Home » ข่าวสาร » การออกแบบห้องฟิตเนส » ทำยิมที่บ้านยังไง? คู่มือสร้างโฮมยิมฉบับสมบูรณ์ที่สุดในไทย จากเจ้าของฟิตเนส 6 สาขา

ทำยิมที่บ้านยังไง? คู่มือสร้างโฮมยิมฉบับสมบูรณ์ที่สุดในไทย จากเจ้าของฟิตเนส 6 สาขา

ทำยิมที่บ้านยังไง? คู่มือสร้างโฮมยิมฉบับสมบูรณ์ที่สุดในไทย จากเจ้าของฟิตเนส 6 สาขา

โดย พี่ – เจ้าของ Real Gym ทุกสาขา

สวัสดีครับทุกคน พี่เองครับ มาถึงบทความสุดท้ายของซีรีส์แล้ว บทความที่ 7 ปิดท้ายซีรีส์ 7 บทความที่พี่เขียนเรื่องธุรกิจฟิตเนสตั้งแต่ A ถึง Z ตั้งแต่ภาพรวมตลาด ต้นทุนทุกรายการ ใบอนุญาต การออกแบบ เบื้องหลังการสร้าง 6 สาขา วิเคราะห์ทำเลใน กทม. และวันนี้จะมาปิดท้ายด้วยเรื่อง “โฮมยิม” ซึ่งถ้าใครเพิ่งมาอ่านบทความนี้เป็นบทความแรก พี่แนะนำให้ไปดูภาพรวมของ การเปิดฟิตเนสตั้งแต่ศูนย์ ก่อน จะเข้าใจภาพทั้งหมดได้ชัดขึ้นมาก

น้องหลายคนอาจจะสงสัยว่า “เอ๊ะ เจ้าของฟิตเนส 6 สาขา ทำไมจะมาเขียนสอนคนทำยิมที่บ้าน มันเหมือนสอนให้คนไม่ต้องมาเป็นสมาชิกฟิตเนสของพี่เลยนะ”

พี่ตอบตรงๆ เลยนะครับ พี่เขียนเพราะพี่ “เข้าใจ” ว่าฟิตเนสมันไม่ได้เหมาะกับทุกคนในทุกสถานการณ์ เพราะในความเป็นจริงแล้วการ เลือกระหว่างฟิตเนสกับโฮมยิม มันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ล้วนๆ ไม่มีอะไรถูกหรือผิด บางคนอยู่ในจังหวัดที่ไม่มี Real Gym บางคนอยู่ไกลจากฟิตเนสมาก บางคนทำงานกะกลางคืนที่ฟิตเนสปิดแล้ว บางคนเป็นคุณแม่ที่มีลูกเล็กออกจากบ้านลำบาก บางคนเป็นคนขี้อายที่ยังไม่กล้าไปฟิตเนส บางคนแค่อยากมีมุมเล็กๆ ที่บ้านไว้เล่นวันที่ไม่ได้ไปฟิตเนส

แล้วพี่ก็มีโฮมยิมที่บ้านตัวเองด้วยนะครับ ใช่ครับ เจ้าของฟิตเนส 6 สาขา สมาชิก 11,000+ คน ก็ยังมียิมที่บ้าน เพราะบางวันพี่กลับดึกมากจากการตระเวนดูแลสาขา ขับรถกลับบ้านตี 1 ตี 2 ไม่มีแรงจะขับไปยิมอีก ก็เล่นที่บ้านแทน บางวันวันหยุดพี่ขี้เกียจออกจากบ้าน ก็เล่นที่บ้าน มันสะดวกมากครับ

และที่สำคัญที่สุดคือ พี่เป็นคนที่ “รู้เรื่องอุปกรณ์ฟิตเนสดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย” จริงๆ ครับ เพราะผ่านการเลือกและใช้งาน อุปกรณ์ฟิตเนสแทบทุกประเภท มาแล้วทั้งในยิมและที่บ้าน ไม่ได้โม้ พี่ซื้ออุปกรณ์ฟิตเนสมาแล้วเป็นพันๆ ชิ้น สำหรับ 6 สาขา ทดสอบมาแล้วทุกยี่ห้อ ทุกรุ่น ทุกราคา รู้ว่าอะไรดีจริง อะไรดูดีแต่ห่วย อะไรคุ้มค่า อะไรเสียเงินเปล่า

บทความนี้ ThaiGymStuffs (ไทยยิม) จะให้พี่เจ้าของเล่าให้ทราบหมดเลยครับ ตั้งแต่ว่าโฮมยิมเหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร พื้นที่ต้องมีเท่าไหร่ อุปกรณ์อะไรที่ “ต้องมี” อะไรที่ “มีก็ดี” อะไรที่ “ไม่ต้องซื้อเสียเงินเปล่า” วิธีจัดวาง วิธีดูแลรักษา ร้านที่ซื้อได้ เคล็ดลับซื้อมือสอง ข้อผิดพลาดที่คนทำโฮมยิมชอบทำ ไปจนถึงโปรแกรมออกกำลังกายสำหรับโฮมยิมโดยเฉพาะ

ยาวมากครับบทความนี้ แต่ถ้าน้องอ่านจบ น้องจะรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับการทำโฮมยิม จากมุมมองคนที่รู้เรื่องฟิตเนสจริงๆ ไม่ใช่จากบทความทั่วๆ ไปที่ copy กันมา ไปกันเลยครับ

ทำยิมที่บ้านเหมาะกับใคร? (และใครที่ไม่ควรทำ)

ก่อนจะพูดเรื่องอุปกรณ์หรืองบ พี่ต้องพูดเรื่องนี้ก่อนเลยครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าน้องอ่านหัวข้อนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะ ก็ไม่ต้องอ่านต่อ ไม่ต้องเสียเงิน ไปสมัครฟิตเนสแทนดีกว่า

คนที่ทำโฮมยิมแล้ว “คุ้ม” จริงๆ

กลุ่มแรก คือ “คนที่มีวินัยออกกำลังกายอยู่แล้ว” พี่ขีดเส้นใต้คำว่า “อยู่แล้ว” นะครับ หมายความว่าน้องเล่นมาอย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี อย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3 ครั้งขึ้นไป น้องรู้แล้วว่าตัวเองชอบเล่นอะไร ไม่ชอบเล่นอะไร ต้องการเครื่องอะไร ไม่ต้องมีคนสอน ไม่ต้องมีคลาส ไม่ต้องมีบรรยากาศ แค่มีเครื่องมือก็เล่นได้เอง

ถ้าน้องเป็นแบบนี้ โฮมยิมมันเหมาะมากครับ เพราะน้องจะใช้มันจริงๆ ไม่ใช่ซื้อมาแล้ววางตากผ้า

กลุ่มที่สอง คือ “คนที่ทำงานเวลาแปลกๆ” หมอ พยาบาล ตำรวจ ทหาร คนขับแท็กซี่ คนทำงานกะดึก คนพวกนี้เลิกงานตอนตี 2 ตี 3 ฟิตเนสปิดหมดแล้ว วันหยุดก็อาจจะเป็นวันธรรมดาที่ไม่ตรงกับเวลาที่ฟิตเนสเปิดคลาสดีๆ โฮมยิมทำให้เขาเล่นได้ตอนไหนก็ได้ ตี 3 ก็เล่นได้ ไม่ต้องรอฟิตเนสเปิด

Real Gym เปิด 7 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่ม วันธรรมดา 8 โมง ถึง 4 ทุ่ม วันหยุด ซึ่งก็ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนที่ทำงานกะดึกจริงๆ มันอาจจะไม่ครอบคลุม โฮมยิมก็เป็นทางออก

กลุ่มที่สาม คือ “คนที่มีภาระที่ออกจากบ้านไม่ได้” คุณแม่ที่มีลูกเล็ก คนที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน คนที่พิการหรือมีข้อจำกัดในการเดินทาง คนพวกนี้แม้จะอยากไปฟิตเนสก็ไปไม่ได้ หรือไปได้ยากมาก โฮมยิมทำให้เขาออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

พี่มีสมาชิก Real Gym หลายคนที่เป็นคุณแม่ เขาเล่าให้ฟังว่า “ก่อนมีลูกมาฟิตเนสทุกวัน แต่พอมีลูกก็มาไม่ได้ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก ก็เลยซื้อดัมเบลกับยางยืดเล่นที่บ้านแทน พอลูกโตขึ้นหน่อยค่อยกลับมาฟิตเนส” นี่คือการใช้โฮมยิมที่สมเหตุสมผลมากครับ

กลุ่มที่สี่ คือ “คนที่อยู่ไกลจากฟิตเนส” ในกรุงเทพฯ ฟิตเนสมีเยอะ แต่ในต่างจังหวัดบางอำเภอ บางตำบล ไม่มีฟิตเนสเลย ต้องขับรถ 30-60 นาทีถึงจะถึงฟิตเนสที่ใกล้ที่สุด ถ้าต้องขับรถไปกลับวันละ 1-2 ชั่วโมงแค่เพื่อไปฟิตเนส มันไม่ realistic สำหรับคนที่ต้องทำทุกวัน โฮมยิมจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

นี่แหละที่เป็นเหตุผลที่ Real Gym มีเป้าหมายจะขยายไปทุกจังหวัด 77 จังหวัด เพราะพี่รู้ว่าคนต่างจังหวัดต้องการฟิตเนสเหมือนกัน แต่ยังไม่มีให้ ระหว่างที่ Real Gym ยังไปไม่ถึง โฮมยิมก็เป็นทางออกชั่วคราว

กลุ่มที่ห้า คือ “คนที่ต้องการ supplement จากการไปฟิตเนส” คนกลุ่มนี้ไปฟิตเนสเป็นหลัก 3-4 วันต่อสัปดาห์ แต่มีโฮมยิมเล็กๆ ที่บ้านไว้เล่นอีก 1-2 วัน เช่น วันที่ไม่ว่างไปฟิตเนส วันที่ฝนตกหนักขี้เกียจขับรถ วันหยุดยาวที่ขี้เกียจออกจากบ้าน มันช่วยให้การออกกำลังกายไม่ขาดตอน ไม่หลุดจากโปรแกรม

พี่เองก็อยู่ในกลุ่มนี้ครับ พี่ไปเล่นที่ Real Gym 3-4 วัน แล้วเล่นที่บ้านอีก 1-2 วัน มันทำให้พี่ออกกำลังกายได้ 5-6 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องขับรถไปยิมทุกวัน

กลุ่มที่หก คือ “คนที่เป็นคนขี้อาย” นี่เป็นเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูด แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ มีคนจำนวนมากที่อยากออกกำลังกาย แต่ “ไม่กล้า” ไปฟิตเนส เพราะรู้สึกว่าตัวเองอ้วนเกินไป ผอมเกินไป ไม่ fit เข้ากับคนในฟิตเนส กลัวคนมอง กลัวคนตัดสิน

พี่บอกเลยว่าที่ Real Gym ไม่มีใครตัดสินใครนะครับ ทุกคนยินดีต้อนรับ ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน แต่พี่ก็เข้าใจว่าความรู้สึกมันควบคุมไม่ได้ ถ้าน้องยังไม่พร้อมจะไปฟิตเนส เริ่มที่บ้านก่อนก็ได้ครับ เล่นที่บ้านจนมีความมั่นใจมากขึ้น ร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แล้วค่อยไปฟิตเนส ไม่มีใครบังคับว่าต้องเริ่มที่ฟิตเนส เริ่มที่ไหนก็ได้ ขอแค่เริ่ม

เริ่มต้นโฮมยิม ไม่จำเป็นต้องแพง
อุปกรณ์พื้นฐานอย่างดัมเบล ม้านั่ง และยางยืด ก็เพียงพอสำหรับการออกกำลังกายทั้งตัว
ดูสินค้าดัมเบล

 

คนที่ทำโฮมยิมแล้วมักจะ “เสียเงินเปล่า”

พี่ต้องพูดเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะพี่เห็นเคสแบบนี้เยอะมาก คนที่ซื้ออุปกรณ์ฟิตเนสราคาหลายหมื่น แล้วสุดท้ายมันกลายเป็น “ราวตากผ้า” หรือ “ที่วางของ”

