องคิดร่วมกันทั้งด้านวิศวกรรมและการใช้งานจริง

สำหรับเจ้าของฟิตเนสมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นวางผังยังไงให้ถูกต้องตั้งแต่แรก สามารถดู บริการออกแบบฟิตเนส เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ทุกอย่างผ่านได้ในรอบเดียว

 

แบบแปลนต้องแสดงรายละเอียดดังนี้ ผังบริเวณ (แสดงตำแหน่งอาคารบนที่ดิน ระยะถอยร่น) ผังพื้น (แสดงการใช้พื้นที่ ตำแหน่งเสา ผนัง ประตู หน้าต่าง) รูปตัด (แสดงความสูง โครงสร้าง) รูปด้าน (แสดงหน้าตาอาคาร) แบบโครงสร้าง (ฐานราก เสา คาน หลังคา) แบบระบบไฟฟ้า แบบระบบประปาและสุขาภิบาล

ค่าจ้างวิศวกร/สถาปนิกทำแบบและเซ็นรับรอง สำหรับอาคารขนาดเล็ก ประมาณ 10,000-30,000 บาท สำหรับอาคารขนาดกลาง-ใหญ่ ประมาณ 30,000-100,000+ บาท

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้าง ประมาณ 500-5,000 บาท (ไม่แพง)

ใช้เวลา ประมาณ 30-45 วัน (ตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาภายใน 45 วัน แต่จริงๆ อาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่า ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแบบ)

ข้อกำหนดสำคัญที่ต้องรู้

กฎหมายควบคุมอาคาร (พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และแก้ไขเพิ่มเติม) มีข้อกำหนดหลายเรื่องที่เกี่ยวกับฟิตเนสครับ

เรื่อง “ระยะถอยร่น” อาคารต้องห่างจากเขตที่ดินและถนนตามที่กำหนด เช่น ถอยร่นจากแนมเขตที่ดินอย่างน้อย 1-6 เมตร ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดอาคาร

เรื่อง “ทางหนีไฟ” อาคารสาธารณะต้องมีทางหนีไฟที่เพียงพอ ทางออกฉุกเฉินต้องกว้างอย่างน้อย 90 ซม. ต้องเปิดออกได้ง่ายจากข้างใน ต้องมีป้ายทางหนีไฟที่เห็นชัดเจน ต้องมีไฟฉุกเฉิน

เรื่อง “ห้องน้ำ” อาคารสาธารณะต้องมีห้องน้ำตามสัดส่วนของคนที่ใช้ สำหรับฟิตเนส ก็ต้องมีห้องน้ำชาย ห้องน้ำหญิง แยกกัน จำนวนพอเหมาะกับจำนวนสมาชิกที่คาดว่าจะมาพร้อมกันในช่วง peak

เรื่อง “ที่จอดรถ” ถ้าเป็นอาคารที่มีผู้ใช้บริการเยอะ กฎหมายกำหนดให้ต้องมีที่จอดรถในสัดส่วนที่เหมาะสม Real Gym ทุกสาขามีที่จอดรถ 60+ คัน ก็เพราะเรื่องนี้ด้วยส่วนหนึ่ง

เรื่อง “ความแข็งแรงของโครงสร้าง” พื้นต้องรับน้ำหนักได้เพียงพอ โดยเฉพาะโซนที่มีเครื่องออกกำลังกายหนักๆ อย่าง leg press, Smith machine ที่น้ำหนักเครื่อง + น้ำหนักที่ใส่ + น้ำหนักคน อาจจะรวมกันหลายร้อยกิโลกรัม ถ้าเป็นชั้นสอง ยิ่งต้องระวังเรื่องนี้ ต้องให้วิศวกรคำนวณว่าพื้นรับได้หรือไม่ อันนี้เป็นเหตุผลที่ฟิตเนสส่วนใหญ่อยู่ชั้นล่างครับ

insight จากพี่: สำหรับ Open Air แบบ Real Gym เรื่องใบอนุญาตก่อสร้างนี่สำคัญมากครับ เพราะเราสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด หลังคาเหล็ก เสาเหล็ก คานเหล็ก พื้นคอนกรีต ทุกอย่างต้องมีวิศวกรคำนวณโครงสร้าง เซ็นแบบ แล้วยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง

ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ เรื่อง “ผังเมือง” ครับ บางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น เป็นเขตที่อยู่อาศัย ห้ามทำพาณิชยกรรม เป็นเขตอนุรักษ์ ห้ามสร้างอาคารสูงเกินกำหนด น้องต้องเช็คกับสำนักผังเมือง หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้แน่ใจก่อนเช่าที่ดิน ว่าที่ดินผืนนั้น “สร้างฟิตเนสได้” หรือไม่ อย่าไปเช่าที่แล้วค่อยมาเช็ค เพราะถ้าเช็คแล้วไม่ได้ มันเสียเงินมัดจำฟรีเลยครับ

อันดับ 4: พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ

อันนี้เป็นเรื่องที่หลายคนสับสนครับ ว่าฟิตเนสต้องขอใบอนุญาตภายใต้ พ.ร.บ. นี้ด้วยหรือเปล่า

พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 กำหนดให้ “กิจการสปา กิจการนวดเพื่อสุขภาพ กิจการนวดเพื่อเสริมสวย” ต้องได้รับใบอนุญาต โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

คำถามคือ “ฟิตเนสเข้าข่ายไหม?”

ถ้าฟิตเนสของน้องเป็น “สถานออกกำลังกาย” เปล่าๆ คือมีเครื่องออกกำลังกาย มีคลาสออกกำลังกาย มีเทรนเนอร์สอน แต่ไม่มีบริการนวด ไม่มีสปา ไม่มีซาวน่า ไม่มีสตีม โดยทั่วไปแล้ว “ไม่เข้าข่าย” ครับ ไม่ต้องขอใบอนุญาตภายใต้ พ.ร.บ. นี้

แต่ถ้าฟิตเนสของน้องมีบริการเสริม เช่น มีห้องนวด มีซาวน่า มีสตีม มีบริการสปา หรืออะไรที่เข้าข่าย “สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ” ก็ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มครับ ซึ่งจะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น ผู้ให้บริการนวดต้องมีใบรับรอง สถานที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ต้องมีผู้ดำเนินการที่ได้รับอนุญาต

Real Gym ทุกสาขาไม่มีบริการนวดหรือสปาครับ เราเน้นเป็นสถานออกกำลังกายเปล่าๆ เครื่อง + คลาส + เทรนเนอร์ ก็เลยไม่ต้องขอใบอนุญาตภายใต้ พ.ร.บ. นี้

insight จากพี่: ถ้าน้องกำลังคิดจะเพิ่มบริการสปาหรือนวดเข้าไปในฟิตเนส พี่แนะนำให้ “คิดให้ดี” ก่อนนะครับ เพราะมันเพิ่มความยุ่งยากเรื่องใบอนุญาตเยอะมาก ต้องขอใบอนุญาตเพิ่ม ต้องมีบุคลากรที่มีใบรับรอง ต้องมีผู้ดำเนินการที่ผ่านการอบรม สถานที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และต้องต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปี

ถ้าน้องต้องการให้ฟิตเนสง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน พี่แนะนำไม่ต้องมีบริการนวด/สปา แค่มีเครื่อง คลาส เทรนเนอร์ ก็พอแล้ว สมาชิกมาออกกำลังกายเสร็จก็อาบน้ำแล้วกลับ ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน

อันดับ 5: ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคม

ถ้าน้องมีลูกจ้าง (ซึ่งฟิตเนสทุกที่ก็ต้องมีอยู่แล้ว) น้อง “ต้อง” ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก

ไปขึ้นทะเบียนที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เอกสารก็มี หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ตั้ง สำเนาบัตรประชาชนลูกจ้าง แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง (สปส.1-03)

เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว น้องต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน ทั้งส่วนของนายจ้าง (5% ของเงินเดือน สูงสุด 750 บาทต่อคน) และหักจากเงินเดือนลูกจ้าง (5% สูงสุด 750 บาทต่อคน) แล้วนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ไม่มีค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนครับ แต่ถ้าไม่ทำ มีโทษปรับ และลูกจ้างก็ไม่ได้รับสิทธิประกันสังคม ซึ่งมันไม่แฟร์กับลูกจ้างด้วย

อันดับ 6: เรื่องมาตรฐานความปลอดภัย

อันนี้ไม่ใช่ “ใบอนุญาต” โดยตรง แต่เป็นสิ่งที่น้อง “ต้องทำ” เพื่อให้ผ่านการตรวจจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญกว่าคือเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกจริงๆ ครับ

อุปกรณ์ดับเพลิง

ฟิตเนสต้องมีถังดับเพลิงครับ จำนวนขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ โดยทั่วไปทุก 1,000 ตร.ฟ. (ประมาณ 93 ตร.ม.) ต้องมี 1 ถัง ถังดับเพลิงราคาไม่แพง ถังละ 1,000-3,000 บาท แต่ต้องตรวจสภาพและเติมใหม่ตามกำหนด (ทุก 1 ปี หรือตามที่ระบุ)

ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ อาจจะต้องมีระบบแจ้งเตือนอัคคีภัย (fire alarm) ด้วย ทั้งเครื่องตรวจจับควัน (smoke detector) และสัญญาณเตือนภัย (alarm)

ทางหนีไฟ

ต้องมีทางออกฉุกเฉินที่ชัดเจน ป้ายทางหนีไฟที่เห็นได้ง่าย (ป้ายเรืองแสงหรือป้ายไฟ) ประตูทางออกฉุกเฉินต้องเปิดออกได้ตลอดเวลา (ห้ามล็อค) ไฟฉุกเฉิน (emergency light) ที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อไฟดับ

กล่องปฐมพยาบาล

ฟิตเนสมีความเสี่ยงที่สมาชิกจะบาดเจ็บได้ ทั้งจากการยกน้ำหนัก จากเครื่อง จากการลื่นล้ม เพราะฉะนั้นต้องมีกล่องปฐมพยาบาลที่พร้อมใช้งาน พร้อมยาแก้ปวด พลาสเตอร์ ผ้าพันแผล น้ำเกลือล้างแผล ถุงน้ำแข็ง และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลพื้นฐาน

พี่แนะนำให้ฝึกอบรมพนักงานเรื่อง CPR และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยครับ เผื่อกรณีฉุกเฉินจริงๆ มีสมาชิกเป็นลม หรือหัวใจวาย (ซึ่งเกิดขึ้นได้ในฟิตเนส) พนักงานต้องรู้วิธีรับมือ ถ้ามีงบ อาจจะลงทุนซื้อเครื่อง AED (Automated External Defibrillator) ไว้ด้วย ราคาประมาณ 50,000-100,000 บาท แต่มันช่วยชีวิตคนได้จริงๆ

ประกันภัยสถานประกอบการ

พี่พูดถึงเรื่องนี้ในบทความก่อนแล้ว แต่ต้องย้ำอีกทีครับ ทำประกันภัยให้ครบ

ประกันอัคคีภัย คุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม พายุ ภัยธรรมชาติ ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance) คุ้มครองกรณีที่สมาชิกหรือบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตภายในฟิตเนสของน้อง อันนี้สำคัญมากครับ ถ้าสมาชิกเกิดอุบัติเหตุแล้วฟ้องน้อง ค่าเสียหายอาจจะเป็นล้าน ถ้ามีประกันก็ช่วยได้ ประกันทรัพย์สิน คุ้มครองเครื่องออกกำลังกายและทรัพย์สินอื่นๆ จากความเสียหายหรือถูกโจรกรรม