กลุ่มแรกที่มักจะเสียเงินเปล่าคือ “มือใหม่ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายจริงจัง” น้องอาจจะดู YouTube เห็นคนมี six-pack มีกล้ามสวยๆ แล้วก็คิดว่า “เออ ซื้อดัมเบลมาเล่นที่บ้านดีกว่า” แล้วก็ไปสั่ง Shopee มาเป็นชุด ลู่วิ่ง ดัมเบล ยางยืด เสื่อ เชือกกระโดด ครบเลย

สัปดาห์แรก ตื่นเต้น เล่นทุกวัน สัปดาห์ที่สอง เริ่มเหนื่อย เล่น 3 วัน สัปดาห์ที่สาม เล่น 1 วัน เดือนที่สอง ลืมไปแล้ว อุปกรณ์วางฝุ่น ลู่วิ่งตากผ้า ดัมเบลอยู่ใต้เตียง

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เพราะมือใหม่ยังไม่มี “นิสัย” (habit) ของการออกกำลังกาย การสร้างนิสัยใหม่มันต้องใช้เวลา ต้องมีแรงจูงใจ ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม ฟิตเนสมันช่วยเรื่องนี้ได้ดีกว่าโฮมยิมมากครับ เพราะมันมีบรรยากาศ มีคนรอบข้าง มีครูสอนคลาส มีเพื่อนเล่นด้วย มีเทรนเนอร์ให้กำลังใจ มันทำให้การออกกำลังกาย “สนุก” ทำให้อยากมาอีก แต่โฮมยิมมันเงียบ มันเหงา ไม่มีใคร ไม่มีแรงจูงใจ มือใหม่ที่ยังไม่มีวินัยก็เลิกง่าย

ถ้าน้องเป็นมือใหม่จริงๆ พี่แนะนำให้ “ไปสมัครฟิตเนสก่อน” ครับ ลองเล่น 6 เดือน – 1 ปี การเริ่มต้นออกกำลังกายที่ถูกต้อง มันต้องมีอะไรบ้าง แล้วค่อยกลับมาคิดเรื่องโฮมยิม ดูว่าชอบไหม ทำได้สม่ำเสมอไหม ชอบเล่นอะไร ไม่ชอบเล่นอะไร สร้างนิสัยให้ได้ก่อน แล้วค่อยพิจารณาทำโฮมยิม

Real Gym ทดลองฟรี 3 วันทุกสาขา มาลองได้เลยครับ ไม่มีข้อผูกมัดอะไร ไม่ต้องให้บัตรเครดิต ไม่ต้องจ่ายอะไร แค่มาลงทะเบียนแล้วเข้าเล่นเลย

กลุ่มที่สองที่มักเสียเงินเปล่าคือ “คนที่ซื้อเพราะ impulse” เห็นโปรลดราคา ลู่วิ่งลด 50% เหลือ 8,000 บาท ก็สั่งเลย ทั้งที่ไม่เคยวิ่งลู่มาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบวิ่งไหม ไม่รู้ว่ามีที่วางไหม ลู่วิ่งมาถึงวางไม่ลง ใช้ 2 ครั้งก็เลิก เอาไปขายมือสองขาดทุน 50%

กลุ่มที่สามคือ “คนที่ไม่มีพื้นที่จริงๆ” อยู่ห้องคอนโด 28 ตร.ม. คิดว่าจะเล่นที่ห้องได้ ซื้อดัมเบลมา ปรากฏว่าไม่มีที่วาง ไม่มีที่เล่น เพดานต่ำ ยกดัมเบลชนเพดาน เล่น burpee ก็ไม่ได้เพราะแคบ สุดท้ายก็เลิก

พี่ไม่ได้พูดเพื่อทำให้ใครหมดกำลังใจนะครับ แต่พี่พูดเพราะ “ไม่อยากให้น้องเสียเงินเปล่า” ถ้าน้องไม่แน่ใจ ไม่ต้องรีบซื้อ ลองไปฟิตเนสก่อน สร้างนิสัยก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

โฮมยิมของพี่: เปิดให้ดูทุกรายละเอียด

โฮมยิมของพี่: เปิดให้ดูทุกรายละเอียด

ก่อนจะไปเรื่องอื่น พี่ขอเปิดให้ดูโฮมยิมของพี่เองก่อนนะครับ เพื่อให้น้องเห็นภาพว่าคนที่ “รู้เรื่องฟิตเนสจริงๆ” เขาทำโฮมยิมยังไง เลือกอะไร ไม่เลือกอะไร

สถานที่

โฮมยิมของพี่อยู่ในโรงรถครับ พื้นที่ประมาณ 20 ตร.ม. (กว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร) พื้นเป็นคอนกรีตเดิมของโรงรถ พี่ปูพื้นยางกันกระแทกทับหน้าทั้งพื้นที่ ยางหนา 20 มม. แบบแผ่นจิ๊กซอว์ (interlocking tiles) ปูเองไม่ต้องจ้างช่าง

ทำไมพี่เลือกโรงรถ? เหตุผลหลายข้อครับ

ข้อแรก พื้นคอนกรีต พื้นโรงรถมันเป็นคอนกรีตที่ “รับน้ำหนักได้เยอะ” เพราะมันออกแบบมาสำหรับรถยนต์ที่หนัก 1-2 ตัน เพราะฉะนั้นเครื่องฟิตเนสหนัก 100-300 กก. มันรับได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าพื้นจะร้าวหรือทรุด ซึ่งต่างจากห้องนอนชั้น 2 ที่พื้นอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหว

ข้อสอง ระบายอากาศดี เปิดประตูโรงรถขึ้นมาก็ได้ลมเข้ามาเต็มๆ ไม่อบ ไม่อ้าว ไม่ต้องเปิดแอร์ ตอนกลางคืนอากาศเย็นด้วย เล่นสบาย

ข้อสาม ขนเครื่องเข้าง่าย ประตูโรงรถมันกว้างมาก ขนเครื่องใหญ่ๆ อย่าง squat rack, bench เข้าได้สบาย ไม่ต้องแบกขึ้นบันได ไม่ต้องลอดประตูห้อง

ข้อสี่ เสียงไม่รบกวน โรงรถมันอยู่แยกจากห้องนอน ห้องนั่งเล่น เวลาพี่ยกเหล็ก ทิ้งดัมเบล เปิดเพลงดังๆ มันไม่รบกวนคนในบ้านมากนัก (ยกเว้นตอนดึกมากๆ ก็ต้องเบามือหน่อย)

ข้อห้า ไม่เสียพื้นที่ห้อง โรงรถหลายบ้านใช้จอดรถอยู่แล้ว แต่บ้านพี่มีที่จอดรถข้างนอกได้ ก็เลยเอาโรงรถมาทำยิมแทน ไม่ต้องเสียห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น

อุปกรณ์ที่พี่มี (พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงเลือก)

Squat rack / Power rack 1 ตัว – นี่คือ “หัวใจ” ของโฮมยิมพี่เลยครับ พี่ใช้ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Real Gym (เพราะพี่มีอยู่แล้ว ได้ส่วนลดจาก Homefittools) เป็น half rack ที่มี safety bar มี pull-up bar ด้านบน มีที่เก็บ plate ด้านข้าง

ทำไมถึงเลือก rack เป็นอันดับแรก? เพราะ rack มันเปิดให้เล่นได้ “หลายท่าที่สุด” จากอุปกรณ์ชิ้นเดียว squat, bench press, overhead press, barbell row, pull-up, chin-up, dip (ถ้ามี dip attachment) แค่ rack ตัวเดียวกับบาร์เบล เล่นได้ครบทั้งตัวเลย

แล้ว rack มันยัง “ปลอดภัย” ด้วย เพราะมี safety bar ถ้ายกไม่ไหว ก็วางบาร์ลงบน safety bar ได้ ไม่ต้องกลัวบาร์ทับ อันนี้สำคัญมากสำหรับคนเล่นคนเดียวที่บ้านครับ

บาร์เบลโอลิมปิค 1 เส้น + แผ่นน้ำหนักชุดใหญ่ – บาร์เบลเป็นแบบ Olympic bar ยาว 2.2 เมตร หนัก 20 กก. รับน้ำหนักได้ 200+ กก. แผ่นน้ำหนัก (plate) พี่มีรวมประมาณ 160 กก. (มีทั้ง bumper plate ยาง และ iron plate เหล็ก)

ทำไมถึงเลือก Olympic bar แทน Standard bar? Olympic bar (เส้นผ่านศูนย์กลางปลาย 50 มม.) มันแข็งแรงกว่า Standard bar (เส้นผ่านศูนย์กลางปลาย 25 มม.) มาก รับน้ำหนักได้เยอะกว่า แผ่น plate ที่ใช้ก็เป็นมาตรฐานเดียวกับฟิตเนส ถ้าวันนึงจะซื้อ plate เพิ่มก็หาได้ง่าย แล้ว Olympic bar มันมี bearing หรือ bushing ที่ปลาย ทำให้ plate หมุนได้อิสระ ลดแรงบิดที่ข้อมือตอนยก ปลอดภัยกว่า

Adjustable bench (ม้านั่งปรับระดับ) 1 ตัว – ปรับได้ตั้งแต่ flat (ราบ) ไปจนถึง 90 องศา (นั่ง) พี่เลือกตัวที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้ 200+ กก. (น้ำหนักตัวพี่ + น้ำหนักดัมเบล/บาร์เบล) เบาะหนา ไม่แบน ไม่ลื่น

ม้านั่งมันสำคัญมากครับ เพราะมันเปิดให้เล่นดัมเบลได้หลายท่ามาก ที่ไม่สามารถเล่นยืนได้ เช่น incline dumbbell press, dumbbell fly, seated shoulder press, concentration curl, dumbbell row

ดัมเบลชุด 2.5-30 กก. – พี่มีดัมเบลแบบ “ชุดเต็ม” ครับ ไม่ใช่แบบปรับน้ำหนัก เพราะพี่ได้มาในราคาดีจากผู้จัดจำหน่าย แล้วก็มีพื้นที่พอวาง ดัมเบลชุดเต็มมันสะดวกกว่าแบบปรับน้ำหนักตรงที่ หยิบใช้ได้ทันที ไม่ต้องมานั่งถอดใส่แผ่น ประหยัดเวลาระหว่าง set

แต่ถ้าน้องพื้นที่จำกัด พี่แนะนำดัมเบลแบบปรับน้ำหนักแทนครับ 1 คู่ทดแทนดัมเบลได้หลายขนาด ประหยัดพื้นที่มาก

Kettlebell 3 ลูก (12, 16, 24 กก.) – Kettlebell เป็นอุปกรณ์ที่พี่รักที่สุดเลยครับ สำหรับโฮมยิม ทำไม? เพราะลูกเดียวเล่นได้เป็นสิบท่า swing, clean, press, snatch, goblet squat, Turkish get-up, row, halo, windmill, farmer’s carry แล้วมันฝึกได้ทั้ง strength, cardio, mobility, stability พร้อมกัน kettlebell swing 10 นาทีก็หอบเหมือนวิ่ง 20 นาที

พี่มี 3 ขนาดเพราะ ลูกเบา (12 กก.) ใช้สำหรับท่าที่ต้องการความแม่นยำ เช่น Turkish get-up, windmill, overhead press ลูกกลาง (16 กก.) ใช้สำหรับ swing, clean, goblet squat ลูกหนัก (24 กก.) ใช้สำหรับ swing หนัก, farmer’s carry, deadlift

ยางยืดออกกำลังกาย (resistance bands) 1 ชุด – มี 5 เส้น ความเหนียวต่างกัน ใช้สำหรับ warm up, cool down, rehabilitation (ถ้ามีอาการปวดเล็กน้อย) แล้วก็ใช้เสริมแรงต้านในท่าต่างๆ เช่น พัน band รอบ rack แล้วดึง เป็น cable alternative ได้

ยางยืดมันเป็นอุปกรณ์ที่ “คุ้มค่าต่อราคา” มากที่สุดในโลกฟิตเนสครับ ราคาชุดละ 300-1,500 บาท แต่ใช้ได้หลากหลายมาก เล็ก เบา เก็บง่าย พกพาได้ ไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เอาไปด้วยได้

เสื่อออกกำลังกาย 1 ผืน – ใช้สำหรับท่าบนพื้น sit-up, plank, stretching, yoga, foam rolling ไม่ต้องแพงมาก แค่หนาพอ (10-15 มม.) ไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย

เชือกกระโดด (speed rope) 1 เส้น – คาร์ดิโอที่ดีที่สุดสำหรับโฮมยิมครับ เล่นได้ทุกที่ ใช้พื้นที่ไม่เกิน 2×2 เมตร ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องซ่อม เผาแคลอรี่ได้มากกว่าวิ่งลู่ ฝึกได้ทั้ง cardio, coordination, agility ราคาแค่ 200-1,000 บาท

Pull-up bar – ของพี่ติดอยู่กับ rack อยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อแยก แต่ถ้าน้องไม่มี rack ก็ซื้อ pull-up bar ติดวงกบประตูได้ ราคา 500-2,000 บาท

พัดลมอุตสาหกรรม 1 ตัว – เป็นพัดลมตั้งพื้นขนาดใหญ่ ลมแรง สำหรับช่วงที่อากาศร้อน เปิดประตูโรงรถแล้วลมยังไม่พอ ก็เปิดพัดลมเสริม

กระจกติดผนัง 1 แผ่น – ขนาดประมาณ 60×150 ซม. ติดบนผนังข้างๆ rack สำหรับเช็คฟอร์มตอน squat, deadlift, overhead press

ลำโพง Bluetooth 1 ตัว – เปิดเพลงระหว่างเล่น มันสร้างบรรยากาศได้เยอะ เล่นกับเพลงมันมีพลังกว่าเล่นในความเงียบเยอะ

Foam roller 1 อัน – ใช้ cool down หลังเล่น คลายกล้ามเนื้อ ลดอาการตึง ราคา 300-1,000 บาท

อุปกรณ์โฮมยิมที่เลือกถูก = ใช้งานได้ยาว 5-10 ปี
เลือกสินค้าที่แข็งแรงและเหมาะกับพื้นที่ จะช่วยให้การลงทุนคุ้มค่ามากที่สุด
ดูสินค้าโฮมยิม

 

สิ่งที่พี่ “ไม่มี” ในโฮมยิม (พร้อมเหตุผล)

ลู่วิ่ง – พี่ไม่มีลู่วิ่งที่บ้านครับ ทั้งที่เป็นเจ้าของฟิตเนสที่มีลู่วิ่ง 20+ เครื่องในทุกสาขา ทำไม? เหตุผลหลายข้อ

ข้อแรก ลู่วิ่งคุณภาพดีแพงมาก ลู่วิ่ง commercial grade ที่พี่ใช้ใน Real Gym ราคาเครื่องละ 40,000-100,000+ บาท ถ้าจะซื้อแบบนี้มาไว้ที่บ้านมันแพงเกินไป ส่วนลู่วิ่งราคาถูก (5,000-15,000 บาท) ที่ขายตาม Shopee/Lazada คุณภาพต่ำมาก มอเตอร์เสียงดัง สายพานแคบ โครงสั่น ทนการใช้งานไม่นาน พี่ซึ่งรู้คุณภาพเครื่องดี ยอมไม่มีดีกว่ามีแบบห่วยๆ

ข้อสอง ลู่วิ่งกินพื้นที่มาก เครื่องนึงกิน 2-3 ตร.ม. ในพื้นที่ 20 ตร.ม. ของพี่ มันเยอะ พี่เอาพื้นที่นั้นไปวาง rack กับดัมเบลดีกว่า คุ้มค่ากว่า

ข้อสาม พี่ใช้เชือกกระโดดและ kettlebell swing เป็นคาร์ดิโอแทน ผลลัพธ์ดีเท่ากันหรือดีกว่า ราคาถูกกว่า 100 เท่า ไม่กินพื้นที่ ไม่ต้องซ่อม

Machine (เครื่องกดต่างๆ) – ไม่มีครับ เพราะ machine แต่ละเครื่องเล่นได้แค่ 1-2 ท่า กินพื้นที่เยอะ ราคาแพง ในพื้นที่จำกัดของโฮมยิม เอาพื้นที่ไปให้ rack กับ free weight ดีกว่า เพราะ free weight เล่นได้หลากหลายกว่ามาก แล้วท่าที่ machine ทำได้ส่วนใหญ่ก็ใช้ดัมเบลหรือยางยืดทดแทนได้

Cable machine – พี่ไม่มีแม้ว่ามันจะเป็นเครื่องที่หลากหลายมาก เพราะ cable machine ขนาดเล็กสำหรับโฮมยิม (ราคา 8,000-25,000 บาท) คุณภาพมักจะไม่ค่อยดี สายชอบยืด รอกชอบติด น้ำหนักไม่นิ่ง พี่ใช้ยางยืดพันรอบ rack เป็น cable alternative แทน มันไม่เหมือน cable จริงๆ 100% แต่ก็ใกล้เคียงพอ

เก้าอี้ Roman Chair / Hyperextension – ไม่มีเพราะกินพื้นที่ แล้วท่า back extension ก็ทดแทนได้ด้วย barbell good morning, kettlebell swing, superman hold บนเสื่อ

งบรวมโฮมยิมของพี่

Squat rack (ได้ส่วนลดจากผู้จัดจำหน่าย) ประมาณ 12,000 บาท บาร์เบลโอลิมปิค 1 เส้น ประมาณ 5,000 บาท แผ่นน้ำหนัก 160 กก. (bumper + iron) ประมาณ 8,000 บาท (มือสองบางส่วน) Adjustable bench ประมาณ 6,000 บาท ดัมเบลชุด 2.5-30 กก. ประมาณ 12,000 บาท (มือสองบางส่วน) Kettlebell 3 ลูก ประมาณ 3,000 บาท ยางยืด 1 ชุด ประมาณ 500 บาท เสื่อ 1 ผืน ประมาณ 500 บาท เชือกกระโดด 1 เส้น ประมาณ 300 บาท พื้นยาง 20 ตร.ม. (แผ่นจิ๊กซอว์ 500 บาท/ตร.ม.) ประมาณ 10,000 บาท กระจก ประมาณ 1,500 บาท พัดลม ประมาณ 2,000 บาท ลำโพง Bluetooth ประมาณ 1,500 บาท Foam roller ประมาณ 500 บาท

รวมทั้งหมดประมาณ 62,800 บาท (ถ้าซื้อใหม่ทั้งหมดอาจจะ 80,000-100,000 บาท แต่พี่ซื้อมือสองบางอย่าง แล้วก็ได้ส่วนลดจากผู้จัดจำหน่ายด้วย)

งบน้อยก็เริ่มได้ ด้วยอุปกรณ์พื้นฐาน
ยางยืดเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด สำหรับผู้เริ่มต้นและพื้นที่จำกัด
ดูสินค้า

 

พื้นที่: ต้องมีเท่าไหร่ ที่ไหนในบ้านเหมาะ

เรื่องพื้นที่เป็นเรื่องแรกที่ต้องคิดครับ เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ ก็ทำโฮมยิมไม่ได้ พี่จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่เล็กสุดไปจนถึงใหญ่สุด

ระดับ 1: 2-4 ตร.ม. (มุมเล็กๆ ในห้อง)

พื้นที่ขนาดนี้จริงๆ มัน “แทบจะไม่ใช่โฮมยิม” ครับ มันเป็นแค่ “มุมออกกำลังกาย” เล็กๆ ในห้อง อาจจะเป็นมุมห้องนอน มุมห้องนั่งเล่น มุมระเบียง

สิ่งที่ทำได้ ออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัว (push-up, sit-up, plank, squat, lunge, burpee) ยางยืด เชือกกระโดด (ถ้าเพดานสูงพอ) ดัมเบลเบาๆ 1-2 คู่ โยคะ ยืดเหยียด

สิ่งที่ทำไม่ได้ วาง rack, bench, ลู่วิ่ง เล่นบาร์เบล เล่น functional training ที่ต้องการพื้นที่เคลื่อนที่

อุปกรณ์ที่แนะนำ ยางยืด 1 ชุด (300-1,500 บาท) เสื่อ 1 ผืน (300-1,500 บาท) ดัมเบลเบา 1-2 คู่ (3-8 กก.) (500-2,000 บาท) เชือกกระโดด (200-1,000 บาท) รวม 1,300-6,000 บาท

คุณภาพการออกกำลังกาย 3/10 ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่จำกัดมาก

ระดับ 2: 4-8 ตร.ม. (มุมใหญ่ในห้อง หรือระเบียงกว้าง)

เริ่มทำอะไรได้มากขึ้นครับ วางดัมเบลได้ วางม้านั่งได้ (แบบพับเก็บได้)

สิ่งที่ทำได้เพิ่ม เล่นดัมเบลได้หลายท่า ทั้งยืนและนั่ง bench press ด้วยดัมเบล (ถ้ามี bench) pull-up (ถ้ามี pull-up bar ติดวงกบประตู)

อุปกรณ์ที่แนะนำ ทุกอย่างจากระดับ 1 บวก ดัมเบลปรับน้ำหนักได้ 1 คู่ (2.5-20 กก.) (2,000-8,000 บาท) Adjustable bench แบบพับเก็บได้ (2,000-5,000 บาท) Pull-up bar ติดวงกบประตู (500-2,000 บาท) รวม 5,800-22,500 บาท

คุณภาพการออกกำลังกาย 5/10 เล่นได้ครบกลุ่มกล้ามเนื้อ แต่จำกัดเรื่องน้ำหนัก

ระดับ 3: 8-15 ตร.ม. (ห้องเล็กๆ หรือมุมโรงรถ)

นี่คือ “จุดเริ่มต้นที่แท้จริง” ของโฮมยิมครับ พื้นที่ขนาดนี้เริ่มวาง rack ได้ วาง bench ถาวรได้ มีพื้นที่สำหรับเล่น barbell ได้

สิ่งที่ทำได้เพิ่ม barbell squat, bench press, overhead press, deadlift, barbell row kettlebell swing, clean, snatch functional training เบาๆ

อุปกรณ์ที่แนะนำ ทุกอย่างจากระดับ 2 บวก Squat stand หรือ Half rack (3,000-15,000 บาท) บาร์เบลโอลิมปิค 1 เส้น (3,000-8,000 บาท) แผ่นน้ำหนัก 60-80 กก. (2,000-5,000 บาท) Kettlebell 2 ลูก (1,500-4,000 บาท) พื้นยาง 8-15 ตร.ม. (4,000-12,000 บาท) รวม 16,300-66,500 บาท

คุณภาพการออกกำลังกาย 7/10 เล่นได้ครบทุกท่าหลัก เป็นโฮมยิมที่ใช้งานจริงจังได้

ระดับ 4: 15-30 ตร.ม. (โรงรถ 1 คัน หรือห้องว่าง)

นี่คือขนาดที่ “ดีมาก” สำหรับโฮมยิมครับ ขนาดเดียวกับโฮมยิมของพี่ มีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับ rack, bench, ดัมเบลชุด, พื้นที่ functional

สิ่งที่ทำได้เพิ่ม เล่นได้ครบทุกท่า ทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ มีพื้นที่สำหรับ warm up, stretching, foam rolling มีพื้นที่เก็บอุปกรณ์

อุปกรณ์ที่แนะนำ Power rack เต็มรูปแบบ (8,000-30,000 บาท) บาร์เบลโอลิมปิค + plate ชุดใหญ่ (8,000-20,000 บาท) Adjustable bench (3,000-10,000 บาท) ดัมเบลชุด หรือ ดัมเบลปรับน้ำหนัก (5,000-20,000 บาท) Kettlebell 2-3 ลูก (2,000-5,000 บาท) ยางยืด เสื่อ เชือกกระโดด foam roller (1,500-5,000 บาท) พื้นยาง (7,500-24,000 บาท) กระจก (1,000-3,000 บาท) พัดลม (500-3,000 บาท) ลำโพง (500-3,000 บาท) รวม 37,000-123,000 บาท

คุณภาพการออกกำลังกาย 8/10 เทียบเท่าฟิตเนสเล็กๆ แล้ว

ระดับ 5: 30+ ตร.ม. (โรงรถ 2 คัน ห้องว่างใหญ่ ดาดฟ้า)