ค่าเบี้ยประกันรวมทั้งหมดประมาณ 10,000-50,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สิน วงเงินคุ้มครอง และขนาดสถานที่ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ “คุ้มมาก” เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มัน cover ให้

อันดับ 7: เรื่องภาษีที่ต้องรู้

พี่จะเล่าเรื่องภาษีแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ ไม่ได้ลงลึกแบบนักบัญชี แต่ให้น้องรู้ภาพรวมว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ถ้าจดบริษัท)

อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ถ้าเป็น SME (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน) จะได้สิทธิ์ลดหย่อน กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น กำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% กำไรเกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป เสีย 20%

ยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ภายในเดือนสิงหาคม และยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 50) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ถ้าจด VAT แล้ว ต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป VAT ที่เก็บจากค่าสมาชิก (7%) หักด้วย VAT ที่จ่ายไป (ค่าซื้อเครื่อง ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่มี VAT) ส่วนต่างคือจำนวน VAT ที่ต้องนำส่งสรรพากร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อน้องจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา freelance supplier ต่างๆ น้องต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด (1-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งสรรพากร

ภาษีป้าย

ถ้าน้องมีป้ายชื่อฟิตเนสติดหน้าร้าน ต้องจ่ายภาษีป้ายให้ท้องถิ่นด้วย ราคาไม่แพง ขึ้นอยู่กับขนาดป้าย ประมาณ 500-5,000 บาทต่อปี

insight จากพี่: พี่แนะนำอย่างแรงให้จ้างสำนักงานบัญชีดูแลเรื่องภาษีให้ครับ อย่าทำเอง เพราะมันซับซ้อน ผิดพลาดได้ง่าย แล้วถ้าผิดพลาดมันมีค่าปรับ เงินเพิ่ม มีเรื่องยาว สำนักงานบัญชีที่ดีจะช่วยวางแผนภาษีให้ด้วย ว่าทำยังไงให้เสียภาษีน้อยที่สุดอย่างถูกกฎหมาย เช่น การนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักภาษี การใช้สิทธิ์ลดหย่อน SME การคิดค่าเสื่อมราคาเครื่องออกกำลังกาย พวกนี้มันช่วยประหยัดภาษีได้เยอะ

ค่าจ้างสำนักงานบัญชี 3,000-10,000 บาทต่อเดือน มันคุ้มมากเมื่อเทียบกับความยุ่งยากและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นถ้าทำเอง

ลำดับเวลา: ควรทำอะไรก่อน-หลัง

น้องอาจจะงงว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง พี่จัดลำดับให้นะครับ

ช่วง 3-4 เดือนก่อนเปิด ตัดสินใจเลือกทำเลแล้วก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อนเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นก็จดทะเบียนบริษัท (ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์) แล้วก็เริ่มทำแบบก่อสร้างกับวิศวกร/สถาปนิก (ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์) ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง (ใช้เวลา 4-6 สัปดาห์)

ช่วง 2-3 เดือนก่อนเปิด เมื่อได้ใบอนุญาตก่อสร้างแล้วก็เริ่มก่อสร้าง/ตกแต่ง (ระหว่างนี้ก็ทำเรื่อง VAT ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เปิดบัญชีธนาคาร ทำประกันภัย ไปพร้อมกัน)

ช่วง 1 เดือนก่อนเปิด ก่อสร้างเสร็จหรือใกล้เสร็จ ก็ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่มาตรวจสถานที่ ระหว่างรอก็ทำ pre-launch marketing ไปเลย