ระดับนี้ทำโฮมยิมได้ “เต็มรูปแบบ” เลยครับ เท่ากับฟิตเนสขนาดเล็กเลย

สิ่งที่ทำได้เพิ่ม วาง cable machine ได้ วางลู่วิ่ง/จักรยาน ได้ มีพื้นที่กว้างสำหรับ circuit training, HIIT

อุปกรณ์ทั้งหมดจากระดับ 4 บวก Cable machine หรือ Functional trainer (8,000-40,000 บาท) ลู่วิ่ง semi-commercial หรือ Rowing machine (15,000-80,000 บาท) อุปกรณ์ functional เพิ่ม (battle rope, slam ball, plyo box) (3,000-10,000 บาท) รวม 63,000-253,000+ บาท

คุณภาพการออกกำลังกาย 9/10 เทียบเท่าฟิตเนสได้เลย (ขาดแค่เรื่องบรรยากาศ คลาส เทรนเนอร์)

ที่ไหนในบ้านเหมาะทำโฮมยิม? วิเคราะห์ทีละจุด

โรงรถ (คะแนน 9/10 – ดีที่สุด)

ข้อดี พื้นคอนกรีตรับน้ำหนักได้เยอะ ระบายอากาศดี (เปิดประตู) ขนเครื่องเข้าง่าย เสียงไม่รบกวนห้องอื่นมาก พื้นที่กว้าง (ปกติ 15-30 ตร.ม.) สูงพอ (ปกติ 2.5-3 เมตร)

ข้อเสีย ร้อนตอนกลางวัน (ถ้าหลังคาโดนแดด) ไม่มีแอร์ อาจจะมีฝุ่น/แมลง ถ้าเป็นโรงรถที่ต้องจอดรถด้วยก็ลำบาก ต้องขนเครื่องเข้าออก

วิธีแก้ ติดพัดลมลดความร้อน ติดมุ้งลวดป้องกันแมลง ถ้าต้องจอดรถด้วย ก็จัดวางเครื่องให้อยู่ด้านใดด้านหนึ่ง เหลือที่จอดรถอีกด้าน

ห้องว่างในบ้าน / ห้องนอนที่ไม่ได้ใช้ (คะแนน 7/10)

ข้อดี เป็นส่วนตัว มีแอร์ (ถ้าห้องมีแอร์) สะอาด ไม่มีฝุ่น/แมลง ใช้ได้ทุกสภาพอากาศ

ข้อเสีย พื้นอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหว (โดยเฉพาะชั้น 2) ขนเครื่องเข้ายาก (ต้องแบกขึ้นบันได ลอดประตู) เสียงรบกวนห้องอื่น เพดานอาจจะเตี้ย (ยก overhead press ชนเพดาน)

ข้อควรระวัง ต้องเช็คว่าพื้นรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ (ปรึกษาวิศวกร) อย่าวางเครื่องหนักๆ รวมกันจุดเดียว กระจายน้ำหนักให้ทั่ว ปูพื้นยางหนาเพื่อลดแรงกระแทกและเสียง ห้ามทิ้งดัมเบล/บาร์เบลลงพื้น (แม้จะมียาง) เพราะแรงกระแทกอาจจะทำให้พื้นชั้นล่างร้าว

ดาดฟ้า / ระเบียงชั้นบน (คะแนน 5/10)

ข้อดี อากาศดี ลมเย็น วิวดี เล่นแล้วรู้สึกสดชื่น

ข้อเสีย โดนแดดโดนฝน (ถ้าไม่มีหลังคา) พื้นอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหว (ดาดฟ้าไม่ได้ออกแบบมาสำหรับน้ำหนักหนักๆ) เสียงรบกวนเพื่อนบ้าน (เสียงยกเหล็กดังมากตอนกลางคืน) ขนเครื่องขึ้นลำบากมาก อุปกรณ์โดนแดดโดนฝนเสียหายเร็ว (เหล็กเป็นสนิม ยางแตกร้าว เบาะเสื่อมสภาพ)

ถ้าจะทำ ต้องมีหลังคาคลุม มีผ้าใบกันแดดกันฝน เครื่องต้องเป็นวัสดุกันสนิม (galvanize, stainless steel) หรือต้องทาสีกันสนิมบ่อย ต้องให้วิศวกรเช็คว่าดาดฟ้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่

ห้องใต้ดิน / basement (คะแนน 6/10)

ข้อดี เย็น (อุณหภูมิค่อนข้างคงที่) เสียงไม่รบกวนชั้นอื่น (เสียงไม่ขึ้นข้างบน) ส่วนตัวมาก

ข้อเสีย อากาศไม่ถ่ายเท (ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี) ชื้น (อาจจะเกิดเชื้อรา สนิม) ขนเครื่องเข้ายาก (ต้องแบกลงบันได) มืด (ต้องมีไฟสว่างเพียงพอ)

ในเมืองไทยบ้านที่มี basement ค่อนข้างน้อย แต่ถ้ามี มันเป็นที่ที่ดีสำหรับโฮมยิมครับ แค่ต้องแก้ปัญหาเรื่องอากาศและความชื้น

ห้องคอนโด (คะแนน 3/10 – ยากมาก)

ข้อดี มีแอร์ สะอาด

ข้อเสีย พื้นที่จำกัดมาก (คอนโดส่วนใหญ่ 25-35 ตร.ม. ไม่เหลือพื้นที่ให้โฮมยิม) พื้นรับน้ำหนักจำกัด เสียงรบกวนห้องข้างเคียงและชั้นล่าง (คอนโดผนังบาง เสียงผ่านง่าย) เพดานเตี้ย ขนเครื่องเข้ายาก (ลิฟท์อาจจะไม่รับ rack หรือ bench ขนาดใหญ่) นิติบุคคลอาจจะไม่อนุญาต

ถ้าอยู่คอนโด พี่แนะนำแค่ อุปกรณ์เล็กๆ ครับ ดัมเบลปรับน้ำหนัก 1 คู่ ยางยืด เสื่อ เชือกกระโดด (ถ้าเพดานสูงพอ) แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับ basic workout ไม่ต้องพยายามยัด rack หรือ bench เข้าไปในคอนโด มันไม่เหมาะ ถ้าอยากเล่นจริงจัง ไปฟิตเนสดีกว่า คอนโดส่วนใหญ่ก็มีห้องฟิตเนสส่วนกลางอยู่แล้ว (แม้จะเล็กก็ยังดีกว่าเล่นในห้อง)

insight จากพี่เรื่อง “น้ำหนักพื้น”: นี่เป็นเรื่องที่คนทำโฮมยิมลืมคิดบ่อยที่สุดครับ พื้นบ้านทั่วไป (ชั้น 2) ออกแบบมาให้รับน้ำหนักประมาณ 200 กก. ต่อตร.ม. (live load) ฟังดูเยอะ แต่ลองคิดดู squat rack 100 กก. + plate 150 กก. + คน 80 กก. = 330 กก. อยู่ในพื้นที่ 1-2 ตร.ม. มันเกินแล้ว ถ้าพื้นร้าว ซ่อมแพง ถ้าพื้นทรุด ยิ่งแย่

พี่แนะนำเรื่องนี้จริงจังนะครับ ถ้าจะวางอุปกรณ์หนักๆ ในห้องชั้น 2 ขึ้นไป ให้ปรึกษาวิศวกรก่อน ค่าปรึกษาแค่ 2,000-5,000 บาท แต่มันป้องกันปัญหาหลักแสนได้ ถ้าวิศวกรบอกว่าพื้นรับไม่ไหว ก็ย้ายไปเล่นชั้นล่าง หรือโรงรถ หรือไปฟิตเนสแทน

อุปกรณ์ฟิตเนสแบ่งตามงบ: ซื้ออะไรก่อน อะไรทีหลัง

อุปกรณ์ฟิตเนสแบ่งตามงบ: ซื้ออะไรก่อน อะไรทีหลัง

พี่จะแบ่งเป็น 4 ระดับงบ ให้น้องเลือกตามกำลังทรัพย์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ลำดับความสำคัญ” ของอุปกรณ์ อะไรควรซื้อก่อน อะไรค่อยซื้อทีหลังก็ได้

หลักการ “ลำดับความสำคัญ” ของพี่

ลำดับที่ 1 (ต้องมี): ดัมเบลปรับน้ำหนักได้ + ยางยืด + เสื่อ – นี่คือ “ชุดเริ่มต้น” ที่ทุกคนต้องมี ด้วย 3 อย่างนี้เล่นได้ครบทั้งตัวแล้ว

ลำดับที่ 2 (ควรมี): Adjustable bench – เปิดท่าดัมเบลใหม่ๆ อีกเยอะมาก bench press, incline press, seated press, row

ลำดับที่ 3 (ดีมากถ้ามี): Squat rack/stand + บาร์เบล + plate – เปลี่ยนโฮมยิมเป็น “มินิฟิตเนส” เลย squat, bench press, deadlift, overhead press ท่า compound หลักๆ ได้หมด

ลำดับที่ 4 (เสริม): Kettlebell, pull-up bar, เชือกกระโดด – เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มคาร์ดิโอ

ลำดับที่ 5 (nice to have): Cable machine, ลู่วิ่ง/จักรยาน/rowing machine, อุปกรณ์ functional – ทำให้โฮมยิมครบเครื่อง

insight สำคัญจากพี่: “อย่าซื้อทุกอย่างพร้อมกัน” ครับ เริ่มจากลำดับที่ 1 ก่อน เล่นสัก 1-2 เดือน ดูว่ารู้สึกยังไง ต้องการอะไรเพิ่ม แล้วค่อยซื้อลำดับที่ 2 แล้วก็ 3 ทีละขั้น

เหตุผลคือ ข้อแรก มันป้องกันการเสียเงินเปล่า ถ้าเล่นไป 2 เดือนแล้วเลิก ก็เสียเงินแค่ 3,000-8,000 บาท (ลำดับ 1) ไม่ใช่ 100,000 บาท ข้อสอง มันทำให้น้องรู้จริงๆ ว่าต้องการอะไร บางคนคิดว่าจะซื้อลู่วิ่ง แต่พอเล่นจริงกลับชอบยกเวทมากกว่า ก็เปลี่ยนแผนได้ ข้อสาม มันทำให้ “ตื่นเต้น” อยู่เสมอ ทุกเดือนได้อุปกรณ์ใหม่ มันเหมือนได้ของเล่นใหม่ ทำให้มีแรงจูงใจเล่นต่อ

งบ 3,000 – 8,000 บาท (เริ่มต้นสุดๆ)

อุปกรณ์ ดัมเบลปรับน้ำหนักได้ 1 คู่ (2.5-20 กก. แบบใส่แผ่น) 1,500-3,000 บาท ยางยืดชุด 3-5 เส้น 300-1,500 บาท เสื่อออกกำลังกาย 300-1,000 บาท เชือกกระโดด 200-500 บาท Pull-up bar ติดประตู 500-2,000 บาท รวม 2,800-8,000 บาท

ด้วยอุปกรณ์แค่นี้ น้องทำ full body workout ได้ครบเลยครับ ท่าที่เล่นได้ อกก็ dumbbell press (นอนบนพื้น หรือถ้ามี bench ก็ดี) push-up push-up กับ band หลังก็ dumbbell row, band pull-apart, pull-up ไหล่ก็ dumbbell shoulder press, lateral raise, band face pull แขนก็ dumbbell bicep curl, dumbbell tricep extension, band curl ขาก็ dumbbell goblet squat, dumbbell lunge, dumbbell Romanian deadlift, band squat ก้นก็ dumbbell hip thrust (หลังพิงโซฟา), band glute bridge แกนกลางก็ plank, sit-up, Russian twist (กับดัมเบล) คาร์ดิโอก็เชือกกระโดด burpee, jumping jack

insight จากพี่: ดัมเบลปรับน้ำหนักแบบ “ใส่แผ่นเอง” (plate-loaded) ราคาถูกสุด แต่มันมีข้อเสียที่ต้องรู้ครับ

ข้อเสียแรก เปลี่ยนน้ำหนักช้า ต้องถอดสกรูล็อค ถอดแผ่นเดิมออก ใส่แผ่นใหม่เข้า ขันสกรูกลับ ใช้เวลาสัก 1-2 นาทีต่อครั้ง ถ้าต้องเปลี่ยนน้ำหนักบ่อย (เช่น ทำ superset) มันเสียเวลามาก

ข้อเสียที่สอง สกรูล็อคอาจจะหลวม ดัมเบลราคาถูกสกรูล็อคคุณภาพต่ำ หมุนล็อคไม่แน่น เวลายกๆ แผ่นก็ค่อยๆ หลวมออกมา ถ้าหลุดตกลงมาก็อันตราย ต้องเช็คสกรูทุกครั้งก่อนเล่น

ข้อเสียที่สาม แผ่น plate มันเสียงดัง เวลาเล่นแล้วแผ่นมันกระทบกันก็ดัง “กร๊าก กร๊าก” ไม่เหมือนดัมเบลยางหุ้มที่เสียงเงียบ ถ้าเล่นตอนดึกก็อาจจะรบกวนคนในบ้าน

ถ้ามีงบเพิ่มอีก 2,000-5,000 บาท พี่แนะนำ ซื้อดัมเบลแบบ “หมุนปรับ” (dial adjustable) แทน สะดวกกว่ามาก หมุนปุ่มเปลี่ยนน้ำหนักได้ทันที ไม่ต้องถอดใส่แผ่น ปลอดภัยกว่า เสียงเงียบกว่า

งบ 10,000 – 25,000 บาท (ระดับกลางล่าง)

อุปกรณ์ทั้งหมดจากงบก่อน บวก Adjustable bench 1 ตัว 3,000-8,000 บาท Kettlebell 1-2 ลูก (8-16 กก.) 1,000-3,000 บาท พื้นยาง 4-6 ตร.ม. 2,000-5,000 บาท รวม 8,800-24,000 บาท

bench เปลี่ยนเกมเลยครับ ท่าที่เล่นได้เพิ่ม dumbbell bench press (flat, incline, decline) dumbbell fly, seated shoulder press, incline bicep curl, skull crusher, dumbbell row (ค้ำมือบน bench), Bulgarian split squat (เท้าหลังพิงบน bench), hip thrust (หลังพิงบน bench)

insight จากพี่เรื่อง bench: bench มันมีหลายแบบหลายราคา สิ่งที่ต้องดูคือ

“ความแข็งแรง” bench ราคาถูก (1,500-2,500 บาท) มักจะแข็งแรงไม่พอ เวลานอนแล้วยกดัมเบลหนักๆ มันจะสั่น โยก ไม่มั่นคง อันตราย พี่แนะนำให้ซื้อ bench ที่รับน้ำหนักได้อย่างน้อย 150 กก. (น้ำหนักตัว + น้ำหนักดัมเบล/บาร์เบล)

“ความสามารถในการปรับ” ต้องปรับได้หลายมุม flat (0°), incline 30°, 45°, 60°, upright 90° ยิ่งปรับได้หลายมุมยิ่งดี เพราะเล่นได้หลากหลายท่ามากขึ้น

“เบาะ” ต้องหนาพอ (อย่างน้อย 5 ซม.) ไม่แบนจนรู้สึกเหมือนนอนบนไม้ ผิวไม่ลื่น (ไม่ไถลตอนเล่น)

“พับเก็บได้หรือไม่” ถ้าพื้นที่จำกัด เลือกแบบพับเก็บได้ เวลาไม่เล่นก็พับเก็บให้แคบ แต่แบบพับเก็บได้มักจะแข็งแรงน้อยกว่าแบบถาวร ต้องเลือกให้ดี

งบ 25,000 – 60,000 บาท (ระดับกลางบน)

อุปกรณ์ทั้งหมดจากงบก่อน บวก Squat stand หรือ Half rack 1 ตัว 5,000-15,000 บาท บาร์เบลโอลิมปิค 1 เส้น 3,000-8,000 บาท แผ่นน้ำหนัก 80-120 กก. 3,000-8,000 บาท Kettlebell เพิ่ม 1 ลูก (16-24 กก.) 1,000-2,000 บาท พื้นยางเพิ่ม (ถ้าต้องการ) 2,000-5,000 บาท กระจก 1,000-3,000 บาท รวม 23,800-65,000 บาท

นี่แหละครับที่เริ่มเป็น “มินิฟิตเนส” จริงๆ มี rack มี barbell มี bench มีดัมเบล มี kettlebell เล่นได้ครบทุกท่าหลัก squat, bench press, overhead press, deadlift, barbell row, pull-up, dip ท่า compound ครบ

insight จากพี่เรื่อง rack: rack เป็นอุปกรณ์ที่ “ไม่ควรประหยัดมากเกินไป” ครับ เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรง น้องจะวางบาร์เบลหนัก 100+ กก. ไว้บน rack แล้วยกเข้า-ออก ถ้า rack ไม่แข็งแรง ล้มลงมา มันอันตรายมาก

Squat stand (เป็นแค่เสา 2 ต้นไม่มีโครง) ราคาถูกกว่า (3,000-8,000 บาท) กินพื้นที่น้อยกว่า แต่ “ไม่มี safety bar” ถ้ายก squat ไม่ไหวแล้วบาร์ตกลงมา ไม่มีอะไรรับ ต้องทิ้งบาร์ลงพื้น (ดัง + พังพื้น + อาจจะเจ็บ) แล้ว squat stand ก็ล้มได้ถ้าน้องเอาบาร์กระแทกไม่ตรงจุด

Half rack หรือ Power rack มี safety bar เวลายกไม่ไหวก็วางบาร์ลงบน safety bar ได้ ปลอดภัย แต่ราคาแพงกว่า (8,000-30,000 บาท) กินพื้นที่มากกว่า

พี่แนะนำ ถ้ามีพื้นที่และงบพอ เลือก rack ที่มี safety bar เสมอ มันคุ้มกับความปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าน้องเล่นคนเดียว

งบ 60,000+ บาท (จัดเต็ม)

อุปกรณ์ทั้งหมดจากงบก่อน บวก Power rack เต็มรูปแบบ (แทน squat stand) 10,000-30,000 บาท ดัมเบลชุดเต็ม (2.5-30+ กก.) (ถ้าต้องการ) 8,000-25,000 บาท แผ่นน้ำหนักเพิ่ม (รวม 150+ กก.) 3,000-8,000 บาท Cable machine / Functional trainer (ถ้ามีพื้นที่) 8,000-40,000 บาท Rowing machine หรือ ลู่วิ่ง semi-commercial 15,000-80,000 บาท อุปกรณ์ functional เพิ่ม (battle rope, slam ball, plyo box) 3,000-10,000 บาท พัดลม 500-3,000 บาท ลำโพง 500-3,000 บาท Foam roller + lacrosse ball 500-1,500 บาท รวม 58,300-223,500+ บาท

insight ลึกจากพี่: ในระดับงบนี้ สิ่งที่จะเปลี่ยนโฮมยิมมากที่สุดคือ “Rowing machine” ครับ ไม่ใช่ลู่วิ่ง

ทำไมพี่ชอบ rowing machine มากกว่าลู่วิ่งสำหรับโฮมยิม? เหตุผลหลายข้อครับ

Rowing machine เป็น “full body cardio” ใช้ทั้งแขน ขา หลัง แกนกลาง ลู่วิ่งใช้แค่ขา rowing machine ให้ผลลัพธ์ดีกว่าต่อเวลาที่เท่ากัน

Rowing machine “ไม่เจ็บข้อ” การวิ่งมันกระแทกข้อเท้า ข้อเข่า ทุกก้าว โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักตัวเยอะ วิ่งบ่อยๆ เข่าพัง แต่ rowing machine เป็น low impact ไม่กระแทกข้อ เล่นได้ทุกวันไม่เจ็บ

Rowing machine “เสียงเงียบ” rowing machine แบบ air resistance (เช่น Concept2) เสียงแค่ลมวิ่ง “วู้วว” เบามาก ไม่เหมือนลู่วิ่งที่เสียงมอเตอร์หึ่ง เสียงเท้ากระทบสายพาน “ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก” ดังทั้งบ้าน

Rowing machine “กินพื้นที่น้อยกว่า” และหลายรุ่นพับเก็บตั้งชันได้ กินพื้นที่แค่ครึ่งเดียวของลู่วิ่ง

Rowing machine ราคาถูกกว่า rowing machine คุณภาพดีราคาประมาณ 8,000-30,000 บาท ในขณะที่ลู่วิ่งคุณภาพดีราคา 40,000+ บาท

ข้อเสียเดียวของ rowing machine คือ “เรียนรู้ท่ายากกว่า” ลู่วิ่งแค่กดปุ่มแล้วก็วิ่ง แต่ rowing machine ต้องเรียนรู้ท่าที่ถูกต้อง (drive with legs first, lean back, pull with arms) ถ้าท่าผิดก็อาจจะเจ็บหลัง แต่ดู YouTube สักครึ่งชั่วโมงก็เรียนรู้ได้ครับ

วิธีดูแลรักษาอุปกรณ์โฮมยิม

อุปกรณ์ฟิตเนสมันต้องดูแลครับ ไม่ใช่ซื้อมาแล้วก็ปล่อย มันจะเสื่อมสภาพเร็ว สนิม ขึ้นรา เบาะขาด สายยืด สุดท้ายก็ต้องซื้อใหม่

ดัมเบลและ plate เหล็ก

เช็ดเหงื่อทุกครั้งหลังเล่น (เหงื่อมันเป็นกรดอ่อน ทำให้เหล็กเป็นสนิม) ถ้าเป็นดัมเบลเหล็กเปลือย (iron) ทาน้ำมัน WD-40 หรือน้ำมันเครื่องเบาๆ ทุก 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันสนิม ถ้าเป็นดัมเบลยางหุ้ม (rubber coated) แค่เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดก็พอ อย่าวางบนพื้นเปียก อย่าตากแดดตากฝน

บาร์เบล

บาร์เบลเป็นอุปกรณ์ที่ต้องดูแลมากหน่อยครับ เพราะมันมี bearing/bushing ที่ปลาย ที่ทำให้ plate หมุนได้ ถ้า bearing เป็นสนิมหรืออุดตัน plate จะหมุนไม่ได้ ยกแล้วข้อมือบิด อันตราย

หลังเล่นทุกครั้ง เช็คเหงื่อที่ด้ามจับ (knurling) ด้วยแปรงทองเหลือง (brass brush) แล้วเช็ดด้วยผ้าแห้ง ทุกเดือน หยดน้ำมัน 3-in-1 หรือ WD-40 ที่ปลายบาร์ (ตรง bearing/bushing) แล้วหมุนให้น้ำมันซึมเข้า ทุก 3-6 เดือน ทาน้ำมันบาง ๆ ทั้งเส้นเพื่อป้องกันสนิม

อย่าทิ้งบาร์เบลลงพื้น (โดยเฉพาะแบบไม่มี plate) เพราะบาร์อาจจะงอ ถ้าต้องทิ้ง ใช้ bumper plate (แผ่นยาง) แทน iron plate (แผ่นเหล็ก) เพราะ bumper plate มันรับแรงกระแทกได้ดีกว่า

Bench

เบาะ bench เช็ดเหงื่อทุกครั้งหลังเล่น ใช้สเปรย์ทำความสะอาดหรือผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ เพราะเหงื่อมันทำให้เบาะเหม็นอับ เกิดเชื้อราได้ เช็คสกรูทุกจุดทุก 1-2 เดือน ถ้าหลวมก็ขันให้แน่น เบาะที่เริ่มขาดหรือลอก เปลี่ยนใหม่หรือหุ้มใหม่ (ร้านหุ้มเบาะราคาประมาณ 500-1,500 บาทต่อตัว)

Rack

เช็คสกรูทุกจุดทุก 1-2 เดือน ถ้าหลวมก็ขันให้แน่น ตรวจ safety bar ว่ายังล็อคได้มั่นคง safety pin ว่ายังใส่ได้แน่น pull-up bar ว่ายังแข็งแรง ถ้ามีจุดที่สีลอกหรือเหล็กเริ่มเป็นสนิม ขัดสนิมออกแล้วทาสีกันสนิมทับ