วันเปิด ได้ใบอนุญาตครบถ้วนแล้ว ก็เปิดบริการได้อย่างสบายใจ

ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มจดบริษัทจนเปิดบริการ ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดการก่อสร้างและความเร็วในการดำเนินเรื่อง

insight จากพี่: “อย่ารอให้ได้ใบอนุญาตก่อสร้างก่อนค่อยจดบริษัท” ครับ ทำพร้อมกันได้ จดบริษัทไปก่อนเลย เพราะมันต้องใช้เวลาอยู่แล้ว แล้วหนังสือรับรองบริษัทก็ต้องใช้ในการยื่นเรื่องอื่นๆ ด้วย ยิ่งจดเร็ว ยิ่งเอาไปใช้ได้เร็ว

อีกเรื่องคือ “เซ็นสัญญาเช่าก่อนจดบริษัทได้ไหม?” ได้ครับ น้องเซ็นสัญญาเช่าในนามส่วนตัวก่อน แล้วค่อยโอนสัญญาเป็นนามบริษัททีหลังก็ได้ หรือจะรอจดบริษัทเสร็จก่อนค่อยเซ็นสัญญาเช่าก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ แต่ถ้าทำเลมันดีมากและกลัมว่าคนอื่นจะเช่าไปก่อน ก็เซ็นในนามส่วนตัวไปก่อนเลยครับ แล้วค่อยจัดการเรื่องบริษัททีหลัง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการขออนุญาต

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการขออนุญาต

พี่เห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้จากคนอื่น (และจากตัวเองบางเรื่องในช่วงแรกๆ) ขอแชร์ให้น้องเลี่ยงครับ

ผิดพลาดที่ 1: ไม่เช็คผังเมืองก่อนเช่าที่

อันนี้อันตรายมากครับ ถ้าที่ดินอยู่ในเขตที่กฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้ทำพาณิชยกรรม น้องก็เปิดไม่ได้ ถึงจะขอใบอนุญาตก็ไม่ได้ แล้วเงินมัดจำค่าเช่าก็อาจจะได้คืนไม่ครบ เพราะฉะนั้นเช็คผังเมืองก่อนเสมอ

ผิดพลาดที่ 2: เปิดก่อนได้ใบอนุญาต

หลายคนใจร้อน ก่อสร้างเสร็จก็เปิดรับสมาชิกเลย ทั้งที่ยังไม่ได้ใบอนุญาต คิดว่า “ไว้ค่อยขอทีหลัง” อันนี้อันตรายครับ ถ้ามีคนร้องเรียน หรือเจ้าหน้าที่มาตรวจ จะถูกสั่งปิดทันที แล้วมีค่าปรับด้วย

พี่เข้าใจว่าบางทีขั้นตอนมันช้า น้องอยากเปิดเร็วเพราะค่าเช่าวิ่งทุกวัน แต่พี่แนะนำให้อดทนรอครับ หรือไม่ก็วางแผนให้การก่อสร้างกับการขออนุญาตมันไปพร้อมกัน เพื่อที่ว่าพอก่อสร้างเสร็จ ใบอนุญาตก็ออกมาพอดี

ผิดพลาดที่ 3: ไม่มีวิศวกรเซ็นแบบ

การก่อสร้างอาคารหรือโครงสร้างที่เกินขนาดกำหนด ต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตเซ็นรับรอง ถ้าไม่มี ใบอนุญาตก่อสร้างก็ออกไม่ได้ บางคนสร้างเองโดยไม่มีแบบ ไม่มีวิศวกร แล้วก็มีปัญหาทีหลังเวลาไปขอใบอนุญาต ต้องมาทำแบบ as-built ย้อนหลัง (คือให้วิศวกรมาวาดแบบจากของที่สร้างไปแล้ว) ซึ่งอาจจะไม่ผ่านถ้าโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน

ผิดพลาดที่ 4: ลืมเรื่องที่จอดรถ

กฎหมายควบคุมอาคารกำหนดให้อาคารสาธารณะต้องมีที่จอดรถในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าฟิตเนสไม่มีที่จอดรถเพียงพอ อาจจะไม่ผ่านการอนุมัติ หรือสมาชิกก็ไม่มา เพราะจอดรถไม่ได้

ผิดพลาดที่ 5: ไม่ต่ออายุใบอนุญาต

ใบอนุญาตบางประเภทมีอายุจำกัดครับ ต้องต่ออายุตามกำหนด ถ้าลืมต่อแล้วหมดอายุ มันก็เท่ากับไม่มีใบอนุญาต ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจก็มีปัญหา พี่แนะนำให้จด Calendar เตือนไว้เลย ว่าใบอนุญาตแต่ละใบหมดอายุเมื่อไหร่ แล้วดำเนินการต่ออายุล่วงหน้า 1-2 เดือน

FAQ: คำถามที่ถามบ่อยเรื่องใบอนุญาต

ถาม: เปิดฟิตเนสในคอนโดหรือหมู่บ้านจัดสรร ต้องขอใบอนุญาตไหม?

ถ้าเป็น ห้องออกกำลังกาย ที่เป็น “ส่วนกลาง” ของนิติบุคคลคอนโดหรือหมู่บ้าน ไม่ได้เก็บค่าบริการแยก ก็ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่เก็บค่าสมาชิก แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่คอนโดหรือหมู่บ้าน ก็ต้องขอใบอนุญาตครับ

ถาม: เปิดยิมเล็กๆ ในตึกแถว ต้องขอใบอนุญาตก่อสร้างไหม?

ถ้าน้องไม่ได้ดัดแปลงโครงสร้างอาคาร (ไม่ได้รื้อผนัง ไม่ได้ต่อเติม ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง) แค่ตกแต่งภายในใหม่ ทาสี ปูพื้น ติดกระจก ก็ไม่ต้องขอใบอนุญาตก่อสร้างครับ แต่ก็ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการอยู่ดี

ถาม: ต้องจ้างทนายช่วยดำเนินเรื่องไหม?

ไม่จำเป็นครับ น้องไปดำเนินเรื่องเองก็ได้ แต่ถ้าน้องไม่มีเวลาหรือไม่ถนัดเรื่องเอกสารราชการ ก็จ้างทนายหรือที่ปรึกษาช่วยได้ ค่าจ้างประมาณ 10,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน มันช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ

ถาม: ถ้าเปิดไปแล้วกฎหมายเปลี่ยน ต้องทำยังไง?

ต้องปรับตัวตามครับ ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่น จากสมาคมธุรกิจฟิตเนส หรือจากที่ปรึกษาทางกฎหมาย ถ้ามีกฎหมายใหม่ออกมาที่มีผลกระทบ ก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้อง โดยปกติจะมีช่วงเวลาให้ปรับตัว ไม่ได้บังคับทันทีที่ประกาศ

ถาม: คนต่างชาติเปิดฟิตเนสในไทยได้ไหม?

ได้ครับ แต่ต้องดูเรื่อง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ธุรกิจฟิตเนสอาจจะอยู่ในประเภทที่ต้องขอใบอนุญาต หรือต้องมีคนไทยถือหุ้นส่วนใหญ่ เรื่องนี้ซับซ้อนครับ แนะนำให้ปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายต่างด้าวโดยเฉพาะ

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วนใบอนุญาตและกฎหมาย

มาสรุปกันครับว่าทั้งหมดที่พี่เล่ามา ค่าใช้จ่ายรวมเป็นเท่าไหร่

  • ค่าจดทะเบียนบริษัท 12,000-35,000 บาท
  • ค่าวิศวกร/สถาปนิกทำแบบ 10,000-100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาด)
  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้าง 500-5,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ 500-5,000 บาท
  • ค่าประกันภัย (ปีแรก) 10,000-50,000 บาท
  • ค่าอุปกรณ์ความปลอดภัย (ถังดับเพลิง ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน กล่องปฐมพยาบาล) 5,000-30,000 บาท
  • ค่าทนาย/ที่ปรึกษา (ถ้าจ้าง) 10,000-50,000 บาท