ยางยืด

ยางยืดมันเสื่อมสภาพตามเวลาครับ ยืดมากก็ลดแรงต้าน ยางแห้งก็แตกร้าว โดยเฉพาะถ้าโดนแดด เก็บในที่เย็น แห้ง ไม่โดนแดด เช็คสภาพยางก่อนเล่นทุกครั้ง ถ้าเห็นรอยร้าว รอยบาง หรือยืดมากจนแรงต้านลดลง เปลี่ยนเส้นใหม่ อย่าเสี่ยง ถ้ายางขาดตอนดึง มันดีดใส่หน้าเจ็บมาก

พื้นยาง

กวาดและถูทุกสัปดาห์ ฝุ่น เหงื่อ สิ่งสกปรกจะสะสมบนพื้นยาง ถ้าไม่ทำความสะอาดมันจะเหม็นอับ ใช้น้ำยาทำความสะอาดเจือจาง (อย่าใช้สารเคมีแรง เพราะอาจจะกัดยาง) ถ้าแผ่นยางจิ๊กซอว์เริ่มแยกจากกัน ก็กดกลับให้แน่น หรือใช้เทปกาวยึด

พื้นยางฟิตเนสสำคัญกว่าที่คิด
ช่วยลดแรงกระแทก ป้องกันพื้นเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน
ดูสินค้าแผ่นพื้นฟิตเนส

 

ซื้อที่ไหน? ออนไลน์ vs ออฟไลน์ vs มือสอง

ซื้อออนไลน์ (Shopee, Lazada, เว็บไซต์ผู้จัดจำหน่าย)

ข้อดี สะดวก เทียบราคาง่าย ส่งถึงบ้าน มีโปรลดราคาบ่อย ข้อเสีย ดูคุณภาพจริงไม่ได้ก่อนซื้อ ของอาจจะไม่ตรงรูป สินค้าราคาถูกคุณภาพมักจะต่ำ ค่าส่งของหนักแพง (ดัมเบล 20 กก. ค่าส่งอาจจะ 200-500 บาท) คืนของยากถ้าไม่พอใจ

เหมาะกับ ของเล็กๆ ที่ดูจากรูปได้ เช่น ยางยืด เสื่อ เชือกกระโดด ถุงมือ สายรัดข้อมือ ลูกบอล

ไม่เหมาะกับ ของใหญ่ๆ ที่ต้องดูจริง เช่น rack, bench, ดัมเบลชุด, ลู่วิ่ง ของพวกนี้พี่แนะนำให้ไปดูของจริงก่อน

insight จากพี่: รีวิวออนไลน์มัน “ไม่น่าเชื่อถือ 100%” นะครับ รีวิว 5 ดาวบางทีก็เป็นรีวิวปลอม หรือเป็นคนที่เพิ่งซื้อมายังไม่ได้ใช้จริง เขาให้ 5 ดาวเพราะของมาถึงเร็ว กล่องสวย แต่ใช้จริง 3 เดือนเครื่องก็พัง ดูรีวิวที่เป็น “รีวิวหลังใช้งานจริง” ดีกว่า ดูรีวิวที่มีรูปจริง มีรายละเอียด ไม่ใช่แค่ “ดีครับ” “สวยครับ”

ซื้อออฟไลน์ (ร้านอุปกรณ์ฟิตเนส, โชว์รูม)

ข้อดี ดูจับลองของจริงได้ เช็คคุณภาพก่อนซื้อ ปรึกษาพนักงานขายได้ ส่งมาติดตั้งให้ ข้อเสีย ราคาอาจจะแพงกว่าออนไลน์เล็กน้อย ต้องเดินทางไปร้าน ตัวเลือกอาจจะน้อยกว่าออนไลน์

เหมาะกับ ของใหญ่ๆ ราคาแพง เช่น rack, bench, ดัมเบลชุด, ลู่วิ่ง, cable machine ของพวกนี้ต้องไปดูจริง ลองนั่ง ลองกด ดูความแข็งแรง ดูวัสดุ ดูรอยเชื่อม

ร้านที่พี่แนะนำ Homefittools เป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ในไทย มีทั้ง commercial grade สำหรับฟิตเนส และ home use สำหรับโฮมยิม คุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล มีหลังการขายดี (ซ่อม เปลี่ยน รับประกัน) Real Gym ทุกสาขาใช้อุปกรณ์จาก Homefittools ครับ พี่รู้จักคุณภาพเขาดี

นอกจาก Homefittools ก็มีร้านอื่นอีกหลายร้านในกรุงเทพฯ ลองค้น Google “ร้านอุปกรณ์ฟิตเนส กรุงเทพ” แล้วไปดูหลายร้าน เปรียบเทียบกัน

ซื้อมือสอง (Facebook Marketplace, กลุ่ม Facebook, Kaidee)

ข้อดี ราคาถูกกว่าของใหม่ 30-60% ของบางอย่างสภาพดีมาก (ใช้แค่ไม่กี่ครั้งก็ขาย) ข้อเสีย ไม่มีประกัน ไม่มีบริการซ่อม สภาพอาจจะไม่ดีเท่าที่ถ่ายรูป ต้องไปรับเอง (ค่าขนส่งของหนักแพง) ของบางอย่างมือสองเสี่ยง (ลู่วิ่งมือสอง มอเตอร์อาจจะใกล้พัง)

ของที่ซื้อมือสองได้สบาย (เหล็กไม่ค่อยพัง ดูสภาพง่าย) ดัมเบล (เช็คว่ายางหุ้มไม่ลอก น้ำหนักตรงตามที่ระบุ) Plate เหล็ก (เช็คว่าไม่เป็นสนิมหนัก น้ำหนักตรง) บาร์เบล (เช็คว่าไม่งอ ไม่เป็นสนิมหนัก bearing/bushing ยังหมุนดี) Bench (เช็คว่าโครงไม่งอ ไม่สั่น สกรูครบ เบาะไม่ขาด ปรับมุมได้ทุกระดับ) Rack (เช็คว่าเหล็กไม่งอ รอยเชื่อมไม่แตก สกรูครบ safety bar ยังล็อคได้) Kettlebell (เหล็กหล่อ ไม่มีอะไรพังได้ ดูสนิมเล็กน้อยไม่เป็นไร ขัดออกได้)

ของที่ควรซื้อใหม่ (มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ตรวจสภาพยาก) ลู่วิ่ง (มอเตอร์มือสองเสี่ยงพังเร็ว สายพานอาจจะสึกแล้ว board ควบคุมอาจจะเสีย) จักรยาน / Elliptical (ระบบ electronic เสี่ยง bearing อาจจะสึก) Cable machine (สายเคเบิลอาจจะยืด pulley อาจจะสึก)

insight ลึกจากพี่เรื่องซื้อมือสอง: พี่รู้เคล็ดลับในการหาของมือสองราคาดีครับ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ “มกราคม-กุมภาพันธ์” ทุกปี คนตั้งปณิธานปีใหม่ว่าจะออกกำลังกาย ซื้อเครื่องมาตั้งแต่ธันวาคม-มกราคม เล่นได้เดือนเดียวก็เลิก กุมภาพันธ์-มีนาคมก็เอามาขาย ของยังใหม่มาก ราคาถูกมาก

อีกช่วงคือ “ช่วงย้ายบ้าน” คนย้ายบ้านไม่อยากขนของหนัก ค่าขนย้ายดัมเบล 50 กก. ก็แพง ก็เลยขายทิ้งราคาถูก อยากขายเร็วๆ

วิธีต่อราคามือสอง บอกเจ้าของตรงๆ ว่า “งบผมมีเท่านี้ครับ ไหวไหม?” ส่วนใหญ่คนขายมือสองอยากขายให้เร็ว ก็ยอมลดได้ โดยเฉพาะถ้าน้องไปรับเอง (ไม่ต้องเสียค่าส่ง) ถ้าซื้อหลายอย่างจากคนเดียว ก็ขอส่วนลดยกชุดได้

ตรวจสอบของก่อนจ่ายเงินเสมอ ไปดูของจริง ลองยกดัมเบล ลองนั่ง bench ลองปรับ rack ดูว่าสภาพตรงตามที่ลงประกาศไหม ถ้าไม่ตรงก็ต่อรองลดราคาเพิ่ม หรือไม่ซื้อ

โปรแกรมออกกำลังกายสำหรับโฮมยิม

พี่จะแนะนำโปรแกรมให้ 3 แบบ ตามอุปกรณ์ที่มี

โปรแกรม A: สำหรับคนที่มีแค่ดัมเบล + ยางยืด + เสื่อ

เล่น 3-4 วันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น Upper Body (บน) / Lower Body (ล่าง) สลับกัน

วัน Upper Body เริ่มจาก warm up เชือกกระโดด 3 นาที แล้ว Dumbbell press (นอนพื้น) 3 เซ็ต 12 ครั้ง ต่อด้วย Dumbbell row 3 เซ็ต 12 ครั้งต่อข้าง จากนั้น Dumbbell shoulder press 3 เซ็ต 10 ครั้ง ต่อด้วย Band face pull 3 เซ็ต 15 ครั้ง จากนั้น Dumbbell bicep curl 3 เซ็ต 12 ครั้ง แล้ว Dumbbell tricep overhead extension 3 เซ็ต 12 ครั้ง จบด้วย Plank 3 เซ็ต 30-60 วินาที cool down ยืดเหยียด 5 นาที

วัน Lower Body เริ่มจาก warm up เชือกกระโดด 3 นาที แล้ว Dumbbell goblet squat 3 เซ็ต 12 ครั้ง ต่อด้วย Dumbbell Romanian deadlift 3 เซ็ต 10 ครั้ง จากนั้น Dumbbell lunge 3 เซ็ต 10 ครั้งต่อข้าง ต่อด้วย Dumbbell hip thrust (หลังพิงโซฟา) 3 เซ็ต 12 ครั้ง จากนั้น Band squat 3 เซ็ต 15 ครั้ง แล้ว Dumbbell calf raise 3 เซ็ต 15 ครั้ง จบด้วย Bicycle crunch 3 เซ็ต 20 ครั้ง cool down ยืดเหยียด 5 นาที

ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาทีต่อวัน เล่น 3-4 วันต่อสัปดาห์ เหมาะกับมือใหม่ถึงระดับกลาง

โปรแกรม B: สำหรับคนที่มี Rack + บาร์เบล + ดัมเบล + Bench

เล่น 4 วันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น Push / Pull / Legs / Full Body

วัน Push (อก ไหล่ แขนหลัง) เริ่มจาก warm up 5 นาที แล้ว Barbell bench press 4 เซ็ต 6-8 ครั้ง ต่อด้วย Barbell overhead press 3 เซ็ต 8-10 ครั้ง จากนั้น Incline dumbbell press 3 เซ็ต 10-12 ครั้ง ต่อด้วย Dumbbell lateral raise 3 เซ็ต 12-15 ครั้ง จากนั้น Dumbbell tricep overhead extension 3 เซ็ต 10-12 ครั้ง จบด้วย Dip (บน rack ถ้ามี dip bar) 3 เซ็ตจนหมดแรง cool down 5 นาที

วัน Pull (หลัง แขนหน้า) เริ่มจาก warm up 5 นาที แล้ว Barbell row 4 เซ็ต 6-8 ครั้ง ต่อด้วย Pull-up (บน rack) 3 เซ็ตจนหมดแรง จากนั้น Dumbbell row 3 เซ็ต 10-12 ครั้งต่อข้าง ต่อด้วย Band face pull 3 เซ็ต 15 ครั้ง จากนั้น Barbell curl 3 เซ็ต 10-12 ครั้ง จบด้วย Dumbbell hammer curl 3 เซ็ต 12 ครั้ง cool down 5 นาที

วัน Legs (ขา ก้น) เริ่มจาก warm up 5 นาที แล้ว Barbell squat 4 เซ็ต 6-8 ครั้ง ต่อด้วย Barbell Romanian deadlift 3 เซ็ต 8-10 ครั้ง จากนั้น Dumbbell Bulgarian split squat 3 เซ็ต 10 ครั้งต่อข้าง ต่อด้วย Dumbbell hip thrust 3 เซ็ต 12 ครั้ง จากนั้น Barbell calf raise 3 เซ็ต 15 ครั้ง จบด้วย Hanging leg raise (บน pull-up bar) 3 เซ็ต 12 ครั้ง cool down 5 นาที

วัน Full Body เริ่มจาก warm up 5 นาที แล้ว Barbell deadlift 4 เซ็ต 5-6 ครั้ง ต่อด้วย Dumbbell bench press 3 เซ็ต 10 ครั้ง จากนั้น Pull-up 3 เซ็ตจนหมดแรง ต่อด้วย Kettlebell swing 3 เซ็ต 15 ครั้ง จากนั้น Dumbbell lunges 3 เซ็ต 10 ครั้งต่อข้าง จบด้วย Plank 3 เซ็ต 45-60 วินาที cool down 5 นาที

ใช้เวลาประมาณ 50-70 นาทีต่อวัน เหมาะกับระดับกลางถึงขั้นสูง

โปรแกรม C: Kettlebell Only (สำหรับคนที่มี kettlebell 1-3 ลูก)

เล่น 3 วันต่อสัปดาห์ Full body ทุกวัน

warm up เชือกกระโดด 3 นาที แล้ว Kettlebell swing 5 เซ็ต 15 ครั้ง (พักเซ็ตละ 30 วินาที) ต่อด้วย Kettlebell goblet squat 3 เซ็ต 10 ครั้ง จากนั้น Kettlebell clean and press 3 เซ็ต 8 ครั้งต่อข้าง ต่อด้วย Kettlebell row 3 เซ็ต 10 ครั้งต่อข้าง จากนั้น Kettlebell Turkish get-up 2 เซ็ต 3 ครั้งต่อข้าง แล้ว Kettlebell halo 3 เซ็ต 10 ครั้ง (5 ต่อทิศ) จบด้วย Kettlebell farmer’s carry 3 เซ็ต 30 วินาที cool down 5 นาที

ใช้เวลาประมาณ 35-45 นาทีต่อวัน เหมาะกับทุกระดับ (ปรับน้ำหนัก kettlebell ตามความสามารถ)

insight จากพี่: โปรแกรม kettlebell only นี่พี่ชอบมากครับ สำหรับวันที่ขี้เกียจ ไม่อยากเล่นยาว แค่หยิบ kettlebell ลูกเดียวมา swing 100 ครั้ง ก็ได้ออกกำลังกายแล้ว ใช้เวลาแค่ 5-10 นาที ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

โฮมยิม vs สมัครฟิตเนส: วิเคราะห์ลึกว่าอะไรคุ้มกว่า

วิเคราะห์ทางการเงิน

มาคำนวณกันจริงจังเลยนะครับ

สมมติสมัคร Real Gym เดือนละ 1,000 บาท 1 ปี = 12,000 บาท 3 ปี = 36,000 บาท 5 ปี = 60,000 บาท 10 ปี = 120,000 บาท

สมมติทำโฮมยิมระดับกลาง ลงทุนครั้งเดียว 30,000-50,000 บาท ค่าบำรุงรักษาและอุปกรณ์เสริม ปีละ 3,000-5,000 บาท 1 ปี = 33,000-55,000 บาท 3 ปี = 39,000-65,000 บาท 5 ปี = 45,000-75,000 บาท 10 ปี = 60,000-100,000 บาท

ดูเผินๆ ใน 10 ปี โฮมยิม (60,000-100,000 บาท) ถูกกว่าฟิตเนส (120,000 บาท) แต่ต้องคิด “ค่าเสียโอกาส” ด้วย พื้นที่ 20 ตร.ม. ที่ใช้ทำโฮมยิม ถ้าเป็นโรงรถก็จอดรถไม่ได้ ถ้าเป็นห้องก็ใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ แล้วก็ต้องคิดเรื่อง “คุณภาพ” ของการออกกำลังกายด้วย

วิเคราะห์ทางคุณภาพ

โฮมยิมดีตรงไหน? ความสะดวก (เล่นตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องเดินทาง) ความเป็นส่วนตัว (ไม่มีใครมอง) ไม่ต้องรอคิวเครื่อง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เปิดเพลงดังได้ ทิ้งบาร์เบลได้ (ถ้ามีพื้นยาง) ไม่ต้องเช็ดเครื่องก่อนใช้ ไม่ต้องแชร์เครื่องกับใคร

โฮมยิมขาดอะไร? อุปกรณ์จำกัด (โฮมยิม 10-20 ชิ้น vs ฟิตเนส 100+ ชิ้น) ไม่มีคลาส (Zumba, Yoga, BodyPump, Muay Thai, K-POP Dance เล่นคนเดียวที่บ้านไม่สนุก) ไม่มี community (ไม่มีเพื่อน ไม่มีกำลังใจ ไม่มี accountability partner) ไม่มีเทรนเนอร์ (ฟอร์มผิดไม่มีใครแก้ โปรแกรมไม่ถูกไม่มีใครบอก) ขาดความหลากหลาย (เครื่องเดิม ท่าเดิม ทุกวัน น่าเบื่อ) ขาดบรรยากาศ (เงียบ เหงา ไม่มีพลัง) ขาดแรงจูงใจ (ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครแคร์ ขี้เกียจก็ข้ามไป)

ฟิตเนสดีตรงไหน (ที่โฮมยิมให้ไม่ได้)? คลาสสนุกๆ 200+ คลาสต่อเดือน (Real Gym) ที่ทำให้อยากมาทุกวัน Community ที่เป็นเพื่อน เป็นกำลังใจ เป็น accountability เทรนเนอร์ที่แก้ฟอร์ม วางโปรแกรม ให้กำลังใจ อุปกรณ์หลากหลายที่โฮมยิมมีไม่ได้ (leg press, cable crossover, lat pulldown, 20+ ลู่วิ่ง) บรรยากาศที่ทำให้มี “พลัง” เพลงดังๆ คนเล่นเยอะๆ ครูตะโกนให้กำลังใจ ความรู้สึก “อยากไป” ไม่ใช่ “ต้องไป”

สรุปของพี่: ทำทั้งสองอย่าง

พี่เชื่อว่า “การทำทั้งสองอย่าง” คือคำตอบที่ดีที่สุดครับ สมัครฟิตเนส (เช่น Real Gym เดือนละ 1,000 บาท) ไป 3-4 วันต่อสัปดาห์ เข้าคลาส ใช้เครื่องหลากหลาย เจอเพื่อน ได้บรรยากาศ ได้แรงจูงใจ มีโฮมยิมเล็กๆ ที่บ้าน (งบ 5,000-20,000 บาท) สำหรับวันที่ไม่ได้ไปฟิตเนส เล่นดัมเบลเบาๆ ยืดเหยียด คาร์ดิโอเบาๆ เพื่อรักษาความต่อเนื่อง

ค่าใช้จ่ายรวม เดือนละ 1,000 บาท (ค่าสมาชิก) + 5,000-20,000 บาท (ค่าอุปกรณ์โฮมยิมลงทุนครั้งเดียว) คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับสุขภาพที่ได้ แล้วน้องก็ได้ทั้งสองโลก ได้ทั้งความสะดวกของโฮมยิม ได้ทั้งความหลากหลายและบรรยากาศของฟิตเนส

ข้อผิดพลาดที่คนทำโฮมยิมมักจะเจอ

ข้อผิดพลาดที่คนทำโฮมยิมมักจะเจอ

พี่จะแชร์ข้อผิดพลาดที่เห็นบ่อยที่สุดจากคนที่มาปรึกษาพี่ จากสมาชิก Real Gym ที่มีโฮมยิมด้วย จากรีวิวบน Pantip และจากประสบการณ์ส่วนตัว

ผิดพลาดที่ 1: ซื้อเยอะเกินไปตั้งแต่แรก

พี่พูดไปแล้วข้างบน แต่ต้องย้ำอีกเพราะมันเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด คนตื่นเต้น ซื้อทุกอย่างพร้อมกัน rack, bench, ดัมเบลชุด, ลู่วิ่ง, cable machine, kettlebell, TRX, battle rope ทุกอย่าง รวมเป็นเงินแสน สุดท้ายใช้แค่ดัมเบลกับ bench ที่เหลือวางฝุ่น

วิธีแก้ เริ่มจากน้อยๆ ก่อน ดัมเบล + ยางยืด + เสื่อ แค่นี้ก่อน เล่นไป 1-3 เดือน ดูว่าต้องการอะไรจริงๆ แล้วค่อยซื้อเพิ่มทีละชิ้น

ผิดพลาดที่ 2: ซื้อลู่วิ่งราคาถูก

พี่พูดเรื่องนี้ไปแล้วเหมือนกัน แต่ต้องย้ำอีกเพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่คนเสียเงินเปล่ามากที่สุด ลู่วิ่งราคา 5,000-15,000 บาท (home use) ที่ขายออนไลน์ คุณภาพต่ำมาก มอเตอร์เสียงดัง สายพานแคบ (กว้างแค่ 40 ซม. วิ่งทีก็เหยียบขอบ) โครงสั่น ทนการใช้งานไม่กี่เดือนก็เริ่มมีปัญหา สุดท้ายก็ตากผ้า

ถ้าจะซื้อลู่วิ่ง ซื้อ semi-commercial grade ขึ้นไป ราคา 40,000+ บาท หรือไม่ก็ใช้เชือกกระโดด + kettlebell swing เป็นคาร์ดิโอแทน ถูกกว่า ดีกว่า ไม่ต้องซ่อม

ผิดพลาดที่ 3: ไม่ปูพื้นยาง

ทิ้งดัมเบลลงพื้นกระเบื้อง กระเบื้องแตก ดัมเบลบุบ เสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน ทิ้งดัมเบลลงพื้นไม้ พื้นไม้เป็นรอย บุ๋ม ร้าว

พื้นยางราคาไม่แพง 300-800 บาทต่อตร.ม. ปู 6-10 ตร.ม. ก็แค่ 2,000-8,000 บาท มันป้องกันพื้นเสียหาย ลดเสียง ลดแรงกระแทก ป้องกันเครื่องเสียหาย ป้องกันลื่น คุ้มมากครับ

ผิดพลาดที่ 4: เล่นคนเดียวโดยไม่มีความรู้เรื่องฟอร์ม

ท่า squat ท่า deadlift ท่า overhead press ถ้าฟอร์มผิดมันเจ็บหลัง เจ็บเข่า เจ็บไหล่ ได้ง่ายมาก ในฟิตเนสมีเทรนเนอร์คอยดู แต่ที่บ้านไม่มีใคร

วิธีแก้ เรียนรู้ฟอร์มที่ถูกต้องก่อนเริ่มเล่นหนัก ดูวิดีโอจาก YouTube channel ที่น่าเชื่อถือ ถ่ายวิดีโอตัวเองขณะเล่นแล้วเทียบกับวิดีโอสอน หรือจ้างเทรนเนอร์สอนสัก 3-5 ครั้ง (ครั้งละ 500-1,500 บาท) ให้เขาสอนฟอร์มพื้นฐาน squat, bench press, deadlift, overhead press แล้วค่อยไปเล่นเองที่บ้าน

Real Gym ก็มีบริการ Personal Training ครับ ถ้าน้องอยากเรียนฟอร์มพื้นฐานก่อนแล้วไปเล่นที่บ้าน ก็มาเรียนกับเทรนเนอร์ของเราได้

ผิดพลาดที่ 5: ไม่ warm up ไม่ cool down

ที่บ้านมันขี้เกียจ warm up ครับ อยากเล่นเลย ลุกจากโซฟาก็ไปยกเลย ไม่ยืดเหยียด ไม่อบอุ่นร่างกาย กล้ามเนื้อยังเย็น ข้อต่อยังแข็ง ไปยกหนักเลย เสี่ยงบาดเจ็บสูงมาก

ต้องมีวินัยในการ warm up 5-10 นาทีก่อนเล่น เชือกกระโดด 2-3 นาที ยืดเหยียดแบบ dynamic (ไม่ใช่แบบ static ที่ค้างไว้ แต่เป็นแบบเคลื่อนไหว เช่น arm circles, leg swings, hip circles) แล้วก็เริ่มเล่นน้ำหนักเบาก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น

cool down หลังเล่นก็สำคัญ ยืดเหยียดแบบ static (ค้างไว้ 20-30 วินาทีต่อท่า) foam roll กล้ามเนื้อที่ใช้งาน 5-10 นาที มันช่วยลดอาการปวดเมื่อยวันรุ่งขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น

ผิดพลาดที่ 6: เล่นหนักเกินไปคนเดียวโดยไม่มีคน spot

อันนี้อันตรายมากครับ ถ้าน้อง bench press หนักๆ คนเดียว บาร์เบลตกทับหน้าอก ไม่มีใครช่วยยกออก มันอันตรายถึงชีวิตจริงๆ มีข่าวคนบาดเจ็บหนักและเสียชีวิตจาก bench press คนเดียวที่บ้านทุกปี

วิธีป้องกัน ถ้ามี power rack ที่มี safety bar ตั้ง safety bar ให้สูงกว่าหน้าอกนิดนึง (ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของ bench press 2-3 ซม.) ถ้ายกไม่ไหว ก็วางบาร์ลงบน safety bar ปลอดภัย

ถ้าไม่มี safety bar อย่าใส่ collar (ตัวล็อคแผ่นน้ำหนัก) ที่ปลายบาร์ ถ้ายกไม่ไหว ก็เอียงบาร์ให้แผ่นหล่นลงข้างนึง แล้วอีกข้างก็หล่นตาม เสียงดัง อาจจะพังพื้น แต่ดีกว่าบาร์ทับหน้าอก

หรือใช้ “dumbbell” แทน barbell สำหรับ bench press ดัมเบลมันถ้ายกไม่ไหวก็วางลงข้างตัวได้ ไม่ต้องกลัวทับ

แต่ดีที่สุดคือ “อย่าเล่นหนักจนไม่ไหวคนเดียว” เล่นน้ำหนักที่ control ได้ เหลืออย่างน้อย 1-2 ครั้งก่อนจะหมดแรง ถ้าอยากเล่นหนักจริงๆ ถึงขีดจำกัด ไปเล่นที่ฟิตเนสที่มีคน spot ดีกว่า

ผิดพลาดที่ 7: ไม่ทำความสะอาด

อุปกรณ์ฟิตเนสที่โดนเหงื่อทุกวันแล้วไม่เช็ด มันจะเริ่มเหม็น เริ่มเป็นสนิม เริ่มมีเชื้อราบนเบาะ เสื่อ พื้นยาง มันไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด มันเป็นเรื่องสุขภาพด้วย เชื้อราที่สะสมบนเบาะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้

เช็ดเครื่องทุกครั้งหลังเล่น ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดเจือจาง เช็ดดัมเบล bench rack ทำความสะอาดพื้นยางทุกสัปดาห์ ทำความสะอาดเสื่อทุกครั้งหลังใช้

ผิดพลาดที่ 8: ไม่มีโปรแกรม เล่นแบบสุ่ม

หลายคนไปถึงโฮมยิมแล้วก็ “เอ… วันนี้เล่นอะไรดีวะ” แล้วก็หยิบดัมเบลมา bicep curl สักหน่อย push-up สักหน่อย plank สักหน่อย แล้วก็เลิก ไม่มีโครงสร้าง ไม่มี progressive overload (การเพิ่มน้ำหนักหรือความยากขึ้นเรื่อยๆ) ผลลัพธ์ก็ไม่มี

วิธีแก้ มีโปรแกรมที่ชัดเจน ว่าวันไหนเล่นอะไร กี่เซ็ต กี่ครั้ง น้ำหนักเท่าไหร่ แล้วก็จดบันทึกทุกครั้ง ว่าเล่นอะไร น้ำหนักเท่าไหร่ กี่ครั้ง เพื่อให้ track progress ได้ ถ้าสัปดาห์ที่แล้ว squat 40 กก. 8 ครั้ง สัปดาห์นี้ก็ลอง 42.5 กก. 8 ครั้ง ค่อยๆ เพิ่มขึ้น นี่คือ progressive overload ที่ทำให้กล้ามเนื้อโตขึ้นเรื่อยๆ

พี่ให้โปรแกรมตัวอย่างไว้ข้างบนแล้ว 3 แบบ ลองเลือกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์ที่น้องมี

Pantip รีวิว: คนทำโฮมยิมจริงบอกอะไรบ้าง

พี่เคยอ่านกระทู้ Pantip เรื่องโฮมยิมเยอะมากครับ สิ่งที่คนทำจริงมักจะพูดถึงคือ

“โฮมยิมดี แต่ขาดแรงจูงใจ” นี่เป็นความเห็นที่เจอบ่อยที่สุด คนส่วนใหญ่บอกว่าโฮมยิมสะดวก แต่ปัญหาคือ “ขี้เกียจ” เพราะไม่มีบรรยากาศ ไม่มีเพื่อน ไม่มีแรงกดดันทางสังคมที่จะทำให้ต้องไปเล่น

“ดัมเบลกับ bench คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด” คนส่วนใหญ่ที่ทำโฮมยิมแล้วพอใจ จะบอกว่า ดัมเบลกับ bench เป็น 2 อย่างที่ใช้บ่อยที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

“ลู่วิ่งส่วนใหญ่กลายเป็นราวตากผ้า” เป็นเรื่องตลกที่คนพูดกันบ่อย แต่มันเป็นเรื่องจริง ลู่วิ่งเป็นอุปกรณ์ที่ถูกทิ้งมากที่สุดในโฮมยิม เพราะมันน่าเบื่อ (วิ่งอยู่กับที่ มองกำแพง) เสียงดัง กินพื้นที่ แล้วคุณภาพลู่วิ่งราคาถูกก็ไม่ดี

“ซื้อมือสองคุ้มมาก” คนที่ซื้ออุปกรณ์มือสองมักจะพอใจมาก เพราะได้ของดีในราคาถูก โดยเฉพาะดัมเบลและ plate ที่มือสองสภาพดีแทบเหมือนใหม่

ส่งท้ายซีรีส์ทั้งหมด: จากใจพี่ถึงน้องทุกคน

จบแล้วครับ 7 บทความ ครบทุกเรื่องที่น้องต้องรู้เกี่ยวกับธุรกิจฟิตเนสและการออกกำลังกาย ตั้งแต่ภาพรวมตลาด ต้นทุนทุกรายการ ใบอนุญาตทุกใบ การออกแบบทุกโซน เบื้องหลังการสร้างฟิตเนส 6 สาขา วิเคราะห์ทำเลในกรุงเทพฯ จนถึงการทำยิมที่บ้าน

ทุกบรรทัดที่พี่เขียนมาจาก “ประสบการณ์จริง” ครับ ไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่การ copy มาจากที่ไหน ทุกตัวเลข ทุก insight ทุกข้อผิดพลาด มาจากการที่พี่ “ทำจริง จ่ายเงินจริง เจ็บจริง และสำเร็จจริง” มาตลอด 15+ ปีในวงการฟิตเนส

ถ้าน้องอ่านซีรีส์นี้จบทั้ง 7 บทความ พี่การันตีว่าน้องมีความรู้เรื่องธุรกิจฟิตเนสมากกว่า 95% ของคนที่คิดจะเปิดฟิตเนส แล้วก็มากกว่า 80% ของคนที่เปิดฟิตเนสอยู่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ “ความรู้” มันยังไม่พอครับ ถ้าน้องอยากทำจริง ต้อง “ลงมือ” ด้วย อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เท่ากับทำ 1 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดฟิตเนส การซื้อแฟรนไชส์ หรือแค่การซื้อดัมเบลมาเล่นที่บ้าน ลงมือทำเลยครับ

ถ้าน้องพร้อมจะลงมือ พี่พร้อมช่วยครับ ไม่ว่าจะเป็นอยากปรึกษาเรื่องเปิดฟิตเนส ติดต่อ LINE หรือ Facebook ของ Real Gym ทุกสาขา สนใจแฟรนไชส์ Real Gym ดูรายละเอียดได้ที่ realgymth.com/franchise-fitness อยากเสนอพื้นที่ให้ Real Gym พิจารณา ดูที่ realgymth.com/property หรือแค่อยากมาดูของจริงว่า Real Gym เป็นยังไง มาทดลองฟรี 3 วันทุกสาขา

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าน้องจะเลือกทางไหน เปิดฟิตเนสเอง ซื้อแฟรนไชส์ สมัครฟิตเนส หรือทำยิมที่บ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ออกกำลังกาย” ครับ ทำให้สุขภาพดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้จิตใจแจ่มใส มันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เราให้ตัวเองได้

สร้างฟิตเนสของคุณให้ครบทุกฟังก์ชัน

ทีมงาน Thaigymstuffs (ไทยยิมสตัฟฟ์) ให้บริการจัดหาและติดตั้งเครื่องออกกำลังกายครบวงจร พร้อมออกแบบตามงบประมาณและพื้นที่ รองรับทั้งบ้านและยิมเชิงพาณิชย์

ดูบริการสร้างห้องฟิตเนส

ขอบคุณที่อ่านจนจบทุกบทความนะครับ ขอให้น้องประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ทำ แล้วเจอกันที่ Real Gym!

พี่เจ้าของ Real Gym – เรียลยิม ฟิตเนส Open Air อันดับ 1 ของไทย 6 สาขา | 11,000+ สมาชิก | เป้าหมาย 77 จังหวัด realgymth.com

ซีรีส์ทั้งหมด 7 บทความ: 1. เปิดฟิตเนสยังไง? คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2. เปิดฟิตเนสลงทุนเท่าไหร่? สรุปต้นทุนทุกรายการ 3. เปิดฟิตเนสต้องขออนุญาตอะไรบ้าง? 4. ออกแบบห้องฟิตเนสยังไงให้ดึงดูดสมาชิก? 5. รับทำห้องฟิตเนสครบวงจร: เบื้องหลังการสร้างยิม 6 สาขา 6. เปิดฟิตเนสใน กทม. ทำเลไหนดี? คู่มือสร้างโฮมยิมฉบับสมบูรณ์

 

หมวดหมู่สมิท smith machine prox

เครื่องสมิทแมชชีน

เล่นเวทอย่างมั่นใจ ปลอดภัยด้วย Smith Machine

เลือกดูสินค้า
ลู่วิ่งออกกำลังกาย x12 ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

ลู่วิ่งออกกำลังกาย

ลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพสูง ใช้ได้ทั้งบ้านและฟิตเนส

เลือกดูสินค้า
จักรยานออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผา

จักรยานออกกำลังกาย

เครื่องออกกำลังกาย ปั่นสนุก เผาผลาญไว ประหยัดพื้นที่

เลือกดูสินค้า

แผ่นยางปูพื้น

ปรับระดับได้ รองรับทุกท่าเล่นเวท อย่างมืออาชีพ

เลือกดูสินค้า
เครื่องเดินวงรี elliptical el 02 รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เครื่องเดินวงรี

รวมอุปกรณ์เล่นเวทครบชุด ราคาคุ้มค่า

เลือกดูสินค้า
โฮมยิม เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

โฮมยิม

เครื่องออกกำลังกาย แบบ All-in-one

เลือกดูสินค้า
ม้านั่งออกกำลังกาย รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

ม้านั่งออกกำลังกาย

รองรับแรงกระแทก ป้องกันเสียงรบกวน

เลือกดูสินค้า
pilates-reformer

เครื่องพิลาทิส

ออกกำลังได้ทุกส่วน ครบในเครื่องเดียว

เลือกดูสินค้า

โค้ชปูนิ่ม - น.ส.มนัสนันท์ อรรณพวรรณ

นักกีฬาเพาะกายหญิง รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันมิสเตอร์ไทยแลนด์ 2025

ปูเชื่อว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากศูนย์ หรือเคยล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าคุณไม่หยุดพยายาม สักวันร่างกายของคุณจะเปลี่ยนไปได้แน่นอน โค้ชพร้อมอยู่ข้าง ๆ และจะพาทุกคนไปให้ถึงเป้าหมายไปด้วยกันค่ะ"

ดูโปรไฟล์โค้ชปูนิ่ม