รวมทั้งหมดประมาณ 48,000-275,000 บาท สำหรับฟิตเนสขนาดเล็ก-กลาง อาจจะแค่ 30,000-80,000 บาท สำหรับขนาดใหญ่แบบ Real Gym ก็ประมาณ 100,000-300,000 บาท

มันไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับค่าอุปกรณ์หรือค่าก่อสร้างนะครับ แต่มันสำคัญมาก ถ้าไม่ทำ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (ค่าปรับ ถูกสั่งปิด สูญเสียสมาชิก คดีความ) มันแพงกว่าเยอะ

สำหรับคนที่ยังไม่อยากเริ่มด้วยงบก้อนใหญ่ การเริ่มจากขนาดเล็ก เช่น การจัดมุมออกกำลังกายในบ้านหรือสตูดิโอส่วนตัว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง และค่อยๆ ขยายเมื่อมีลูกค้าจริง

ดูตัวเลือก ชุดอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับ Home Gym ที่สามารถใช้งานได้จริงและต่อยอดเป็นธุรกิจได้ในระยะยาว

 

สรุปส่งท้าย

พี่รู้ว่าบทความนี้มันค่อนข้างหนักและเป็นทางการ ไม่สนุกเท่าบทความเรื่องเลือกเครื่องหรือออกแบบยิม แต่พี่พูดจริงนะครับว่า เรื่องใบอนุญาตและกฎหมายนี่แหละที่ทำให้หลายคนเจ็บหนักโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ถ้าทำให้ถูกตั้งแต่แรก มันไม่ยาก ไม่แพง และช่วยให้น้องนอนหลับสบายทุกคืน

Real Gym 6 สาขา ทุกสาขาทำให้ถูกกฎหมายทุกอย่างครับ ใบอนุญาตครบ ภาษีจ่ายตรง ประกันสังคมครบ ประกันภัยครบ มาตรฐานความปลอดภัยครบ มันทำให้พี่ไม่ต้องกังวลเรื่องเจ้าหน้าที่มาตรวจ ไม่ต้องกลัวถูกสั่งปิด ไม่ต้องกลัวถูกปรับ แล้วมันก็สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกด้วย ว่าที่นี่เป็นฟิตเนสที่ถูกกฎหมาย ปลอดภัย น่าเชื่อถือ

ถ้าน้องมีคำถามเพิ่มเติมเรื่องใบอนุญาต หรืออยากปรึกษาว่าขั้นตอนเป็นยังไงในพื้นที่ของน้อง ติดต่อพี่ได้เลยครับ ผ่าน LINE หรือเฟสบุ๊คของ Real Gym ทุกสาขา หรือถ้าสนใจแฟรนไชส์ Real Gym เรื่องใบอนุญาตทั้งหมดพี่ช่วยดำเนินการให้หมดเลย ไม่ต้องวุ่นวายเอง ดูรายละเอียดได้ที่ realgymth.com ครับ

ขอให้น้องทำทุกอย่างถูกต้อง แล้วจะนอนสบายครับ!

พี่เจ้าของ Real Gym

อ่านบทความอื่นในซีรีส์: บทความที่ 1 “เปิดฟิตเนสยังไง? คู่มือฉบับสมบูรณ์” / บทความที่ 2 “เปิดฟิตเนสลงทุนเท่าไหร่?” / บทความที่ 4 “ออกแบบห้องฟิตเนสยังไงให้ดึงดูดสมาชิก?” และอีกหลายบทความที่ realgymth.com

วางแผนเปิดฟิตเนสหรือโครงการ?

ทีมงาน Thaigymstuffs ให้บริการจัดหาและติดตั้งเครื่องออกกำลังกายครบวงจร พร้อมออกแบบตามงบประมาณและพื้นที่

ดูบริการสร้างห้องฟิตเนส
หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม